สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที ครับ

วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรง ที่จะมาวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ให้ทุกท่านได้ติดตามกัน อย่างละเอียด ท่ามกลางความตึงเครียด หลัก ๆ สามด้าน ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดการเงินโลก ในขณะนี้ ครับ

เริ่มจากด้านแรก คือ วิกฤตพลังงาน จากความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งขึ้นไป ทะลุระดับ หนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ส่วนด้านที่สอง คือ การคุมเข้มนโยบายการเงิน พร้อมกันของธนาคารกลางใหญ่ ๆ ทั่วโลก ซึ่งรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 และด้านที่สาม คือ การปรับฐาน ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ซึ่งทำให้ดัชนีแนสแดก พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ครับ

ประเด็นสำคัญ ที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม โดยปรับขึ้น ยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน สู่ระดับ สามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่สิบหกกันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ควบคู่ไปกับ การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สองของปีนี้ ของธนาคารกลางยุโรป และ ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่น อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น พุ่งสูงขึ้น แตะระดับเกินสามเปอร์เซ็นต์ แล้ว ครับ

ตลาดหุ้นโลก กำลังแตกออกเป็นสองขั้ว อย่างชัดเจน กล่าวคือ กลุ่มหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นนอกสหรัฐฯ กำลังได้รับผลกระทบ จากแรงกดดันของการคุมเข้มทางการเงิน ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อย่างเอเอ็มดี อินเทล และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเอไอ ยังคงปรับตัวขึ้นได้ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สะท้อนถึงความเสี่ยงพื้นฐาน แต่การปรับตัวขึ้น ในลักษณะนี้ แบบแคบ ๆ และกระจุกตัว ในประวัติศาสตร์แล้ว มักไม่ยั่งยืน และมีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ เมื่อใดก็ตาม ที่ตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบการเงิน เริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจน ครับ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ กำลังกลายเป็นแรงดึงดูดทางแรงโน้มถ่วง ที่บีบอัดมูลค่าหุ้นทั่วทั้งระบบ เพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวม สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบต่อการประเมินมูลค่า ของหุ้นกลุ่มเติบโต ในระยะยาว อย่างไม่เป็นสัดส่วน เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ดังนั้น คำถามสำคัญ สำหรับช่วงสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า คือ แรงซื้อหุ้นกลุ่มเอไอ จะมีพลังมากพอ ที่จะต้านทานแรงดึงดูด ของอัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยง ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ได้หรือไม่ หรือว่า ตลาดพันธบัตร จะเป็นฝ่ายบีบ ให้ตลาดหุ้น ปรับตัวลง จนกว่าจะสอดคล้องกัน ครับ

สำหรับภาพรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในขณะนี้ อยู่ในระดับ ระมัดระวัง และค่อนข้างเป็นเชิงลบ โดยมีข้อแม้ที่สำคัญ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งมีทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ภาวะวิกฤตพลังงาน ธนาคารกลางที่มีท่าทีเข้มงวด และความตึงเครียดด้านสภาพคล่อง ในตลาดเกิดใหม่อย่างตุรกี ล้วนส่งสัญญาณเชิงลบ อย่างไรก็ตาม กระแสการลงทุน ในกลุ่มหุ้นเอไอ และชิป ได้สร้างช่องทางแห่งความหวัง ให้กับหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในวงแคบ ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของ ตลาดกระทิงที่เปราะบาง และกระจุกตัว อยู่ภายใน ภาวะตลาดหมีในวงกว้าง และได้เปลี่ยนผ่านจากช่วง การเติบโตแบบไร้เงินเฟ้อ ในช่วงครึ่งปีแรก มาสู่ ภาวะกดดันจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะงักงัน ภายในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ครับ

มาถึงภาพรวมตลาดการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย เคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ปรับลงเล็กน้อย ในช่วงปลายเดือน ส่วนดัชนีแนสแดกคอมโพสิต ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ สองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยสี่สิบสี่ จุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิป ขณะที่หุ้นยุโรป อยู่ในช่วงเปิดตลาดอย่างระมัดระวัง และหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลงจากความกังวล เรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ครับ

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี อยู่ที่ระดับสี่จุดเก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ และเคยพุ่งแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในรอบหลายปี ขณะที่พันธบัตรญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเหนือระดับสามเปอร์เซ็นต์ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความคาดหวัง ต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ครับ

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ หนึ่งร้อยจุดหก โดยได้แรงหนุนจากท่าทีเข้มงวดของเฟดส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ยังคงปรับตัวสูงขึ้น และปิดตลาดเหนือระดับ หนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทาน แม้จะมีการย่อตัวลงบ้าง จากความหวังในเชิงการทูต ก็ตาม ครับ

การวิเคราะห์เชิงลึก ในประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือ ภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ที่ระดับห้าองศาเซลเซียส ไม่ใช่ ห้าเปอร์เซ็นต์ ครับ ที่กำลังกลับมาครอบงำ ตลาดหุ้นอีกครั้ง ประเด็นนี้ เป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการส่งสัญญาณ ว่าจะปรับขึ้นอีก หนึ่งครั้งในปีนี้ ในอดีต เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี อยู่เหนือระดับห้าเปอร์เซ็นต์ มักจะนำไปสู่ การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเติบโต ตามด้วยการปรับตัวลง ของดัชนีหุ้นใหญ่ ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นการปรับขึ้น ที่เกิดจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด จริงจัง คาดว่าผลกระทบ จะเป็นเชิงลบ และมีขนาดสูง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือ กลุ่มรีทส์ และหุ้นเทคโนโลยีที่ยังไม่มีกำไร รวมถึงหนี้สกุลเงินท้องถิ่น ของตลาดเกิดใหม่ ครับ

ตัวกลางในการส่งผ่านผลกระทบ เริ่มจากเฟดขึ้นดอกเบี้ย นำไปสู่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น ทำให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัว ดอลลาร์แข็งค่า กดดันค่าเงินตลาดเกิดใหม่ จนนำไปสู่วิกฤตสภาพคล่อง และสุดท้าย คือ การขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา เป็นวงกว้าง การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างพร้อมเพรียงกัน ในครั้งนี้ มีโอกาสสูง ที่จะทำให้ตลาดหุ้นโลก ปรับตัวลงได้ สิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ภายในช่วงสามถึงหกเดือนข้างหน้า เว้นแต่ราคาพลังงาน จะปรับตัวลงก่อน ครับ

ประเด็นที่สอง คือ วิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านอุปทานที่สำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบที่อยู่เหนือระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง เคยเป็นปัจจัยนำหน้า การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในสหรัฐฯ ถึงห้าครั้ง จากหกครั้งในอดีต เนื่องจากน้ำมันแพง เปรียบเสมือนภาษี ที่บีบอัดกำลังซื้อของผู้บริโภค และบังคับให้ธนาคารกลาง ต้องขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นจริง ในขณะนี้ ผลกระทบต่อตลาด ค่อนข้างเป็นเชิงลบ ในระยะสั้น กลุ่มพลังงานจะได้ประโยชน์ แต่กลุ่มสายการบิน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย จะได้รับผลกระทบ หากการทูตล้มเหลว และราคาน้ำมันกลับมาทะลุระดับ หนึ่งร้อยสิบบดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าตลาดหุ้น จะปรับตัวลงได้ สามถึงห้าเปอร์เซ็นต์ ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย การย่อตัวของราคาน้ำมัน ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุด ในระยะใกล้นี้ ครับ

ประเด็นที่สาม คือ การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเอไอ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกิดขึ้น ท่ามกลางการปรับตัวลงของหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ การกระจุกตัวของเงินลงทุน ในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นลักษณะเด่น ของช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น เสมอมา และในที่สุด ผู้นำตลาดกลุ่มนี้ ก็จะปรับตัวลงตามในภายหลัง แม้ว่าความต้องการใช้เอไอ จะเป็นเรื่องจริง และมีตัวเลขสนับสนุน เช่น บริษัทเดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย ที่รายงานรายได้เติบโต ห้าสิบจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี ยังคงอยู่เหนือระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ต้นทุนทางการเงิน ของเงินลงทุนระยะยาว จะสูงขึ้น และจำกัดการขยายตัว ของอัตราส่วนราคาต่อกำไร หุ้นกลุ่มนี้ จึงมีความแออัด และอ่อนไหว ต่อการปรับลดมูลค่า จากแรงกดดันของตลาดพันธบัตร ครับ

ประเด็นที่สี่ คือ ความเสี่ยงการแพร่ระบาดของวิกฤต ในตลาดเกิดใหม่ โดยเริ่มจากตุรกี ที่ค่าเงินลีร่า ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ที่สี่สิบแปดจุดห้า ต่อดอลลาร์สหรัฐ และกองทุนรวมของตุรกี เผชิญปัญหาสภาพคล่อง จนต้องมีการแทรกแซงจากภาครัฐ ในขณะที่ประเทศไทย ก็เริ่มเห็นความผันผวน ของกระแสเงินทุนต่างชาติ สลับกันไหลเข้าและไหลออก ในปริมาณที่สูงจากประวัติศาสตร์ ในอดีต วิกฤตสภาพคล่องของตลาดเกิดใหม่ มักเริ่มต้น จากประเทศที่เปราะบางที่สุด และแพร่กระจาย ผ่านช่องทางค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการไหลออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม สัญญาณของเฟด ในการปรับความยืดหยุ่น ของการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น อาจเป็นมาตรการรองรับสภาพคล่องได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตครั้งใหญ่ ได้ทั้งหมด ครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงสองถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า เราแนะนำให้ ลดน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวนาน เช่น หุ้นเทคโนโลยีที่ไม่มีกำไร และกลุ่มรีทส์ เพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันแบบครบวงจร เช่น ปตท. ซึ่งจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงกว่าระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ และยังมีความหลากหลายของรายได้ ทั้งจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อีกทั้งยังแนะนำให้ มีความเป็นกลาง ต่อหุ้นกลุ่มเอไอ โดยคงพอร์ตที่มีอยู่ไว้ แต่ไม่ควรเพิ่มน้ำหนัก และใช้กลยุทธ์ตัดขาดทุน อัตโนมัติที่ระดับ ห้าถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ และแนะนำให้ ลดน้ำหนักการลงทุน ในตลาดเกิดใหม่ ยกเว้นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกพลังงาน เพราะความเสี่ยง ยังอยู่ในระดับสูง ครับ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ในช่วงสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า คือ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ซึ่งหากปรับขึ้นเกินยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน จะส่งผลกระทบ ต่อธุรกรรมคาร์รีเทรด ทั่วโลกอย่างรุนแรง รวมถึง ผลของการเจรจาทางการทูต ในตะวันออกกลาง และการเคลื่อนไหว ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุสิบปี หากทะลุระดับห้าจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะเป็นจุดเริ่มต้น ของการปรับลดมูลค่าหุ้น อย่างเป็นระบบ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในครั้งถัดไป ครับ

สำหรับความเสี่ยงหลัก ในสามสถานการณ์ กรณีฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบ คือ น้ำมันทรงตัวที่ระดับ เก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์สหรัฐ เฟดคงดอกเบี้ย และกระแสเอไอยังคงดำเนินต่อไป ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหว ในกรอบแคบ และมีการสลับกลุ่มลงทุน กรณีเชิงบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ การหยุดยิง ตะวันออกกลางสำเร็จ น้ำมันปรับตัวลง ต่ำกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ในวงกว้าง แต่กรณีเชิงลบ ซึ่งมีโอกาสถึงร้อยละสามสิบ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือความขัดแย้งยกระดับ ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ทะลุห้าจุดห้าเปอร์เซ็นต์ และวิกฤตตลาดเกิดใหม่ ลุกลามเป็นวงกว้าง จะส่งผลให้ ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง ได้ถึงสิบถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ครับ

ประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุน ควรจดจำ คือ ประการแรก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ คือ ศูนย์กลางแรงโน้มถ่วง ของการกำหนดราคาสินทรัพย์ ทั้งหมด จะบีบอัดมูลค่าหุ้น ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า และกดดันตลาดเกิดใหม่ ประการที่สอง ราคาน้ำมัน คือ ตัวแปรหลัก ของทุกอย่าง การปรับตัวขึ้นของหุ้น และการย่อตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล้วนมาจากการย่อตัวของราคาน้ำมันทั้งสิ้น ประการที่สาม การปรับตัวขึ้นของหุ้นเอไอ เป็นเรื่องจริง แต่กระจุกตัว และแออัด ความแตกต่างระหว่างแนสแดก ซึ่งได้แรงหนุนจากเอไอ และดาวโจนส์ ซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย คือ ความตึงเครียดที่สำคัญที่สุด ของตลาดในขณะนี้ ประการที่สี่ ความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่ ยังไม่จำกัดอยู่แค่ตุรกี ความผันผวนของกระแสเงินทุนต่างชาติ ในไทย เป็นสัญญาณเริ่มต้น ของการไหลออกของเงินทุน ที่ขับเคลื่อนโดยค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และประการสุดท้าย การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้ เป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงที่สุด ในระยะใกล้นี้ เพราะอาจคุกคาม ธุรกรรมคาร์รีเทรด ทั่วโลกได้ ครับ

ท้ายที่สุดนี้ ต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามรับชมรายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก วันนี้ และสำหรับผู้ที่สนใจ ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบห้า กันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ

วันนี้ ประเด็นหลักของตลาดการเงินโลก อยู่ที่แรงกดดันจากสภาพคล่องที่ตึงตัว ในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ แตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

พันธบัตรญี่ปุ่น ทะลุสามเปอร์เซ็นต์ ก่อนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย

และพันธบัตรเยอรมัน แตะระดับสูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี ที่มากกว่าสามจุดห้าเปอร์เซ็นต์

ธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด ศูนย์จุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ สู่ช่วงสามจุดเจ็ดห้า ถึงสี่จุดศูนย์ศูนย์เปอร์เซ็นต์

พร้อมส่งสัญญาณเข้มงวด ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบสองสัปดาห์ ที่ประมาณหนึ่งร้อยจุดหก

สถานการณ์นี้ สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน ในตลาดหุ้น

หุ้นเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ยังแข็งแกร่ง

ดัชนีแนสแดก ทำสถิติสูงสุดใหม่ ที่ประมาณสองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยสี่สิบสี่จุด

ขณะที่ดาวโจนส์ และตลาดหุ้นยุโรป ปรับตัวลง จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมัน มีความผันผวน จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ทำให้ราคาพุ่งขึ้น ก่อนจะย่อตัวลง

ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจับตาว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่

ซึ่งอาจทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น และเกิดการคลายสถานะการเทรดแบบคาร์รีเทรด

สำหรับภาพรวมตลาด ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

ขณะที่ธนาคารกลางหลัก ยังคงเข้มงวด

ความเชื่อมั่นของนักลงทุน อยู่ในโหมดระมัดระวัง และมีแนวโน้มปรับพอร์ตไปสู่การป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐ ผสมผสาน ดาวโจนส์ลดลง หนึ่งร้อยหกสิบสองจุด

ขณะที่เอสแอนด์พี 500 และแนสแดก ใกล้ทรงตัว

ส่วนตลาดยุโรป ลดลงล่วงหน้า ศูนย์จุดห้าถึงศูนย์จุดหกเปอร์เซ็นต์

พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ถูกเทขายอย่างหนัก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

พันธบัตรเยอรมันอายุสิบปี สูงกว่าสามจุดห้าเปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี

ขณะที่พันธบัตรญี่ปุ่นอายุสิบปี ทะลุสามเปอร์เซ็นต์

และพันธบัตรสหรัฐอายุสองปี อยู่ที่ประมาณสี่จุดเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่หนึ่งร้อยจุดหก จุดสูงสุดในรอบสองสัปดาห์

ทองคำ ถูกกดดันเล็กน้อย ขณะที่น้ำมัน มีความผันผวน

ประเด็นแรกที่ต้องวิเคราะห์ คือ การเทขายพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งเร่งตัวขึ้น

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง

ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคฯ ที่มีอายุยาว ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ดอลลาร์แข็งค่า และเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะเป็นตัวแปรสำคัญ

หากปรับขึ้นดอกเบี้ย จะยิ่งเร่งการเทขายพันธบัตร และอาจทำให้เงินเยนแข็งค่า

เกิดการคลายคาร์รีเทรด และดูดสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูง

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมัน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันเคยพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลง

ต่อมา ปรับขึ้นอีกครั้ง จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ความผันผวนของราคาน้ำมัน กระตุ้นเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลาง คงนโยบายเข้มงวด

ซึ่งกดดันหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น สายการบิน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย

ขณะเดียวกัน หุ้นพลังงาน อาจได้ประโยชน์

ความเสี่ยงสำคัญ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ

หากมีการยกระดับความขัดแย้ง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง และหุ้นทั่วโลกจะร่วง

ความเชื่อมั่น อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม ความแข็งแกร่งของหุ้นเทคฯ และปัญญาประดิษฐ์ เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ดัชนีแนสแดก ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากแรงหนุนของหุ้นชิป และเอไอ

แต่การที่ดาวโจนส์ปรับลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง สะท้อนความไม่สอดคล้องกันในตลาด

ในอดีต เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นต่อเนื่อง หุ้นเติบโตสูง จะถูกกดดันในที่สุด

แต่หากกำไรของบริษัทเอไอยังดี ตลาดอาจไปต่อได้ระยะหนึ่ง

แต่ความเสี่ยงของการปรับฐาน จะเพิ่มขึ้น

ความเชื่อมั่น อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สี่ ความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่

โดยเฉพาะวิกฤตสภาพคล่องของกองทุนรวมในตุรกี ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นร่วง และต้องมีการแทรกแซงจากหน่วยงานกำกับดูแล

ขณะที่เวียดนาม ได้รับการเลื่อนสถานะเป็นตลาดเกิดใหม่ระดับรอง จากเอฟทีเอสอี รัสเซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวก

และมีแผนการลงทุนจากแวนการ์ด มูลค่า สองพันห้าร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนธนาคารกลางอินเดีย ปฏิเสธคำขออนุญาตในการเสนอขายหุ้นไอพีโอของทาทา ซันส์

ความแข็งแกร่งของดอลลาร์ และอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูง ทำให้ภาระหนี้ของประเทศเกิดใหม่เพิ่มขึ้น

และอาจเกิดการแพร่กระจายความเสี่ยงไปยังสกุลเงินอื่น

ความเชื่อมั่น อยู่ในระดับปานกลาง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน

ประการแรก ควรถือดอลลาร์สหรัฐ ให้มากกว่าสกุลเงินยุโรป และตลาดเกิดใหม่

เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐเข้มงวด และเศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอ

ประการที่สอง ลดการถือครองพันธบัตรระยะยาว เพราะอัตราผลตอบแทนยังมีโอกาสปรับขึ้นอีก

โดยเฉพาะรอดูผลประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น

ประการที่สาม เพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน ในจังหวะราคาอ่อนตัว เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ยังอยู่ในระดับสูง

ประการที่สี่ สำหรับตลาดเกิดใหม่ ให้เน้นเวียดนาม ขณะที่หลีกเลี่ยงตลาดเกิดใหม่ในวงกว้าง

ภายใต้สถานการณ์หลัก มีความน่าจะเป็นร้อยละห้าสิบห้า ที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเข้มงวด

อัตราผลตอบแทนสูง และตลาดหุ้นปรับตัวลงในกรอบ หรือปรับลดลง ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า

ในสถานการณ์เชิงบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ ธนาคารกลางญี่ปุ่น คงดอกเบี้ย ราคาน้ำมันลดลง

และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน คืบหน้า ทำให้ตลาดฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

ส่วนสถานการณ์เชิงลบ มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย

และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยสิบบาร์เรล

ตลาดหุ้นร่วง ห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และเกิดการแพร่กระจายของวิกฤตในตลาดเกิดใหม่

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ความเครียดในตลาดพันธบัตร เป็นสัญญาณหลัก

นักลงทุนควรลดสัดส่วนตราสารหนี้ระยะยาว และเพิ่มการป้องกันความเสี่ยง

การถือดอลลาร์สหรัฐ ให้ผลตอบแทนที่ดี ในช่วงนี้

แนวโน้มโมเมนตัมของหุ้นเทคฯ และเอไอ เปราะบาง

แม้ทำสถิติสูงสุด แต่เมื่อปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ การปรับฐานเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แต่มักเกิดขึ้นในที่สุด

ราคาน้ำมันมีกรอบจำกัด แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ยังคงอยู่

สำหรับตลาดเกิดใหม่ ต้องแยกแยะ เวียดนาม มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง

ขณะที่ประเทศอื่น ต้องระวังความเสี่ยงจากตุรกี และดอลลาร์ที่แข็งค่า

ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐ มีสัญญาณว่า อาจปรับเปลี่ยนการซื้อตั๋วเงินคลัง เพื่อบริหารสภาพคล่อง

ซึ่งอาจช่วยลดความผันผวนระยะสั้น ของอัตราดอกเบี้ย และเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อย สำหรับสินทรัพย์เสี่ยง

สุดท้ายนี้ต้องขอเตือนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง

ข้อมูลในรายงานนี้ เป็นเพียงข้อมูล และการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

โปรดศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ สวัสดีตอนเช้า ท่านผู้ชมทุกท่าน ครับ

สวัสดีครับ สวัสดีตอนเช้า ท่านผู้ชมทุกท่าน ครับ

ขอต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสี่ กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

วันนี้เรามีประเด็นสำคัญ ที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ในขณะนี้ กำลังตึงเครียดสุดขีด ครับ สงครามระหว่าง นโยบายเข้มงวดของธนาคารกลาง และ ภาวะช็อกจากราคาพลังงาน กำลังส่งสัญญาณถึงภาวะ เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ หรือที่เราเรียกว่า สเตกเฟลชัน นั่นเองครับ

ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ครับ โดยพันธบัตรอายุสิบปีของสหรัฐฯ แตะที่ สี่จุดเก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ พันธบัตรเยอรมนี สูงกว่าสามจุดห้าเปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรญี่ปุ่น สูงกว่าสามเปอร์เซ็นต์

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียุคใหม่ หรือไฮเปอร์สเกลเลอร์ โดยเฉพาะหุ้นเอไอ ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในอนาคต เพราะมูลค่าหุ้นถูกลดทอนลง จากอัตราคิดลดที่สูงขึ้นครับ

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การคุกคามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นแตะหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ความพยายามทางการทูต ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ติดต่อกันสี่วันทำการครับ

แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ การที่ราคาน้ำมันลดลง กลับไม่สามารถพยุงตลาดหุ้นไว้ได้ ดังที่เราเห็นในวันที่ยี่สิบเอ็ด ถึงยี่สิบสี่กันยายน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พยายามรีบาวด์ แต่ก็ถูกเทขายกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่สูงขึ้นนั้นรุนแรงกว่า นี่คือสัญญาณของตลาดหมี ที่ชัดเจนมากครับ

สำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ที่เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ย เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เงินเยนแข็งค่า และส่งผลต่อการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะกองทุนที่กู้ยืมเงินเยน เพื่อไปลงทุนต่างประเทศ

นอกจากนี้ ค่าดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่ง ยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ หรืออีเอ็ม อย่างหนักครับ ดัชนีดอลลาร์ดีเอ็กซ์วาย ปรับตัวขึ้นมาที่ระดับหนึ่งร้อยจุดหก ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออก จากตลาดเกิดใหม่ และกดดันค่าเงินท้องถิ่นอีกด้วยครับ

คำแนะนำการลงทุนที่มีความมั่นใจสูง ในช่วงนี้ คือ การลดน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีระยะยาว และเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ระยะสั้น ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เช่น หุ้นพลังงานบางตัว หรือหุ้นกลุ่มการเงินที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยสูง สำหรับการป้องกันความเสี่ยง การถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ และการขายอีเอ็มเอฟเอ็กซ์ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมครับ

แนวโน้มตลาดในอีกสองถึงหกสัปดาห์ข้างหน้า ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และพัฒนาการในตะวันออกกลางครับ

สำหรับสถานการณ์หลัก มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ที่เฟดจะยังคงเข้มงวด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะทรงตัวสูง ดัชนีหุ้นจะค่อยๆ ปรับตัวลง แนวรับที่ดีที่สุดคือ หุ้นกลุ่มปลอดภัยและเงินสดครับ

ขณะที่สถานการณ์เชิงบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ ที่น้ำมันจะลดลงต่ำกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เงินเฟ้อลดลง เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย และตลาดหุ้นเทคโนโลยี่จะรีบาวด์อย่างรุนแรงครับ

แต่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันพุ่งสูงกว่าร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ตลาดหุ้นจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมี หรือปรับตัวลงมากกว่าร้อยละยี่สิบครับ

ก่อนจากกัน หมั่นติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า ไอ วี ซี อินเวซซี่ ดอท อีดีไอ เอไอ ดอท เทค สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ท่านผู้ชมทุกท่าน ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสาม กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ท่านผู้ชมทุกท่าน ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสาม กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

มาวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนโลกกันครับ ช่วงนี้ตลาดกำลังเผชิญกับแรงกดดันสำคัญสองเรื่องพร้อมกัน นั่นคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากอุปทานตึงตัว โดยเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการเทขายพันธบัตรรัฐบาลครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปีพุ่งแตะห้าเปอร์เซ็นต์ เยอรมันบุนด์ทะลุสามจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี และพันธบัตรอังกฤษสูงกว่าห้าจุดสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงสุดในรอบสิบเก้าปี

แรงกดดันคู่นี้เกิดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ดันอัตราเงินเฟ้อ และอัตราคิดลดที่พุ่งสูงขึ้นกำลังบีบอัดมูลค่าหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่อ่อนไหวต่อระยะเวลา ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกจุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับสามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางได้ละทิ้งแนวคิดที่ว่าเงินเฟ้อเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และกำลังเร่งคุมเข้มนโยบายการเงินท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นี่คือลักษณะคลาสสิกของสภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในรอบปลายวัฏจักร นั่นคือต้นทุนสูงขึ้น อัตราส่วนราคาต่อกำไรลดลง และทางเลือกนโยบายแคบลง

กลไกการส่งผ่านมีความชัดเจนครับ ราคาพลังงานสูงขึ้นเป็นภาษีต่อการบริโภค อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นบั่นทอนส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง ที่ดัชนีประมาณหนึ่งร้อยจุดหก ทำให้เงื่อนไขทางการเงินโลกตึงตัวขึ้น ย้อนกลับไปครั้งสุดท้ายที่เราเห็นการจัดวางเช่นนี้ คือนํ้ามันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐที่ห้าเปอร์เซ็นต์ และเฟดกำลังขึ้นดอกเบี้ย คือช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินปีสองพันแปด แม้ว่าระบบธนาคารในปัจจุบันจะแข็งแกร่งกว่า แต่ความเสี่ยงและผลตอบแทนในระยะใกล้นั้นเอียงไปในทางลบสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง จนกว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงอย่างชัดเจน หรือธนาคารกลางส่งสัญญาณหยุดพัก

มาดูภาพรวมตลาดวันนี้กันครับ ดัชนีหุ้นหลักทั่วโลกปรับตัวลดลง นําโดยหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกกดดัน ทั้งวอลล์สตรีท ดัชนีดั๊กซ์ของเยอรมนี และนิกเกอิของญี่ปุ่น ต่างก็อ่อนตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี การเทขายพันธบัตรทั่วโลกกำลังรุนแรงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามท่าที hawkish ของเฟด และราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ความรู้สึกของนักลงทุนเปลี่ยนจากระมัดระวังในเชิงบวกเป็นระมัดระวังในเชิงลบอย่างชัดเจนครับ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ มีสามประเด็นหลักครับ

ประเด็นแรก ภาวะช็อกจากราคาน้ำมัน ราคาเบรนท์พุ่งเหนือร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ จากการตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง รวมถึงการข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ในอดีต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการหยุดชะงักด้านอุปทาน ทำให้ผลตอบแทนหุ้นในประเทศที่นำเข้าพลังงานติดลบทันที และสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ คาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสายการบินจะได้รับผลกระทบเชิงลบ

ประเด็นที่สอง การเทขายพันธบัตรทั่วโลก การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปีแตะห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณคล้ายกับปีสองพันเจ็ดที่สินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ช่วงผลงานย่ำแย่ อัตราผลตอบแทนจริงที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์ผกผันกับอัตราส่วนราคาต่อกำไรของหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี คาดว่ากลุ่มเทคโนโลยีและกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะถูกกดดันหนัก ขณะที่กลุ่มการเงินมีทั้งโอกาสจากส่วนต่างดอกเบี้ยและความเสี่ยงจากสินเชื่อ

ประเด็นที่สาม ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจคุมเข้ม การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าเฟดยอมให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อกลายเป็นเกลียวค่าจ้าง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งจะกดดันสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่และทำให้เงื่อนไขทางการเงินโลกตึงตัวยิ่งขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นมูลค่าเชิงรับ เช่น สาธารณูปโภคและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ในทางตรงกันข้าม ควรลดน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ สินค้าฟุ่มเฟือย สายการบิน พันธบัตรระยะยาว และตลาดเกิดใหม่

แนวโน้มฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้าที่ราคาน้ำมันจะยังคงสูง และเฟดยังคงแข็งกร้าว หุ้นจะปรับตัวลงโดยมีหุ้นพลังงานเป็นข้อยกเว้น โอกาสที่ตลาดจะปรับตัวดีขึ้นมีเพียงร้อยละยี่สิบ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย แต่ในทางตรงกันข้าม หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจนราคาน้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ จะเกิดภาวะตื่นตระหนกและตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงถึงร้อยละสิบห้าถึงยี่สิบครับ

ก่อนจากกันในวันนี้ ขอฝากให้ติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุด ที่จะพลิกทิศทางของราคาน้ำมัน พันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบสอง กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาทีเช้า ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบสอง กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาทีเช้า ครับ

เริ่มต้นที่ประเด็นใหญ่ของตลาดการเงินโลกในขณะนี้ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ธนาคารกลางหลัก พร้อมใจกันคุมเข้มนโยบายการเงิน พร้อมกันทั่วโลก หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบสามปี ขึ้น 25 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ ร้อยละ 3.75 ถึง 4.00 ตามมาด้วยธนาคารกลางยุโรปที่ปรับขึ้นเช่นกัน และที่สำคัญ ตลาดจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น เตรียมขึ้นดอกเบี้ย สู่ระดับร้อยละ 1.25 ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการคุมเข้ม ที่ประสานกันมากที่สุด ในรอบสองทศวรรษ

การคุมเข้มพร้อมกันนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์ พุ่งทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี พุ่งแตะระดับร้อยละห้า สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจถดถอย จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ธนาคารกลางจำต้องเร่งลดดีมานด์ ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนถูกกดดัน และส่วนต่างความเสี่ยงของตราสารหนี้ ปรับกว้างขึ้น ในเชิงประวัติศาสตร์ การคุมเข้มพร้อมกันทั่วโลก ควบคู่กับปัญหาช็อคพลังงานด้านอุปทาน เคยส่งผลให้หุ้นตกต่ำอย่างรุนแรง มาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังการประชุมเฟด เมื่อวันที่สิบแปดกันยายน ที่ผ่านมา แต่มุมมองเรามองว่า เป็นเพียงการเด้งกลับในเชิงกลยุทธ์ ระยะสั้น เพราะแรงกดดันระยะกลาง ยังขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมัน จะลดลงอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ และความขัดแย้งอิหร่าน จะคลี่คลายลงหรือไม่

มาดูภาพรวมตลาดในวันนี้ หุ้นสหรัฐ ยุโรป ปรับตัวลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากความกังวลดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน และเด้งกลับช่วงปลายสัปดาห์ ส่วนหุ้นญี่ปุ่น ถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ย และเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณร้อยละ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่พันธบัตรญี่ปุ่น ทะลุระดับร้อยละ 3 และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ ปิดเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

มาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญกันต่อ ธีมแรก คือการคุมเข้มพร้อมกันของธนาคารกลางหลัก ซึ่งถือเป็นการกลับมาของแนวโน้มคุมเข้ม ที่ไม่เห็นมาหลายปี การปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันเช่นนี้ ในอดีตมักกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย มักได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะหุ้นแนสแด็ก และหุ้นญี่ปุ่น

ธีมที่สอง คือวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันเบรนท์ที่พุ่งสูงเกินหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ กำลังเป็นตัวเร่งอัตราเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนในสถานการณ์นี้ คือ กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ สายการบิน และกลุ่มขนส่ง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นมาก

ธีมที่สาม ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางญี่ปุ่น กับการแข็งค่าของเงินเยน ประเด็นนี้ถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ซ่อนอยู่ เพราะนักลงทุนญี่ปุ่น ถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก หากเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เพื่อนำเงินกลับประเทศ คล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ธีมสุดท้าย คือความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทเดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย รายงานรายได้ไตรมาสสอง ปีนี้โตกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้อานิสงส์จากความต้องการลงทุนในศูนย์ข้อมูล ด้านปัญญาประดิษฐ์ แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว ก็ตาม และหุ้นเดลต้า ยังช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทย ให้ปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่ผ่านมา

มาถึงข้อเสนอแนะการลงทุนที่มีมุมมองชัดเจน เรายังคงแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนสูง ในกลุ่มพลังงาน และการลงทุนระยะสั้น เรามองว่าการเด้งขึ้นของหุ้น หลังการประชุมเฟด ยังอ่อนแอ จึงควรปรับพอร์ตการลงทุน โดยลดสัดส่วนในหุ้นกลุ่มเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี และเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน ขณะเดียวกัน การถือเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดี ในภาวะเช่นนี้

ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน หากเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ หรือหลุดระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าจะยืดเยื้อหรือคลี่คลาย

ท้ายนี้ เรามีมุมมองต่อสถานการณ์ในสามกรณี กรณีพื้นฐาน โอกาสร้อยละห้าสิบห้า ตลาดหุ้นจะค่อยๆ ปรับตัวลง แต่ยังมีจังหวะเด้งขึ้นเป็นระยะ แนะนำถือหุ้นกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักหุ้นทั่วไป กรณี optimistic โอกาสร้อยละยี่สิบ หากความขัดแย้งอิหร่านคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะลดลง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวขึ้นแรง แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกรณีเลวร้าย โอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากความขัดแย้งลุกลาม น้ำมันพุ่งสูงเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ และเกิดการเทขายสินค้าเสี่ยงทั่วโลก แนะนำถือเงินสด ทองคำ และดอลลาร์สหรัฐ

บทสรุปส่งท้ายสำหรับวันนี้ พลังงาน คือศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด และการเด้งขึ้นของหุ้น หลังการประชุมเฟด คงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด อยู่ที่การแข็งค่าของเงินเยน ที่อาจนำไปสู่การเทขายต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ยังคงเป็นธีมที่น่าสนใจในระยะยาว แต่ต้องจับตาต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และติดตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างใกล้ชิด

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเอ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา แปดนาฬิกา สามสิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเอ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา แปดนาฬิกา สามสิบเอ็ดนาที ครับ

เริ่มต้นที่ประเด็นสำคัญที่สุดของช่วงนี้ครับ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรก นับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม โดยปรับขึ้นยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน สู่ระดับสามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นทะลุระดับหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการหยุดชะงักของท่อส่งน้ำมันในซาอุดิอาระเบีย และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี และตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศการตัดสินใจของเฟด ปรากฏว่าตลาดตอบรับในเชิงบวก โดยหุ้นปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง และราคาน้ำมันก็อ่อนตัวลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ลดลง และข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมที่แข็งแกร่งเกินคาด ช่วยหนุนมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่น

มาถึงภาพรวมของตลาดในขณะนี้ครับ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านจากภาวะความเสี่ยงสูง ไปสู่การปรับตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง หลังจากการตัดสินใจของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และราคาน้ำมันเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอยู่ และทิศทางของธนาคารกลางหลักทั่วโลก

หัวข้อที่ต้องจับตามองเป็นอันดับแรก คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ จะเป็นการปรับขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือ ยังมีโอกาสปรับขึ้นอีก เนื่องจากเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยกดดัน โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง ในขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารจะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

ประเด็นสำคัญรองลงมา คือ วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จากเหตุการณ์ความขัดแปรในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสายการบินและการขนส่งที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

และประเด็นที่สาม คือ การปรับฐานของตลาดพันธบัตรโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่คาดหวังในอนาคตปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีระยะยาว และกดดันต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

จากปัจจัยเหล่านี้ กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ คือ การเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากปัญหาอุปทาน แต่ควรลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังไม่มีผลกำไร เนื่องจากความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม เราต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ และท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่นในการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในระยะต่อไปครับ

ก่อนจากกันในวันนี้ ขอฝากข้อคิดสำหรับนักลงทุนทุกท่านไว้เสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะข่าวสารและข้อมูลที่เราได้รับในวันนี้ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจากปัจจัยต่างๆ ที่ไม่คาดคิดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ

เริ่มต้นที่ภาพรวมตลาดการเงินประจำสัปดาห์นี้ ตลาดมีความผันผวนรุนแรง หลังจากนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลสูงสุด มาเป็นภาวะย่อย消化ข่าว โดยปัจจัยหลักคือ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์ พุ่งทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยหกสิบหก หรือสองพันยี่สิบหกเดือนกันยายน โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละศูนย์จุดสองห้า สู่ช่วงสามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ พร้อมส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณจะ tightened นโยบายการเงิน

หุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนักในช่วงกลางสัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอ ที่ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกระแสข่าวชะลอตัวของอุตสาหกรรมเอไอ แต่ต่อมาในวันศุกร์ที่สิบแปด ตลาดฟื้นตัวขึ้นบ้าง จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย และตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงมีกำลังซื้อดี

ภาพรวมตลาดตอนนี้ อยู่ในภาวะกดดันจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังคงเปราะบาง แม้ว่าจะดีขึ้นจากช่วง panic สุดขั้วแล้วก็ตาม

มาถึงประเด็นวิเคราะห์สำคัญสามเรื่องครับ

ประเด็นแรก เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยหกสิบหก ส่งผลกระทบต่อทุกสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูง จะถูกกดดันระยะสั้นถึงหนึ่งเดือน ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันเบรนท์ที่สูงเกินหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง โดยเฉพาะกลุ่มสายการบิน ที่มีต้นทุนน้ำมันคิดเป็นร้อยละยี่สิบห้าถึงสามสิบห้าของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานได้ประโยชน์โดยตรง

ประเด็นที่สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปีที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นระดับที่ไม่เคยยืนนานมาตั้งแต่ปีสองพันเจ็ด และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้พันธบัตรเริ่มน่าสนใจเทียบกับหุ้น ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินจากหุ้นระยะยาวไปยังพันธบัตร และสนับสนุนดอลลาร์

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสองถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า มีสี่ประเด็นสำคัญครับ หนึ่ง เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน เพราะยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง สอง ลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตระยะยาวที่ราคาแพง สาม เพิ่มน้ำหนักดอลลาร์สหรัฐ และลดการลงทุนในสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ และสี่ การลงทุนระยะสั้นในหุ้นกลุ่มสายการบิน ที่อาจฟื้นตัวได้ หากราคาน้ำมันลดลงต่อ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางราคาน้ำมันเบรนท์ที่ระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์ สัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ การเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ

สุดท้าย ภาพรวมความเสี่ยง มีสามกรณีครับ กรณีฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า คาดว่าน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบเก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย ตลาดผันผวนและหุ้นกลุ่มพลังงานการเงินจะ outperformance กรณีบวกมีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากตะวันออกกลางคลี่คลายทำให้น้ำมันต่ำกว่าเก้าสิบดอลลาร์ ตลาดจะเด้งแรง หุ้นเทคโนโลยีนำ และกรณีลบมีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากน้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ เกิดวิกฤต ตลาดหุ้นเข้าสู่ correction

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบเจ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบเจ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

เริ่มต้นรายการด้วยประเด็นสำคัญที่กำลังปรับโฉมภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ นั่นคือ วิกฤตราคาน้ำมันจากด้านอุปทาน ชนเข้ากับการปรับนโยบายการเงินที่เข้มงวดพร้อมกันของธนาคารกลางทั่วโลก สถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ ตั้งแต่ช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงในปีสองพันเจ็ดถึงสองพันแปด

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะยานทะลุระดับ หนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมันสายหลักที่เชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก ขณะที่อิหร่านกลับมาขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่า ยังไม่มีทางออกทางการทูตในระยะใกล้นี้

พลังงานที่แพงขึ้น ส่งผ่านตรงเข้าสู่ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม ที่ระดับ ยี่สิบห้าเบซิสพอยต์ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปปรับนโยบายเข้มงวดเพิ่มเติม และธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ววันนี้

ผลที่ตามมาคือ พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับ ร้อยละห้า จุดศูนย์หนึ่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี ขณะที่พันธบัตรเยอรมันพุ่งทะลุ ร้อยละสามจุดห้า ซึ่งสูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี และพันธบัตรญี่ปุ่นทะลุระดับ ร้อยละสาม เป็นครั้งแรก

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงในทุกภูมิภาคหลัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ถูกกดดันหนักที่สุด

สถานการณ์นี้ เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อแบบคลาสสิก ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นบีบอัตรากำไรของบริษัท ขณะที่อัตราคิดลดที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าหุ้นปรับลดลง กลไกการส่งผ่านความเสี่ยงครั้งนี้ คล้ายกับวิกฤตน้ำมันในปีสองพันเจ็ดสิบสามถึงเจ็ดสิบสี่ แต่การตอบสนองเชิงนโยบายในวันนี้ รุนแรงและรวดเร็วกว่า ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เสี่ยงเป็นพิเศษ

มาดูภาพรวมตลาดในขณะนี้ ตราบใดที่ราคาพลังงานยังสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวังและค่อนข้างเป็นขาลง จากการสำรวจความรู้สึกตลาด พบว่า ทองคำ และเงินเยนญี่ปุ่น ถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่หุ้นและตราสารหนี้ กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น

ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้น หรือ VIX และดัชนีความผันผวนของตลาดพันธบัตร หรือ MOVE ต่างปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านจากความประมาท ไปสู่ภาวะตึงเครียด

สำหรับประเด็นวิเคราะห์เชิงลึก ประเด็นแรก คือ วิกฤตน้ำมันตะวันออกกลางราคาเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ จากการปิดท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย และการขู่ของอิหร่าน ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ ศูนย์จุดสามถึงศูนย์จุดสี่เปอร์เซ็นต์ ภายในหนึ่งถึงสองเดือน และลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงประมาณ ศูนย์จุดสองเปอร์เซ็นต์ กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์ ขณะที่สายการบิน ขนส่ง และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูง

ประเด็นที่สอง คือ วิกฤตพันธบัตรโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปีที่ระดับร้อยละห้า ในอดีตเคยเป็นสัญญาณนำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดระยะยาว ซึ่งจะถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น กลุ่มการเงินอาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตยังต้องจับตา

ประเด็นที่สาม ที่ตลาดอาจมองข้าม คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้น อาจทำให้เงินทุนไหลกลับประเทศญี่ปุ่น และส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกตึงตัวเร็วกว่าที่คาด

ประเด็นที่สี่ คือ สงครามภาษีระหว่างสหรัฐและแคนาดา ที่ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละห้าสิบกับสินค้าแคนาดาบางรายการ และแคนาดาตอบโต้ด้วยภาษีตอบโต้ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การลดกำลังการผลิต และการจ้างงานในระยะต่อไป

โดยสรุป แนวโน้มการลงทุนที่ได้ความเชื่อมั่นสูง คือ การเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มพลังงาน ในช่วงเวลาสองถึงสี่สัปดาห์ เนื่องจากอุปทานน้ำมันยังตึงตัว และราคายังสูงเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ควรลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ร้อยละห้า เป็นอัตราคิดลดที่สร้างความเสียหายต่อมูลค่าหุ้นระยะยาว

นอกจากนี้ การถือเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน ยังเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ รวมถึงการซื้อประกันความผันผวนของตลาดผ่านตัวเลือก VIX เนื่องจากความผันผวนมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง

สำหรับมุมมองความเสี่ยงหลัก กรณีฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง หนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ ธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงอีกห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ภายในสองถึงสี่สัปดาห์ โดยกลุ่มพลังงานจะ outperform ขณะที่เทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่อ่อนแอ

กรณีเชิงบวกมีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากท่อส่งน้ำมันกลับมาเปิดใช้เร็วกว่าคาด และความตึงเครียดคลี่คลายลง ราคาน้ำมันอาจลดลงต่ำกว่าเก้าสิบห้าดอลลาร์ และตลาดหุ้นอาจรีบาวด์แรง

กรณีเลวร้ายมีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นบางส่วน หรือเกิดความขัดแย้งทางทหาร ราคาเบรนท์อาจพุ่งเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ เฟดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินห้าสิบเบซิสพอยต์ และตลาดหุ้นโลกอาจเข้าสู่ภาวะปรับฐานมากกว่าร้อยละสิบห้าภายในสองถึงสามสัปดาห์ ในกรณีนี้ ทองคำและดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ที่เป็นแหล่งหลบภัย

กลยุทธ์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม คือ การมองหาจังหวะในกลุ่มธนาคารภูมิภาคของสหรัฐ หากเส้นอัตราผลตอบแทนปรับตัวชันขึ้นในระยะยาว ธนาคารที่มีเงินทุนแข็งแรงจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น แต่ต้องติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด

ปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ ความคืบหน้าทางการทูตเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ การส่งสัญญาณนโยบายของเฟด การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐเดือนสิงหาคม และประสิทธิภาพของโครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ

ท้ายที่สุด ขอเน้นย้ำว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ข้ามประเภท มีแนวโน้มคงอยู่ต่อไป เนื่องจากถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคที่แท้จริง การป้องกันความเสี่ยงจึงมีความจำเป็นในสภาวะเช่นนี้

ขอเรียนให้ท่านผู้ชมทราบว่า ข้อมูลในรายงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นการให้คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำด้านกฎหมายและภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายทางการเงินใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาต ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่สิบหก กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่สิบหก กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ

มาถึงรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจประจำวันนี้ กันบ้างครับ

ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ กำลังถูกกำหนดโดยปัจจัยลบสองอย่าง ที่มาพร้อมกัน ครับ นั่นคือ วิกฤตราคาพลังงานด้านอุปทาน และการคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นส่วนผสมของภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน หรือ สแตกเฟลชัน ที่มีความรุนแรงมากที่สุด นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษสองพันห้าร้อยยี่สิบ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุระดับหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการปะทะที่รุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง การข่มขู่ของอิหร่าน ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการหยุดชะงักของท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผ่านเงินเฟ้อเข้าสู่ทุกประเทศขนาดใหญ่ และทำหน้าที่เสมือนภาษีต่อการบริโภคทั่วโลก

ในเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กำลังปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน โดยตลาดคาดว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยี่สิบห้าเบซิสพอยต์ ในวันนี้ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป ปรับขึ้นไปแล้ว ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ เผชิญอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่ห้าจุดสามเปอร์เซ็นต์ และธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย ตามการแข็งค่าของเงินเยน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี แตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสำคัญในรอบหลายชั่วอายุคน ก่อนจะย่อลงมาอยู่ที่สี่จุดเก้าสิบหกเปอร์เซ็นต์ กลไกการส่งผ่านกำลังกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตระยะยาว และหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กดดันกำไรบริษัท และกำลังซื้อของผู้บริโภคพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง มีสินทรัพย์ที่ปลอดภัยไม่กี่กลุ่ม เช่น หุ้นพลังงาน เงินสด และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางสกุล

ปัจจัยชี้ขาดในสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า คือ การตัดสินใจของเฟดในวันนี้ ส่วนทิศทางในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับวิกฤตอุปทานในตะวันออกกลาง ว่าจะรุนแรงขึ้น หรือคลี่คลายลง

สำหรับภาพรวมความเชื่อมั่นของตลาด ตอนนี้อยู่ในภาวะ หลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือ ริสก์ออฟ และเผชิญแรงกดดันจากสแตกเฟลชัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ปรับเป็นเชิงลบ จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างระมัดระวัง สาเหตุสำคัญ มาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี ที่ทดสอบระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันเบรนท์ที่ยืนเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลงพร้อมกัน และหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าสู่ช่วงปรับฐาน ความผันผวนโดยนัย ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากตลาดรอความชัดเจนจากเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ในระยะใกล้นี้

มาดูภาพรวมสินทรัพย์ต่างๆ ครับ

ตลาดหุ้น ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย แนสแด็ก หุ้นยุโรป และนิกเกอิ ปรับตัวลงทั้งหมด โดยแนสแด็กและหุ้นเทคโนโลยี ปรับตัวลงนำตลาด ขณะที่นิกเกอิได้รับแรงกดดัน จากการแข็งค่าของเงินเยน

ตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี อยู่ที่สี่จุดเก้าสิบหกเปอร์เซ็นต์ หลังแตะระดับสูงสุดที่ห้าจุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ พันธบัตรรัฐบาลเยอรมันอายุสิบปี ทำระดับสูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี และพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุสิบปี ทำระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี สะท้อนภาวะตลาดพันธบัตรขาลงทั่วโลก

ตลาดเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวผสม โดยแตะระดับต่ำสุดในรอบสี่เดือน ก่อนจะฟื้นตัวขึ้น แต่เงินเยนแข็งค่าขึ้น ราวร้อยละศูนย์จุดห้าถึงศูนย์จุดหกเจ็ดต่อวัน น้ำมันดิบเบรนท์ ยืนเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ และน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ปรับขึ้นสามจุดสามเปอร์เซ็นต์ ระดับราคาทองคำ และดัชนีความผันผวนวิกซ์ ไม่มีการเปิดเผยในข้อมูล

ประเด็นวิเคราะห์เชิงลึก มีสี่ประเด็นหลัก ครับ

ประเด็นแรก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี ที่ทดสอบระดับห้าเปอร์เซ็นต์

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี พุ่งขึ้นไปที่ห้าจุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี ก่อนจะย่อลงมาที่สี่จุดเก้าสิบหกเปอร์เซ็นต์ สาเหตุมาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่สูงกว่าคาด การคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้ และโปรแกรมซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่เพิ่มแรงกดดันด้านอุปทาน

ในอดีต ช่วงที่อัตราผลตอบแทนอายุสิบปียืนเหนือห้าเปอร์เซ็นต์อย่างยาวนาน ครั้งสุดท้ายคือ ช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก ปีสองพันห้าร้อยสี่สิบเก้า ถึงสองพันห้าร้อยห้าสิบ ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ มักทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุน จากหุ้นไปสู่ตราสารหนี้ โดยเฉพาะการกดดันมูลค่าหุ้นเติบโต ทุกการขยับขึ้นหนึ่งร้อยเบซิสพอยต์ ของอัตราผลตอบแทนอายุสิบปี มีความสัมพันธ์กับการย่อลงของอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าของแนสแด็ก ประมาณสิบถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มีความรุนแรงเชิงลบสูง ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หุ้นและพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยและบราซิล เผชิญเงินทุนไหลออก และอัตราผลตอบแทนที่ปรับสูงขึ้น ปานกลาง ดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ปานกลาง ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร ได้ผลผสม เพราะอัตรากำไรดอกเบี้ยดีขึ้น แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้น ตามความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นทั้งระดับจิตวิทยา และระดับเทคนิคที่สำคัญ เมื่อการลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐ ให้ผลตอบแทนร้อยละห้า ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้น จะถูกบีบให้แคบลง และต้องมีการปรับมูลค่าหุ้นทั้งระบบ ประกอบกับพันธบัตรอังกฤษที่ห้าจุดสามเปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรเยอรมันที่สามจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่า ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะสหรัฐ แต่เป็นภาวะตลาดพันธบัตรโลกขาลง ความมั่นใจในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นที่สอง วิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเบรนท์เหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น อิหร่านข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี และสหรัฐเตือนนักลงทุนว่า อย่าคาดหวังข้อตกลงฮอร์มุซในระยะใกล้ กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง และอังกฤษล่าช้าในการสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน

ในอดีต การที่ราคาน้ำมันสูงกว่าร้อยดอลลาร์ เคยเกิดขึ้นก่อนเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย เก้าครั้งจากทั้งหมดสิบเอ็ดครั้ง เช่น ปีสองพันห้าร้อยสิบหก สองพันห้าร้อยยี่สิบสอง สองพันห้าร้อยสามสิบสาม และสองพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ด ระยะเวลาการส่งผ่านผลกระทบ อยู่ที่หกถึงสิบสองเดือน หุ้นกลุ่มพลังงาน มักให้ผลตอบแทนดีในช่วงแรก แต่จะกลับตัวลงรุนแรง หากความต้องการถูกทำลาย

ผลกระทบ หุ้นพลังงาน และฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ ได้รับผลบวกสูง ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้บริโภค สายการบิน และขนส่ง ได้รับผลลบสูง จากต้นทุนเชื้อเพลิง สายการบินที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน เผชิญอัตรากำไรที่ถูกบีบลง และการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก ถูกปรับลดลง ปานกลาง

พลังงานคือปัจจัยภายนอก ที่ผูกมัดการตัดสินใจของธนาคารกลาง ราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางต้องคงนโยบายเข้มงวด อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น มูลค่าหุ้นลดลง เงื่อนไขการเงินตึงตัว และเศรษฐกิจชะลอตัว การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก จะเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างยั่งยืน และไม่ใช่การปรับขึ้นแบบชั่วคราว เหมือนวิกฤตรัสเซียยูเครนในปีสองพันห้าร้อยหกสิบห้า ความมั่นใจในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นที่สาม การคุมเข้มนโยบายการเงินพร้อมกันของธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และความตึงเครียดในตลาดเงิน

เฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยยี่สิบห้าเบซิสพอยต์ในวันนี้ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป ปรับขึ้นไปแล้ว และเตือนว่าเงินเฟ้ออาจสูงกว่าเป้าหมาย ธนาคารกลางอังกฤษ เผชิญอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ห้าจุดสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งกดดันให้ต้องคุมเข้มเพิ่มเติม ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย ตามข้อมูลค่าจ้างและจีดีพีที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้เงินเยน แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน

ในอดีต การปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันของธนาคารกลางใหญ่ มักสร้างความตึงเครียดสูงสุดต่อสินทรัพย์เสี่ยง ในช่วงสามถึงหกเดือน การแข็งค่าของเงินเยน จากการปรับนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น เคยเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับฐานของตลาดหุ้น โดยเงินเยนแข็งค่าขึ้นสิบเปอร์เซ็นต์ มีความสัมพันธ์กับดัชนีนิกเกอิ ที่ปรับลงประมาณห้าถึงแปดเปอร์เซ็นต์

ผลกระทบ หุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก ได้รับผลลบสูง เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป สกุลเงินยูโร ทิศทางผสม เพราะการคุมเข้มของธนาคารกลางยุโรปหนุนยูโรในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงพลังงาน และการเติบโตที่แตกต่างกัน ทำให้ดอลลาร์ได้เปรียบในระยะกลาง สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ถูกกดดันปานกลาง จากสภาพคล่องที่ตึงตัว

การคลี่คลายของธุรกรรมคาร์รีเทรดเงินเยน เป็นความเสี่ยงสำคัญ หากธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้น นักลงทุนที่กู้ยืมเงินเยน แล้วไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง จะถูกบังคับปิดสถานะ ทำให้แรงขายในหุ้นเทคโนโลยี และตลาดเกิดใหม่ รุนแรงขึ้น ความมั่นใจในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลางครับ

ประเด็นที่สี่ การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์

หุ้นเทคโนโลยี และกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ ปรับตัวลงอย่างรุนแรง หลังจากมีกระแสเรียกร้อง ให้ชะลอการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ประกอบกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ซึ่งลดมูลค่าของสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว

ในอดีต การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยี ที่เกิดจากทั้งการเปลี่ยนทิศทางเชิงโครงสร้าง และอัตราคิดลดที่สูงขึ้น มักปรับตัวลงจากจุดสูงสุด ประมาณสิบห้าถึงยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ เช่น ปีสองพันห้าร้อยหกสิบห้า และไตรมาสสี่ ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ด กระแสชะลอปัญญาประดิษฐ์ คล้ายกับยุคฟองสบู่ดอตคอม ในปีสองพันห้าร้อยสี่สิบสาม แต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะพื้นฐานกำไรของบริษัทในรอบนี้ แข็งแกร่งกว่า

ผลกระทบ ดัชนีแนสแด็ก และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ มีความเสี่ยงเชิงลบสูง ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ระดับอัตราผลตอบแทนร้อยละห้า กดดันมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดระยะไกล ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญของมูลค่าหุ้นปัญญาประดิษฐ์ หุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่างไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง ก็มีความเสี่ยงปานกลาง แม้ผลประกอบการไตรมาสสองจะแข็งแกร่ง แต่แนวโน้มในอนาคต อาจถูกปรับลดลง หากกระแสชะลอการพัฒนา กลายเป็นนโยบาย

ผลกระทบระหว่างอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น และการปรับฐานหุ้นปัญญาประดิษฐ์ เป็นแบบทวีคูณ เพราะหุ้นกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่กระแสเงินสดอยู่ไกลที่สุดในอนาคต และอ่อนไหวต่ออัตราคิดลดมากที่สุด ความมั่นใจในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลางครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ที่มีความมั่นใจสูงจากข้อมูลชุดนี้ มีสี่แนวทางครับ

หนึ่ง เพิ่มน้ำหนักในหุ้นพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ ในระยะสั้น เพราะความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ และราคาน้ำมันที่สูงกว่าร้อยแปดดอลลาร์ ทำให้หุ้นพลังงาน เป็นกลุ่มเดียวที่มีโมเมนตัมเชิงบวก ในภาวะตลาดแบบนี้ คาดว่าแรงส่งของวิกฤตอุปทาน จะคงอยู่หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

สอง ลดน้ำหนักหุ้นเติบโตระยะยาว หุ้นเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ร้อยละห้า และกระแสชะลอปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ความเสี่ยงด้านขาลง สูงกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ แนะนำลดสัดส่วนแนสแด็ก หรือใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง

สาม ถือเงินเยน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่น กระแสหนีความเสี่ยง และการคลี่คลายของคาร์รีเทรด จะหนุนเงินเยนให้แข็งค่าต่อไป

สี่ ลดอายุความเสี่ยงในตราสารหนี้ทั่วโลก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ เยอรมัน และอังกฤษ ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น แนะนำถือตราสารหนี้ระยะสั้น หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว แทนพันธบัตรอายุยาว

กรอบเวลาการปรับกลยุทธ์ อยู่ที่หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การตัดสินใจของเฟดในวันนี้ และดอทพล็อต สัญญาณการคลี่คลายของช่องแคบฮอร์มุซ ผลประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น และทิศทางอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐ

สำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น มีสามกรณีหลัก ครับ

กรณีฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยยี่สิบห้าเบซิสพอยต์ พร้อมส่งสัญญาณเข้มงวด ราคาน้ำมันยังสูงกว่าร้อยดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อยู่ใกล้ห้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อ โดยหุ้นเทคโนโลยีนําการปรับตัวลง หุ้นพลังงานให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด และเงินเยนแข็งค่า แนะนำคงภาวะป้องกันความเสี่ยง และเพิ่มน้ำหนักเงินสด พลังงาน และเงินเยน

กรณีเชิงบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยยี่สิบห้าเบซิสพอยต์ แต่ส่งสัญญาณหยุดพักชั่วคราว และความตึงเครียดฮอร์มุซ คลี่คลายโดยไม่คาดคิด ราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าเก้าสิบห้าดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ย่อลงสู่สี่จุดเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์ และกระแสชะลอปัญญาประดิษฐ์ จางหายไป ตลาดหุ้นเทคโนโลยี อาจปรับตัวขึ้นแรง แต่แนะนำใช้จังหวะนี้ ลดความเสี่ยง ไม่ใช่เข้าซื้อตาม

กรณีเชิงลบ มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยห้าสิบเบซิสพอยต์ หรือส่งสัญญาณเข้มงวดมากกว่าคาด การปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ทำให้น้ำมันพุ่งสูงกว่า ร้อยยี่สิบดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ทะลุห้าจุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่ภาวะปรับฐาน มากกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ และเกิดวิกฤตสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ แนะนำเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ถือความผันผวนระยะยาว ถือดอลลาร์สหรัฐ ถือทองคำ และลดสัดส่วนหุ้น

สำหรับประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนควรจดจำไปใช้ ครับ

หนึ่ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณมหภาคที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการจัดสรรเงินทุน จากหุ้นไปสู่ตราสารหนี้ และเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของตลาด ไม่ใช่ความผันผวนปกติ

สอง ราคาน้ำมันเบรนท์เหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ จากความเสี่ยงฮอร์มุซ เป็นภาวะช็อกอุปทานที่ยืดเยื้อ ไม่ใช่การปรับตัวขึ้นชั่วคราว หุ้นพลังงานเป็นผู้ได้ประโยชน์หลัก ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงสูง เผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง

สาม การคุมเข้มนโยบายการเงินพร้อมกันของธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้สภาพคล่องทั่วโลกลดลง และไม่สามารถพยุงสินทรัพย์เสี่ยงได้เหมือนช่วงปีสองพันห้าร้อยหกสิบเจ็ด ถึงสองพันห้าร้อยหกสิบแปด แนะนำถือเงินสด และตราสารหนี้ระยะสั้น

สี่ หุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งอัตราคิดลดที่สูงขึ้น และกระแสชะลอการพัฒนา กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ควรลดน้ำหนักมากที่สุด

ห้า การคลี่คลายของคาร์รีเทรดเงินเยน เป็นความเสี่ยงที่ตลาดประเมินต่ำเกินไป จับตาระดับดอลลาร์สหรัฐต่อเยน หากต่ำกว่าหนึ่งร้อยสี่สิบ จะเป็นสัญญาณความตึงเครียดเพิ่มเติม

หก การตัดสินใจของเฟดในวันนี้ เป็นตัวแปรสำคัญในสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า การจัดวางพอร์ต ควรทำก่อนการประกาศ เพราะความเสี่ยงด้านขาลง ในกรณีเชิงลบ มีความไม่สมดุลอย่างชัดเจน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สิบห้า กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลาหกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สิบห้า กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลาหกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที ครับ

วันนี้เรามาติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญครับ ขณะนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่โหมด ภาวะเสี่ยงต่ำจากปัจจัยเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปทาน หรือ สแตกเฟลชัน นำโดยวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ซาอุดีอาระเบียได้ประกาศปิดท่อส่งน้ำมันสายอีสต์เวสต์ หลังถูกกลุ่มฮูตีโจมตีโรงงานน้ำมัน ประกอบกับสหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนว่า ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซในระยะใกล้นี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสหรือดับเบิลยูทีไอ พุ่งทะลุหนึ่งร้อยสามดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนต์ทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แรงกระแทกจากราคาพลังงานได้ส่งผ่านมายังตลาดการเงินผ่านสามช่องทางหลักครับ ช่องทางแรก คือ เงินเฟ้อต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ยืนยันจากดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของสหรัฐ เดือนสิงหาคมที่ออกมาสูงกว่าคาด ช่องทางที่สอง คือ ธนาคารกลางทั่วโลกถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีโอกาสสูงกว่าแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือเอฟโอเอ็มซี ในวันที่สิบห้าถึงสิบหกนี้ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า และธนาคารกลางอังกฤษหรือบีโออี ก็ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน

และช่องทางที่สาม คือ การปรับลดมูลค่าหุ้นอย่างรุนแรง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลงร้อยละศูนย์จุดหก สู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ นำตลาดปรับตัวลดลง ขณะที่การเทขายสกุลเงินเยนจากกลยุทธ์คารีเทรด กำลังเร่งตัวขึ้น หลังจากค่าเงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทะลุระดับหนึ่งร้อยห้าสิบสองเยนต่อดอลลาร์ ครับ

นี่คือสถานการณ์คลาสสิก ที่ตลาดกำลังติดกับดัก กล่าวคือ นโยบายการเงินที่เข้มงวดเกินไป ก็ไม่ดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ถ้าเข้มงวดไม่พอ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ คล้ายกับวิกฤตการคว่ำบาตรน้ำมันในปีพ.ศ. สองพันห้าร้อยสิบหก หรือค.ศ. 1973

มาดูภาพรวมสินทรัพย์ครับ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเอไอ และหุ้นอินเดียเซนเซกซ์ ร่วงลงร้อยละศูนย์จุดเจ็ดสาม ตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี อยู่ที่ร้อยละสี่จุดเก้าหก ลดลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุดรอบสิบเก้าปีที่ร้อยละห้าจุดศูนย์หนึ่ง ขณะที่พันธบัตรเยอรมนีอายุสิบปี หรือบุนด์ ทะลุร้อยละสามจุดห้า สูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี พันธบัตรอังกฤษ หรือกิลต์ ทะลุร้อยละห้าจุดสาม สูงสุดในรอบสิบเก้าปี

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือดีเอ็กซ์วาย อ่อนค่าลงร้อยละศูนย์จุดสามแปด ขณะที่เงินเยนแข็งค่าทะลุระดับหนึ่งร้อยห้าสิบสอง เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหกเดือน ส่วนน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นร้อยละสามจุดสามสิบ

การวิเคราะห์เชิงประเด็น มีสี่ประเด็นหลักครับ

ประเด็นแรก ภาวะช็อกด้านพลังงานจากตะวันออกกลาง การปิดท่อส่งน้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวขึ้นร้อยละสิบห้าถึงสามสิบภายในไม่กี่สัปดาห์ และจะส่งผ่านเข้าสู่เงินเฟ้อภายในสี่ถึงหกสัปดาห์ กลุ่มพลังงานจะได้ประโยชน์ ขณะที่สายการบิน และการขนส่ง รวมถึงกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ประเด็นที่สอง ธนาคารกลางทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้า มีแนวโน้มจะเป็นตัวเร่งที่สำคัญที่สุดในตลาด เพราะจะทำให้การเทขายสกุลเงินเยน หรือยุนด์วิงคารีเทรด เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลกลับญี่ปุ่น กดดันตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี และตลาดเกิดใหม่

ประเด็นที่สาม การแข็งค่าของเงินเยน และการเปลี่ยนผ่านของตลาดปริวรรตเงินตรา อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนที่แข็งค่า สะท้อนถึงการเทขายสถานะคารีเทรด ซึ่งมักจะนำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดหุ้นแนสแดก และหุ้นเทคโนโลยีเกาะติดสูง มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ธนาคารและบริษัทประกันภัยญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์

ประเด็นที่สี่ ความผิดปกติของตลาดพันธบัตร การที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลวงเงินสูงถึงหกพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่สามารถกดอัตราผลตอบแทนให้ลดลงได้ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น จากเงินเฟ้อและความเสี่ยงทางการคลัง นี่คือสัญญาณที่ตลาดพันธบัตรแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจ

ข้อเสนอแนะการลงทุนครับ เรามีมุมมองที่มีความเชื่อมั่นสูงสามประการ

หนึ่ง เลือกลงทุนในกลุ่มพลังงานมากกว่าปกติ และลดน้ำหนักในกลุ่มสายการบินและสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นถึงหนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซเลวร้ายลง

สอง ให้ขายหรือชอร์ตหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ระยะยาว แล้วเปลี่ยนไปถือหุ้นธนาคารญี่ปุ่น เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อธนาคารโดยตรง

สาม ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน เช่น อินเดีย ไทย และตุรกี เพราะต้องเผชิญกับภาระค่าพลังงานที่สูงขึ้น และเงินทุนไหลออก

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยงหลัก มีสามกรณีครับ กรณีพื้นฐาน โอกาสร้อยละห้าสิบห้า เฟดขึ้นดอกเบี้ย ราคาน้ำมันทรงตัวในกรอบหนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์สหรัฐ ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงอีกร้อยละห้าถึงแปด กรณีที่ดี โอกาสร้อยละยี่สิบ หากมีการเจรจาหยุดยิง คาดว่าราคาน้ำมันจะลดลง และตลาดฟื้นตัว กรณีเลวร้าย โอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันจะพุ่งถึงหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์สหรัฐ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกจะรุนแรงขึ้น และตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงร้อยละสิบห้าถึงยี่สิบ

ข้อสรุปสำคัญครับ กลุ่มพลังงานคือการลงทุนระยะยาวที่ชัดเจน การขายสินทรัพย์ระยะยาวทุกประเภทมีความเสี่ยง การเทขายเงินเยนเป็นเหตุการณ์ความเสี่ยงเชิงระบบที่กำลังดำเนินอยู่ การซื้อคืนพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถจำกัดอัตราผลตอบแทนได้ ความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐจะทำนโยบายผิดพลาดกำลังเพิ่มสูงขึ้น และตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงานกำลังเผชิญกับแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน

สุดท้ายนี้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สิบสี่ กันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สิบสี่ กันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

วันนี้เรามาสรุปสถานการณ์ที่ตลาดการเงินทั่วโลก ให้ความสำคัญสูงสุดครับ จากรายงานฉบับล่าสุด วันที่สิบเอ็ดกันยายน ที่ผ่านมา

ตอนนี้ ภาวะตลาดได้เปลี่ยนเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง อย่างฉับพลัน จากภาวะเงินเฟ้อสูง ควบคู่กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า สเตกเฟลชัน โดยปัจจัยหลัก คือความตึงเครียดทางทหาร ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ที่ผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ขึ้นเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล อย่างชัดเจนครับ

การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่ใช่การพุ่งขึ้นชั่วคราว เพราะภัยคุกคามต่อการขนส่ง ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดต้องบวกส่วนชดเชยความเสี่ยง ทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่คงอยู่อย่างต่อเนื่อง

กลไกส่งผ่านเป็นไปตามทฤษฎีครับ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ผลักดันดัชนีราคาผู้ผลิต ให้เพิ่มขึ้นร้อยละศูนย์จุดสี่ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อ ปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต้องส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงิน แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และอาจรวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุสิบปี ขึ้นเหนือร้อยละห้าจุดสาม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี ทำให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย อย่างรุนแรง ดัชนีดาวโจนส์ ร่วงลงหกร้อยยี่สิบแปดจุดในวันเดียว

นี่คือภาวะช็อกด้านพลังงาน จากฝั่งอุปทาน ที่ซ้อนทับกับวงจรการคุมเข้มนโยบายการเงิน ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนผสมทางมหภาค ที่อันตรายที่สุด สำหรับสินทรัพย์เสี่ยง คล้ายกับวิกฤตน้ำมัน ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบสาม ถึงหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบสี่ และการพุ่งขึ้นของน้ำมัน ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ เกิดขึ้นก่อนภาวะเศรษฐกิจถดถอย

สำหรับมาตรวัดความเชื่อมั่นของตลาด ตอนนี้อยู่ในทิศทางขาลง อย่างชัดเจนครับ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ที่ยังเป็นแบบกลาง ๆ อย่างระมัดระวัง การที่ราคาน้ำมันอยู่เหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ ธนาคารกลางยุโรปปรับขึ้นดอกเบี้ย ยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูง และดัชนีหุ้นทุกภูมิภาคปรับตัวลง ล้วนยืนยันการลดความเสี่ยงในวงกว้าง

ดัชนีวิกซ์ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยนัย ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้น มากที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนการคลายสถานะแคร์รีเทรด และเป็นสัญญาณลดความเสี่ยงเพิ่มเติมครับ

มาดูภาพรวมตลาดแต่ละประเภทกันครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงหกร้อยยี่สิบแปดจุด ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย ลดลงร้อยละศูนย์จุดหก ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลง และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ร่วงลงแรง

ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนีสต็อกซ์หกร้อย ลดลงร้อยละศูนย์จุดสาม และยูโร สต็อกซ์ห้าสิบ ปรับตัวลงด้วย

ตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนีนิกเกอิสองร้อยยี่สิบห้า ร่วงลง เพราะเงินเยนแข็งค่า กดดันหุ้นกลุ่มส่งออก และกลุ่มเทคโนโลยี

ตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ อายุสิบปี สูงกว่าร้อยละห้าจุดสาม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี และพันธบัตรทั่วโลก อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้น สู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ตลาดปริวรรตเงินตรา เงินเยนแข็งค่าขึ้น มากที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเช่นกัน

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบเบรนท์อยู่เหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบปรับตัวขึ้นร้อยละสามจุดสาม น้ำมันทำความร้อน ปรับตัวขึ้นร้อยละสี่จุดหกแปด ส่วนทองคำได้รับแรงหนุน จากการซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางจีน ที่ยาวนานถึงยี่สิบสองเดือน

สำหรับดัชนีวิกซ์ และดัชนีมูฟ ไม่มีข้อมูลเปิดเผยในรายงาน แต่โดยนัยแล้ว ดัชนีวิกซ์อยู่ในระดับสูงครับ

ต่อไป เรามาเจาะลึกประเด็นสำคัญ ที่จะส่งผลต่อตลาดในระยะข้างหน้า ครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภัยคุกคามต่อช่องแคบฮอร์มุซ ผลักดันน้ำมันดิบเบรนท์ เหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ ครับ

ในอดีต วิกฤตน้ำมันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น การคว่ำบาตรน้ำมัน ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบสาม สงครามอ่าว ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบ และลิเบีย ปีสองพันสิบเอ็ด มักทำให้หุ้นโลกร่วงลง สิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อย่างรวดเร็ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง และเงินทุนไหลเข้าดอลลาร์และทองคำ

คาดว่าผลกระทบจะเป็นลบ ต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และหุ้นกลุ่มชิป ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมง ถึงสี่สัปดาห์ ขณะที่หุ้นพลังงาน ทองคำ และดอลลาร์สหรัฐ ได้ประโยชน์ครับ

น้ำมันที่แพงขึ้น เปรียบเสมือนภาษีถดถอย ที่ลดกำลังซื้อของผู้บริโภค และบีบอัตรากำไรบริษัท เดลต้า แอร์ไลน์ รายงานค่าใช้จ่ายน้ำมันที่ปรับปรุงแล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละเจ็ดสิบเจ็ด เมื่อเทียบกับปีก่อน ในไตรมาสสอง ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า

ธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันจากอุปทานได้ จึงเกิดกับดักนโยบาย ธนาคารกลางยุโรปขึ้นดอกเบี้ย อังกฤษเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และธนาคารกลางสหรัฐ ต้องยกเลิกแนวโน้มลดดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดวงจรย้อนกลับเชิงลบ อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น มูลค่าหุ้นลดลง สภาพการเงินตึงตัว และเศรษฐกิจชะลอตัว

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นที่สอง ธนาคารกลางทั่วโลก ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงิน พร้อมกันมากขึ้น ครับ ธนาคารกลางยุโรป ขึ้นดอกเบี้ยยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน เมื่อวันที่สิบกันยายน และเตือนว่าเงินเฟ้อ อาจอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ต่อไป จากแรงกดดันด้านพลังงาน ธนาคารกลางอังกฤษ เผชิญอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี พุ่งสูงกว่าร้อยละห้าจุดสาม ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น ถูกคาดหวังว่าจะขึ้นดอกเบี้ย หลังข้อมูลค่าจ้างและจีดีพีแข็งแกร่ง

ในอดีต การที่ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางเงินเฟ้อจากพลังงาน เช่น ธนาคารกลางยุโรป ในปีสองพันแปด และธนาคารกลางสหรัฐ ในช่วงปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบ มักทำให้หุ้นถูกกดดันรุนแรง โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่น เคยทำให้เงินเยนแข็งค่า และหุ้นนิกเกอิปรับตัวลง ผ่านการคลายแคร์รีเทรด

ผลกระทบที่คาดคือ เป็นลบต่อหุ้นทั่วโลก ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินยุโรป อาจได้ประโยชน์ระยะสั้น จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่หุ้นส่งออกญี่ปุ่น ถูกกดดันสองเท่า จากเงินเยนแข็งค่า และอุปสงค์โลกชะลอตัว ส่วนเงินยูโร เงินเยน และเงินปอนด์ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะใกล้ครับ

นี่คือการคุมเข้มพร้อมกันทั่วโลก โดยไม่มีแรงหนุนจากนโยบายผ่อนคลาย ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยลบ ที่ทรงพลังสำหรับหุ้นโลกครับ

ประเด็นที่สาม การเทขายหุ้นทั่วโลก ในวงกว้าง ครับ ดาวโจนส์ร่วงลงหกร้อยยี่สิบแปดจุด ในวันที่แปด และลดลงอีกกว่าสามร้อยจุด ในวันที่เก้า ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย ลดลงร้อยละศูนย์จุดหก หุ้นยุโรปลดลง หลังธนาคารกลางยุโรปขึ้นดอกเบี้ย และนิกเกอิร่วงลง จากเงินเยนแข็งค่า

การปรับตัวลงพร้อมกัน ทั้งในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย บ่งชี้ว่าเป็นเหตุการณ์ระดับมหภาค ไม่ใช่ปัญหาของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นำตลาดลง เพราะมีความผันผวนสูง และอ่อนไหวต่ออุปสงค์โลก กลุ่มรับมือความเสี่ยง เช่น สาธารณูปโภค สุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภค อาจได้รับแรงหมุนเวียน ขณะที่หุ้นพลังงาน เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวขึ้น

วงจรการเทขาย คือ น้ำมันแพง ทำให้กังวลเงินเฟ้อ ธนาคารกลางส่งสัญญาณเข้มงวด อัตราผลตอบแทนพุ่ง หุ้นถูกปรับลดมูลค่า สภาพการเงินตึงตัว เศรษฐกิจชะลอ และหุ้นยิ่งอ่อนแอ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ในระดับสูง ครับ

ประเด็นที่สี่ ความแตกต่างของจีน ครับ ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน เพิ่มขึ้นเป็นสามจุดสี่สามแปดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคมพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า สูงกว่าที่ตลาดคาด และธนาคารประชาชนจีน ซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ยี่สิบสอง ขณะที่เงินหยวนแข็งค่า

การสะสมทองคำของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง มักเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ไม่แน่นอน และเป็นสัญญาณของการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลังปีสองพันสิบสี่ และหลังความขัดแย้งยูเครน ปีสองพันยี่สิบสอง

ผลกระทบคือ เป็นบวกต่อทองคำในระยะกลาง เพราะได้แรงหนุนทั้งจากการซื้อของธนาคารกลาง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ผสมกัน เงินหยวนแข็งค่าหนุนหุ้นจีนในระยะใกล้ แต่ภาวะลดความเสี่ยงทั่วโลก มักกดดันตลาดเกิดใหม่ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลางครับ

เมื่อวิเคราะห์ทุกประเด็นแล้ว กลยุทธ์การลงทุนที่เรามีความเชื่อมั่นสูง คือ เพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน และทองคำ ลดน้ำหนักหุ้นทั่วไป โดยเฉพาะเทคโนโลยี สินค้าฟุ่มเฟือย และสายการบิน และลดน้ำหนักการลงทุน ในตราสารหนี้ระยะยาว

หนึ่ง เปิดสถานะซื้อหรือเพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน เพราะการพุ่งขึ้นของน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ และความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นแรงหนุนรายได้โดยตรงของกลุ่มพลังงาน

สอง ถือทองคำเพิ่มขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และการซื้อของธนาคารกลางจีน ที่ต่อเนื่องถึงยี่สิบสองเดือน น้ำหนักการลงทุนระดับปานกลาง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

สาม ลดน้ำหนักหรือเปิดสถานะขาย หุ้นสายการบิน เพราะค่าใช้จ่ายน้ำมันที่สูงขึ้น จะบีบอัตรากำไร อย่างรุนแรงในไตรมาสสาม

สี่ ลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง และถูกกดดันมากที่สุด

ห้า ลดน้ำหนักตราสารหนี้ระยะยาว หรือเปิดสถานะขาย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี เนื่องจากอัตราผลตอบแทนทั่วโลก ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอีก

ปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นลำดับต่อไป คือ การเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ ข่าวการหยุดชะงักของการขนส่ง ในช่องแคบฮอร์มุซ ถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น และข้อมูลสต็อกน้ำมันครับ

สำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรามองสามกรณีครับ

กรณีฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหว ในกรอบหนึ่งร้อย ถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ ความตึงเครียดยังคงอยู่ แต่ไม่ถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ ธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยตามสัญญาณ และหุ้นทั่วโลก จะผันผวนในทิศทางลง เป็นเวลาสองถึงสี่สัปดาห์ กลยุทธ์คือ คงการลงทุนเชิงรับ และเพิ่มน้ำหนักพลังงาน ทองคำ และเงินสด

กรณีเชิงบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากเกิดความสำเร็จทางการทูต ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าเก้าสิบดอลลาร์ ความกังวลเงินเฟ้อลดลง และธนาคารกลางส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นอาจดีดตัวรุนแรง หุ้นเทคโนโลยีและสายการบิน มีความเสี่ยงเกิดช็อตสควีซ ขณะที่การลงทุนในพลังงาน จะขาดทุน

กรณีเชิงลบ มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง หรือปิดบางส่วน ราคาน้ำมันพุ่งถึงหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ หรือสูงกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ สูงเกินคาด และธนาคารกลางสหรัฐ ต้องปรับท่าทีเข้มงวดอย่างฉุกเฉิน ตลาดหุ้นอาจเข้าสู่ภาวะหมีเชิงวัฏจักร โดยร่วงลงสิบห้าถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ทองคำและดอลลาร์ จะปรับตัวดีกว่า และความเสี่ยงเชิงระบบ ในตลาดเครดิตจะเพิ่มขึ้น

สรุปประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนควรจำไว้ครับ

หนึ่ง น้ำมันที่อยู่เหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ คือตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจมหภาค เพราะเป็นแรงกดดันด้านอุปทาน ที่ธนาคารกลางไม่สามารถเพิกเฉยได้ ภาวะเงินเฟ้อ พร้อมเศรษฐกิจชะลอตัว จึงเป็นกรณีฐาน

สอง ลดน้ำหนักหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และต้นทุนพลังงาน เช่น เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ สินค้าฟุ่มเฟือย และสายการบิน

สาม เพิ่มน้ำหนักพลังงานและทองคำ เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรง จากราคาน้ำมัน และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

สี่ การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว มีความเสี่ยง เพราะอัตราผลตอบแทนทั่วโลกยังสูงขึ้น และอาจให้ผลขาดทุนจากมูลค่า ไม่ใช่ความปลอดภัย

ห้า ติดตามเงินเยน และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น เพราะการแข็งค่าของเยน สะท้อนการคลายแคร์รีเทรด ซึ่งจะดูดสภาพคล่อง ออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

หก ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางถัดไป หากสูงเกินคาด จะหนุนกรณีเชิงลบ หากต่ำกว่าคาด อาจเกิดการดีดตัวของตลาด ในระยะสั้น ครับ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า ไอ วี ซี อินเวซซี่ ดอท เอ็ดดี้ เอไอ ดอท เทค สวัสดีครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบเอ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลาหกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบเอ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลาหกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่กำลังเผชิญกับภาวะช็อกจากพลังงานครั้งรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่การคว่ำบาตรน้ำมันในปี 2516 ครับ

น้ำมันเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ และการโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อแหล่งผลิตของซาอุดีอามีโก นี่คือความเสี่ยงด้านอุปทานที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีครับ

ธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งที่สองของปีนี้ ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ หรือพีพีไอ พุ่งขึ้นถึง 5.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ตลาดหมดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ครับ

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่เจ็ดพันเจ็ดร้อยหกจุดเก้า ลดลง 0.53 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 0.29 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่หุ้นยุโรปทรงตัว และหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นครับ

ราคาทองคำร่วงลง 1.38 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่สี่พันสี่ร้อยเจ็ดสิบเจ็ดดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นเป็นปัจจัยขับเคลื่อนมากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยครับ

ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐหรือดีเอ็กซ์วาย พุ่งแตะ 99 จุด แข็งค่าขึ้น 0.25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบหกเดือน ที่ระดับต่ำกว่า 152 เยนต่อดอลลาร์ สร้างความกดดันให้กับหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นครับ

ประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือสงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา โดยสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดา 50 เปอร์เซ็นต์ และแคนาดาตอบโต้ทันทีด้วยภาษี 15 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งครับ

จากภาพรวมทั้งหมด เรามีคำแนะนำในการลงทุนในช่วงสี่สัปดาห์ข้างหน้าดังนี้ครับ

หนึ่ง ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นจะกดดันมูลค่าหุ้นระยะยาว

สอง เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมัน เนื่องจากอุปทานขาดแคลนทางกายภาพ ไม่ใช่การเก็งกำไร

สาม ถือเงินสดสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน และหุ้นในตลาดเกิดใหม่ที่อาจถูกกดดัน

สี่ หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสายการบินและยานยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานและภาษีการค้าครับ

แนวโน้มฐานมีโอกาส 55 เปอร์เซ็นต์ ที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในกรอบ 90 ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแต่ไม่เกิดวิกฤติรุนแรง

แนวโน้มเชิงบวกมีโอกาส 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดการหยุดยิงทางการทูตในตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลง ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

แนวโน้มเชิงลบมีโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ทำให้น้ำมันพุ่งถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะถดถอยรุนแรงในช่วงปลายปีครับ

ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น และสัญญาณตอบสนองด้านอุปทานจากรัสเซียและโอเปกพลัสครับ

คำเตือนที่สำคัญคือ การที่ทองคำไม่สามารถปรับตัวขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสัญญาณลบที่ชัดเจนที่สุด เพราะยืนยันว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีอิทธิพลเหนือการจัดสรรสินทรัพย์ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพฤหัสบดีที่สิบ กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที เช้า

รายงานรอบนี้ ครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่วันที่เก้าถึงสิบ กันยายน

เริ่มกันที่ภาพรวมตลาดการเงินโลก

ตลาดถูกขับเคลื่อน ด้วยแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอตัว ที่เกิดจากช็อกด้านอุปทาน

ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะภัยคุกคามจากอิหร่าน ในช่องแคบฮอร์มุซ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน

ในเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางหลักของโลก ต่างมีท่าทีเข้มงวด

ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ล้วนมีแนวโน้ม ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือเพิ่งปรับขึ้นไปแล้ว

แรงกดดันสองทาง เริ่มบีบสินทรัพย์เสี่ยง

ต้นทุนพลังงานสูง กัดเซาะกำไรของบริษัท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น กดดันมูลค่าหุ้น

ตลาดหุ้นโลก ปรับตัวลงสามวันติดต่อกัน

ดาวโจนส์ ลดลงหกร้อยยี่สิบแปดจุด ในวันอังคาร และยังปรับตัวลงต่อ ในวันพุธ

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี และพันธบัตรเยอรมนี อยู่ในระดับสูงสุดรอบหลายปี

เงินเยนแข็งค่า ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และทองคำ กลับขึ้นไปเหนือสี่พันสี่ร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ภาวะการลงทุนโดยรวม เปลี่ยนจากกลาง ๆ ไปเป็นระมัดระวัง และค่อนข้างเป็นลบ

นักลงทุนลดความเสี่ยงในหุ้น และหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย

ประเด็นแรกที่ต้องจับตา คือ ราคาน้ำมันที่สูงเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ

หุ้นพลังงาน และกลุ่มบริการน้ำมัน ได้อานิสงส์เชิงบวก ในระดับสูง

แต่สายการบิน กลุ่มเคมีภัณฑ์ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ถูกกดดันอย่างมีนัยสำคัญ

ตรรกะคือ ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรจึงสูงขึ้น และหุ้นปรับตัวลง

ประเด็นที่สอง คือ การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันของธนาคารกลางขนาดใหญ่

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีระยะยาว และกลุ่มอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย มีแนวโน้มปรับตัวลง

ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

สำหรับญี่ปุ่น การแข็งค่าของเงินเยน อาจนำไปสู่การยุบตัวของคาร์รีเทรดทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อหุ้นที่มีความผันผวนสูง

ประเด็นที่สาม คือ โครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่ขยายวงเงิน และการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนสิงหาคม

ทั้งสองปัจจัยนี้ กดดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ให้ปรับตัวสูงขึ้น

ถ้าเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด จะเป็นผลเสียต่อหุ้นมากที่สุด ในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรบราซิลอายุสิบปี ปรับลดลงสิบห้าจุดห้าเบสิสพอยต์ ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่าง จากกระแสหลักทั่วโลก

ประเด็นที่สี่ คือ การเคลื่อนเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย

เงินเยน แข็งค่า หนึ่งจุดสองหกเปอร์เซ็นต์ ศูนย์จุดหกเจ็ดเปอร์เซ็นต์ และศูนย์จุดสามห้าเปอร์เซ็นต์ ในสามวันทำการล่าสุด

ทองคำ ปรับตัวขึ้นเหนือสี่พันสี่ร้อยดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง

สัญญาณนี้ สะท้อนว่านักลงทุน กำลังป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ที่มีความมั่นใจสูง ในช่วงสองถึงหกสัปดาห์ข้างหน้า

แนะนำเพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นพลังงาน ทองคำ และสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ

แนะนำลดน้ำหนัก ในหุ้นเติบโตระยะยาว และกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

และใช้เงินเยน หรือสินทรัพย์ปลอดภัย เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านหุ้น

ปัจจัยที่ต้องติดตามในอีกสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า คือ

การประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันพรุ่งนี้ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ผลเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม

ผลโครงการซื้อคืนพันธบัตร ความเคลื่อนไหวในช่องแคบฮอร์มุซ และการตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น

สถานการณ์ฐาน คาดว่าราคาน้ำมัน จะทรงตัวในกรอบเก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์สหรัฐ

และธนาคารกลาง จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด ทำให้หุ้นโลกทรงตัวถึงปรับลงเล็กน้อย

สถานการณ์เชิงบวก เกิดขึ้นได้ ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย และเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด

ตลาดหุ้นอาจปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์เชิงลบ จะเกิดขึ้น ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง และเงินเฟ้อสูงกว่าคาด

ธนาคารกลางสหรัฐ อาจถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ยแรงเกินคาด จนหุ้นร่วงรุนแรง และเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

สำหรับตลาดหุ้นไทย ถือเป็นจุดสว่างในภูมิภาค

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย อยู่ที่หนึ่งพันหกร้อยสิบแปดจุดแปดสอง

หุ้นเดลต้า ได้แรงหนุนจากธีมเอไอ และศูนย์ข้อมูล ขณะที่เม็ดเงินต่างชาติ เริ่มไหลกลับเข้ามา

หุ้นพลังงานไทยอย่าง พีทีที และ ท็อป ยังได้รับประโยชน์สองต่อ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีรายการซื้อขายหุ้นรายใหญ่ใน บีบีแอล เอสซีบี แอดวานซ์ และกัลฟ์

บทสรุปวันนี้ คือ ราคาน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ เป็นปัจจัยหลัก ที่ครอบงำทิศทางตลาด

และธนาคารกลางหลักทั่วโลก ต่างส่งสัญญาณเข้มงวด

นักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักพลังงาน และทองคำ ลดน้ำหนักหุ้นระยะยาว และเฝ้าระวังการประชุมธนาคารกลาง ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วัน

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า ไอ วี แซด อินเวซซี่ ดอต เอ็ดดี้ เอไอ ดอต เทค สวัสดีครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ เก้า กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ เก้า กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที

เริ่มกันที่ประเด็นสำคัญของวันนี้ครับ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันอย่างรุนแรง เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ โจมตีแหล่งน้ำมันของอิหร่าน และกลุ่มฮูตีโจมตีโรงงานในซาอุดิอาระเบีย ขณะที่อิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหกสัปดาห์ครับ

ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสำคัญของโลกอย่างเฟด ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ต่างส่งสัญญาณเชิง Hawkish หรือการคุมเข้มนโยบายการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Geopolitical Supply Shock Meets Tightening Cycle ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่เราเคยเห็นในช่วงต้นปี 2022 ครับ

ความหมายคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำหน้าที่เหมือนภาษีถดถอย หรือ Regressive Tax ต่อการบริโภคทั่วโลก มันกัดกร่อนรายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภค กดดันกำไรของบริษัทที่ไม่ใช่พลังงาน และทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูง ในเวลาที่ธนาคารกลางกำลังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก จึงเป็นแรงกดดันรอบด้าน

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดครับ ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มอ่อนตัว โดยดัชนี DAX 40 ของเยอรมนีปรับตัวลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ หุ้นญี่ปุ่นถูกกดดันอย่างหนักจากการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งแข็งค่าขึ้นถึง 0.67 เปอร์เซ็นต์ในวันนี้ และ 1.26 เปอร์เซ็นต์ในวันก่อนหน้า จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ย ส่วนดัชนี Sensex ของอินเดียก็ร่วงลง 0.73 เปอร์เซ็นต์ สู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เนื่องจากอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นครับ

สัปดาห์นี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมครับ ตัวเลขนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญ หากออกมาสูงกว่าคาด จะยิ่งตอกย้ำภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง และจะกระตุ้นให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจช่วยลดแรงกดดันได้ชั่วคราวครับ

สำหรับบรรยากาศการลงทุนวันนี้

ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงจากแรงกดดันของค่าเงินเยนที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มส่งออกและเทคโนโลยี ดัชนี Shanghai Composite ของจีนทรงตัวใกล้เคียงเดิม ขณะที่ดัชนี Shenzhen Component ปรับตัวขึ้นถึง 1.91 เปอร์เซ็นต์ นำโดยหุ้นเทคโนโลยี

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET50 เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ มีการรีบาวนด์เล็กน้อย โดยหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอย่าง PTT และ PTTEP ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นครับ

ในฝั่งตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลบราซิลอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง 15.5 จุดพื้นฐาน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง สะท้อนถึงกระแสหลบภัย หรือ Risk-Off ของนักลงทุน

ตลาดค่าเงิน เงินเยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังจากนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลค่าจ้างและ GDP ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลดลง

ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 3.30 เปอร์เซ็นต์ มาที่ประมาณ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงัก ขณะที่ทองคำปรับตัวลดลงเล็กน้อย ส่วนทองแดงปรับตัวขึ้น 2.18 เปอร์เซ็นต์ หลังจากจีนประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ครับ

มาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญกันต่อครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งตะวันออกกลางกับความกังวลน้ำมันขาดแคลน การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่อแหล่งน้ำมันของอิหร่าน และการโจมตีโรงกลั่นในซาอุดิอาระเบีย รวมถึงแผนปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลครับ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันไหลผ่านถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด การหยุดชะงักใดๆ ในอดีตมักทำให้เกิดส่วนเพิ่มทางความเสี่ยง หรือ Risk Premium ประมาณ 5 ถึง 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นครับ หุ้นกลุ่มพลังงานและบริการน้ำมันมีแนวโน้มเป็นบวกในระยะ 1 ถึง 4 สัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่นอย่าง PTT และ PTTEP ขณะที่หุ้นในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมันมาก อย่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มสายการบิน ขนส่ง และเคมีภัณฑ์ทั่วโลกก็จะถูกกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกันครับ

ประเด็นที่สอง การคุมเข้มนโยบายการเงินพร้อมกันของธนาคารกลางหลักสามแห่ง ธนาคารกลางยุโรปคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ หลังจากอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งสูงถึง 3.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เฟดก็กลับมามีความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนการเปิดเผย CPI และธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน หลังจากข้อมูลค่าจ้างและ GDP ที่แข็งแกร่งครับ

การคุมเข้มพร้อมกันของธนาคารกลางสำคัญสามแห่ง โดยไม่มีการประสานนโยบาย มักนำไปสู่การลดสภาพคล่องทั่วโลก ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ และผลการดำเนินงานของสินทรัพย์เสี่ยงที่ย่ำแย่ ซึ่งคล้ายกับที่เราเคยเห็นในปี 2022 ครับ

ผลกระทบ หุ้นญี่ปุ่นทั้งกลุ่มส่งออกและเทคโนโลยีจะถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งค่าเงินเยนที่แข็งค่าและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่หุ้นยุโรปอย่าง DAX และ STOXX ก็มีแนวโน้มเชิงลบเช่นกัน

ประเด็นที่สาม การแข็งค่าของเงินเยนและผลกระทบต่อหุ้นญี่ปุ่น เงินเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สร้างแรงกดดันให้หุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นใกล้ขึ้นดอกเบี้ยครับ การแข็งค่าของเยนในรอบ 2 วันที่ผ่านมาสูงถึงเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในประวัติศาสตร์มักนำไปสู่การปรับตัวลดลงของดัชนี Nikkei 225 ประมาณ 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ภายในหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มส่งออกลดลง และมีการ unwinding ของ Carry Trade

กลไกสำคัญคือ กองทุนและนักลงทุนที่กู้ยืมเงินเยนเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น จะต้องขายสินทรัพย์เหล่านั้นออกมาชำระคืนเงินกู้ ซึ่งยิ่งทำให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนมากขึ้นครับ

ประเด็นที่สี่ ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน จีนประกาศว่าเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.438 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังคงซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 22 แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งกำลังอัดฉีดเงินจำนวน 300,000 ล้านหยวน เข้าไปในธนาคารขนาดใหญ่และบริษัทประกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านทุน สนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวครับ

มาตรการกระตุ้นของจีนนี้เป็นกลไกที่สวนทางกับแนวโน้มการคุมเข้มของธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้ว และถือเป็นแหล่งสภาพคล่องส่วนเพิ่มที่สำคัญของโลก การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องบ่งชี้ถึงการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว ส่วนการเพิ่มทุนธนาคารมีเป้าหมายเพื่อชดเชยการหดตัวของสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5 เปอร์เซ็นต์ครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า เรามีมุมมองที่น่าสนใจสามประเด็นครับ

ประเด็นแรก การลงทุนในกลุ่มพลังงานและบริการน้ำมัน ด้วยความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีทางทหารหลายแนว ราคาน้ำมัน WTI ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลน่าจะยังคงมีส่วนเพิ่มทางความเสี่ยงต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ถึง 4 สัปดาห์ เว้นแต่จะมีการหยุดยิงที่ได้รับการยืนยัน หุ้นกลุ่มโรงกลั่นอย่าง PTT และ PTTEP ของไทยถูกระบุว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงครับ

ประเด็นที่สอง การลดน้ำหนักหรือชอร์ตหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นและดัชนี Nikkei การแข็งค่าของเงินเยนที่ขับเคลื่อนโดยการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ถือเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงที่สุดสำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ครับ

ประเด็นที่สาม การลดน้ำหนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมันมาก โดยเฉพาะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากขึ้น และเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ที่จะจำกัดความสามารถของธนาคารกลางในการผ่อนคลายนโยบายการเงินครับ

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเปิดเผยดัชนี CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ความคืบหน้าในช่องทางการทูตระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการในช่องแคบฮอร์มุซ คำแถลงนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น และการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปครับ

สุดท้ายนี้ ขอสรุปประเด็นสำคัญสำหรับวันนี้ครับ

น้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ราคาที่ระดับ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ถือเป็นแรงกดดันเชิง Stagflationary ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ครับ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมัน

การแข็งค่าของเงินเยนที่เกิดจากการส่งสัญญาณคุมเข้มของธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังเร่งตัวขึ้นและส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นอย่างหนัก มีโอกาสสูงที่จะเกิดการ Unwind ของ Carry Trade อย่างรุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

การคุมเข้มพร้อมกันของธนาคารกลางหลักสามแห่งกำลังขจัดสภาพคล่องทั่วโลก ดัชนี CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้จะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะกำหนดว่าภาวะตึงตัวจะรุนแรงขึ้นหรือผ่อนคลายลง

ในทางตรงกันข้าม จีนกำลังเป็นแหล่งสภาพคล่องที่สวนทาง ด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร แนะนำให้ลงทุนในทองแดงและหุ้นเทคโนโลยีในตลาดเซินเจ้นเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นถึงกลางครับ

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำอีกครั้งว่า ตลาดตราสารหนี้กำลังส่งสัญญาณที่หลากหลาย การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรบราซิลและทั่วโลกบ่งชี้ถึงกระแสหลบภัย แต่ก็ขัดแย้งกับท่าที Hawkish ของธนาคารกลาง ดังนั้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจึงยังไม่ใช่จุดที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้ ควรรอให้ตัวเลข CPI คลี่คลายก่อนครับ

และที่สำคัญที่สุดคือ เรากำลังยืนอยู่หน้าเหตุการณ์ที่จะสร้างความผันผวนครั้งใหญ่จากตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ หากออกมาสูงกว่าคาด จะเกิดแรงเทขายทั้งหุ้นและตราสารหนี้ แต่ถ้าออกมาดี ก็จะเกิดการรีบาวนด์ครั้งใหญ่ในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ดังนั้นควรจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงครับ

ก่อนจากกันวันนี้ ทางรายงานขอเรียนให้ท่านผู้ชมและผู้ฟังทราบถึงข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบตามนโยบายของทางรายการครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ แปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ แปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินทั่วโลก กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางหลายแห่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหกสัปดาห์ สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ที่จะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กำลังจะประกาศตัวเลขเงินเฟ้อที่สำคัญ อีกทั้งตลาดก็คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก หนึ่งในสี่เปอร์เซ็นต์ ในเดือนนี้

จากข้อมูลล่าสุด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อย ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้นถึง ร้อยละหนึ่งจุดสองหก สะท้อนว่านักลงทุน กำลังปรับพอร์ตการลงทุน มากกว่าจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด

ภาพรวมตลาดขณะนี้ จึงเข้าสู่ภาวะ เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง ซึ่งไม่มีสินทรัพย์ใด ที่จะเป็นหลักประกันความเสี่ยงได้ดีนัก

มาดูภาพรวมตลาดหุ้นกันครับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวันแรงงาน แต่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พุ่งสูงถึงร้อยละสี่จุดหกหนึ่ง นำโดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

ด้านตลาดหุ้นยุโรป ปิดตัวในกรอบแคบๆ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนีดีดตัวขึ้น และหุ้นกลุ่มประกันร่วงลง

ในฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำปรับตัวลงสู่ระดับสี่พันสี่ร้อยดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ราคาทองแดงใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการขาดแคลนอุปทาน

และราคายูเรเนียม ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน จากความต้องการของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจลุกลามไปถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันถึงร้อยละยี่สิบเอ็ดของโลก

หากเกิดการปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอีก ส่งผลกระทบต่อสายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาพลังงาน อีกทั้งยังกดดันธนาคารกลาง ให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลก กำลังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางยุโรป ที่คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สอง หลังเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งถึงร้อยละสามจุดสาม

รวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ ซึ่งหนุนให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น และธนาคารกลางออสเตรเลีย ก็มีโอกาสสูงถึงร้อยละหกสิบหก ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน

การขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันแบบนี้ เคยเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และมักเป็นสัญญาณนำก่อนเศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค และประกันภัย

ในอีกมุมหนึ่ง จีนประกาศแผนอัดฉีดเงิน จำนวนสี่หมื่นห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณสามแสนล้านหยวน เข้าสู่ระบบธนาคารของรัฐ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบการเงิน และกระตุ้นการปล่อยกู้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ซึ่งการอัดฉีดเงินครั้งนี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ近ยี่สิบปี โดยเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน ที่ปรับตัวขึ้นแล้วร้อยละหนึ่งจุดเก้าหนึ่ง

ด้านการเมืองในยุโรป ความสำเร็จของพรรค AfD ในการเลือกตั้งระดับรัฐของเยอรมนี และวิกฤตผู้อพยพในสเปน สร้างความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มประกันในยุโรปปรับตัวลง และอาจกดดันค่าเงินยูโรในระยะสั้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงสี่สัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ควรลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่มการเงินของยุโรป และหุ้นเติบโตระยะยาวที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย พร้อมถือครองเงินเยนญี่ปุ่น เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ การตัดสินใจดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป และสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

โดยในกรณีพื้นฐาน โอกาสร้อยละห้าสิบห้า คาดว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูง ขณะที่เฟดและธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคาด

แต่ในกรณีเลวร้าย หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นบางส่วน และเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ตลาดหุ้นทั่วโลกอาจเผชิญกับการเทขายครั้งใหญ่

และทิ้งท้ายด้วยประเด็นสำคัญครับ น้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดในขณะนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สนับสนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันของธนาคารกลาง กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

ทองคำถูกกดดันจากความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่จีนยังคงซื้อทองคำสะสมอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนุนระยะยาว

การอัดฉีดเงินของจีนเป็นสัญญาณที่ดี แต่ผลกระทบยังต้องรอดูต่อไป หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนน่าสนใจมากกว่าหุ้นกลุ่มการเงินโดยตรง

และแรงกดดันทางการเมืองในยุโรป ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนเงินเยนญี่ปุ่น ยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดในตอนนี้ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ท่านผู้ชม และท่านผู้ฟังทุกท่าน ครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ เจ็ด กันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ท่านผู้ชม และท่านผู้ฟังทุกท่าน ครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ เจ็ด กันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

วันนี้ เรามาติดตามสถานการณ์ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกกันครับ ต้องบอกว่าตลาดการเงินกำลังเผชิญกับแรงกระแทกสามระลอกพร้อมกัน นั่นคือ ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละห้า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่องจากยูเครน และการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตรโลก จากการที่เงินทุนมหาศาลที่ใช้ในการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและอุปทานขาดแคลนครับ

ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด นายเควิน วอร์ช กล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสันโฮล ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักกับการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นก่อน แต่ต่อมาค่าเงินดอลลาร์ก็กลับมาอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงในวันที่สี่กันยายน กลไกการส่งผ่านผลกระทบเป็นไปตามตำรา นั่นคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้เกิดเงินเฟ้อที่กระทบดัชนีราคาผู้บริโภคโดยตรง ธนาคารกลางก็ต้องส่งสัญญาณเข้มงวดขึ้น อัตราคิดลดที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ประเภทที่มีอายุยาวและมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยครับ

นี่คือภาวะเงินเฟ้อชะงักงันที่มาจากแรงกดดันด้านอุปทาน ซึ่งซ้อนทับอยู่บนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงอยู่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นายเบสเซนต์ ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า การใช้จ่ายมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอของกลุ่มบริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์ อาจผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯและเงินเฟ้อสูงขึ้น ในอดีต เหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้ เช่น การรุกรานคูเวตในปีสองพันห้าร้อยสามสิบสาม หรือวิกฤตราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในปีสองพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ด มักทำให้สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ก่อนที่จะฟื้นตัวเฉพาะเมื่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายหรือธนาคารกลางกลับท่าทีเท่านั้น

ในขณะนี้ เรายังไม่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเลยครับ

ภาพรวมของตลาดในขณะนี้ ตกอยู่ในสภาวะกดดันจากเงินเฟ้อชะงักงัน โดยมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นส่วนเสริมความรู้สึกของนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวังและมีแนวโน้มเป็นขาลง การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย ปรับตัวลดลงร้อยละศูนย์จุดเจ็ดเอ็ด ในขณะที่ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลดลงร้อยละหนึ่งจุดศูนย์สามครับ

มาดูรายละเอียดในแต่ละประเด็นกันครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งสหรัฐฯกับอิหร่าน และการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน

สหรัฐฯขู่จะทำสงครามเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ futures พุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละห้า สู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ผลกระทบโดยตรงคือ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังดัชนีราคาผู้บริโภคด้วยเวลาหน่วงประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ ทำให้ธนาคารกลางมีโอกาสน้อยลงที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มพลังงาน ทองคำ และผู้รับเหมาด้านการทหาร ส่วนกลุ่มที่เสียประโยชน์คือสายการบิน สินค้าฟุ่มเฟือย และประเทศผู้นำเข้าพลังงาน เช่น อินเดีย ตุรกี และไทย รวมถึงหุ้นญี่ปุ่นด้วยครับ

ประเด็นที่สอง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกพุ่งขึ้นและท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารกลาง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุสิบปีพุ่งสูงกว่า ร้อยละห้า ส่วนของแคนาดาอายุสิบปีก็ทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี การปรับตัวของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ real yield ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ห้าสิบ basis point จะสัมพันธ์กับการลดลงของอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ratio ของดัชนีแนสแด็กหนึ่งร้อยประมาณร้อยละห้าถึงแปด กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักคือ หุ้นเทคโนโลยีที่มีอายุยาว กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ ธนาคาร และสินทรัพย์ที่มีอายุสั้น

ประเด็นที่สาม การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาค

นายเบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ วิจารณ์บริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์ว่า สื่อสารไม่ดีเกี่ยวกับการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานเอไอจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและเงินเฟ้อสูงขึ้น ผลประกอบการของบริษัทเดลต้าอิเล็กโทรนิคส์ สะท้อนภาพนี้ได้ดี คือ รายได้โตถึงร้อยละห้าสิบจุดเจ็ด แต่กำไรขั้นต้นกลับถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงสูง อันเนื่องมาจากการดูดซับเงินทุนของภาคเอไอ หุ้นของบริษัทที่ขับเคลื่อนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็อาจถูกกดดันให้มีมูลค่าลดลงได้

ประเด็นสุดท้าย การปรับฐานในตลาดปริวรรตเงินตรา เงินเยนพุ่งขึ้น ดอลลาร์อ่อนค่า

ค่าเงินเยนญี่ปุ่นนำการแข็งค่าของสกุลเงินหลัก โดยปรับตัวขึ้นร้อยละสองจุดศูนย์เจ็ดในวันเดียว ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงร้อยละศูนย์จุดห้าสิบแปด การแข็งค่าของเงินเยนในครั้งเดียวที่มากขนาดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญทางสถิติ และมักบ่งชี้ถึงการลดสถานะแบบบังคับ หรือ forced deleveraging ซึ่งจะส่งผลให้สภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่ตลาดเกิดใหม่ไปจนถึงหุ้นเทคโนโลยี่สหรัฐฯ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นถึงสี่สัปดาห์นี้ เรามีข้อเสนอแนะดังนี้ครับ

เพิ่มน้ำหนักการลงทุน:

หุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. และ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือกลุ่มน้ำมันระดับโลก

ทองคำและกองทุนเหมืองทองคำ

การถือเงินเยนญี่ปุ่นยาว

ลดน้ำหนักการลงทุน หรือป้องกันความเสี่ยง:

หุ้นเทคโนโลยี่และกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ที่มีอายุยาว

หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสายการบิน

หุ้นญี่ปุ่น เพราะค่าเงินเยนที่แข็งค่าเป็นปัจจัยลบต่อบริษัทส่งออก

ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม คือ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และการสื่อสารของธนาคารกลางต่างๆ ครับ

สุดท้ายนี้ เราไม่สามารถมองข้ามความเสี่ยงได้ครับ

กรณีพื้นฐาน ที่มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า คือ ความตึงเครียดยังคงอยู่แต่ไม่บานปลาย ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง และตลาดหุ้นปรับตัวลดลงประมาณร้อยละสามถึงเจ็ด โดยพลังงานจะ outperformed และเทคโนโลยีจะ underperformed

กรณีเชิงบวก ที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ หากมีการเจรจาที่เป็นผลสำเร็จในเร็ววัน ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงรุนแรง และตลาดหุ้นจะดีดตัวขึ้นราวร้อยละสามถึงห้า

กรณีเลวร้าย ที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า คือ หากความขัดแย้งขยายวงไปจนถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และตลาดหุ้นอาจปรับตัวลดลงมากกว่าร้อยละสิบถึงสิบห้า

สิ่งสำคัญที่สุด ที่เราต้องจับตา คือ การทูตระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน และสัญญาณจากธนาคารกลางครับ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้สามารถพลิกกระแสความเสี่ยงในปัจจุบันได้ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สี่ กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สี่ กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินโลกกันครับ

ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ความตึงเครียดเชิงนโยบายระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กับธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ

เริ่มจากฝั่งเฟด ผู้ว่าการวอลเลอร์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะใช้ความอดทนในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง ในวันพุธที่ผ่านมา

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าการบีโอเจ หรือคุณอูเอดะ ส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุมทุกครั้ง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุสิบปี พุ่งทะลุสามเปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งแรกในรอบสามสิบปี

ความแตกต่างเชิงนโยบายนี้ สร้างกระแสเงินทุนไหลวน ที่เคยส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และเกิดการ unwind การทำ carry trade ครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ และกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นห้าเปอร์เซ็นต์ สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ภาพรวมการลดลงของเงินเฟ้อมีความซับซ้อนมากขึ้น

ตลาดโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะ ระมัดระวังถึงเชิงลบ แต่มีการฟื้นตัวชั่วคราวจากสัญญาณผ่อนคลายของเฟด

สำหรับการปรับพอร์ตลงทุนในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า เราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และการเก็งกำไรด้านเงินเฟ้อ

อีกทั้งให้เพิ่มสถานะซื้อเงินเยนญี่ปุ่น เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากแนวโน้มที่บีโอเจจะขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า

ในทางกลับกัน ควรลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตระยะยาว เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน

ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า เฟดจะยังคงผ่อนคลายต่อไปหรือไม่

รวมถึงท่าทีทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในระยะสั้น

และที่สำคัญคือ การดำเนินการของสภาคองเกรสสหรัฐฯ เกี่ยวกับการขาดดุลการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างของตลาดพันธบัตร

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สาม กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สาม กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

ความเคลื่อนของตลาดโลกในขณะนี้ กำลังถูกพลิกโฉมจากปัจจัยสำคัญสองเรื่องที่มาปะทะกัน นั่นคือ วิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเทขายพันธบัตรครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สร้างแรงกดดันให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ หรือ สแตกเฟลชัน

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 5 โดยราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ความคาดหวังเรื่องอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และบั่นทอนความอยากเสี่ยงของนักลงทุน

วิกฤตด้านอุปทานพลังงานนี้ แผ่กระจายไปยังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก โดยพันธบัตรอายุสิบปีของอังกฤษทะลุระดับร้อยละ 5 ส่วนของแคนาดาทำจุดสูงสุดในรอบสองปีที่ร้อยละ 3.8 เป็นการตอกย้ำว่าตลาดกำลังประเมินท่าทีของธนาคารกลางที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง

ตลาดหุ้นกำลังรับผลกระทบสองต่อ โดยดัชนี เอสแอนด์พี 500 ร่วงลงร้อยละ 0.71 ดัชนีแนสแดคร่วงลงร้อยละ 1.03 และดัชนีสต็อกซี 600 ของยุโรปลดลงร้อยละ 0.56 ในขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีแนสแดคร่วงลงอีกร้อยละ 0.7 นำตลาดเช้านี้

ทองคำที่ดีดตัวกลับมาเหนือระดับสี่พันสามร้อยหกสิบดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนถึงกระแสการหลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย

นี่คือปัจจัยลบที่รุนแรงที่สุดในปีนี้ ประกอบด้วยความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าโภคภัณฑ์ราคาสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยมีตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุดคือช่วงวิกฤตน้ำมันในสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2533

สำหรับภาพรวมตลาด ขณะนี้อยู่ในภาวะกดดันจากสแตกเฟลชันและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในช่วงระมัดระวังและค่อนข้างเป็นลบ โดยปรับตัวลดลงจากปลายเดือนสิงหาคม อันเป็นผลจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงขึ้น

กลุ่มเทคโนโลยีกฎหมายและหุ้นเติบโตถูกกระทบหนักที่สุดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ทองคำปรับตัวขึ้นและพันธบัตรถูกเทขาย เป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังประเมินทั้งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะลอลง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า เรามีมุมมองที่ชัดเจนดังนี้

หนึ่ง เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันร้อยละ 5 สร้างแรงหนุนโดยตรงต่อผู้ผลิตพลังงาน

สอง ลดน้ำหนักหรือเปิดสถานะขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ growth ที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นโจมตีมูลค่าของหุ้นระยะยาวโดยตรง

สาม เพิ่มน้ำหนักทองคำและหุ้นเหมืองทองคำ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีในภาวะสแตกเฟลชัน

สี่ ลดน้ำหนักตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน เช่น อินเดีย ไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากค่าพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้น

ห้า เปิดสถานะถือครองดอลลาร์สหรัฐเพื่อป้องกันความเสี่ยงเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่

สำหรับสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้คือ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงดำเนินต่อไป ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง หุ้นกลุ่มเทคและกลุ่มผู้บริโภคปรับตัวลดลง และทองคำกับพลังงานจะปรับตัวดีกว่า

ในทางกลับกัน หากมีการหยุดยิงหรือเจรจาสันติภาพโดยไม่คาดฝัน จะเป็นข่าวดีที่หนุนให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโยลีและตลาดเกิดใหม่

แต่หากความขัดแย้งลุกลามไปถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกินร้อยละ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงหนักและเกิดวิกฤตในตลาดเกิดใหม่

โดยสรุป น้ำมันคือศูนย์กลางของปัจจัยมหภาคในตอนนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผ่านไปยังทุกสินทรัพย์ ควรขายสินทรัพย์ระยะยาวและเข้าซื้อสินทรัพย์จริง การลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเติบโตและเพิ่มน้ำหนักพลังงาน ทองคำ และกลุ่มการเงินเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สอง กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สอง กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

ตอนนี้ เรามาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างมากครับ

ภาพรวมตลาดหลัก ในขณะนี้ กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยลบหลายประการ เรียกว่าเป็น สแตกเฟลชันนารี ช็อก หรือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมเงินเฟ้อสูง ซึ่งเกิดจากสองปัจจัยสำคัญครับ

ประการแรก คือ การปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ได้โจมตีฐานขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ประการที่สอง คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ หนี้สาธารณะที่สูง การใช้จ่ายเกินดุล และความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ทั้งสองปัจจัยนี้ ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งกดดันตลาดหุ้นโดยตรงครับ

สำหรับดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ พบว่า ดัชนี MSCI Global Equities ปรับตัวลดลง สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุน หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มีการเคลื่อนไหวผสมผสาน ขณะที่ หุ้นยุโรป ทรงตัวใกล้เคียงกับระดับเดิม

ตลาดพันธบัตร พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธบัตรของสหราชอาณาจักรที่ยืนเหนือระดับร้อยละห้ามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.50 ถึง 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับราคาน้ำมัน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติ ปรับตัวลดลง

ตัวชี้วัดความผันผวนของตลาดอย่าง VIX และ MOVE index คาดว่าจะปรับสูงขึ้น สะท้อนถึง ความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ยและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

และในรายละเอียดของการวิเคราะห์เชิงลึก เราจะเจาะลึกถึงสี่ประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อทิศทางตลาดในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้าครับ

ประเด็นแรก การปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากเกิดการปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่ออุปทานน้ำมันโลก

สำหรับผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ พลังงาน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มน้ำมัน จะได้รับประโยชน์โดยตรง ส่วนกลุ่มสายการบิน จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

หุ้นอุตสาหกรรมยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นในวงกว้าง ยังคงมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

ประเด็นที่สอง การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Growth Stocks ที่มีมูลค่าสูง ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้นกดดันมูลค่าหุ้น

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่

ประเด็นที่สาม การปรับเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานวอร์ช ที่ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน โดยมีโอกาสถึงร้อยละแปดสิบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า และอาจส่งผลให้เกิดการขายสินทรัพย์เสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการ Carry Trade

ธนาคารกลางอังกฤษเอง ก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว

และประเด็นสุดท้าย ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งเผชิญกับการแข่งขันจากจีน ต้นทุนพลังงานที่สูง และความไม่แน่นอนทางการค้า ทำให้หุ้นยุโรป มีแนวโน้มที่จะปรับตัว underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจสูงที่สุด ในช่วงเวลาสี่สัปดาห์นี้ คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่ม Growth โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีระยะเวลาคุ้มทุนยาวนาน

นอกจากนี้ การถือครองค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการลดการถือครองค่าเงินยูโร ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ดี และเพื่อป้องกันความเสี่ยง การลงทุนในทองคำ ถือเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ที่มีประสิทธิภาพ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดพันธบัตร

แต่ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมที่จะติดตามปัจจัยสำคัญสามประการ ได้แก่ การส่งสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในระยะต่อไปครับ

โดยสรุปภาพรวมครับ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ได้เปลี่ยนโหมดของเศรษฐกิจโลกจากภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงแต่การเติบโตยังดี มาเป็น ภาวะเงินเฟ้อ和经济ชะลอตัวพร้อมกัน พร้อมกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นเชิงโครงสร้าง จากปัจจัยการใช้จ่ายเกินดุล หนี้สาธารณะสูง และความต้องการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯอาจไม่เพียงพอที่จะพลิกแนวโน้มนี้

กลยุทธ์ที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ คือ การเพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน และลดน้ำหนักหุ้น Growth ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ถือเป็นความเสี่ยงที่ตลาดอาจมองข้าม ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนรุนแรงในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ

ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้าง ทำให้หุ้นยุโรปเป็นตัวเลือกที่ไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ

และสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การสื่อสารของธนาคารกลางสหรัฐฯ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันอังคาร ที่หนึ่ง เดือนกันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ

รายงานฉบับนี้ รวบรวมสถานการณ์ตลาดการเงิน ประจำวันที่สามสิบเอ็ดสิงหาคม ที่ผ่านมา ครับ

สัปดาห์นี้ ตลาดการเงินโลก ต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ครับ

ด้านหนึ่ง คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ยังแข็งแกร่ง และการลงทุนที่มีความคาดหวังสูง

อีกด้านหนึ่ง คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่พุ่งสูงขึ้นตามโครงสร้าง และประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คนใหม่ ที่มีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น ครับ

นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้ส่งสัญญาณ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก เมื่อวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม

ทำให้เกิดการปรับพอร์ตแบบลดความเสี่ยงทั่วโลก หุ้นปรับตัวลง ดอลลาร์แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้น ครับ

ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ยังคงกดดันตลาด ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูง เงินเฟ้อที่เหนียวแน่น การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่แข็งแกร่ง และแผนลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่า จะไม่ผ่านสภาคองเกรส

ทั้งหมดนี้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว มีแรงกดดันขาขึ้น แม้รัฐบาลจะมีมาตรการซื้อคืนพันธบัตร ก็ไม่สามารถหยุดแนวโน้มนี้ได้ ครับ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีความน่าจะเป็นสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

ซึ่งอาจทำให้เงินเยนแข็งค่า และเกิดการเทขาย การลงทุนแบบกู้ยืมเงินเยน ไปลงทุนในต่างประเทศ อย่างไม่เป็นระเบียบ ครับ

โดยสรุป ขณะนี้ ตลาดอยู่ในช่วง อัตราดอกเบี้ยที่สูงและยาวนาน ซึ่งขัดแย้งกับสินทรัพย์เพื่อการเติบโต ที่ราคาสูงเกินความเป็นจริง

ความเสี่ยงของตลาด จึงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ครับ

สถานะตลาดในตอนนี้ ถูกจัดอยู่ในโหมด ลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ครับ

และความเชื่อมั่นโดยรวม อยู่ในระดับระมัดระวัง ค่อนข้างเป็นขาลง ครับ

ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลก ของธนาคารออฟอเมริกา ในเดือนสิงหาคม พบว่า การถือครองหุ้น อยู่ในระดับสูงสุด นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน สองพันยี่สิบเอ็ด

ขณะที่การถือครองเงินสดลดลง และผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ คาดว่าเศรษฐกิจ จะไม่ชะลอตัว หรืออาจเข้าสู่ภาวะเฟื่องฟู ครับ

แต่ท่าทีของนายวอร์ช ได้เพิ่มความเสี่ยงเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ดัชนีหุ้นโลก ปรับตัวลงในตลาดที่ผันผวน ขณะที่ดอลลาร์ และพันธบัตรระยะสั้น ปรับตัวขึ้น ครับ

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา รวมถึงข้อพิพาทการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ยังเพิ่มความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่ง ครับ

ต่อไป เรามาดูภาพรวมตลาดการเงิน ในช่วงวันที่ผ่านมา ครับ

หุ้นทั่วโลก ปรับตัวผันผวน และอ่อนตัวลง ดัชนีเอ็มเอสซีไอทั่วโลก ปรับลดลง เมื่อวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม

สัญญาล่วงหน้าของดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย เคยปรับขึ้นร้อยละศูนย์จุดสี่ เมื่อวันที่ยี่สิบสองสิงหาคม ก่อนกลับมาอ่อนตัวลง หลังนายวอร์ช ส่งสัญญาณแข็งกร้าว

ดัชนีนิกเกอิ ปรับขึ้นร้อยละหนึ่งในช่วงแรก ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง แต่หลังจากนั้น ถูกกดดัน ครับ

ด้านพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ระยะสั้น ปรับตัวสูงขึ้น หลังคำพูดของนายวอร์ช

ขณะที่อัตราผลตอบแทนระยะยาว ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และพันธบัตรญี่ปุ่น ถูกกดดัน จากการคาดการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ครับ

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวขึ้น ร้อยละศูนย์จุดหนึ่งหนึ่ง เมื่อวันที่ยี่สิบเจ็ดสิงหาคม

ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ปรับตัวลงร้อยละศูนย์จุดสี่ ซึ่งเป็นการปรับลงมากที่สุดในกลุ่มค่าเงินหลัก

ลีราตุรกี อ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดเก้าสิบแปด ครับ

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันเบรนท์ ปรับตัวลง ร้อยละสี่จุดหนึ่งหก เมื่อวันที่ยี่สิบหกสิงหาคม

ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในยุโรป พุ่งขึ้นร้อยละห้าจุดศูนย์ห้า ครับ

ด้านความผันผวน ดัชนีวิกซ์ และดัชนีความผันผวนของตลาดพันธบัตร ไม่มีข้อมูลเปิดเผย

แต่คาดว่า ความผันผวนโดยรวม อยู่ในระดับสูง จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับมุมมองดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ครับ

ต่อไป เรามาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ที่มีผลต่อตลาดในระยะข้างหน้า ครับ

ประเด็นแรก นายวอร์ช ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ครับ

ในอดีต การเปลี่ยนท่าทีแบบไม่คาดคิด ของประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คนใหม่ มักทำให้หุ้นปรับตัวลง ร้อยละห้าถึงสิบ ภายในสองถึงหกสัปดาห์

โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นเติบโต

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ช่วงที่กรีนสแปน ปรับขึ้นดอกเบี้ย ในปีหนึ่งเก้าเก้าสี่ และช่วงที่พาวเวล เปลี่ยนท่าที ในปีสองพันสิบแปด ครับ

ผลกระทบที่คาดว่า หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา และหุ้นเติบโต มีทิศทางเป็นลบ ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ดอลลาร์สหรัฐ มีทิศทางเป็นบวก ในระยะสี่สิบแปดชั่วโมงแรก

หุ้นและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ มีทิศทางเป็นลบ และพันธบัตรอายุยาว มีทิศทางเป็นลบ ครับ

กลไกสำคัญ คือ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่สูงขึ้น จะกดดันมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโต

ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า จะทำให้เงื่อนไขการเงินโลกตึงตัว และประเทศที่กู้ยืมเป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น ตุรกี อินโดนีเซีย และไทย จะได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง จะเกิดขึ้นในอีกหกถึงสิบสองเดือนข้างหน้า ผ่านอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน และต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ ครับ

ประเด็นที่สอง ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีโอกาสสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ครับ

รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คุณฮิมิโนะ กล่าวเมื่อวันที่ยี่สิบเจ็ดสิงหาคม ว่า ธนาคารกลาง จะหารือเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างทันเวลา เพื่อป้องกันเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมาย

และอาจมีการปรับขึ้นครั้งต่อไป ในเดือนมกราคม ครับ

ในอดีต การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่น ในเดือนกรกฎาคม สองพันยี่สิบสี่ เคยทำให้เกิดการเทขายในตลาดหุ้นญี่ปุ่น อย่างรุนแรง

ดัชนีนิกเกอิ ร่วงลงเกือบร้อยละสอง ในวันเดียว

และการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีสองพัน และปีสองพันหก เคยทำให้เงินเยนแข็งค่า ร้อยละห้าถึงสิบ ครับ

ผลกระทบที่คาดว่า เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นกลุ่มส่งออก ถูกกดดัน

รวมถึงค่าเงินตลาดเกิดใหม่ ที่ใช้เงินเยนลงทุน จะเผชิญแรงเทขาย

หากธนาคารกลางญี่ปุ่น ส่งสัญญาณว่าขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ ความเสี่ยงก็จะจำกัด ครับ

ประเด็นที่สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องตามโครงสร้าง เกิดจากหนี้สาธารณะที่สูง เงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลง และความต้องการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่แข็งแกร่ง ครับ

อีกทั้ง สภาคองเกรส มีแนวโน้มขัดขวางแผนลดการขาดดุลการคลัง จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ให้อัตราผลตอบแทนระยะยาว ปรับตัวสูงขึ้น ครับ

ในอดีต ช่วงที่อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นโดยไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่น ปีหนึ่งเก้าแปดเจ็ด ปีหนึ่งเก้าเก้าสี่ และช่วงปีสองพันยี่สิบสาม มักทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ถูกกดลงสองถึงสี่จุด ภายในสองถึงสามเดือน ครับ

หุ้นระยะยาว หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นอสังหาริมทรัพย์ มีทิศทางเป็นลบ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีทิศทางเป็นลบ

ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้ประโยชน์จากเส้นอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่วนทองคำถูกกดดัน เพราะอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้น ครับ

การซื้อคืนพันธบัตรของรัฐบาล ช่วยพยุงตลาดได้เพียงระยะสั้น เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้าง ยังผลักดันอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น

ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ครับ

ประเด็นที่สี่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน รวมถึงข้อพิพาทการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ครับ

ราคาน้ำมัน มีความผันผวนสูง น้ำมันเบรนท์ ปรับตัวลงร้อยละสี่จุดหนึ่งหก เมื่อวันที่ยี่สิบหกสิงหาคม จากการเจรจา

ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในยุโรป พุ่งขึ้นร้อยละห้าจุดศูนย์ห้า ในวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม ครับ

ในอดีต ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมัน มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงขึ้น สามถึงสิบห้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

และถ้าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น สิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างต่อเนื่อง จะทำให้เศรษฐกิจโลก ขยายตัวลดลงประมาณ ศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์ ภายในหนึ่งปี ครับ

ผลกระทบต่อการลงทุน กลุ่มพลังงาน มีโอกาสปรับตัวขึ้น ขณะที่หุ้นยุโรป ถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน

หุ้นแคนาดา และค่าเงินดอลลาร์แคนาดา ได้รับผลกระทบ จากสงครามการค้า ส่วนกลุ่มป้องกันประเทศ อาจได้ประโยชน์ ครับ

ธนาคารกลางตุรกี ประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งอิหร่าน อาจผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว แต่ความไม่แน่นอน ยังอยู่ในระดับสูงครับ

ต่อไป เป็นโอกาสลงทุนที่มีความน่าสนใจ ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ครับ

หนึ่ง ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐอเมริการะยะยาว และเพิ่มการถือครองดอลลาร์สหรัฐ เพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ ยังมีแรงหนุน ครับ

สอง เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐอเมริกา และลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยี เพราะเส้นอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ช่วยเพิ่มกำไรให้ธนาคาร

ขณะที่หุ้นเทคโนโลยี ถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ครับ

ดัชนีโคสปิของเกาหลีใต้ เคยพุ่งขึ้นร้อยละหก เมื่อวันที่ยี่สิบสิงหาคม ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงชั่วคราว

สะท้อนว่าหุ้นกลุ่มเติบโต เคลื่อนไหวตรงข้ามกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อย่างชัดเจน ครับ

สาม ใช้เงินเยนเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง และลดความเสี่ยงหุ้นญี่ปุ่น ก่อนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน

เพราะถ้ามีการขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนจะแข็งค่า และหุ้นญี่ปุ่น จะปรับตัวลง ครับ

สี่ เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เพราะราคาพลังงาน ยังมีแรงหนุน จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ครับ

สำหรับการจัดพอร์ต แนะนำปรับจากหุ้นเติบโต ไปสู่หุ้นมูลค่า และหุ้นวัฏจักร

เพิ่มเงินสด เป็นร้อยละห้าถึงสิบ เพื่อความยืดหยุ่น ลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยี และพันธบัตรอายุยาว รวมถึงลดความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ และหุ้นเอเชีย ครับ

กรอบเวลาการลงทุน สองถึงหกสัปดาห์ จนกว่าจะเห็นความชัดเจน เรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น และผลการเจรจา ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ครับ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกา เดือนสิงหาคม ดัชนีราคาผู้บริโภคยุโรป ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีน

การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น เดือนกันยายน และความคืบหน้าของการเจรจา ระหว่างอิหร่านและโอมาน ครับ

เรามาดูสถานการณ์เสี่ยง สามกรณี ครับ

กรณีฐาน มีความน่าจะเป็นร้อยละห้าสิบห้า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คงดอกเบี้ย แต่ยังส่งสัญญาณเข้มงวด

ธนาคารกลางญี่ปุ่น ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ใช้ภาษาที่ผ่อนคลาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ทรงตัวในระดับสูง

หุ้นปรับตัวลง ในกรอบร้อยละห้าถึงแปด ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นปานกลาง น้ำมันผันผวนในกรอบจำกัด แนะนำรักษาพอร์ตเชิงป้องกัน ครับ

กรณีเชิงบวก มีความน่าจะเป็นร้อยละยี่สิบ หากข้อมูลแรงงานสหรัฐอเมริกา อ่อนแอ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ปรับท่าทีผ่อนคลาย

การเจรจาอิหร่านสำเร็จ ราคาน้ำมันลดลง และญี่ปุ่นเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ย หุ้นอาจปรับตัวขึ้น ร้อยละห้าถึงสิบ นำโดยหุ้นเทคโนโลยี

แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นเติบโต และตลาดเกิดใหม่ ครับ

กรณีเชิงลบ มีความน่าจะเป็นร้อยละยี่สิบห้า หากข้อมูลแรงงานสหรัฐอเมริกา แข็งแกร่ง ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น ขึ้นดอกเบี้ยแบบเข้มงวด และการเจรจาอิหร่านล้มเหลว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งสูง หุ้นอาจปรับตัวลง ร้อยละสิบถึงสิบห้า

ดัชนีวิกซ์ ทะลุสามสิบ และเกิดความเสี่ยงวิกฤต ในตุรกีและอินโดนีเซีย แนะนำเพิ่มเงินสด และป้องกันความเสี่ยงทุกประเภท ครับ

สรุปประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนควรจับตา ครับ

หนึ่ง ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คนใหม่ ทำให้ทิศทางดอกเบี้ย เปลี่ยนไปในทางเข้มงวด สัญญาณเมื่อวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดการเงิน ครับ

สอง การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน ที่มีความน่าจะเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังให้ความสำคัญน้อยเกินไป

หากเกิดการเทขายเงินเยนแบบไม่เป็นระเบียบ จะส่งผลกระทบ ไปยังค่าเงินตลาดเกิดใหม่ หุ้นญี่ปุ่น และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ครับ

สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ที่สูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว

หนี้สาธารณะ การลงทุนปัญญาประดิษฐ์ และความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้มาตรการซื้อคืนพันธบัตร ไม่เพียงพอ สินทรัพย์ระยะยาว เช่น หุ้นเทคโนโลยี และพันธบัตรอายุยาว มีความเสี่ยงสูง ครับ

สี่ ราคาพลังงาน ยังสะท้อนความขัดแย้งของข้อมูล ระหว่างการเจรจา และความเสี่ยงการสู้รบ

กลุ่มพลังงาน จึงเป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ครับ

ห้า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก กำลังถือครองหุ้นในระดับสูง ขณะที่เงินสดอยู่ในระดับต่ำ

นั่นหมายถึง ความเสี่ยงของการปรับตัวลงมีสูง หากทิศทางดอกเบี้ย เปลี่ยนไปในทางเข้มงวด ครับ

หก ค่าเงินตลาดเกิดใหม่ เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ลีราตุรกี อ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดเก้าสิบแปด ดอลลาร์นิวซีแลนด์ อ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดสี่

ขณะที่รูเปียห์อินโดนีเซีย และบาทไทย ถูกกดดัน หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และมีการเทขายจากเงินเยน จะยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ต่อค่าเงิน และหนี้สกุลเงินท้องถิ่น ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันจันทร์ที่ สามสิบเอ็ด สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

ภาพรวมตลาดการเงินโลกวันนี้

ถูกขับเคลื่อนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงในเชิงโครงสร้าง

และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์

ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบยี่สิบเดือน

พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษสูงกว่าห้าเปอร์เซ็นต์

และพันธบัตรแคนาดาอยู่ที่สามจุดเจ็ดหกเปอร์เซ็นต์

หนี้สาธารณะสหรัฐทะลุสี่สิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

การขัดแย้งในสภาคองเกรสขัดขวางการลดขาดดุล

เงินเฟ้อจากพลังงานยังคงกดดัน

และความต้องการทุนจากปัญญาประดิษฐ์ก็เร่งตัวขึ้น

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายวอร์ช ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้

ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง โดย Nasdaq ลดลงศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์ในวันศุกร์

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมนำตลาดลดลง

ผลประกอบการของ Nvidia ที่ดีกว่าคาดการณ์ช่วยหนุนหุ้นเอไอชั่วคราว

แต่แรงกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้นกลบปัจจัยบวก

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้นไปถึงแปดสิบสี่ดอลลาร์สหรัฐ

หลังสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่าน ก่อนจะลดลงต่ำกว่าแปดสิบสองดอลลาร์สหรัฐ

หลังข้อตกลงอิหร่านโอมาน เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดสั่นไหวระหว่างแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง

และความเสี่ยงด้านอุปทานจากภูมิรัฐศาสตร์

ภาวะตลาดโดยรวมอยู่ในโหมดระมัดระวังและเป็นขาลง

ประธานเฟดส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ย

ทำให้ไม่มีความหวังว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบาย

การขาดดุลการคลังสหรัฐทำให้ไม่มีแนวโน้มที่พันธบัตรจะลดลง

ราคาพลังงานที่สูงยังกดดันการบริโภคและเงินเฟ้อ

การคลี่คลายในช่องแคบฮอร์มุซช่วยได้บ้าง

แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยการตึงตัวของเงื่อนไขทางการเงิน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตรับผลกระทบหนักที่สุด

การวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก

และการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

หนี้สาธารณะสหรัฐที่สี่สิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการต่อต้านการลดขาดดุลในสภาคองเกรส

ผลักดันให้คาดการณ์ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้

อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะกดดันมูลค่าหุ้นเติบโต โดยเฉพาะเทคโนโลยี

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าเหนือระดับเก้าสิบเก้า

จะกดดันตลาดเกิดใหม่และสกุลเงินเหล่านั้น

คาดว่าจะมีผลกระทบในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ประเด็นที่สอง ความขัดแย้งสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน

การคว่ำบาตรครั้งใหม่และการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมาน

ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน

ความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดกั้นอาจทำให้น้ำมันพุ่งห้าถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์

แต่ข้อตกลงทางการทูตช่วยบรรเทาความกังวล

ผลกระทบระยะสั้นต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย

เช่น เกาหลีใต้ที่ดัชนี KOSPI ลดลงสามจุดหนึ่งสองเปอร์เซ็นต์

และญี่ปุ่นที่ Nikkei ลดลงศูนย์จุดสองเปอร์เซ็นต์

คาดว่าผลกระทบจะอยู่ในระดับปานกลางและลดลงเมื่อมีการทูต

ประเด็นที่สาม ผลประกอบการ Nvidia ที่ดีกว่าคาด

เป็นสัญญาณบวกต่อหุ้นกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ในระยะสั้น

แต่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูงยังคงเป็นปัจจัยหลัก

Nasdaq ปรับตัวลงในวันศุกร์หลังข่าว Nvidia ยืนยันว่าปัจจัยมหภาคครอบงำ

แนะนำให้ใช้การดีดตัวของหุ้นเอไอเพื่อลดความเสี่ยง

ประเด็นที่สี่ ความเปราะบางทางการคลังของสหรัฐ

หนี้สี่สิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและการเมืองที่ติดขัด

ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวสูงขึ้น

ซึ่งส่งผลต่อตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย ไทย และบราซิล

ที่เผชิญกับค่าเงินดอลลาร์แข็ง ราคาพลังงานสูง และเงินทุนไหลออก

ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มไซด์เวย์ถึงขาลง

คำแนะนำการลงทุนที่มีความน่าเชื่อถือสูง

แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นการเงินและพลังงานของสหรัฐ

และถือเงินสดหรือพันธบัตรระยะสั้น

ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่และหุ้นเติบโตระยะยาว

ใช้กลยุทธ์ป้องกันความผันผวน เช่น การซื้อ VIX

กรณีฐานที่มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

พันธบัตรยังคงสูง เฟดคงนโยบายไม่เปลี่ยนแปลง

ตลาดหุ้นทรงถึงขาลง เน้นหุ้นมูลค่ามากกว่าหุ้นเติบโต

กรณีบวกร้อยละยี่สิบ

ข้อตกลงอิหร่านโอมานยั่งยืน ราคาน้ำมันลดลง เงินเฟ้อลดลง เฟดผ่อนคลาย

หุ้นเติบโตเด้งแรง

กรณีลบร้อยละยี่สิบห้า

ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น น้ำมันพุ่งเกินเก้าสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ

พันธบัตรทะลุห้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นปรับฐานห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์

บทสรุป

ระบอบการลงทุนปัจจุบันคือ อัตราดอกเบี้ยสูงบวกกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

สินทรัพย์เสี่ยงถูกกดดันจนกว่าตลาดพันธบัตรจะมีเสถียรภาพ

หรือน้ำมันจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ประธานเฟดได้ปิดประตูการผ่อนคลายแล้ว

การขึ้นดอกเบี้ยเป็นความคาดหวังหลักจนถึงสิ้นปี

ผลประกอบการ Nvidia เป็นบวกแต่ไม่พอสู้ปัจจัยลบมหภาค

หนี้สหรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเงา

ตลาดพลังงานอยู่ในภาวะชักเย่อระหว่างคว่ำบาตรและการทูต

แนะนำลดน้ำหนักตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบเก้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบเก้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

ภาพรวมตลาดการเงินโลกในขณะนี้ กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลัก คือ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทุกประเภท

นายวอร์ช อดีตที่ปรึกษาเฟด ได้ออกมาแสดงความเห็นเชิงแข็งกร้าว ส่งผลให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ในขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อก็ยังคงปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ

ยิ่งไปกว่านั้น แผนการลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะล้มเหลว เนื่องจากเสียงคัดค้านในสภาคองเกรส ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในตราสารหนี้สหรัฐฯ

สหรัฐฯ ยังได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านชุดใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน และผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ทั้งหมดนี้คือแรงกดดันแบบเงินเฟ้อถดถอย หรือ สเต็กเฟลชัน กล่าวคือ ราคาสินค้าสูงขึ้น ในขณะที่ภาวะการเงินเริ่มตึงตัว

ผลกระทบที่ชัดเจนคือ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นที่มีอายุยาว ต่างได้รับแรงกดดันอย่างรุนแรง ในขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐ กลับแข็งค่าขึ้นจากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ผลประกอบการของบริษัทเอ็นวิเดีย ที่ออกมาดีกว่าคาด เป็นจุดสว่างเพียงจุดเดียว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะต้านทานแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคได้

ในอดีต เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และถ้อยคำแข็งกร้าวจากเฟด ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยมักจะปรับตัวลดลงสามถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาสองถึงสี่สัปดาห์ ก่อนที่จะทรงตัว ซึ่งขณะนี้รูปแบบดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นแล้ว

มาดูที่ภาพรวมตลาดกันครับ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในโทน ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นขาลง โดยปรับลดลงจากจุดที่เป็นกลางเมื่อต้นสัปดาห์ การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากความเห็นของนายวอร์ช และความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของสหรัฐฯ

ความเสี่ยงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มหดตัวลง โดยนักลงทุนเลือกที่จะเข้าไปในสินทรัพย์บางประเภทเท่านั้น เช่น พลังงาน ทองคำ และหุ้นป้องกันความเสี่ยงระยะสั้น

สำหรับภาพรวมของสินทรัพย์แต่ละประเภทนั้น ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย และแนสแดค ต่างปรับตัวลดลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ โดยหุ้นเทคโนโลยีถูกกดดัน หุ้นกลุ่มเอ็มเอสซีไอทั่วโลก เคลื่อนไหวทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย ส่วนดัชนีเอเอสเอ็กซ์สองร้อยของออสเตรเลีย ปรับขึ้นหกสิบสองจุด แตะระดับเก้าพันหนึ่งร้อยหกสิบห้า ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบสัปดาห์ โดยมีหุ้นกลุ่มเหมืองและธนาคารนำขึ้น

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากความกังวลเรื่องการคลังและความเห็นของนายวอร์ช ส่วนแคนาดา มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีที่สูงถึงสามจุดเจ็ดหกเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีสองพันยี่สิบสี่

ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเกิดการเทขายอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียท ปรับขึ้นร้อยละหนึ่งจุดห้าสอง จากแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

ทองคำปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติกลับปรับตัวลดลงร้อยละสองจุดยี่สิบเอ็ด

ด้านค่าเงิน เงินรูปีอินเดียแข็งค่าขึ้นร้อยละศูนย์จุดสี่สิบเก้า และเงินโครนาสวีเดนแข็งค่าขึ้นร้อยละศูนย์จุดยี่สิบหก ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงเล็กน้อย

ตอนนี้เรามาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญกันครับ

ประเด็นแรก คือ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาด การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ กล่าวคือ ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต มีผลการดำเนินงานที่แย่กว่าหุ้นกลุ่มวั并ดและหุ้นวั并จร ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารจะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ส่วนหุ้นพลังงานได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ

การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทน ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยที่เฟดไม่ต้องลงมืออะไรเลย อัตราดอกเบี้ยจำนองและต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทสูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่อิงกับกำไรในอนาคตลดลง

ปัจจัยที่น่ากังวลคือ ความน่าเชื่อถือทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เรียกว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยงอธิปไตย ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว

ประเด็นที่สอง คือ มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก โดยเหตุการณ์ในอดีต ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นห้าถึงสิบห้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์

หุ้นกลุ่มพลังงานจะ outperform ตลาดโดยรวมประมาณห้าถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สายการบิน ขนส่ง และหุ้นกลุ่มผู้บริโภค จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สาม คือ ผลประกอบการของเอ็นวิเดีย ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ แต่แรงหนุนนี้มีแนวโน้มที่จะจางหายไปภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ เนื่องจากแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อราคาปรับตัวขึ้น มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณให้ซื้อต่อ

ประเด็นที่สี่ คือ การเสื่อมถอยของความน่าเชื่อถือทางการคลังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เมื่อตลาดเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงของตราสารหนี้สหรัฐฯ ฐานอัตราดอกเบี้ยปลอดความเสี่ยงของโลกก็จะเปลี่ยนไป

แม้ว่าเงินดอลลาร์จะยังคงแข็งค่า แต่ดุลยภาพนี้เปราะบางมาก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่มีความมั่นใจสูงนั้น เรามีคำแนะนำดังนี้ครับ

ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า การลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีที่สุด เนื่องจากมีแรงหนุนสองต่อ คือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งในสภาวะเงินเฟ้อ

เราขอแนะนำให้ เพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นพลังงาน ทองคำ และหุ้นกลุ่มธนาคาร ในขณะที่ให้ ลดน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่มีอายุยาว

สำหรับการป้องกันความเสี่ยง แนะนำให้ถือสถานะซื้อในดัชนีความผันผวน หรือวีไอเอ็กซ์ และถือสถานะซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่

ปัจจัยที่ต้องติดตามในสี่สิบแปดชั่วโมงถึงหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า ได้แก่ ความคืบหน้าด้านการทูตกับอิหร่าน การส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่เฟด ความคืบหน้าของงบประมาณสหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด

สำหรับความเสี่ยงในสามสถานการณ์หลักนั้น กรณีฐาน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นร้อยละห้าสิบห้า คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังคงสูง ราคาน้ำมันมีส่วนชดเชยความเสี่ยงในระดับสูง ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยจะปรับลงสองถึงสี่เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะทรงตัว

กรณีขาขึ้น ที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ หากมีการเจรจาทางการทูตกับอิหร่าน และเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย ตลาดจะกลับมาเป็นบวก

และกรณีขาลง ที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า คือ หากความขัดแย้งกับอิหร่านลุกลาม ราคาน้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยจริง ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงเจ็ดถึงสิบเปอร์เซ็นต์

โดยสรุปแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด การพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจะกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี

นักลงทุนควรเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุน มาที่หุ้นพลังงานโดยเร็วที่สุด ผลประกอบการของเอ็นวิเดีย เป็นเพียงโอกาสระยะสั้น ควรใช้เพื่อลดความเสี่ยงในหุ้นระยะยาว

เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งแกร่ง ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ควรถือหรือสะสมเพิ่ม และที่สำคัญ ต้องติดตามความคืบหน้าทางการคลังของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาหนี้ เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

และเช่นเคยครับ ก่อนจากกันวันนี้ เรามีคำปฏิเสธความรับผิดชอบตามมาตรฐานมาฝากท่านผู้ชม

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบแปด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

ตอนนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลก ถูกครอบงำโดยการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมีโครงสร้าง

ซึ่งเป็นแรงดึงดูดที่ส่งผลต่อสินทรัพย์ทุกประเภท

ถึงแม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะเพิ่มโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า สูงถึงสี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก็ยังไม่สามารถพลิกกระแสนี้ได้

ตลาดกำลังปรับราคา ตามความกังวลเรื่องฐานะการคลังที่ย่ำแย่ หนี้สาธารณะที่สูง

และอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทน ทำให้เกิดการกดดันต่อราคาหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี

ขณะที่ผลประกอบการของเอ็นวิเดีย ที่ดีเกินคาด สามารถสร้างแรงหนุนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่าน จากช่วงที่ซื้อเมื่อราคาลดลง สู่ช่วงที่ขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้น

โดยมีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นตัวแปรหลัก

ด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่

ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น

และสร้างแรงหนุนให้กับหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในขณะนี้

ตรงกันข้ามกับกลุ่มสายการบินและกลุ่มท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มสูงถึงร้อยละแปดสิบ ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข็งค่าของเงินเยน และการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่มาจากการกู้ยืมเงินเยน

โดยเฉพาะในตลาด emerging market

ค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ อ่อนค่าลงมากที่สุดในกลุ่ม สัญญาณนี้บอกถึงภาวะเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงสองถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า

เรามีมุมมองว่า หุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นโอกาสที่ดีที่สุด

เพราะได้รับแรงหนุนจากทั้งราคาน้ำมัน และมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ

ในทางตรงกันข้าม ควรลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเติบโต

โดยใช้จังหวะที่ราคาปรับตัวขึ้น จากการประกาศผลประกอบการของเอ็นวิเดีย ในการขายลดความเสี่ยง

ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการป้องกันความเสี่ยง

ในขณะที่หุ้นตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย ควรหลีกเลี่ยงเพราะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ประเด็นที่ต้องติดตามในอีกสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า

คือ ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น และรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในระยะสั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบเจ็ด สิงหาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

บรรยากาศการลงทุนโลกในขณะนี้ กำลังถูกครอบงำด้วยปัจจัยลบที่มาบรรจบกันอย่างเป็นพิษ

นั่นคือ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อัตราเงินเฟ้อที่เหนียวแน่น

และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

ไม่ว่าจะเป็น หนี้สาธารณะที่สูง เงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่

และความต้องการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่มหาศาล

ซึ่งส่งผลให้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้นของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่อิหร่านขู่ที่จะขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ

ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้นอีก

ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดสภาวะ ที่เรียกว่า สแต็กเฟลชันแบบเบา

ซึ่งกำลังบีบอัดอัตราส่วนราคาต่อกำไรของหุ้น

โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

และกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น

กลไกการส่งผ่านผลกระทบนั้นชัดเจน

นั่นคือ อัตราคิดลดที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตลดลง

จึงทำให้หุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี่ปรับตัวด้อยกว่า

ขณะนี้ตลาดกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

ก่อนการประกาศผลประกอบการของ Nvidia และการประชุมสัมมนาที่ Jackson Hole

ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นทิศทางต่อไปของตลาด

สำหรับภาพรวมตลาดในขณะนี้

เราอยู่ในสภาวะ แรงกดดันจากสแต็กเฟลชัน และ ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นขาลง

ซึ่งลดลงอย่างชัดเจนจาก “ค่อนข้างเป็นขาขึ้น” ในช่วงต้นสัปดาห์

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการรีเฟรชเชิงบวกอีกต่อไป

แต่กลับถูกมองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเงินเฟ้อ

ปัจจัยจากอิหร่าน ได้เพิ่มมิติของภาวะช็อคด้านอุปทาน

ซึ่งไม่เคยมีในสัปดาห์ที่แล้ว

ความอยากรับความเสี่ยงกำลังลดลง

โดยผู้จัดการกองทุนเริ่มปรับพอร์ตไปยังสินทรัพย์รับความเสี่ยงต่ำ

มาดูภาพรวมตลาดแต่ละประเภทกันครับ

เริ่มที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ฟิวเจอร์ส ปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.4

เป็นการหยุดพักหลังจากที่ร่วงลงมาทั้งสัปดาห์

แต่หุ้นรายตัวอย่าง Nvidia ปรับตัวลงร้อยละ 2.34

Micron Technology ปรับตัวลงร้อยละ 6.94

Meta Platforms ปรับตัวลงร้อยละ 4.45

และ Intel ปรับตัวลงร้อยละ 6.58

นี่คือสัญญาณของความระมัดระวังและเป็นขาลง

โดยเป็นการเด้งกลับในฟิวเจอร์ส แต่มีการขายออกอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์

ตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับตัวผสมผสาน

ดัชนี ASX 200 ของออสเตรเลีย ปรับตัวขึ้น 62 จุด หรือร้อยละ 0.68

ดัชนี Sensex ของอินเดีย ปรับตัวลง 100 จุด

ตลาดยุโรปเปิดในแดนลบ ขณะที่ Ibovespa ของบราซิล ปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.9

เป็นการดีดตัวหลังจากร่วงลงติดต่อกัน 11 วัน

ตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหราชอาณาจักร สูงกว่าร้อยละ 5

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกอยู่ในระดับสูง

ถือเป็นสัญญาณขาลงอย่างชัดเจนสำหรับตราสารหนี้ระยะยาว

ตลาดปริวรรตเงินตรา ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าร้อยละ 0.17 ถึงร้อยละ 0.55

เงินปอนด์สเตอร์ลิงแข็งค่าร้อยละ 0.07 ถึงร้อยละ 0.21

เงินยูโรทรงตัว

แสดงให้เห็นถึงแรงซื้อเงินดอลลาร์เล็กน้อย

เงินเยนอ่อนค่าจากความแตกต่างของนโยบายธนาคารกลางญี่ปุ่น

ขณะที่เงินปอนด์ยังคงแข็งแกร่ง

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำและทองแดงปรับตัวลง

น้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

แร่เหล็กในจีนปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.91

ลิเทียมปรับตัวลงร้อยละ 2.71

กลุ่มพลังงานเป็นขาขึ้น ขณะที่โลหะเป็นขาลงจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น

ดัชนีความผันผวน VIX ไม่มีข้อมูลในขณะนี้

แต่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น

เนื่องจากตลาดหุ้นเทคโนโลยี่ปรับตัวลงหลายวัน และมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

มาถึงการวิเคราะห์เชิงประเด็นและผลกระทบในอนาคต

ประเด็นแรก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกพุ่งสูงขึ้น

เป็นการปรับราคาเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ

สาเหตุมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้สาธารณะที่สูง เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

และความต้องการลงทุนใน AI ที่แข็งแกร่ง

ซึ่งทำให้โครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้นของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไร้ผล

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหราชอาณาจักร ยังคงสูงกว่าร้อยละ 5

ผลกระทบที่คาดหวัง

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ มีแนวโน้มเป็นขาลง ผลกระทบรุนแรง ในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์

หุ้นอย่าง NVDA ปรับ -2.34% MU ปรับ -6.94% INTC ปรับ -6.58% และ META ปรับ -4.45%

หุ้นที่อ่อนไหวต่อระยะเวลาเหล่านี้กำลังถูกปรับราคาลง เนื่องจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิลดลง

หุ้นกลุ่มการเงิน มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ผลกระทบปานกลาง

ธนาคารและบริษัทประกันภัยได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ในสภาพแวดล้อมที่กราฟอัตราผลตอบแทนเริ่มชันขึ้น

ตลาดเกิดใหม่ มีแนวโน้มเป็นขาลง ผลกระทบปานกลาง

ดัชนี Sensex ของอินเดียกำลังเผชิญแรงกดดัน โดยผู้จัดการกองทุนมีน้ำหนักการลงทุนต่ำกว่ามาตรฐานสุทธิที่ร้อยละ 32

เหตุผลเชิงสาเหตุและความสัมพันธ์ระหว่างตลาด

ห่วงโซ่การส่งต่อคือ การขาดดุลเชิงโครงสร้างและการลงทุนใน AI ที่เฟื่องฟู

นำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในระดับสมดุลที่สูงขึ้น

ทำให้เกิดการขายพันธบัตร ส่งผลให้อัตราคิดลดที่ใช้กับหุ้นสูงขึ้น

ทำให้เกิดการบีบอัดอัตราส่วนราคาต่อกำไรของหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี่

นำไปสู่การโยกย้ายเงินไปยังหุ้นกลุ่มมูลค่าและกลุ่มการเงิน

และทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

ซึ่งส่งผลให้สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ในระดับสูง

เนื่องจากรูปแบบนี้เป็นที่ยอมรับอย่างดีจากวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยในปี 2022

ปัจจัยขับเคลื่อนอุปสงค์เชิงโครงสร้าง อาทิ การใช้จ่ายด้าน AI และการขาดดุลการคลัง

ทำให้การปรับตัวในครั้งนี้มีความยืดเยื้อมากกว่าการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่เป็นวัฏจักร

ประเด็นที่สอง ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์จากอิหร่าน

ค่าความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ

สาเหตุ อิหร่านขู่ยึดเรือและเปลี่ยนแปลงกฎการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

หลังจากที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่

ซึ่งเป็นการคุกคามโดยตรงต่อการขนส่งปิโตรเลียมเหลวทั่วโลกประมาณร้อยละ 21

ผลกระทบที่คาดหวัง

น้ำมันดิบและกลุ่มพลังงาน มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ผลกระทบรุนแรง

ราคาน้ำมันกำลังพุ่งสูงขึ้น ผู้ผลิตน้ำมันและบริการด้านน้ำมันได้รับประโยชน์โดยตรง

กลุ่มสายการบินและการขนส่ง มีแนวโน้มเป็นขาลง ผลกระทบปานกลาง

สายการบิน Delta Air Lines เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนเชื้อเพลิง

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อกลุ่มนี้

ทองคำ มีแนวโน้มผสมผสาน ผลกระทบต่ำ

โดยปกติแล้วทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่ในขณะนี้ถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น

ทำให้ทองคำปรับตัวลงพร้อมกับทองแดง

กลุ่มป้องกันประเทศและอวกาศ มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ผลกระทบปานกลาง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้เกิดความคาดหวังในการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ

เหตุผลเชิงสาเหตุและความสัมพันธ์ระหว่างตลาด

ภาวะช็อคด้านอุปทานน้ำมัน ทำให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมสูงขึ้น

ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง

เกิดการตึงตัวของสภาวะการเงินในลำดับที่สอง

ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสินทรัพย์เสี่ยง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดที่ไม่สามารถหาทางเลี่ยงได้อย่างรวดเร็ว

แม้เพียงการคุกคาม ก็จะเพิ่มค่าความเสี่ยงให้กับน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง

น้ำมันที่สูงขึ้นยังส่งผลโดยตรงต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอังกฤษที่สูงกว่าร้อยละ 5

ผ่านช่องทางเงินเฟ้อ และสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจเอเชีย ที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ที่ระดับ ปานกลางถึงสูง

กลไกค่าความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซมีความน่าเชื่อถือในอดีต

แต่ขนาดของผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าอิหร่านจะดำเนินการตามคำขู่จริงหรือไม่

ในช่วง 0 ถึง 48 ชั่วโมงนี้

ประเด็นที่สาม ผลประกอบการของ Nvidia

ช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรม AI

สาเหตุ ผลประกอบการของ Nvidia ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

เป็นตัวชี้วัดความต้องการในอุตสาหกรรม AI

ราคาหุ้นอยู่ที่ 219.74 ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลงร้อยละ 2.34

ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์รายอื่นอย่าง MU ปรับตัวลงร้อยละ 6.94

และ SNDK ปรับตัวลงร้อยละ 9.01 กำลังเผชิญกับการปรับฐานอย่างรุนแรง

ผลกระทบที่คาดหวัง

Nvidia และระบบนิเวศ AI เซมิคอนดักเตอร์

เป็นเหตุการณ์แบบไบนารี ผลกระทบรุนแรง

NVDA MU SNDK INTC ต่างอยู่ในช่วงรอปัจจัยกระตุ้น

หากผลประกอบการดีเกินคาดและคาดการณ์ในแง่ดี จะทำให้เกิดการดีดตัวอย่างรุนแรง

หากปรับลดคาดการณ์หรือแสดงสัญญาณชะลอตัว จะทำให้เกิดการขายออกอย่างรวดเร็ว

โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์และ AI มีแนวโน้มเป็นขาข้างแฝง หากผลประกอบการดี

ความร่วมมือในโครงการ Cloverleaf บ่งชี้ถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 เป็นเหตุการณ์แบบไบนารี ผลกระทบรุนแรง

Nvidia มีน้ำหนักในดัชนีมาก

ทิศทางของผลประกอบการจะกำหนดความอยากรับความเสี่ยงในช่วงสิ้นเดือน

เหตุผลเชิงสาเหตุและความสัมพันธ์ระหว่างตลาด

Nvidia คือตัวกำหนดราคาส่วนเพิ่มของความเชื่อมั่นใน AI

รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง จะตอกย้ำวัฏจักรการลงทุนใน AI

ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น

ผ่านความต้องการลงทุนและการใช้จ่ายขาดดุล

ทำให้เกิดวงจรตอบสนองที่น่าสนใจ

ความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง ตอกย้ำมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี่และสนับสนุนตลาดหุ้น

แต่ในขณะเดียวกันก็เสริมให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างมีโครงสร้าง

ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประเมินมูลค่า

นี่คือความตึงเครียดหลักที่ตลาดต้องเผชิญ

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ที่ระดับ ปานกลาง

ทิศทางที่แน่นอนขึ้นอยู่กับผลประกอบการแบบไบนารี

แต่โครงสร้างของสถานการณ์ที่ความคาดหวังสูง อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น และแรงกดดันในภาคส่วนนั้นชัดเจน

ประเด็นที่สี่ อินเดีย ตลาดที่ไม่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชีย

สาเหตุ ผลสำรวจของ Bank of America พบว่า ผู้จัดการกองทุนร้อยละ 32

มีน้ำหนักการลงทุนต่ำกว่ามาตรฐานสุทธิในอินเดีย ซึ่งมากที่สุดในเอเชีย

โดยอ้างถึงการขาดบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

การประเมินมูลค่าที่สูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ดัชนี Sensex ปรับตัวลงมากกว่า 100 จุด

ผลกระทบที่คาดหวัง

หุ้นอินเดียและดัชนี Sensex มีแนวโน้มเป็นขาลง ผลกระทบปานกลาง

เงินทุนมีแนวโน้มไหลออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนโลกสูงขึ้น

และต้นทุนพลังงานกดดันการนำเข้า

ค่าเงินรูปีและตลาดพันธบัตรอินเดีย มีแนวโน้มเป็นขาลง ผลกระทบต่ำถึงปานกลาง

ธนาคารกลางอินเดียต้องเลือกระหว่างการสนับสนุนการเติบโตและการปกป้องค่าเงิน

เหตุผลเชิงสาเหตุและความสัมพันธ์ระหว่างตลาด

ปัจจัยที่ทำให้อินเดียถูกมองในแง่ลบ ได้รับแรงหนุนจากฉากหลังของอัตราผลตอบแทนและภูมิรัฐศาสตร์

น้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ดุลการค้าขาดดุลมากขึ้น ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง

เกิดเงินเฟ้อจากการนำเข้า จำกัดนโยบายของธนาคารกลาง และเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

การขาดบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หมายความว่าอินเดียพลาดโอกาสจากกระแสการเติบโตเชิงโครงสร้าง

ที่สนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ

นี่คืออุปสรรคเชิงโครงสร้างหลายเดือน ไม่ใช่โอกาสในการซื้อเก็งกำไรระยะสั้น

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ที่ระดับ ปานกลาง

การสำรวจของ Bank of America ให้หลักฐานเชิงปริมาณ

แต่การฟื้นตัวร้อยละ 8 จากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม

บ่งชี้ว่ามีนักลงทุนที่มองหาจังหวะเข้าซื้อบางส่วน

และนี่คือข้อเสนอการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง

สำหรับกรอบเวลา 1 ถึง 4 สัปดาห์

อันดับหนึ่ง ลงน้ำหนักมากในหุ้นกลุ่มพลังงานและน้ำมัน

ค่าความเสี่ยงด้านอุปทานจากอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ยังถูกประเมินต่ำเกินไป

เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในอดีต หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นการป้องกันความเสี่ยงโดยตรง

ต่อทั้งภาวะช็อคทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ทำให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น

อันดับสอง ลงน้ำหนักน้อยในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ก่อนผลประกอบการ Nvidia

ความเสี่ยงแบบไบนารีไม่คุ้มที่จะถือในขนาดพอร์ตเต็ม

ควรลดขนาดการถือครองก่อนการประกาศผล

เนื่องจากอุปสรรคจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นยังคงอยู่ ไม่ว่าผลประกอบการของ Nvidia จะออกมาอย่างไร

ผลประกอบการที่ดี อาจเป็นจังหวะขายทำกำไรทางยุทธวิธี มากกว่าการกลับตัวเป็นขาขึ้นอย่างยั่งยืน

อันดับสาม ลงน้ำหนักมากในหุ้นกลุ่มการเงิน

การที่กราฟอัตราผลตอบแทนเริ่มชันขึ้น เป็นผลดีโดยตรงต่อกลุ่มนี้

การขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

เป็นปัจจัยหนุนที่ยั่งยืน

อันดับสี่ กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง การถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐยาว และขายสกุลเงินตลาดเกิดใหม่

ความนิ่งของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ ปกปิดกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ในวงกว้าง

ประเทศอินเดีย ไทย และกลุ่มประเทศนำเข้าพลังงานอื่นๆ เผชิญแรงกดดันมากที่สุด

อันดับห้า ลงน้ำหนักน้อยในตราสารหนี้ระยะยาว

ไม่มีเหตุผลที่จะถือพันธบัตรระยะยาว ในขณะที่การใช้จ่ายขาดดุลเชิงโครงสร้าง

การลงทุนใน AI และเงินเฟ้อจากพลังงานยังคงมีอยู่

พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษที่สูงกว่าร้อยละ 5 เป็นสัญญาณเตือน ไม่ใช่โอกาส

ปัจจัยกระตุ้นที่ต้องติดตามใน 0 ถึง 48 ชั่วโมง

ผลประกอบการของ Nvidia การประกาศและแนวโน้มของบริษัท

เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ การยึดเรือหรือเหตุการณ์ทางทะเลที่เกิดขึ้นจริง

และการประชุม Jackson Hole การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อการยอมรับเงินเฟ้อ

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง

กรณีพื้นฐาน มีโอกาสร้อยละ 55

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูงแต่ทรงตัวใกล้ระดับปัจจุบัน

ความตึงเครียดอิหร่านยังคงคุกรุ่นโดยไม่ลุกลาม

Nvidia ทำได้ตามคาดพร้อมแนวโน้มที่ระมัดระวัง

ตลาดหุ้นเคลื่อนไหว sideways ถึง ปรับตัวลงเล็กน้อย

กลุ่มพลังงาน outperformance หุ้นเทคโนโลยี่ Consolidate

คงกลยุทธ์ Overweight พลังงาน Underweight เทคโนโลยี่

กรณีที่ดี มีโอกาสร้อยละ 20

Nvidia รายงานผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม พร้อมแนวโน้มความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง

กระตุ้นให้เกิดการดีดตัวอย่างรุนแรงในหุ้นเทคโนโลยี่

ความตึงเครียดอิหร่านคลี่คลายทางการทูต ราคาน้ำมันลดลง

ความกังวลเงินเฟ้อผ่อนคลาย

อัตราผลตอบแทนปรับลดลงจากสัญญาณที่ผ่อนปรนในการประชุม Jackson Hole

สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นร้อยละ 3 ถึง 5 ทั่วทั้งกระดาน

กรณีเลวร้าย มีโอกาสร้อยละ 25

อิหร่านดำเนินการขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นร้อยละ 10 ถึง 15

Nvidia ผิดหวัง ยืนยันความกลัวการชะลอตัวของรายจ่ายด้าน AI

ภาวะช็อคสองต่อ คือเงินเฟ้อจากอุปทานและการบีบอัดอัตราส่วนราคาต่อกำไร

ทำให้เกิดการขายออกที่สัมพันธ์กันในตลาดหุ้น โดยปรับตัวลงร้อยละ 3 ถึง 5

โดยตลาดเกิดใหม่และหุ้นเทคโนโลยี่นำการปรับตัวลง

และนี่คือประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ

ตลาดพันธบัตรเป็นสุนัข ส่วนตลาดหุ้นเป็นหาง

การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนทั่วโลกจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

คือตัวขับเคลื่อนหลัก

หุ้นเทคโนโลยี่ที่อ่อนไหวต่อระยะเวลากำลังถูกปรับราคาตาม

นี่คือเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2022 ไม่ใช่โอกาสในการซื้อ

ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อิหร่านรุนแรงและถูกประเมินต่ำเกินไป

ภัยคุกคามในช่องแคบฮอร์มุซต้องเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานทันที

ศักยภาพของภาวะช็อคด้านอุปทานน้ำมัน จะยิ่งตอกย้ำแนวโน้มเงินเฟ้อ

และทำให้สภาวะการเงินตึงตัวขึ้น

ผลประกอบการ Nvidia คือตัวแปรแบบไบนารีของสัปดาห์นี้

การบริหารขนาดพอร์ตเป็นสิ่งสำคัญ

ความสัมพันธ์แบบตอบสนองระหว่างการยืนยันความต้องการ AI และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น

สร้างความตึงเครียดที่ไม่มีทางชนะ สำหรับหุ้นเทคโนโลยี่ระยะยาว

อินเดียเป็นหุ้นที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่จังหวะเข้าซื้อ

การที่ผู้จัดการกองทุนมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์สุทธิถึงร้อยละ 32 เป็นเรื่องมีเหตุผล

การขาดบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ความอ่อนแอต่อการนำเข้าพลังงาน

และการประเมินมูลค่าที่สูง สมควรแก่การด้อยประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคปัจจุบัน

กลุ่มการเงินเป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุด ของธีมอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน

การที่กราฟอัตราผลตอบแทนเริ่มชันขึ้น เป็นประโยชน์ต่อธนาคารและบริษัทประกันภัย

นี่คือการลงทุนในระดับภาคส่วนที่ยั่งยืนที่สุด

และมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์แบบไบนารีต่ำ

ติดตามเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะมาตรวัดแรงกดดัน

ความนิ่งของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ ปกปิดความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่

การทะลุกรอบบนในช่วงล่าสุด จะส่งสัญญาณถึงการเร่งตัวของความเสี่ยงขาลง

ใช้เป็นสัญญาณบริหารความเสี่ยงแบบเรียลไทม์

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบหก สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบหก สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที

วันนี้ ตลาดการเงินทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรก คือ การเทขายพันธบัตรรัฐบาล ที่เกิดจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐ ที่ทะลุสี่สิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก วอลล์สตรีท มองว่าหนี้สหรัฐ อยู่ในภาวะ失控 และไม่ยั่งยืน

ด้านที่สอง คือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ปรับขึ้นร้อยละสองจุดเจ็ด มาอยู่ที่แปดสิบหกจุดเจ็ดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสี่สัปดาห์

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว กำลังกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หุ้นในตลาดเกิดใหม่ อย่างอินเดีย และออสเตรเลีย ต่างปรับตัวลง ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน

นักลงทุน จับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของ ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ในการประชุมที่แจ็กสันโฮล ในวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคมนี้ หลังจากที่เฟด ส่งสัญญาณ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัว

นี่คือ ภาวะที่เรียกว่า สเตกเฟลชัน หรือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว โดยมีเบี้ยประกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามาเพิ่มแรงกดดัน

สำหรับภาพรวมตลาด หุ้นสหรัฐ อย่างเอสแอนด์พีห้าร้อย ปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่หุ้นยุโรป ปรับตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับพันธบัตรสหราชอาณาจักร ที่ทะลุร้อยละห้า ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแคนาดา สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนสองพันยี่สิบสี่

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐทรงตัว ยูโรทรงตัว เงินเยนอ่อนค่า ส่วนทองคำ และน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนการหลบภัย จากความเสี่ยง

การวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ มีสี่เรื่องหลัก

ประเด็นแรก การเทขายพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก เกิดจากหนี้สหรัฐที่สูงเป็นประวัติการณ์ และอุปทานพันธบัตรจำนวนมาก มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ ให้ผลแค่ระยะสั้น ผลกระทบต่อเนื่อง คือ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่กลุ่มธนาคาร ได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันพุ่ง จากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกระทบต่อช่องทางการเงิน และการค้า ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงาน ได้ประโยชน์ ขณะที่สายการบิน และประเทศผู้นำเข้า เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป ได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยังซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้เฟดมีแนวโน้มที่จะคงท่าทีเข้มงวด

ประเด็นที่สาม การประชุมแจ็กสันโฮลของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ในวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม ตลาดคาดว่า อาจมีสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย หากส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้น และหนี้ระยะยาว แต่ถ้าส่งสัญญาณผ่อนคลาย จะช่วย unwind การเทขายพันธบัตรที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่สี่ ผลประกอบการของ Nvidia ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ถือเป็นตัวชี้วัดความต้องการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หากตัวเลขออกมาดี จะหนุนหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็อาจกดดันตลาดพันธบัตร เนื่องจากอุปทานพันธบัตรเพื่อระดมทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ยังคงสูง

สำหรับข้อเสนอแนะการลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นสูง แนะนำให้ ถือระยะสั้น หรือ Short duration หันไปถือ หุ้นพลังงาน และทองคำ เป็นหลัก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากทั้งราคาน้ำมัน และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น เลือกถือหุ้นกลุ่มการเงิน ที่ได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค ก่อนการประชุมแจ็กสันโฮล และควรป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นด้วยสัญญาออปชั่น

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ต่อจากนี้ คือ ถ้อยแถลงของประธานเฟด วันที่ยี่สิบแปด ผลประกอบการ Nvidia ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย

ในกรณีพื้นฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยแบบระมัดระวัง ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง อัตราผลตอบแทนมีเสถียรภาพ หุ้นกลุ่มพลังงาน และการเงิน outperformance

แต่ในกรณีที่ดี ร้อยละยี่สิบ เฟดอาจส่งสัญญาณผ่อนคลาย ความตึงเครียดคลี่คลาย และ Nvidia ประกาศผลดี จะเกิดการรีบาวนด์ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ในกรณีร้าย ร้อยละยี่สิบห้า เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง จะเกิดแรงขายครั้งใหญ่ หุ้น และพันธบัตรร่วง ทองคำและเงินดอลลาร์ outperformance

โดยสรุป จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุด คือ การถือระยะสั้น หรือ Short duration เพราะอัตราผลตอบแทนที่พุ่งขึ้น ไม่ได้มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มาจากความกังวลด้านหนี้สิน ส่วนการถือหุ้นพลังงาน และทองคำ เป็นการป้องกันคู่ จากการช็อกจากน้ำมัน และการลดค่าเงินจากหนี้

ควรลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว ก่อนวันที่ยี่สิบแปด เพราะความเสี่ยงจากทั้งอัตราผลตอบแทนสูง และผลประกอบการ Nvidia ที่ไม่แน่นอน

ติดตามสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ที่แจ็กสันโฮล ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า

กลุ่มธนาคารและการเงิน ยังคงเป็นจุดสว่าง จากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น และส่วนต่างดอกเบี้ยที่ดีขึ้น

สุดท้าย ควรป้องกันความเสี่ยงจากหุ้น ก่อนเหตุการณ์สำคัญทั้งสอง เนื่องจากผลกระทบสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบห้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที

วันนี้ตลาดการเงินโลกให้ความสนใจกับสองปัจจัยหลักที่เชื่อมโยงกัน

คือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น

และ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินก่อนการประชุมแจ็คสัน โฮล

อิหร่านขู่ยึดเรือและเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สวนทางกับมาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบสี่สัปดาห์

หุ้นเทคโนโลยีนําให้ฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อย

ตลาดพันธบัตรเกิดการเทขายทั่วโลก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีของแคนาดาพุ่งแตะร้อยละสามจุดเจ็ดหก

ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนเมษายนปีสองพันยี่สิบสี่

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุสี่สิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ปะทะกับ ความกังวลก่อนการแถลงของประธานเฟดคนใหม่

ทำให้ความผันผวนของสินทรัพย์ข้ามประเภทสูงขึ้น

และการปรับพอร์ตไปสู่หุ้นกลุ่มป้องกัน

แนวโน้มตลาดอยู่ในโหมดระมัดระวังขาลง

น้ำหนักความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อถดถอย

ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีมุมมองเชิงบวก

ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ระยะยาวเสี่ยง

การประชุมแจ็คสัน โฮลในวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคมนี้

จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

โดยนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่จะส่งสัญญาณนโยบายการเงินครั้งแรก

ตลาดคาดว่าเฟดอาจมีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น

ผลประกอบการของเอ็นวิเดียในสัปดาห์หน้า

จะถูกจับตาเป็นตัวชี้วัดกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์

ก่อนหน้านี้กำลังซื้อในหุ้นกลุ่มดังกล่าวอ่อนแอลง

ด้านญี่ปุ่น อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละหนึ่งจุดเก้า

หนุนให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

ค่าเงินเยนอ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดห้าห้า

สะท้อนว่าตลาดยังไม่เชื่อมั่นในแนวทางผูกมัดของธนาคารกลางญี่ปุ่น

กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจที่สุดในอีกสี่สัปดาห์ข้างหน้า

คือ การเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน

โดยเฉพาะน้ำมัน เนื่องจากความเสี่ยงจากอิหร่านยังถูกประเมินต่ำ

และ การลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว

เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากผลประกอบการเอ็นวิเดีย

การป้องกันความเสี่ยงด้วยทองคำและการซื้อความผันผวน

ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ส่วนตลาดหุ้นอินเดีย ควรลดน้ำหนัก

เพราะถูกนักลงทุนสถาบันมองว่าเป็นตลาดที่ไม่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย

สามปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

หนึ่ง ท่าทีของเควิน วอร์ชในการประชุมแจ็คสัน โฮล

หากเขาแสดงท่าทีผ่อนคลาย จะกลับทิศทางการขายพันธบัตร

สอง การยึดเรือจริงของอิหร่าน จะทำให้ความเสี่ยงน้ำมันจากภัยคุกคามกลายเป็นความจริง

สาม ผลประกอบการเอ็นวิเดีย ถ้าดีจะจุดกระแสปัญญาประดิษฐ์อีกครั้ง ถ้าแย่จะทำให้หุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

ในกรณีพื้นฐานที่มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า

ความตึงเครียดอิหร่านไม่บานปลาย การแถลงแจ็คสัน โฮลออกมาเข้มงวดเล็กน้อย

และเอ็นวิเดียทำผลงานตามคาด ตลาดโดยรวมแกว่งตัวในกรอบ

แต่ภาคพลังงานยังเป็นตัวเลือกที่ดี

ในกรณีเชิงบวกที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบ

ความตึงเครียดคลี่คลาย แจ็คสัน โฮลส่งสัญญาณผ่อนปรน และเอ็นวิเดียทำผลงานดีเยี่ยม

จะเกิดแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์นำตลาด

ในกรณีเชิงลบที่มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า

อิหร่านยึดเรือจริง น้ำมันทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ

แจ็คสัน โฮลออกมาเข้มงวด และเอ็นวิเดียผิดหวัง

จะเกิดแรงขายครั้งใหญ่ในทุกสินทรัพย์เสี่ยง ดัชนีหุ้นหลักอาจร่วงร้อยละห้าถึงแปด

ประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

หนึ่ง ภูมิรัฐศาสตร์คือตัวขับเคลื่อนความเสี่ยงที่ใกล้ที่สุด

สอง ตลาดพันธบัตรกำลังเทขายล่วงหน้าความเข้มงวดของเฟด

สาม การประชุมแจ็คสัน โฮลคือตัวแปรทวิภาคที่มีความไม่แน่นอนสูง

สี่ ผลประกอบการเอ็นวิเดียคือการตัดสินกระแสปัญญาประดิษฐ์

ห้า ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างเงียบ ๆ

หก การปรับพอร์ตไปหุ้นป้องกันยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

ครับ มาดูภาพรวมเศรษฐกิจโลกกันวันนี้ กระแสหลักที่กำลังขับเคลื่อนตลาด คือ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่สร้างความไม่เสถียรภาพ จนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องประกาศเพิ่มโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว เป็นสองเท่า เพื่อแทรกแซงตลาด อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราว เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้าง อย่างอัตราเงินเฟ้อที่เหนียวแน่น ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลัง ยังคงกดดันตลาดต่อไป

ตอนนี้ นักลงทุนกำลังรอคอย การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจแจ็คสันโฮล ในวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ เควิน วอร์ช คาดว่าจะให้แนวทางสำคัญ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความผิดปกติของตลาดพันธบัตร เงินเฟ้อจากสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง ต่อสินทรัพย์ทุกประเภท โดยหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบ กลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ถูกกดดันอย่างหนัก ขณะที่หุ้นที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์บางตัว กลับให้ผลตอบแทนที่ดี

มาดูภาพตลาดโดยรวมครับ กลุ่มหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 ฟิวเจอร์ส ปรับขึ้น 0.4 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการดีดตัวชั่วคราว ยังไม่มีสัญญาณกลับตัว Nasdaq ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.16 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่หุ้นกลุ่มชิป และวอลมาร์ท ถูกกดดัน หุ้นยุโรป Euro STOXX 50 และ STOXX 600 ปรับลง 0.2 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 ที่บวก 1 เปอร์เซ็นต์ จากการประกาศซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ หุ้นเกาหลี KOSPI พุ่งแรงถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการชอร์ตคัฟเวอร์ หุ้นฮั่งเส็งบวก 0.8 เปอร์เซ็นต์ ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงพุ่งสูง โครงการซื้อคืนให้การบรรเทาเพียงชั่วคราว ความกังวลเงินเฟ้อยังฝังลึก

ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำทรงตัว ทองคำขาวและแพลทินัมปรับขึ้น 1.78 และ 1.58 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ น้ำมันดิบ WTI และ Brent ยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลว่ามาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน จะทำให้อุปทานลดลง ตลาดพลังงานจึงได้แรงหนุน

ครับ มาวิเคราะห์ประเด็นหลักกันต่อ ประเด็นแรก การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก และการแทรกแซงพิเศษของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้รับประโยชน์ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะช่วยเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ได้แก่ BBL KBANK SCB ส่วนหุ้นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs และกองทุนรวมทรัพย์สิน จะถูกกดดัน เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิหรือ NAV ลดลง กลุ่มเทคโนโลยีที่ยังขาดทุน ก็ได้รับผลกระทบในทางลบเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน อย่าง PTTEP PTT TOP SPRC ในทางกลับกัน กลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ อย่าง AAV BA KEX จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กลุ่มสาธารณูปโภคที่มีหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อย่าง BGRIM GPSC GULF ก็ถูกกดดันจากเงินบาทที่อ่อนค่า

ประเด็นที่สาม การประชุมแจ็คสันโฮล ในวันที่ 28 นี้ การแถลงของประธานเฟดคนใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สำหรับทิศทางตลาดในช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์ข้างหน้า หากถ้อยคำออกมาในเชิง Hawkish หรือเน้นการควบคุมเงินเฟ้อ จะส่งผลลบต่อกลุ่ม REITs หุ้นเติบโต และตลาดเกิดใหม่ แต่จะเป็นบวกต่อธนาคารและดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางกลับกัน หากออกมาในเชิง Dovish หรือห่วงการชะลอตัว จะหนุนให้ตลาดหุ้นรีบาวด์

ประเด็นที่สี่ เศรษฐกิจเยอรมนีที่ชะลอตัวเชิงโครงสร้าง สร้างแรงกดดันต่อหุ้นยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มหรูหราและสินค้าฟุ่มเฟือย การแข่งขันจากจีน ต้นทุนพลังงานที่สูง และความไม่แน่นอนทางการค้าโลก เป็นปัจจัยกดดันระยะกลาง

จากข้อมูลที่เราวิเคราะห์ กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง สำหรับช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP PTT TOP SPRC และกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ อย่าง BBL KBANK SCB รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ออสเตรเลียและบราซิล ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ กลุ่มสินเชื่อรายย่อยหรือไมโครไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD MTC TIDLOR รวมถึง REITs และหุ้นยุโรปกลุ่มหรูหรา

ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การแถลงของเควิน วอร์ช ในวันที่ 28 การแถลงข่าวเรื่องมาตรการควบอิหร่าน ประสิทธิผลของโครงการซื้อคืนพันธบัตรสหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อของญี่ปุ่น

ความเสี่ยงหลัก แบ่งเป็นสามกรณี กรณีพื้นฐาน มีโอกาส 55 เปอร์เซ็นต์ ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังทรงตัวในระดับสูง ราคาน้ำมันคงที่ และวอร์ชส่งสัญญาณค่อยเป็นค่อยไป ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยหมุนเวียนเข้าสู่พลังงานและธนาคาร กรณีขาขึ้น มีโอกาส 20 เปอร์เซ็นต์ ที่โครงการซื้อคืนประสบความสำเร็จ และวอร์ชมีท่าทีผ่อนคลาย จะทำให้เกิดการรีบาวด์ของกลุ่มที่ถูกกดดันก่อนหน้า ส่วนกรณีขาลง มีโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ ที่ตลาดพันธบัตรไม่เชื่อถือมาตรการแทรกแซง ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และวอร์ชส่งสัญญาณ Hawkish จะทำให้เกิดการเทขายวงกว้าง

ข้อสรุปสำคัญครับ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร คือความเสี่ยงหลัก กลุ่มพลังงานคือโอกาสลงทุนที่ชัดเจนที่สุด การประชุมแจ็คสันโฮลคือจุดเปลี่ยนที่ต้องระวัง การลงทุนในธนาคารขนาดใหญ่และหลีกเลี่ยงสินเชื่อรายย่อย เป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับข้อมูล หุ้นยุโรปควรลดน้ำหนัก ในขณะที่ทองคำไม่ได้ให้สัญญาณ Safe Haven ในครั้งนี้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ กำลังถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันที่ขัดแย้งกันสองด้าน นั่นคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากปัญหาการขาดดุลการคลัง และราคาพลังงานที่สูง และในอีกด้านหนึ่ง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์อิหร่าน ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น และกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ได้ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า เป็นสี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน แต่ก็ช่วยบรรเทาความกดดันได้เพียงชั่วคราว นักวิเคราะห์มองว่าเป็นแค่มาตรการประคองระยะสั้น ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป ปิดสัปดาห์ในแดนลบ แต่ในวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการดีดตัวขึ้นเล็กน้อย จากข้อมูลกิจกรรมทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมของเฟดที่แจ็กสัน โฮล และผลประกอบการของเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนสูง

ประเด็นที่น่าจับตามอง คือวาทกรรมของธนาคารกลางจะสามารถควบคุมการเทขายพันธบัตรได้หรือไม่ หรือนักลงทุนจะบังคับให้ตลาดปรับราคาสินทรัพย์ทุกประเภทอีกครั้ง

สำหรับภาพรวมตลาด ขณะนี้อยู่ในโหมด เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ และมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในระดับ ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นขาลง การดีดตัวในกลางสัปดาห์ถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ความผันผวนยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากรายได้ของบริษัทเทรดอัลกอริทึมอย่างฮัดสันริเวอร์ที่ทำสถิติสูงสุดถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันสี่ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

มาดูภาพรวมสินทรัพย์สำคัญกันครับ

ตลาดหุ้น ดาวน์โจนส์ เอสแอนด์พีห้าร้อย และแนสแดค ปรับลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา การดีดตัววันศุกร์ยังไม่เพียงพอ ขณะที่หุ้นยุโรปซบเซา หุ้นเกาหลีใต้ปรับขึ้นร้อยละหก และหุ้นญี่ปุ่นบวกร้อยละหนึ่ง จากแรงหนุนของข่าวซื้อคืนพันธบัตร

ตลาดพันธบัตรทั่วโลก ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้น ยกเว้นพันธบัตรจีนที่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงร้อยละ 0.88 ในวันพฤหัสบดี เป็นที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสกุลเงินหลัก ขณะที่ฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.88 และปอนด์อังกฤษบวกเล็กน้อย

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ ปรับขึ้นร้อยละ 1.52 ในวันศุกร์ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำทรงตัว ในขณะที่เงินและทองคำขาวปรับขึ้นเล็กน้อย ก๊าซธรรมชาติปรับลดลงร้อยละ 2.21 ดัชนีความผันผวนหรือ VIX ยังคงอยู่ในระดับสูง

การวิเคราะห์เชิงประเด็นและผลกระทบต่อเนื่อง

ประเด็นแรก คือ การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก และการแทรกแซงชั่วคราวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร ผ่านการขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย แต่ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มสินเชื่อผู้บริโภค อย่างบริษัทศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และ เงินติดล้อ เพราะต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และกดดันมาร์จิ้น การซื้อคืนพันธบัตรของรัฐบาลถูกมองว่าเป็นมาตรการชั่วคราว ดังนั้น ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต

ประเด็นที่สอง คือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากสาเหตุภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ทำให้เกิดภาวะ stagflationary คือ ราคาสูงขึ้นแต่เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัทปตท. จำกัด ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง แต่ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ อย่าง การบินกรุงเทพ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น

ประเด็นที่สาม คือ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับเปลี่ยนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน การอ่อนค่าของดอลลาร์ แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณผิดปกติ และสะท้อนความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ที่ลดลง สำหรับตลาดหุ้นไทย การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างบริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เดลต้า อีเล็กทรอนิกส์ เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ และฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ แต่เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ เช่น บีกริม โกลบอลเพาเวอร์ ซินเนอร์จี้ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์

ประเด็นที่สี่ คือ ปัจจัยกระตุ้นที่กำลังจะมาถึง การประชุมของเฟดที่แจ็กสันโฮล และผลประกอบการของเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในระยะสั้น หากเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย อาจทำให้เกิดการรีบาวด์ครั้งใหญ่ในพันธบัตรและหุ้นเติบโต หากสวนทางกลับกัน จะยิ่งซ้ำเติมการเทขายพันธบัตร ผลประกอบการของเอ็นวิเดีย หากออกมาต่ำกว่าคาด จะกระทบต่อธีมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนความผันผวนที่สำคัญ

ข้อเสนอการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง

ในสภาวะปัจจุบัน การลงทุนที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่น่าสนใจที่สุด คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะปตท.สำรวจและผลิตฯ ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดอิหร่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกชัดเจน

การเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่างธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงไทย เพราะผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ

ควรลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่มสินเชื่อผู้บริโภค และสายการบิน เพราะเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนการกู้ยืมและราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง คือ การถือหุ้นกลุ่มพลังงานคู่กับ การขายหุ้นกลุ่มผู้บริโภคและขนส่ง เพื่อสร้างการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาค

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ถ้อยแถลงของเฟดที่แจ็กสันโฮล ผลประกอบการเอ็นวิเดีย การคลี่คลายของสถานการณ์อิหร่าน และประสิทธิภาพของมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ

สถานการณ์หลักสามแบบ

สถานการณ์พื้นฐาน มีโอกาสร้อยละ 55 คือ ผลตอบแทนพันธบัตรยังคงสูง น้ำมันอยู่เหนือแปดสิบดอลลาร์จากความเสี่ยงอิหร่าน ตลาดหุ้นเคลื่อนไหว sideways ถึงอ่อนตัว โดยมีการรีบาวด์เป็นระยะ แนะนำเพิ่มน้ำหนักพลังงานและธนาคาร ลดน้ำหนักหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

สถานการณ์เชิงบวก มีโอกาสร้อยละ 20 คือ เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย การซื้อคืนพันธบัตรได้ผล ความตึงเครียดอิหร่านคลี่คลาย เอ็นวิเดียรายงานดีเกินคาด จะเกิดการรีบาวด์ครั้งใหญ่ในหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มเติบโต แนะนำปรับพอร์ตออกจากธนาคารและพลังงาน เข้าสู่เทคโนโลยี

สถานการณ์เชิงลบ มีโอกาสร้อยละ 25 คือ เฟดส่งสัญญาณเข้มงวด ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง ความขัดแย้งอิหร่านรุนแรง เอ็นวิเดียพลาดเป้า จะเกิดการเทขายครั้งใหญ่ แนะนำถือฟรังก์สวิส เยน และทองคำ พร้อมป้องกันความเสี่ยงด้วยดัชนีหุ้น

ประเด็นสำคัญที่ควรจำ

หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหุ้นที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุดในการถือยาว ราคาน้ำมันกำลังสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสัมพันธ์กับหุ้นพลังงานในเชิงบวกอย่างชัดเจน

หุ้นกลุ่มธนาคารได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ผ่านการขยายส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นเทรนด์ระยะกลาง

ควรหลีกเลี่ยงหุ้นสินเชื่อผู้บริโภคและสายการบิน เพราะได้รับผลกระทบเชิงลบจากทั้งอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน

การซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว อย่าคาดหวังการดีดตัวของพันธบัตรที่ยั่งยืน ควรมองหาจังหวะที่อัตราผลตอบแทนลดลง เพื่อเพิ่มน้ำหนักในธนาคารและพลังงาน

การประชุมแจ็กสันโฮลและผลประกอบการของเอ็นวิเดียเป็นปัจจัยไบนารีในสัปดาห์นี้ ควรพิจารณาลดความเสี่ยงโดยรวม หรือใช้เครื่องมือป้องกันความผันผวนก่อนเหตุการณ์

การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ร้อยละ 0.88 เป็นประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มส่งออกไทย อย่างไทยยูเนี่ยน เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เดลต้า เคซีอี และฮานา ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนโลกที่สูงขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทย

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบเอ็ด สิงหาคม พ.ศ. สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบเอ็ด สิงหาคม พ.ศ. สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ถูกบีบอัดด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ทั้งน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส และเบรนท์ ต่างเพิ่มขึ้นหนึ่งจุดห้าสิบสองเปอร์เซ็นต์ สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ กลับมาอีกครั้ง

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ คนใหม่ เควิน วอร์ช เตรียมแถลงในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจ แจ็กสัน โฮล ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ตลาดกำลังรอสัญญาณ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย และนโยบายเงินเฟ้อ อย่างใจจดใจจ่อ

ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนของบริษัทขนส่ง และสายการบิน ที่ถูกกดดัน ขณะที่กลุ่มพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ อย่างไทย ได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนที่ปรับพอร์ต

ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์ เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็ก ปรับตัวลดลง ตามลำดับ ขณะที่ตลาดยุโรป ก็อยู่ในแดนลบ ส่วนตลาดเอเชีย มีความผันผวนผสมผสาน โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น และโคสปีของเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การแถลงของประธานเฟดคนใหม่ ที่ แจ็กสัน โฮล ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้น รวมถึงการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง และข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐที่จะประกาศในอนาคต

จากมุมมองการลงทุน หุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ในขณะที่หุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบิน อย่างเอเชียเอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอร์รี เอ็กซ์เพรส ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ กำลังถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่มีการเติบโตสูงลดลง

สำหรับแนวโน้มตลาดในระยะสั้น คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่นักลงทุนต้องรอสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ ในการประชุมแจ็กสัน โฮล

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบเอ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบเอ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันสองด้านที่รุนแรง ด้านแรกคือโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ขยายวงเงิน ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรฟื้นตัวแรง ดึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกลดลง จากระดับสูงสุดในรอบหลายปี และจุดชนวนให้ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย

ดัชนีคอสไพของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นถึงห้าจุดแปดเก้าเปอร์เซ็นต์ และนิกเกอิของญี่ปุ่นบวกหนึ่งจุดสามหกเปอร์เซ็นต์ แต่แรงหนุนนี้กำลังถูกท้าทายจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น จากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านใหม่ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อของเยอรมนีที่สูงสุดในรอบสามปี

ส่งผลให้เกิดสมดุลที่เปราะบาง ระหว่างการคลายตัวของตลาดพันธบัตร กับการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานที่กดดันเงินเฟ้อ ถือเป็นสถานการณ์ที่มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายปนกัน นักลงทุนเร่งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการกลับตัว หากราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยหลัก

ในวันนี้เราจะมาวิเคราะห์สี่ประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลต่อทิศทางการลงทุน

ประเด็นแรก โครงการซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ สร้างแรงหนุนให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรทั่วโลก โดยตรงนี้ส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคารในเอเชีย อย่างแบงค์กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และทหารไทยธนชาต เพราะอัตราผลตอบแทนที่ลดลง ช่วยลดภาระขาดทุนจากพันธบัตร และเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุน

นอกจากนี้กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างแสนสิริ เอพี คลังบ้าน และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็จะได้รับอานิสงส์จากความคาดหวังว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะลดลง ซึ่งจะกระตุ้นการโอนกรรมสิทธิ์

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส พุ่งขึ้นสองจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ แตะที่แปดสิบหกจุดเจ็ดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม หลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่างปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนิ่ง แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มสายการบิน เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น และการบินกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์อย่างเคอร์รี เอ็กซ์เพรส เพราะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไร

นอกจากนี้บริษัทไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างบีกริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์จี้ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเงินบาทที่อ่อนค่า

ประเด็นที่สาม ค่าเงินหยวนนอกชายฝั่งแข็งค่าขึ้นแตะหกจุดเจ็ดสองต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ส่งสัญญาณถึงความอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมแล้วเป็นบวกต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย แต่ในบริบทของตลาดหุ้นไทย ผลกระทบมีความละเอียดอ่อน การแข็งค่าของเงินบาทช่วยลดภาระหนี้สำหรับกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีหนี้ต่างประเทศ ในทางกลับกันอาจลดความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ส่งออก อย่างเดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิกส์

และประเด็นสุดท้ายคือความแตกต่างในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาโกโก้พุ่งขึ้นใกล้จุดสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนที่ห้าพันเก้าร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มและเรพซีดปรับตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่งผลบวกต่อกลุ่มธุรกิจการเกษตร อย่างศรีตรังแอโกรอินดัสทรี นอร์ทอีสต์รับเบอร์ และไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวลดลงสองจุดแปดสามเปอร์เซ็นต์ สัญญาณนี้บ่งชี้ถึงความกังวลด้านอุปสงค์ ซึ่งอาจกดดันอัตราการกลั่นของกลุ่มโรงกลั่นอย่างไทยออยล์และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนิ่ง

คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่มีน้ำหนักสูงสุด ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์จากนี้คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ของเอเชีย ควบคู่ไปกับการป้องกันความเสี่ยงในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เนื่องจากเป็นช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบหกนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบหกนาที

วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่ทะลุสี่สิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ประกอบกับสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่ส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก หากอัตราเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า ซึ่งช่วยทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีเสถียรภาพชั่วคราว ส่งผลให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นที่อ่อนไหวต่อระยะเวลาการถือครอง เช่น กลุ่มสุขภาพและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ตลาดหุ้นบราซิลอีโบเวสปาบวกหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดอินเดียเซนเซ็กซ์บวกศูนย์จุดเจ็ดสามเปอร์เซ็นต์

ภาพรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับจากเป็นกลาง ไปเป็นค่อนข้างระมัดระวัง แต่ยังมีแรงหนุนจากมาตรการแทรกแซงของทางการ

เรามาดูภาพรวมตลาดกันครับ หุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยเอสแอนด์พีห้าร้อยบวกศูนย์จุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แนสแด็กบวกศูนย์จุดหนึ่งหกเปอร์เซ็นต์ ดาวโจนส์บวกศูนย์จุดสองสองเปอร์เซ็นต์ ส่วนหุ้นยุโรปสต็อกซ์หกร้อยปรับลงเล็กน้อยที่ลบศูนย์จุดหนึ่งหนึ่งเปอร์เซ็นต์

ทางด้านเอเชีย ตลาดฮั่งเส็งบวกสองร้อยเก้าสิบเอ็ดจุด เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับขึ้น เซนเซ็กซ์เพิ่มขึ้นศูนย์จุดเจ็ดสามเปอร์เซ็นต์ และอีโบเวสปาบวกหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการรีบาวนด์จากความโล่งใจหลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

ตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหราชอาณาจักรอายุสิบปีลดลงมาที่ห้าจุดศูนย์ห้าเปอร์เซ็นต์ พันธบัตรทั่วโลกมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการแทรกแซง

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับลงร้อยละศูนย์จุดแปดแปด เงินหยวนนอกชายฝั่งแข็งค่าที่หกจุดเจ็ดสองต่อดอลลาร์ แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์สองพันยี่สิบสาม ปอนด์สเตอร์ลิงขึ้นที่หนึ่งจุดสามห้าหกดอลลาร์สหรัฐ สวิสฟรังก์ปรับขึ้นร้อยละหนึ่งจุดแปดแปด ขณะที่ทองคำบวกศูนย์จุดห้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ น้ำมันเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในสี่สัปดาห์ ทองแดงลดลงศูนย์จุดเจ็ดสี่เปอร์เซ็นต์ ลิเธียมลดลงหนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์

ตอนนี้เรามาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญสี่เรื่องที่มีผลกระทบต่อการลงทุนของเราครับ

ประเด็นแรก เรื่องหนี้สหรัฐฯ และการแทรกแซงของกระทรวงการคลัง หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่ทะลุสี่สิบล้านล้านดอลลาร์ เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา เคยเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการปรับราคาหนี้รัฐบาล ขณะที่เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก สร้างแรงกดดันให้เกิดปรากฏการณ์แย่งชิงเงินทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับสูงขึ้น

มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังเป็นเพียงการรักษาอาการ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างความไม่สมดุลทางการคลัง ผลกระทบต่อเนื่องคือ หากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงต่อเนื่อง จะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ สร้างแรงกดดันต่อบริษัทที่มีหนี้เป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น บริษัทในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคของไทย อย่าง บีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์

ในทางตรงข้าม การปรับขึ้นดอกเบี้ยส่งผลดีต่อธนาคารพาณิชย์ เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหรือ เอ็นไอเอ็ม ขยายตัว หนุนหุ้นธนาคารอย่าง บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และบ๊วย ส่วนกลุ่มธุรกิจสินเชื่อผู้บริโภคและไมโครไฟแนนซ์อย่าง ซาวาด เอ็มทีซี และไทดลอร์ จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง น้ำมันดิบปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสี่สัปดาห์ ความตึงเครียดทำให้เกิดค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้นห้าถึงสิบสองดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี ปตท. ท็อป และเอสพีอาร์ซี เพราะราคาขายและมาร์จิ้นสูงขึ้น แต่ส่งผลลบต่อสายการบินและโลจิสติกส์ เช่น เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนน้ำมันคิดเป็นร้อยละยี่สิบห้าถึงสามสิบห้าของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยหนุนทองคำและหุ้นเหมืองทองคำอีกด้วย

ประเด็นที่สาม อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรเร่งตัวขึ้นที่ร้อยละสองจุดเก้าในเดือนกรกฎาคม ทำให้เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นที่หนึ่งจุดสามห้าหกดอลลาร์สหรัฐ แต่ที่น่าสนใจคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีกลับลดลงที่ประมาณห้าจุดศูนย์ห้าเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าตลาดมองว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงชั่วคราว และมีสัญญาณตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางอังกฤษอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง

เงินปอนด์ที่แข็งค่าและเงินดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลดีต่อสกุลเงินตลาดเกิดใหม่และทองคำ และเป็นปัจจัยหนุนแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ จีนคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สิบห้า ขณะที่เงินหยวนนอกชายฝั่งแข็งค่าขึ้นที่หกจุดเจ็ดสองต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์สองพันยี่สิบสาม

การที่ธนาคารกลางจีนคงดอกเบี้ยต่ำนานขนาดนี้ แสดงถึงการเปลี่ยนนโยบายจากการใช้มาตรการการเงินมาเป็นมาตรการการคลังแทน ซึ่งจะหนุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

ผลกระทบต่อไทย เงินดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลดีต่อกลุ่มส่งออกอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ รวมถึงเดลต้า เคซีอี และฮานา เพราะได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคที่มีหนี้เป็นดอลลาร์สหรัฐจะได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย

สรุปกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงครับ

เราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะขยายตัว และหุ้นธนาคารไทยที่ได้รับประโยชน์คือ บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และบ๊วย

เพิ่มน้ำหนักในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซต้นน้ำ จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หุ้นที่เกี่ยวข้องคือ พีทีทีอีพี ปตท. ท็อป และเอสพีอาร์ซี

ลดน้ำหนักในกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น หุ้นที่ได้รับผลกระทบคือ เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์

และลดน้ำหนักในกลุ่มสินเชื่อผู้บริโภคและค้าปลีก เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงกดดันมาร์จิ้น หุ้นในกลุ่มคือ ซาวาด เอ็มทีซี และไทดลอร์

กรอบเวลาการลงทุน แบ่งเป็นระยะสั้นศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงสำหรับการปรับพอร์ต และหนึ่งถึงสี่สัปดาห์สำหรับธีมน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แถลงการณ์ของเฟด และรายละเอียดการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

สำหรับมุมมองความเสี่ยงในสามกรณีครับ

กรณีฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า คาดว่าการซื้อคืนพันธบัตรจะช่วยรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น น้ำมันยังทรงตัวจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นเคลื่อนไหว sideways และมีการปรับพอร์ตไปยังกลุ่มป้องกัน เช่น ธนาคารและพลังงาน

กรณี bullish มีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากความตึงเครียดตะวันออกกลางคลี่คลาย น้ำมันลดลง และข้อมูลเงินเฟ้ออ่อนตัว ทำให้เฟดไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ย จะเกิดการ rally ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและขนส่ง

กรณี bearish มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากความกังวลด้านการคลังรุนแรงขึ้น อันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯ ถูกทบทวน และการซื้อคืนพันธบัตรไม่สามารถควบคุมอัตราผลตอบแทนได้ จะเกิดการเทขายหุ้นครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้คือ

หนี้สหรัฐฯ สี่สิบล้านล้านดอลลาร์เป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่จะจำกัด upside ของหุ้น จนกว่าจะมีสัญญาณการปรับสมดุลทางการคลัง การซื้อคืนพันธบัตรเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากตะวันออกกลางสร้างโอกาสในการลงทุนระยะสั้น ในฝั่ง long กลุ่มพลังงาน และ short กลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อมั่นสูง

คำพูดของเฟดที่ว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลง เป็นเกมเชนเจอร์ ควรเพิ่มน้ำหนักธนาคาร และลดน้ำหนักสินเชื่อผู้บริโภค

ข้อมูลสหราชอาณาจักรชี้ให้เห็นภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวแต่ตลาดแรงงานอ่อนแอ ลดโอกาสที่ธนาคารกลางอังกฤษจะขึ้นดอกเบี้ย สนับสนุนพันธบัตรรัฐบาลสหราชอาณาจักร

การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐเป็นวงกว้างและมีแนวโน้มในระยะยาว ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยในกลุ่มอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทองคำ

ธนาคารกลางจีนคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเดือนที่สิบห้า ส่งสัญญาณหันมาใช้นโยบายการคลัง ควรจับตาหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในจีน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

วันนี้ เรามีประเด็นสำคัญหลายเรื่องครับ

เริ่มจากภาพรวมตลาดการเงินโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงอย่างหนัก หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศเพิ่มโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว เป็นสองเท่า ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ร่วงลงต่ำกว่าระดับเก้าสิบเก้าจุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสองเดือน เงินสกุลหลักอื่นๆ แข็งค่าขึ้น เช่น ฟรังก์สวิส แข็งค่าขึ้นหนึ่งจุดแปดแปดเปอร์เซ็นต์ วอนเกาหลีใต้ แข็งค่าขึ้นหนึ่งจุดแปดสามเปอร์เซ็นต์ และปอนด์อังกฤษ แข็งค่าขึ้นที่หนึ่งจุดสามห้าหกดอลลาร์สหรัฐ

ในฝั่งญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด จากรายงานของมิซูโฮ ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิ ร่วงลงถึงสามจุดหนึ่งหกเปอร์เซ็นต์ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอ ได้รับผลกระทบหนัก

ด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ในช่องแคบฮอร์มุซ หนุนราคาน้ำมันดิบ ให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์ ทองคำก็ปรับตัวขึ้น จากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

ส่วนที่อังกฤษ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ลดลง หลังจากข้อมูลแรงงาน แสดงสัญญาณชะลอตัว ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า เรามีข้อเสนอแนะดังนี้ครับ

หนึ่ง ให้น้ำหนักมากในทองคำและผู้ผลิตทองคำ เพราะได้รับประโยชน์ จากทั้งค่าเงินดอลลาร์อ่อน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

สอง ให้น้ำหนักมากในสกุลเงินของประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ โดยขายดอลลาร์สหรัฐ

สาม ให้น้ำหนักน้อยในหุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเติบโตสูง เนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด ของธนาคารกลางญี่ปุ่น

สี่ ให้น้ำหนักมากในหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างเลือกสรร เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

และห้า ให้น้ำหนักน้อยในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของญี่ปุ่น

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายละเอียดการซื้อคืนพันธบัตร ของกระทรวงการคลังสหรัฐ สัญญาณจากธนาคารกลางญี่ปุ่น การพัฒนาทางการทูต ในช่องแคบฮอร์มุซ และข้อมูลการจ้างงานสหรัฐ

สุดท้ายนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงครับ สถานการณ์พื้นฐาน คาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่หากความตึงเครียดคลี่คลาย หรือธนาคารกลางญี่ปุ่นเปลี่ยนท่าที อาจเกิดการกลับตัวของราคา ในทิศทางตรงกันข้าม

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สิบเก้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สิบเก้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันพร้อมกันสามด้าน ด้านแรก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และปิดโอกาสในการเจรจาสันติภาพ

ด้านที่สอง การเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี ฉุดดัชนีแนสแดค 100 ร่วงลง 1.7 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว จากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้านทุน

ด้านที่สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัว และลดความน่าสนใจของหุ้น

การรวมกันของปัจจัยทั้งสามนี้ ส่งสัญญาณภาวะเงินเฟ้อถดถอย หรือ สเตกเฟลชัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ควบคู่กับภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อการเติบโตอย่างเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัว

ตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่ำ แต่มีผลกระทบสูง นั่นคือ การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงอัตราเงินเฟ้อ นโยบายธนาคารกลาง และกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่

สำหรับภาพรวมตลาดวันนี้ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.7 เปอร์เซ็นต์ แนสแดค 100 ลดลง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงในภาคเช้า ตลาดแคนาดาและยุโรปก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต ปรับขึ้น 0.91 เปอร์เซ็นต์ และราคาก๊าซธรรมชาติในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปปรับตัวสูงขึ้น ทองคำปรับตัวลดลงเล็กน้อย เยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง จนทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องส่งสัญญาณแทรกแซง

การวิเคราะห์เชิงประเด็น ประเด็นแรก ความเสี่ยงด้านพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์ การเจรจาสันติภาพสหรัฐอเมริกาและอิหร่านล้มเหลว ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น

หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป เอสพีอาร์ซี จะได้รับประโยชน์ ในขณะที่สายการบินและขนส่ง เช่น เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สอง การเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี การปรับตัวลงของแนสแดคเกิดจากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้านทุน และคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส เกี่ยวกับการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมากเกินไป

ประเด็นที่สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่สูงขึ้น ส่งผลดีต่อธนาคารพาณิชย์ เช่น บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี บีเอวาย เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มไฟแนนซ์และหลักทรัพย์ เช่น ซาวาด เอ็มทีซี ไทดลอร์ และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น ไซริส เอพี สปาลี แอลเอช

ประเด็นที่สี่ ความตึงเครียดในตลาดเงินตรา เยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นแทรกแซง ในขณะที่แคนาดาเผชิญกับภาษีนำเข้า 50 เปอร์เซ็นต์จากสหรัฐอเมริกา

การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลดีต่อผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี ฮานา แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มสาธารณูปโภคพลังงานที่มีหนี้สินเป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น บีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์

กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง ให้น้ำหนักเกินในหุ้นกลุ่มพลังงาน ให้น้ำหนักเกินในหุ้นธนาคาร และให้น้ำหนักน้อยในกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่ง สำหรับหุ้นเทคโนโลยี ควรรอจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจนขึ้น

กรอบเวลา 1 ถึง 4 สัปดาห์ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรจาสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ การแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น และการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50 เปอร์เซ็นต์ของแคนาดา

ความเสี่ยงหลัก กรณีฐานมีโอกาส 55 เปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันยังคงสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง การเทขายเทคโนโลยีชะลอตัว เน้นพลังงานและธนาคาร

กรณีเชิงบวกมีโอกาส 20 เปอร์เซ็นต์ หากมีการเจรจาสันติภาพ ราคาน้ำมันลดลง หุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัว

กรณีเชิงลบมีโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ หากความขัดแย้งรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 130 ดอลลาร์สหรัฐ ตลาดหุ้นร่วงมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงพลังงานและทองคำที่ให้ผลตอบแทนบวก

สรุปประเด็นสำคัญ ความเสี่ยงด้านพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวแปรหลัก ควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นพลังงาน การเทขายเทคโนโลยี ยังไม่ใช่จังหวะซื้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างกลุ่มธนาคารและกลุ่มไฟแนนซ์ สายการบินและขนส่งมีความเปราะบาง ความตึงเครียดด้านค่าเงินเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม ติดตามรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และสัญญาณการเจรจาสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบเก้า สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบเก้า สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

วันนี้ เรามาติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินโลกกันครับ

ประเด็นหลักที่ตลาดกำลังจับตาคือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก

เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดแรงกระแทกสามระลอกพร้อมกันครับ

ระลอกแรก คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาล

ระลอกสอง คือ ราคาน้ำมันดิบผันผวนรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี

และระลอกสาม คือ การไหลออกของเงินทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

กลไกการส่งผ่านผลกระทบเป็นไปตามตำราเรียนครับ ความกลัวว่าอุปทานน้ำมันจะหยุดชะงัก ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และส่งต่อความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น และสุดท้ายกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากแผนลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มูลค่าหกล้านเจ็ดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อเสนอของวอร์ช ซึ่งจะดูดสภาพคล่องดอลลาร์ออกจากระบบ ในขณะที่ตลาดต้องการมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีธีมการลงทุนที่แข็งแกร่งเฉพาะกลุ่ม คือ หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังคงมีความต้องการเชิงโครงสร้างสูง ดังที่เห็นจากผลประกอบการของบริษัทออนเซมิ ที่เติบโตจากศูนย์ข้อมูล AI

โดยรวมแล้ว ภาวะตลาดตอนนี้คือ อยู่ในโหมดรับความเสี่ยงน้อยลง พร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่เป็นพิษต่อหุ้นในวงกว้างครับ

มาดูภาพรวมตลาดกันครับ

ดัชนี DAX สี่สิบ ของเยอรมนี ปรับขึ้นร้อยละหนึ่ง แต่กำลังลดลง ขณะที่ดัชนี ASX สองร้อย ของออสเตรเลีย ปรับลดลงร้อยละ 0.5 ติดต่อกันเป็นวันที่สี่

หุ้นจีนปรับตัวลง จากข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ที่อ่อนแอ ส่วนตลาดหุ้นไทยทรงตัว ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคโนโลยี

ในฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่รัสเซียต้องระงับการประมูลพันธบัตร OFZ

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ DXY อยู่ที่ 100.92 จุด ปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.97 ในเดือนนี้ และร้อยละ 2.64 นับตั้งแต่ต้นปี

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 73.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.27 ในสัปดาห์ แต่ลดลงร้อยละ 18.16 ในเดือน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.33 นับตั้งแต่ต้นปี

ต่อไป เรามาวิเคราะห์เชิงประเด็นกันครับ

ประเด็นที่หนึ่ง ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน และความเสี่ยงด้านพลังงาน

ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นร้อยละ 7.27 ในหนึ่งสัปดาห์ ข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTTEP, PTT, TOP, SPRC และเป็นลบต่อกลุ่มขนส่งและสายการบิน เช่น AAV, BA, KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น

คาดการณ์ว่า ผลกระทบจะเชิงบวกสูงต่อกลุ่มพลังงาน ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า และเชิงลบปานกลางต่อกลุ่มสายการบินและขนส่งทันที รวมถึงกดดันหุ้นในวงกว้างผ่านช่องทางเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ในระดับสูงครับ เพราะห่วงโซ่สาเหตุและผลที่เชื่อมโยงกันมีความชัดเจนทางประวัติศาสตร์

ประเด็นที่สอง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง และสภาพคล่องตึงตัว

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายรัฐบาลและเงินเฟ้อ รวมถึงแผนลดงบดุลของเฟด ส่งผลให้ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง

ข้อมูลความสัมพันธ์ชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, BAY เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM จะขยายตัว แต่เป็นลบต่อกลุ่มการเงินและหลักทรัพย์อย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น SIRI, AP, SPALI, LH เพราะต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

คาดการณ์ว่า กลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์ในระยะกลาง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REITs จะถูกกดดันในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ กลุ่มเทคโนโลยีเติบโตจะถูกกดดันสูงทันที และสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่จะเผชิญกับการไหลออกของเงินทุน

ประเด็นที่สาม ความแข็งแกร่งของ AI และเซมิคอนดักเตอร์

แม้มีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นเรื่องราวการเติบโตที่โดดเด่น ผลประกอบการของออนเซมิ ในไตรมาสสอง ได้รับแรงหนุนจากความต้องการศูนย์ข้อมูล AI และบริษัทยูนิทรี โรโบติกส์ ระดมทุนผ่านตลาดหุ้น STAR Market ในเซี่ยงไฮ้ มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน

ข้อมูลความสัมพันธ์ชี้ว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่า เป็นบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น DELTA, KCE, HANA เพราะได้แรงหนุนจากทั้งความต้องการ AI และผลประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน

คาดการณ์ว่า กลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล จะได้ประโยชน์ในระยะกลาง ส่วนผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ประเด็นที่สี่ จีนชะลอตัว และความเสี่ยง contagion สู่ตลาดเกิดใหม่

ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน ทั้งจากทางการและค่าย Caixin ต่ำกว่าคาด และแสดงถึงภาวะหดตัว ส่งผลลบต่อตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อมูลความสัมพันธ์ชี้ว่า PMI ที่อ่อนแอ เป็นลบต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, WHA ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อน เป็นบวกต่อผู้ส่งออกอาหาร เช่น TU, CPF, ITC, AAI

คาดการณ์ว่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะถูกกดดันในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ส่วนผู้ส่งออกอาหารไทยจะได้ประโยชน์บางส่วนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

มาถึงข้อเสนอแนะการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงครับ

เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน เช่น PTTEP, PTT, TOP, SPRC เพราะความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซยังถูกประเมินต่ำเกินไป และข้อมูลความสัมพันธ์ยืนยันผลบวกจากราคาน้ำมัน ระยะเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

เพิ่มน้ำหนักกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เช่น BBL, KBANK, SCB, KTB เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นช่วยขยาย NIM โดยตรง ระยะกลางหนึ่งถึงสามเดือน

ลดน้ำหนักกลุ่มสายการบินและขนส่ง เช่น AAV, BA, KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยกดดันโดยตรง ระยะเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หรือจนกว่าความตึงเครียดคลี่คลาย

ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ผ่าน basket ETRON ซึ่งรวม DELTA, KCE, HANA โดยได้แรงหนุนจากความต้องการ AI และค่าเงินบาทอ่อน ระยะกลาง

ป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือดอลลาร์สหรัฐ และขายสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ เพราะดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องในภาวะรับความเสี่ยงน้อยลง

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง มีสามกรณีหลักครับ

กรณีพื้นฐาน ร้อยละ 55 ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงอยู่แต่ไม่ลุกลาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทรงตัวในระดับสูง น้ำมันอยู่ที่ 68 ถึง 78 ดอลลาร์สหรัฐ หุ้น sideway ถึงอ่อนตัว โดยมี divergence ระหว่างกลุ่มมาก การลงทุนในพลังงาน ธนาคาร และ AI จะได้ผลตอบแทนที่ดี

กรณี bullish ร้อยละ 25 หากเกิดการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ราคาน้ำมันจะร่วงลงร้อยละ 10 ถึง 15 ใน 48 ชั่วโมง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง หุ้นจะรีบาวด์รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่ม cyclical และขนส่ง

กรณี bearish ร้อยละ 20 หากช่องแคบฮอร์มุซปิดสนิทหรือมีการสู้รบ ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 95 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งจากความตื่นตระหนกเงินเฟ้อ หุ้นโลกร่วงร้อยละ 5 ถึง 10 และตลาดเกิดใหม่เผชิญวิกฤตสภาพคล่อง ควรถือเงินสดและทองคำ

สรุปประเด็นสำคัญครับ

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวแปรหลักที่เหนือสัญญาณอื่นๆ ต้องวางแผนรับมือทั้งสองทาง

เพิ่มน้ำหนักพลังงานตอนนี้ เพราะข้อมูลความสัมพันธ์ชัดเจน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REITs

กลุ่มธนาคารเป็น hedge ตามธรรมชาติจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

ความต้องการ AI กำลังแยกตัวออกจากเศรษฐกิจมหภาค

และเตรียมรับความเสี่ยงจากการดีดตัวรุนแรง หากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านสำเร็จ ให้เก็บเงินสดไว้รอจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่ถูกกดดันหนัก

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันศุกร์ที่ สิบสี่ สิงหาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนที่ถูกครอบงำด้วย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยเฉพาะประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

รวมถึงการหยุดชะงักของการเดินเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

ในขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด

ยังคงลังเลที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงถูกกดดัน

และเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปเหนือระดับสี่พันสี่ร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ

ทำจุดสูงสุดในรอบสิบสัปดาห์

ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก

ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเสี่ยงด้านสงคราม และการถกเถียงเกี่ยวกับแผนลดงบดุลของเฟด

วงเงินหกล้านเจ็ดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ของเควิน วอร์ช

กำลังทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และกดดันตลาดหุ้น

โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตลาดที่มีลักษณะเป็นรูปตัวเค

คือสินทรัพย์ปลอดภัยและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ และเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงเป็นที่ต้องการ

ในขณะที่สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย มีต้นทุนพลังงานสูง และเชื่อมโยงกับจีน กลับปรับตัวลง

ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีนที่อ่อนแอ

ในเชิงกลยุทธ์ ตลาดตอนนี้ให้ผลตอบแทนแก่กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร ที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ擴大ขึ้น

และการถือทองคำ

ขณะเดียวกันก็ลงโทษกลุ่มสายการบิน สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับจีน

สำหรับภาพรวมอารมณ์ตลาด ถือเป็นเชิง ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นลบ

เนื่องจากกระแสทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น

แล้วเราจะมาดูกันที่การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์สำคัญๆ ครับ

ตลาดหุ้นยุโรป หรือ EU100 ปรับตัวขึ้นร้อยละเก้าสิบเอ็ด

ตลาดหุ้นอินเดีย หรือ NIFTY 50 ปรับตัวขึ้นร้อยละสามสิบสี่

ขณะที่ตลาดหุ้นดูไบ ปรับตัวลงร้อยละสามสิบสอง

และตลาดหุ้นออสเตรเลีย ทรงตัว

ด้านพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างปรับตัวขึ้น

สะท้อนภาวะ Risk-Off

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสิบสัปดาห์

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทีนี้เรามาวิเคราะห์เชิงลึกในแต่ละประเด็นกันครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน และวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินอยู่ ส่งผลให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

ในขณะที่ทองคำ Rally ขึ้นไปเหนือสี่พันสี่ร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ

จากข้อมูลในอดีต ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค

เช่น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง

ผ่านการเพิ่มขึ้นของราคาขายและกำไร

ในทางกลับกัน ส่งผลลบต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

เช่น สายการบินเอเชีย เอวิเอชั่น การบินไทย และเคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส

เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นกดดันอัตรากำไร

เราคาดว่าผลกระทบต่อกลุ่มพลังงานจะมีแนวโน้มเป็นบวกและมีขนาดใหญ่ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ขณะที่กลุ่มสายการบินจะมีแนวโน้มเป็นลบในช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัย จะได้ประโยชน์ในช่วงศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง

ประเด็นที่สอง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่สูงขึ้น และนโยบายธนาคารกลาง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

และการที่ธนาคารกลางลังเลที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย

แผนลดงบดุลของเฟดภายใต้ชื่อ เควิน วอร์ช วงเงินหกล้านเจ็ดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

กำลังถูกจับตามองในแง่ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ widening

แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์

เช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)

เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สาม ตลาดรูปตัวเค กับหุ้นกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์

บลูเบลล์ แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางภาวะตลาดรูปตัวเค

ขณะที่ onsemi รายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่ดี จากความต้องการศูนย์ข้อมูลเอไอที่เพิ่มขึ้น

คาดว่ากลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์จะมีแนวโน้มเป็นบวกในระยะกลาง

แต่การมีส่วนร่วมของตลาดในวงกว้างจะยังคงเป็นแบบผสมผสาน

ประเด็นที่สี่ เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และความอ่อนแอของตลาดเกิดใหม่

หุ้นจีนร่วงลง หลังจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตของทางการและเอกชน

ออกมาต่ำกว่าคาด และบ่งชี้ถึงภาวะหดตัว

การหดตัวของภาคการผลิตในจีน ส่งผลลบต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

เช่น อมตะ คอร์ปอเรชั่น และดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น

เนื่องจากความต้องการขยายโรงงานลดลง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงในขณะนี้

เรามีมุมมอง น้ำหนักการลงทุนมากเกินไป ในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน

ได้แก่ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง

น้ำหนักการลงทุนมากเกินไป ในกลุ่มธนาคาร

ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

น้ำหนักการลงทุนน้อยเกินไป ในกลุ่มสายการบินและสินเชื่อรายย่อย

ได้แก่ สายการบินเอเชีย เอวิเอชั่น การบินไทย เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ

น้ำหนักการลงทุนน้อยเกินไป ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับจีน

ได้แก่ อมตะ คอร์ปอเรชั่น และดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น

และเรายังแนะนำให้ถือครองทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยง

สำหรับสถานการณ์ในกรณีพื้นฐาน เราคาดว่าความตึงเครียดจะยังคงอยู่

น้ำมันจะยังคงสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวขึ้นต่อไป

และกลุ่มพลังงานและธนาคารจะยังคง outperform

ในกรณีที่ดี ความตึงเครียดคลี่คลาย และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัว

จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลง และกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ในกรณีที่แย่ การยกระดับความขัดแย้ง หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จะทำให้น้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

และตลาดหุ้นจะเผชิญกับการเทขายครั้งใหญ่

โดยสรุปแล้ว จุดเน้นหลักคือ การลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานผ่านกลไกราคาน้ำมัน

การหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

การถือหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

การลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับจีน

และการถือทองคำไว้เป็นหลักประกันความเสี่ยง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบสี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบสี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกันครับ เริ่มที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นถึงห้าจุดแปดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเพิ่มขึ้นห้าจุดหกสิบสามเปอร์เซ็นต์ ในการซื้อขายวันเดียว เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกก็ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงคราม และธนาคารกลางที่ไม่เร่งลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสิบสัปดาห์ ที่มากกว่าสี่พันสี่ร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดเกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน กลุ่มพลังงานและธนาคาร ได้รับแรงหนุน ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และกลุ่มขนส่ง รวมถึงตลาดเกิดใหม่ ต้องเผชิญกับแรงกดดัน

สำหรับภาพรวมของตลาดหุ้นไทย ดัชนีเซต ถูกคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ถึงปรับตัวลงเล็กน้อย ตามแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยี โดยนักลงทุนอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว

ในส่วนของประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจในวันนี้มีสี่ประเด็นด้วยกันครับ

ประเด็นแรก เรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยคาดว่าจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มผลิตพลังงานต้นน้ำ อย่างเช่น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน จะเป็นลบต่อกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ อย่างเช่น บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคอีเอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) ที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น

ประเด็นที่สอง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร อย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัว แต่เป็นลบต่อกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่างเช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) รวมถึงกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างเช่น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

ประเด็นที่สาม การฟื้นตัวของตลาดไอพีโอเทคโนโลยีในจีน โดยเฉพาะบนกระดานสตาร์ มาร์เก็ต ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความรู้สึกของนักลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก แต่ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทยยังมีจำกัด

ประเด็นสุดท้าย ทองคำที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย บ่งชี้ถึงความกังวลด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่มีความมั่นใจสูงที่สุดในขณะนี้ คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน โดยเฉพาะ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง รวมถึงกลุ่มธนาคาร อย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการลดน้ำหนักในกลุ่มขนส่งและสายการบิน และกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร

นอกจากนี้ ควรมีการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และติดตามข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไปครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบสาม สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบสาม สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

บรรยากาศการลงทุนโลกวันนี้ ถูกครอบงำด้วยปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นถึงหกจุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว ปิดที่เจ็ดสิบแปดจุดเก้าสามดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนดาวโจนส์ร่วงลงหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ สถานการณ์นี้สร้างภาวะตลาดที่แตกเป็นสองขั้ว หุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ได้อานิสงส์จากส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ต้องเผชิญแรงกดดัน

สำหรับมุมมองตลาดโดยรวม เราให้สถานะเป็น ระมัดระวังในเชิงลบ มากขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่เป็นกลาง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กดดันตลาดหุ้น ในขณะที่แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ทำให้ราคาทองคำยืนเหนือสี่พันสี่ร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งใกล้เคียงจุดสูงสุดในรอบสิบสัปดาห์

มาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญกันครับ ประเด็นแรก ความตึงเครียดสหรัฐฯ อิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง เรามองว่า หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และ ไออาร์พีซี จะได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาขายที่สูงขึ้น ส่วนกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเชียเอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นที่สอง ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี ลดลง แต่ตลาดยังคงคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก เรามองว่า หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ จะได้ประโยชน์จากการขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์และหลักทรัพย์ จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจ

ประเด็นที่สาม ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่อาจจะนำไปสู่ภาวะถดถอยทางการเงิน หากต้นทุนที่ซ่อนอยู่ถูกเปิดเผย คำเตือนนี้อาจส่งผลให้เกิดการขายหรือหมุนเวียนออกจากหุ้นกลุ่มนี้ และเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

ประเด็นสุดท้าย ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทาง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นบวกต่อหุ้นพลังงาน แต่เป็นลบต่อการบริโภคและการนำเข้า เงินบาทที่อ่อนค่าเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกอาหารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การฟื้นตัวของดัชนีราคาผู้บริโภค จะช่วยหนุนกลุ่มค้าปลีก

กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจที่สุดในตอนนี้ คือ การเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และลดน้ำหนักในกลุ่มขนส่ง โดยมีกรอบเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ พร้อมกับถือทองคำไว้ในพอร์ต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมถึงอัตราค่าประกันภัยเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

สำหรับสถานการณ์หลัก เรามองว่า ความตึงเครียดจะยังคงอยู่ ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบเจ็ดสิบถึงแปดสิบดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าเกิดข้อตกลงทางการทูต ตลาดอาจปรับตัวขึ้นในวงกว้าง ในทางกลับกัน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

โดยสรุป หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสูงสุด ทองคำยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดี ธนาคารขนาดใหญ่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และควรหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มขนส่ง รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเกินจริง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบสาม สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบสาม สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกตอนนี้ กำลังถูกกดดันจากปัจจัยลบหลายด้านพร้อมกันครับ

เริ่มจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่ยังคงส่งสัญญาณเข้มงวด โดยคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50 ถึง 3.75 เปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกันยายน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี ทะลุ 4.7 เปอร์เซ็นต์

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวนี้ กำลังบีบอัดมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง เนื่องจากตัวเลขส่วนลดทางการเงินสูงขึ้น แม้จะมีแรงหนุนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอก็ตาม

ด้านราคาน้ำมันดิบ ก็มีความผันผวนสูงมากครับ โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ร่วงลงถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ในรอบเดือน มาอยู่ที่ประมาณ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ถึงอย่างนั้น ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ต้นปี

สถานการณ์นี้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็ยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคา

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกในปีนี้ขึ้นเป็น 4.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ช่วงสุดท้ายของการลดเงินเฟ้อ ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

ผลกระทบโดยรวม ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวแบบเคเชพ หรือ K-Shape ครับ นั่นหมายถึงหุ้นบางกลุ่มปรับตัวขึ้นแรง ขณะที่อีกหลายกลุ่มปรับตัวลงหนัก กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือหุ้นธนาคารและพลังงาน ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย กำลังเผชิญแรงกดดัน

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในระยะสั้น หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า คือการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งได้อานิสงส์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น และลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

รวมถึงถือครองดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินป้องกันความเสี่ยง และเลือกถือหุ้นพลังงานที่มีธุรกิจปลายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันครับ

สุดท้ายนี้ ขอฝากปัจจัยที่ต้องจับตาในเดือนกันยายน คือการประชุมของเฟด ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับภาวะแยกตัวรูปตัวเค หรือ K-shaped divergence โดยมีแรงขับเคลื่อนสองด้านที่ตรงกันข้าม ด้านหนึ่งคือการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ได้รับการยืนยันจากบันทึกการเข้าตลาดหุ้น Nasdaq ของ SpaceX มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และความต้องการจากศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของ onsemi อีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อ และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกให้สูงขึ้น

คำตัดสินของศาลสูงสุดที่ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดในเชิงโครงสร้าง แต่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ได้ออกคำเตือนว่า การลงทุนใน AI ที่เฟื่องฟูนั้นซ่อนต้นทุนที่อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตก

ในขณะเดียวกัน ตลาดกำลังจับตาการประชุมของเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น ข้อมูลจีดีพีไตรมาสสอง และการประชุมแจ็กสันโฮล ซึ่งทั้งหมดจะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันสินทรัพย์เสี่ยงและผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

ภาวะตลาดปัจจุบันคือ แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกับส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความรู้สึกของนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวังและค่อนข้างเป็นลม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และคำเตือนจาก BIS กำลังกัดกร่อนความอยากรับความเสี่ยงในวงกว้าง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อยที่ 52,454 จุด ขณะที่ดัชนียูโรสต็อก 50 ปรับตัวลดลงกว่า 1% ดัชนีนิฟตี 50 ของอินเดียปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนดัชนีตลาดดูไบปรับตัวลงเล็กน้อย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งสัญญาณการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทองคำปรับตัวลดลงเนื่องจากดอลลาร์แข็งค่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

มาวิเคราะห์ธีมหลักกันครับ ธีมแรกคือ การลงทุนใน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่เฟื่องฟู แต่มีความเสี่ยงจากคำเตือนของ BIS การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX และความต้องการของ onsemi เป็นสัญญาณบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น เดลต้า เคซีอี และฮานา อย่างไรก็ตาม BIS เตือนว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่อาจทำให้เกิดการปรับฐานในระยะกลาง

ธีมที่สองคือ ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นบวกต่อผู้ผลิตพลังงาน เช่น ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง แต่เป็นลบต่อสายการบินและการขนส่ง เช่น การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด เป็นลบต่อสาธารณูปโภคที่มีหนี้เป็นดอลลาร์ เช่น บีกริม โกลบอลเพาเวอร์ซินเนอร์จี และกัลฟ์

ธีมที่สามคือ คำตัดสินของศาลสูงสุดที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวม โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาติ และธนาคารอยุธยา เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะกว้างขึ้น แต่เป็นลบต่อกลุ่มไฟแนนซ์และธุรกิจสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และธิติกร

ธีมที่สี่คือ การประชุมแจ็กสันโฮลและการตัดสินใจนโยบายของเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่นเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางอัตราดอกเบี้ย ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญ หากการจ้างงานแข็งแกร่ง เฟดอาจส่งสัญญาณคุมเข้ม ซึ่งเป็นลบต่อตลาดเกิดใหม่ หากอ่อนแอ ตลาดอาจฟื้นตัว

ข้อเสนอแนะการลงทุนที่มีความมั่นใจสูงคือ เน้นลงทุนในผู้ผลิตพลังงานและธนาคาร หลีกเลี่ยงสายการบินและขนส่ง หลีกเลี่ยงสาธารณูปโภคที่มีหนี้ดอลลาร์ เลือกลงทุนในหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ต้องบริหารความเสี่ยงจากคำเตือนของ BIS และป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นสำคัญคือ ผู้ผลิตพลังงานเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่มีความมั่นใจสูงที่สุด ธนาคารมี upside ที่ไม่สมมาตร ควรหลีกเลี่ยงสายการบินและขนส่ง สาธารณูปโภคที่มีหนี้ดอลลาร์มีความเสี่ยง ตลาดรูปตัวเคต้องการความเลือกสรร และการประชุมแจ็กสันโฮลกับข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ เป็นตัวเร่งสำคัญ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

วันนี้ตลาดการเงินทั่วโลกถูกครอบงำด้วย ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดส่วนชดเชยความเสี่ยงในตลาดน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบถึงเจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้พุ่งสูงกว่าเจ็ดสิบสามดอลลาร์สหรัฐ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปีสองพันยี่สิบหกขึ้นเป็นร้อยละสี่จุดเจ็ด ซึ่งสะท้อนถึงกลไกที่ว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้น จะทำให้เงินเฟ้อเหนียวแน่น และจำกัดความสามารถของธนาคารกลางในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ภาวะนี้ส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์ประเภทอายุยาว เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูง ส่งผลให้ตลาดเกิดรูปแบบรูปตัวเค หุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น ในขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งร่วงลงร้อยละหนึ่ง จากการขายหุ้นเทคโนโลยี

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้าง แต่ปัจจัยระยะสั้นที่ตลาดจับตาคือ รายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

บรรยากาศการลงทุนโดยรวมอยู่ในภาวะ ระมัดระวังในทิศทางขาลง โดยตลาดกำลังรอความชัดเจน ข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะตอกย้ำแนวโน้มการคงดอกเบี้ยสูงนาน ส่วนข้อมูลที่อ่อนแออาจเปิดทางให้ผ่อนคลายนโยบาย แต่ก็สะท้อนถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

มาดูภาพรวมตลาดกันครับ ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยและดาวโจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองก่อนเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค ส่วนดัชนีฮั่งเส็งร่วงลงร้อยละหนึ่งจากการขายหุ้นเทคโนโลยี ส่วนฟิวเจอร์สดัชนีเซ็ทห้าสิบปรับตัวสูงขึ้นจากการเกื้อหนุนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน

ในตลาดตราสารหนี้ ความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงขึ้น ก่อนการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงาน ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม

ด้านค่าเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินปอนด์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่หนึ่งจุดสามสามเก้าสอง ปรับตัวขึ้นร้อยละศูนย์จุดสามเอ็ดในวันเดียว และร้อยละหนึ่งจุดศูนย์เอ็ดในรอบสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบจุดศูนย์หกดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละหนึ่งจุดสองในวันเดียว แต่ลดลงร้อยละห้าจุดหนึ่งในรอบสัปดาห์ ขณะที่เบรนท์อยู่ที่เจ็ดสิบห้าจุดเก้าสิบหกดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองแดงสูงกว่าหกจุดสี่ห้าดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ ส่วนทองคำปรับตัวลดลงจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามคือ ความขัดแย้งสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศอ้างถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นสาเหตุสำคัญที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกเป็นร้อยละสี่จุดเจ็ด

ผลกระทบต่อหุ้นไทย หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นอย่าง ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จะได้ประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้นและมาร์จิ้นการกลั่นที่ดีขึ้น ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบินอย่าง เอเชียเอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

หุ้นกลุ่มถ่านหินอย่างบ้านปูและลานนารีซอร์สเซส อาจมีความต้องการทดแทนจากราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สองคือ จุดเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก สัปดาห์นี้มีปัจจัยสำคัญคือ การตัดสินใจนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ข้อมูลจีดีพีไตรมาสสอง และรายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานะลำบาก หากตัวเลขการจ้างงานแข็งแกร่ง จะตอกย้ำการคงดอกเบี้ยสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และกดดันสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากตัวเลขอ่อนแอ จะเปิดทางให้ปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น

การยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยศาลสูงสุด ช่วยลดความเสี่ยงเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของธนาคารกลางญี่ปุ่น หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้เงินเยนแข็งค่า ซึ่งอาจช่วยผ่อนคลายค่าเงินในตลาดเกิดใหม่และราคาทองคำชั่วคราว

ประเด็นที่สามคือ ตลาดหุ้นรูปแบบรูปตัวเค ที่หุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับฐาน ขณะที่หุ้นพลังงานและวัลลูหมุนเวียนเข้ามา ดัชนีฮั่งเส็งร่วงลงจากการขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก เนื่องจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่แพงและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ผลประกอบการไตรมาสสองของเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ที่แย่กว่าคาด สะท้อนถึงแรงกดดันด้านมูลค่า หุ้นกลุ่มพลังงานและวัลลูเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนของเงินลงทุน

ประเด็นที่สี่คือ สัญญาณเชิงบวกเชิงโครงสร้างของราคาทองแดง ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการในระยะยาวของพลังงานสะอาดและศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์

ราคาทองแดงฟิวเจอร์สปรับตัวขึ้นเหนือหกจุดสี่ห้าดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นร้อยละสองในรอบสัปดาห์ และร้อยละสี่ในรอบเดือน

ผลกระทบต่อหุ้นไทย หุ้นกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างอมตะ คอร์ปอเรชั่นและดับบลิวเอชเอ จะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของโรงงาน ส่วนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างอย่าง ช.การช่าง สเตคอน และอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนท์ จะได้ประโยชน์จากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงคือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น เนื่องจากความขัดแย้งสหรัฐฯ และอิหร่าน ให้ upside แก่ราคาน้ำมันดิบและมาร์จิ้นการกลั่น ในระยะเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร ในกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงแนวโน้มดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ โดยเฉพาะหลังจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง

ลดน้ำหนักหรือป้องกันความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากความเสี่ยงจากการปรับฐานของมูลค่า

ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในหุ้นกลุ่มทองแดงและพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากความต้องการเชิงโครงสร้างจากปัญญาประดิษฐ์และพลังงานสะอาด ในระยะเวลาหนึ่งถึงสามเดือน

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีพื้นฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบหกสิบแปดถึงเจ็ดสิบสามดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ย และตลาดรูปตัวเคจะดำเนินต่อไป

กรณีเชิงบวกมีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากความขัดแย้งคลี่คลายและตัวเลขการจ้างงานอ่อนแอ ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงต่ำกว่าหกสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในวงกว้าง

กรณีเชิงลบมีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากความขัดแย้งขยายวงกว้างจนเกิดการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้คือ พลังงานคือศูนย์กลางของความเสี่ยง ควรเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มขนส่งที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน

ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เป็นตัวเร่งระยะสั้น ตัวเลขแข็งแกร่งหุ้นกลุ่มธนาคารได้ประโยชน์

การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์กำลังดำเนินอยู่ ควรป้องกันความเสี่ยงหุ้นที่มีมูลค่าสูง

ทองแดงเป็นสัญญาณอัลฟ่าระยะกลาง ควรสะสมหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้างในช่วงที่ราคาปรับตัวลง

คาดการณ์เงินเฟ้อโลกที่ร้อยละสี่จุดเจ็ดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นตัวยึดเหนี่ยวที่จำกัดการผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลาง

และสุดท้าย จับตาการคลี่คลายของความขัดแย้ง เพราะหากมีข้อตกลงหยุดยิง จะทำให้เกิดการหมุนเวียนออกจากหุ้นกลุ่มพลังงานและเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีที่ถูกขายออกไป ควรตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ให้รัดกุม

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สิบเอ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สิบเอ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

เริ่มต้นที่บรรยากาศการซื้อขายในวันนี้ ตลาดการเงินทั่วโลก กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นผลจากความเสี่ยงสงครามและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินตึงตัวมากขึ้น และกดดันสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่

รายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด ส่งสัญญาณถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า สแตกเฟลชัน ซึ่งเป็นภาวะที่การเติบโตชะลอตัว แต่ราคาสินค้าสูงขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้น

ในภาพรวม ตลาดเปลี่ยนผ่านจากความคิดที่มองโลกในแง่ดี มาสู่ท่าทีที่ระมัดระวังและเป็นลบมากขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

สำหรับภาพรวมตลาดวันนี้ ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง เนื่องจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือพีเอ็มไอ หดตัวต่ำกว่าคาด ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นบราซิลปรับตัวขึ้นร้อยละสองถึงสาม จากแรงหนุนของเงินเฟ้อที่ชะลอตัว

ส่วนตลาดหุ้นไทย ดัชนีเซท ฟิฟตี้ ปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อในกลุ่มธนาคารและพลังงาน ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นร้อยละศูนย์จุดสองเจ็ด เยนญี่ปุ่นอ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดเก้าเจ็ด

ราคาทองคำปรับตัวลดลง เนื่องจากเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เคลื่อนไหวที่ระดับหกสิบเก้าถึงเจ็ดสิบสามดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละศูนย์จุดเจ็ดแปด

มาถึงการวิเคราะห์เชิงประเด็นและผลกระทบระยะต่อไป ประเด็นแรก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี ปตท. ท็อป และเอสพีอาร์ซี

แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มสายการบินและขนส่ง อย่าง เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นกดดันอัตรากำไร รวมถึงกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ ก็ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่อ่อนค่าและก๊าซนำเข้าที่แพงขึ้น

ประเด็นที่สอง ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังคงส่งสัญญาณเข้มงวด นางลิซ่า คุก หนึ่งในคณะกรรมการธนาคารกลาง กล่าวว่า ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และบีเอ

เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นจะช่วยเพิ่มรายได้ แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มสินเชื่อผู้บริโภค อย่าง ซาวาด เอ็มทีซี และไทด์ลอร์ เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นกดดันอัตรากำไร

ประเด็นที่สาม ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน การหดตัวของดัชนีพีเอ็มไอ ส่งผลลบต่อกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรม อย่าง อมตะ และดับบลิวเอชเอ เพราะดีมานด์ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมลดลง

ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นบราซิลปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น จากเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ทำให้คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน

ประเด็นที่สี่ ความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลบวกต่อกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮานา รวมถึงกลุ่มผู้ส่งออกอาหาร อย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ

เนื่องจากรายได้ที่แปลงเป็นเงินบาทจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่กลับส่งผลลบต่อกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีหนี้เป็นดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ จากภาระหนี้ที่สูงขึ้นและต้นทุนก๊าซนำเข้าที่แพง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงในวันนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าปกติ ในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ส่วนกลุ่มขนส่งและสินเชื่อผู้บริโภค ควรลดน้ำหนักการลงทุนหรือหลีกเลี่ยง

โดยกลุ่มพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี ปตท. ท็อป และเอสพีอาร์ซี จะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและมาร์จิ้นการกลั่นที่ดีขึ้น กลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และเอสซีบี จะได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ส่วนกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในระยะสั้น

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยงหลัก กรณีพื้นฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบ คือ ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคงอยู่ แต่ไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันจะทรงตัวในกรอบเจ็ดสิบถึงแปดสิบดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง กลุ่มพลังงานและธนาคารจะยังคง outperform

กรณีที่ดีมีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า คือ ความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าหกสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในวงกว้าง

กรณีเลวร้ายมีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ เกิดสงครามเต็มรูปแบบที่กระทบช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นจากเงินเฟ้อช็อค และธนาคารกลางถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ จะเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรุนแรง

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในอีกสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า คือ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ และพัฒนาการของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สิบเอ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สิบเอ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที

วันนี้ประเด็นร้อนเรื่อง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับภัยคุกคามทางทะเลจากกลุ่มฮูตี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงสุดในรอบหลายเดือน โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปิดที่เจ็ดสิบสามจุดหกสิบเก้าดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเจ็ดจุดสามเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ และน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่เจ็ดสิบห้าจุดเก้าสิบหกดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดโลกแยกตัวเป็นรูปตัว K กลุ่มพลังงานและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปรับตัวขึ้น ในขณะที่กลุ่มขนส่งและสายการบิน ถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปีลดลงมาอยู่ที่สี่จุดห้าสิบสองเปอร์เซ็นต์ จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ความคาดหวังว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยยังคงสูง

ทางด้านจีน PMI ภาคการผลิตหดตัวต่ำกว่าเกณฑ์ สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ สวนทางกับผลประกอบการของอัลฟาเบทที่โดดเด่นจากธุรกิจเอไอ ขณะที่เทสลาพลาดเป้ากระแสเงินสด และไอบีเอ็มปรับลดคาดการณ์รายได้

สัปดาห์นี้ การประชุมนโยบายการเงินของเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา โดยเฉพาะค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงกว่าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกญี่ปุ่น แต่เพิ่มความเสี่ยงในการแทรกแซงค่าเงิน

สำหรับคำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงหรือลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ เช่น เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ ที่เผชิญแรงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิง

หุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ กสิกรไทย และกรุงเทพ อาจได้รับประโยชน์หากเฟดยังคงส่งสัญญาณคุมเข้ม แต่ควรปรับลดขนาดพอร์ตก่อนการประกาศผลการประชุม สำหรับกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง การถือครองดอลลาร์สหรัฐ หรือการลงทุนในหุ้นกลุ่มส่งออกที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน เช่น เดลต้า เคซีอี และไทยยูเนี่ยน ยังคงเป็นที่น่าสนใจ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันจันทร์ที่ เก้า สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา ห้านาที

ตลาดโลกวันนี้ ถูกครอบงำด้วย ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ซึ่งเป็นผลจากการปะทะทางทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ที่ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ ต้องหยุดชะงักและเปิดเป็นระยะ

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส พุ่งขึ้นร้อยละ 8.67 ภายในวันเดียว

ก่อนจะปรับตัวลดลงบางส่วน ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจา ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน

เพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้ง ได้กระตุ้นให้เกิด การรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มอื่น

ในขณะเดียวกัน วัฏจักรซูเปอร์ไซเคิล ของโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์

ยังคงสร้างความเชื่อมั่น ให้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

โดยโอเพนเอไอ วางแผนลงทุนศูนย์ข้อมูล มูลค่าเกินสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

และบริษัทเอเอ็มดี เข้าลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเอไอ อย่างแอนโทรปิก

แต่สัญญาณการขายทำกำไร เริ่มปรากฏในหุ้นเทคญี่ปุ่น และเอเชีย

ทางด้านข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์

และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยผ่อนคลายเงินเฟ้อ

แต่ก็ยังมีความคาดหวัง ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด

ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมัน กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ผ่อนคลาย

กำลังสร้างตลาดแบบสองขั้ว

โดยหุ้นกลุ่มพลังงานได้ประโยชน์ ขณะที่หุ้นขนส่ง และหุ้นเติบโตที่ไวต่อดอกเบี้ย

กำลังเผชิญแรงกดดัน

แนวโน้มการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง

เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะ พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี

จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจยืดเยื้อในระยะใกล้

เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มธนาคาร เช่น บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และไบย์

ซึ่งได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง

ลดน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มขนส่ง เช่น เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์

ที่เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเชื้อเพลิง

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน

ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ

ผลประกอบการไตรมาสสองของธนาคาร

และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น

สถานการณ์หลัก คาดว่าความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ จะยังคงอยู่

แต่ไม่บานปลายสู่การปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบ

น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส จะเคลื่อนไหวในช่วง 72 ถึง 78 ดอลลาร์สหรัฐ

ตลาดหุ้นจะไร้ทิศทาง แต่มีการโยกเงินระหว่างกลุ่ม

ในกรณีที่ดี หากสหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลง

น้ำมันอาจร่วงต่ำกว่า 68 ดอลลาร์สหรัฐ หุ้นกลุ่มเทคและขนส่งจะนำตลาดขึ้น

ในกรณีร้าย หากความขัดแย้งปิดช่องแคบฮอร์มุซ

น้ำมันอาจพุ่งเกิน 95 ดอลลาร์สหรัฐ เกิดภาวะเงินเฟ้อถดถอย

หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลง มีเพียงพลังงานและเหมืองทองคำเท่านั้นที่ทรงตัว

สรุปประเด็นสำคัญ

กลุ่มพลังงาน คือการเพิ่มน้ำหนักที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด

กลุ่มขนส่ง คือการลดน้ำหนักที่ชัดเจนที่สุด

กลุ่มธนาคาร ให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่น่าสนใจ

กลุ่มเทคโนโลยี กำลังเข้าสู่ช่วงขายทำกำไร

ทองคำ ควรหลีกเลี่ยงในระยะสั้น

ติดตามการเจรจาสหรัฐฯและอิหร่าน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ แปด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ แปด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

เริ่มต้นที่ภาพรวมตลาดวันนี้ครับ ตลาดกำลังเผชิญกับกระแสที่ซับซ้อน ระหว่างการดีดตัวของราคาพลังงาน และความกังวลเรื่องนโยบายการเงิน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในรอบสัปดาห์นี้ถึงเจ็ดถึงสิบเปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ปรับตัวลงถึงสิบแปดเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือนที่ผ่านมา สิ่งนี้จุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง ในขณะที่ตลาดกำลังรอข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคที่สำคัญ

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ก็ยังถูกหักล้างด้วยความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงติดต่อกันหลายวัน

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือบีไอเอส ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังบูมอย่างหนัก อาจเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่ทางการเงิน เนื่องจากต้นทุนที่ซ่อนอยู่กำลังเริ่มปรากฏขึ้น สถานการณ์นี้สร้างรูปแบบตลาดแบบเคเชพ ซึ่งกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงผู้ผลิตพลังงาน ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและต้นทุนเชื้อเพลิงกำลังเผชิญแรงกดดัน

สำหรับภาพรวมบรรยากาศการลงทุนในขณะนี้ จัดอยู่ในเกณฑ์ระมัดระวังในทิศทางขาลง เนื่องจากมีแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เรามาดูภาพรวมสินทรัพย์สำคัญกันครับ

ดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ทั้งเอสแอนด์พีห้าร้อยและดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สอง สะท้อนความกังวลเรื่องดอกเบี้ย ส่วนตลาดหุ้นยุโรปทรงตัวแบบผสมผสาน จากการชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อจากพลังงานและผลประกอบการ

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐหรือดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่หนึ่งร้อยจุดแปดห้าเสี่ยสี่ เคลื่อนไหวทรงตัวรายวัน แต่ปรับตัวลงเล็กน้อยในรอบสัปดาห์ที่ศูนย์จุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต หรือดับเบิลยูทีไอ ปิดที่เจ็ดสิบสามดอลลาร์สหรัฐหกสิบเก้าเซนต์ ปรับขึ้นร้อยละศูนย์จุดสองสองในวันนี้ และบวกแรงถึงเจ็ดจุดสองเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ ส่วนเบรนท์ ปิดที่เจ็ดสิบแปดดอลลาร์สหรัฐเก้าสิบสามเซนต์ บวกถึงหกจุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว และบวกกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์

ดัชนีโภคภัณฑ์จีเอสซีไอ อยู่ที่หกร้อยสี่สิบเจ็ดจุดสามสี่ บวกเล็กน้อยในวันนี้ และบวกสี่จุดเก้าเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ สะท้อนการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์

มาต่อกันที่ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามครับ ประเด็นแรกคือ การดีดตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่มีความน่าเชื่อถือสูง การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจะส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงาน อย่างเช่นพีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี และกลุ่มถ่านหินอย่างบ้านปูและลานนา แต่จะส่งผลลบโดยตรงต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างเช่นเอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ ซึ่งจะมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น

ประเด็นที่สอง คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ถือเป็นบวกเชิงโครงสร้างในระยะกลาง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อย่างเช่นบีบแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และเบย์ แต่กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ อย่างเช่นซาวาด เอ็มทีซี และทิดลอร์ จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สาม ความแตกต่างของตลาดแบบเคเชพ ยังคงชัดเจน หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออก อย่างเช่นเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า แต่อย่างไรก็ตาม คำเตือนจากบีไอเอสเรื่องการลงทุนเกินตัวในปัญญาประดิษฐ์ เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา

และประเด็นสุดท้าย พลังงานหมุนเวียน บริษัทไชน่ารีซอร์สเซส นิวเอเนอร์จี โฮลดิ้งส์ ระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่นักลงทุนทั่วไป ครั้งใหญ่ถึงสามจุดหกพันล้านดอลลาร์สหรัฐ บนตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ซึ่งเป็นไอพีโอด้านพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ในรอบกว่าสี่ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อธีมพลังงานสะอาด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า เรามองว่ากลุ่มพลังงานเป็นโอกาสที่น่าสนใจที่สุด และควรลดน้ำหนักในกลุ่มขนส่ง สำหรับกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ แนะนำให้คัดเลือกหุ้นเป็นรายตัว พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน

ปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในเร็วๆ นี้ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากนั้น รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน และความเสี่ยงจากวิกฤตธนาคารกลางอินโดนีเซียที่อาจลุกลาม

ก่อนจากกัน ขอเรียนข้อควรระวังทางการลงทุนครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ แปด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ แปด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้ ถูกครอบงำด้วยความตึงเครียดทางทหาร ที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต่อตลาดพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อ

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ ถึงร้อยละยี่สิบของโลก กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามโดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละห้าถึงเก้า ในการซื้อขายเพียงวันเดียว สถานการณ์นี้ ส่งแรงกระเพื่อมแบบเงินเฟ้อถดถอย เข้าสู่เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค และอัตรากำไรของบริษัท ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงต้องสู้กับเงินเฟ้อต่อไป ความไม่แน่นอนนี้ สร้างส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขึ้นในสินทรัพย์ทุกประเภท

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ DXY แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ หนึ่งร้อยหนึ่งจุดสามสิบหก ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละสองจุดสองในรอบเดือน และร้อยละสองจุดเจ็ดนับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนถึงกระแสหลบภัย ในเงินดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับผลกระทบต่อหุ้นไทย กลุ่มพลังงาน และโรงกลั่น อย่าง PTTEP PTT TOP และ SPRC จะได้รับประโยชน์โดยตรง จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คาดเห็นผลในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์

ในทางกลับกัน กลุ่มสายการบิน และขนส่ง อย่าง AAV BA และ KEX จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันอัตรากำไรโดยตรง

ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มส่งออก เช่น DELTA KCE HANA รวมถึง TU และ CPF เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากมูลค่าเงินดอลลาร์ที่แปลงกลับมาเป็นบาท

แต่จะเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค ที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่าง BGRIM GPSC และ GULF เพราะภาระดอกเบี้ย และต้นทุนก๊าซนำเข้าจะสูงขึ้น

ขณะที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสิน ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบ และส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในระยะกลางต่อกลุ่มธนาคารใหญ่ อย่าง BBL KBANK SCB และ KTB

ในภาวะตลาดแบบ K-Shaped หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงมีดีมานด์เชิงโครงสร้างหนุน ทำให้ DELTA KCE และ HANA ยังคงเป็นตัวเลือก ที่น่าสนใจในการลงทุน

กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง ในระยะสั้นถึงสี่สัปดาห์ คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มพลังงานไทย และลดน้ำหนักในกลุ่มสายการบินและขนส่ง ส่วนกลุ่มส่งออกที่มีดีมานด์โครงสร้าง ยังคงเป็นเป้าหมายระยะกลางถึงสามเดือน

สำหรับกลุ่มธนาคารใหญ่ แนะนำรอดูความชัดเจน จากผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้ก่อน ค่อยตัดสินใจลงทุน

ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องติดตาม คือ การเจรจาทางการทูต ในกรณีช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะใกล้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันศุกร์ที่ เจ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบแปดนาที

เริ่มกันที่ภาพรวมตลาดโลกในช่วงนี้ครับ

กำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า ความแตกต่างระหว่างตลาดพันธบัตรกับตลาดหุ้น

โดยข้อมูลเงินเฟ้อที่เริ่มอ่อนตัวลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.52 เปอร์เซ็นต์

แต่ความอยากลงทุนในหุ้นยังถูกจำกัด เนื่องจากตลาดยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ครับ

ศาลสูงสุดสหรัฐประกาศยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่ดี

แต่ขณะเดียวกัน ตลาดก็ยิ่งเกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก

เห็นได้จาก การที่บริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ STAR ในเซี่ยงไฮ้ ด้วยมูลค่าระดมทุนถึง 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจวัฏจักรอื่นๆ กลับอ่อนแอ ภายใต้ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น

ด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม

โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และการหันเข้าซื้อพันธบัตรปลอดภัย

ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่า เงินเฟ้อชะลอแต่เศรษฐกิจชะงักงัน

เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา คือ การลาออกอย่างกะทันหันของผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย

ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้น ค่าเงิน และพันธบัตรของอินโดนีเซีย ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

นี่คือสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางด้านธรรมาภิบาลในตลาดเกิดใหม่ครับ

ความตึงเครียดหลักในตอนนี้ คือ ระหว่างความหวังเรื่องเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ซึ่งหนุนตลาดพันธบัตร

กับ ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นยังคงระมัดระวังตัว

นี่เป็นภาวะที่กลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นเติบโตที่มีความผันผวนสูง ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านลบ

จนกว่าข้อมูลการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภคจะให้ความชัดเจนครับ

มาดูภาพตลาดหุ้นสำคัญกันบ้าง

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,876 จุด ปรับลดลง 0.33 เปอร์เซ็นต์

ดัชนียูโรร้อย ปิดที่ 1,906 จุด ปรับลดลง 1.04 เปอร์เซ็นต์

ดัชนีนิฟตีห้าสิบ ของอินเดีย ปิดที่ 23,963 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.34 เปอร์เซ็นต์

ดัชนีดีเอฟเอ็ม ของดูไบ ปิดที่ 5,991 จุด ปรับลดลง 0.18 เปอร์เซ็นต์

ส่วนดัชนีอื่นๆ เช่น เอสแอนด์พีห้าร้อย แนสแดค สต็อกซ์ และนิกเกอิ ไม่มีข้อมูลในรายงานนี้ครับ

สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี ปรับตัวลงมาที่ 4.52 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่ระมัดระวังต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครับ

เรามาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อตลาดกันครับ

ประเด็นแรก คือ เรื่องนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

ที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่างการฟื้นตัวของตลาดพันธบัตรกับความระมัดระวังของตลาดหุ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีที่ลดลง มาจากข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัว และแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวลง เนื่องจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง

จากข้อมูลในอดีต การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น

ส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร อย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM จะขยายตัว สนับสนุนผลประกอบการ

ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และหลักทรัพย์ อย่างเช่น บริษัทศรีสวัสดิ์จัดการและพัฒนาทรัพย์สิน บริษัทเมืองไทย แคปปิตอล และบริษัทติ้นนี่

จะได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น จะกดดันอัตรากำไรจากสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หรือหุ้นเติบโตที่มีระยะเวลาความอ่อนไหวสูง ก็จะถูกกดดัน

เพราะอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น จะทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตลดลง

โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะผสมผสาน และมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในกรอบ

จนกว่าจะมีข้อมูลการจ้างงานเดือนกรกฎาคม และดัชนีราคาผู้บริโภค ออกมาให้ความชัดเจนครับ

ความมั่นใจในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นที่สอง คือ กระแสการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์

ที่กำลังเป็นตัวเร่งให้ตลาดเกิดการแบ่งขั้วแบบรูปตัว K

จากข่าวที่บริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดหลักทรัพย์ STAR

นี่คือสัญญาณว่า รัฐบาลจีนยังคงให้การสนับสนุนนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจมหภาคยังไม่ชัดเจน

ในภาวะตลาดรูปตัว K เม็ดเงินลงทุนจะไหลไปยังกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตทางโครงสร้าง

เช่น ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ในขณะที่กลุ่มวัฏจักรอื่นๆ จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ผลกระทบระยะสั้นถึงระยะกลาง คาดว่าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ จะได้รับแรงหนุน

แต่การลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของหุ้นเฉพาะกลุ่มนี้ยังมีจำกัด

ความมั่นใจในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับปานกลางครับ

ประเด็นที่สาม คือ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

และผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ

ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 68,000 ล้านบาท ให้กับบริษัท ปตท. และบริษัทในเครือ

เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงด้านพลังงาน

จากข้อมูลในอดีต ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค

โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท ปตท. บริษัท ไทยออยล์ และบริษัท ไออาร์พีซี

เพราะราคาขายที่สูงขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตรากำไร

ในทางกลับกัน กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างเช่น สายการบินเอเชียเอวิเอชั่น สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

จะได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จะกดดันอัตรากำไรของสายการบิน

นอกจากนี้ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งมักสัมพันธ์กับราคานำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น

จะส่งผลลบต่อกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สินเป็นดอลลาร์สหรัฐ

โดยเฉพาะบริษัท บีกริม เพาเวอร์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์

ความมั่นใจในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และความเปราะบางด้านธรรมาภิบาลในตลาดเกิดใหม่

ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำตัดสินยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อตลาดระยะยาว

ช่วยลดความเสี่ยงที่การเมืองจะเข้ามาแทรกแซงนโยบายการเงิน

ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ในอินโดนีเซีย ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางลาออกอย่างกะทันหัน

ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ ตลาดหุ้นจาการ์ตา และพันธบัตรอินโดนีเซีย ปรับตัวลดลงพร้อมกัน

นี่คือสัญญาณของความไม่มั่นคงทางสถาบัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุน

และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่มีจุดอ่อนด้านธรรมาภิบาล

คำแนะนำการลงทุนที่มีความมั่นใจสูง ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า

คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะ ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และไออาร์พีซี

เพราะราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จะหนุนผลประกอบการโดยตรง

การเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์

เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยขยายส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ

การลดน้ำหนักในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบินเอเชียเอวิเอชั่น สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และบริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส

เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไร

ส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในวงกว้าง เนื่องจากความเปราะบางเฉพาะประเทศ

และหันไปให้ความสนใจกับธีมปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ของจีน แทน

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง

และข้อมูลที่นำเสนอในรายงานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น

ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี

ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต

ผู้ลงทุนควรทำการวิจัยด้วยตนเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง ก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ เจ็ด สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ เจ็ด สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

วันนี้ ขอสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ และการลงทุน ประจำวันที่หก สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ครับ

บรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ยังถูกขับเคลื่อนด้วยความสมดุลที่เปราะบาง ระหว่างความตึงเครียดของสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กับความคืบหน้าทางการทูต ราคาน้ำมันมีความผันผวนรุนแรง โดยน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งขึ้นหกจุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว แตะระดับเจ็ดสิบแปดจุดเก้าสามดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลง ขณะที่ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์รวม จีเอสซีไอ ถูกกดดันหนักจากแรงขายทั่วทั้งตลาด ในรอบเดือน

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ลิซา คุก กรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ระบุชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่าตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ส่งผลให้วงจรการลดดอกเบี้ย ยังอยู่ในช่วงหยุดชะงัก และมีโอกาสสูงที่ดอกเบี้ย จะทรงตัวในระดับสูงต่อไป หรืออาจปรับขึ้นอีก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ปรับตัวสูงขึ้น จากส่วนชดเชยความเสี่ยงสงคราม และท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลาง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงถูกกดดัน และเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เงินเยนที่อ่อนค่าลงมาก ส่งผลให้ทางการญี่ปุ่น เข้าแทรกแซงตลาดค่าเงิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการส่งผ่านความผันผวน ไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการเจรจา ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เมื่อวันที่ห้า สิงหาคม อาจเป็นทางออกสำคัญ สำหรับตลาดการเงิน

ในภาพรวม ตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวัง และค่อนข้างเป็นลบ โดยมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เป็นตัวนำ หุ้นบางตลาดอย่างสิงคโปร์และไทย ยังมีความยืดหยุ่น แต่ความเชื่อมั่นโดยรวม ลดลงจากระดับเป็นกลาง มาสู่การระมัดระวังตัวมากขึ้น

ขอนำเสนอภาพรวมตลาดการเงินที่สำคัญครับ

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ปรับตัวขึ้นหนึ่งจุดแปดเก้าเปอร์เซ็นต์ ปิดที่หนึ่งพันหกร้อยยี่สิบแปดจุดสามห้า เมื่อวันที่สองสิงหาคม ฟื้นตัวจากการซื้อหุ้นคืน โดยหุ้นพลังงานและกลุ่มธนาคารช่วยหนุนตลาด

ดัชนีหุ้นสิงคโปร์ เอสทีไอ ปรับขึ้นศูนย์จุดสี่เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ห้าพันหกร้อยสี่สิบ จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อวันที่ยี่สิบเก้ากรกฎาคม โดยกลุ่มสื่อสาร เทคโนโลยี และการเงินนำตลาด

พันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ของสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นทั่วทั้งกราฟ ตามความตึงเครียดสงคราม และท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลาง

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขณะที่เงินเยนอ่อนค่า จนกระตุ้นให้ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซง

ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ เคลื่อนไหวระหว่างเจ็ดสิบจุดศูนย์หก ถึงเจ็ดสิบสามจุดหกเก้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวลงประมาณสิบแปดถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน แต่บางวันพุ่งขึ้นมากกว่าห้าจุดหกเปอร์เซ็นต์

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ เคลื่อนไหวระหว่างเจ็ดสิบสองจุดสี่เจ็ด ถึงเจ็ดสิบแปดจุดเก้าสามดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวลงประมาณยี่สิบสองจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน และเคยพุ่งขึ้นหกจุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว

ดัชนีจีเอสซีไอ เคลื่อนไหวจากระดับหกร้อยสิบหกจุดสองเจ็ด เมื่อวันที่ยี่สิบหกมิถุนายน ขึ้นไปที่หกร้อยสามสิบห้าจุดศูนย์ห้า ในวันที่สิบกรกฎาคม มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีบวกสิบห้าจุดแปดเปอร์เซ็นต์ แต่ปรับตัวลงหกจุดสองเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน

สำหรับดัชนีหุ้นสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น อย่างเอสแอนด์พีห้าร้อย แนสแด็ก สต็อกซ์ และนิกเกอิ ไม่มีข้อมูลในรายงานนี้ เช่นเดียวกับดัชนีความผันผวนวิกซ์ และดัชนีมูฟ

มาถึงประเด็นวิเคราะห์หลักกันบ้างครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กับความเสี่ยงของช่องแคบฮอร์มุซครับ

เมื่อวันที่ยี่สิบสี่กรกฎาคม ความเสี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร ผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปแตะระดับเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะมีความคืบหน้าทางการทูต เมื่อวันที่ห้าสิงหาคม เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง

จากความสัมพันธ์ในอดีต ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค อย่างพีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี เนื่องจากราคาขายและค่าการกลั่นสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลลบต่อกลุ่มขนส่งและสายการบิน อย่างเอเอวี การบินกรุงเทพ และเคอรี่เอ็กซ์เพรส เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น

กลุ่มถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนา อาจได้รับอานิสงส์จากการทดแทนพลังงาน เพราะราคาถ่านหินมีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นภาวะช็อกด้านอุปทานแบบคลาสสิก ราคาน้ำมันมักพุ่งแรงเป็นรูปตัววี แล้วตามด้วยการทำลายอุปสงค์ แต่แนวคิด พีคฮอร์มุซ ชี้ให้เห็นว่า การปรับตัวของระบบโลจิสติกส์น้ำมันขั้นสูง จะช่วยกระจายเส้นทางขนส่ง และจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาในระยะยาว

ผลกระทบต่อเนื่อง คือ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะผลักดันเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐยังคงเข้มงวด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยถูกกดดัน และเงินเยนอ่อนค่า จากการนำเข้าพลังงานราคาสูง

ประเด็นที่สอง ท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ และแนวคิดดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกนานครับ

ลิซา คุก กรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ส่งสัญญาณเมื่อวันที่สิบหกกรกฎาคม ว่าให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่าตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ซึ่งหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อไป และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก

หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ อย่างธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่กว้างขึ้น

แต่กลุ่มธุรกิจสินเชื่อรายย่อย และไมโครไฟแนนซ์ อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ จะถูกกดดัน เพราะต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เร็วกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินให้กู้

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างแสนสิริ เอพี ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮาส์ อาจได้รับผลกระทบในระดับต่ำถึงปานกลาง ภายในระยะเวลามากกว่าสี่สัปดาห์ เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่สูงขึ้น จะกดดันกำลังซื้อ

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเติบโตสูง ในภาพกว้าง ก็จะถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น เนื่องจากมูลค่าหุ้นระยะยาวลดลง

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่สนับสนุนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อวันที่หกกรกฎาคม เป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

ประเด็นที่สาม ความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการแทรกแซงค่าเงินเยนครับ

เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ จนทางการญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าแทรกแซงตลาด เมื่อวันที่สี่สิงหาคม ขณะที่นักลงทุนจับตาการดำเนินการเพิ่มเติมของธนาคารกลางญี่ปุ่น และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และการไหลเข้าของเงินทุนปลอดภัย ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า เพราะรายได้จากต่างประเทศแปลงกลับเป็นเงินบาทได้มากขึ้น

กลุ่มอาหารและเกษตรส่งออก อย่างไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ ก็ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน

แต่กลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างบีกริม โกลบอลเพาเวอร์ซินเนอร์จี และกัลฟ์ จะโดนผลกระทบสองทาง คือต้นทุนก๊าซนำเข้าสูงขึ้น และภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากเงินบาทที่อ่อนค่า

กลุ่มยางพารา อย่างศรีตรังแอโกรอินดัสทรี เอ็นอีอาร์ และทรูบ มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ประกอบกับราคายางโลกที่ปรับตัวขึ้น

การแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น อาจช่วยลดแรงกดดันค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ได้ชั่วคราว แต่ถ้าการแทรกแซงไม่ประสบความสำเร็จ เงินดอลลาร์จะแข็งค่าต่อเนื่อง และกดดันค่าเงินในเอเชียมากขึ้น

ประเด็นที่สี่ การหมุนเวียนของเงินทุนในตลาดการเงินโลก จากกลุ่มไพรเวทแคปปิตอล ไปสู่ธนาคารเพื่อการลงทุนบนวอลล์สตรีทครับ

หุ้นกลุ่มไพรเวทแคปปิตอลปรับตัวลง ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนของสหรัฐ ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากการฟื้นตัวของธุรกิจเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งแรก และการควบรวมกิจการ เมื่อวันที่ยี่สิบสามกรกฎาคม

สัญญาณนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่าน จากสินทรัพย์เอกชนที่สภาพคล่องต่ำ ไปสู่กิจกรรมในตลาดสาธารณะ โดยเฉพาะการเข้าจดทะเบียน และการควบรวมกิจการ

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ ยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง เพราะยังไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางสถิติที่ชัดเจนรองรับ และถือเป็นแนวโน้มใหม่ที่ต้องติดตาม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ในช่วงศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ ผมขอสรุปดังนี้ครับ

หนึ่ง เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หนุนราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อราคาขายและค่าการกลั่น

สอง เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ และยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดเงินทุน

สาม กลยุทธ์เชิงรุกฝั่งเข้าซื้อ ในหุ้นกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า เคซีอี และฮาน่า เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่า จะช่วยเพิ่มรายได้จากการแปลงค่าเงิน

สี่ ลดน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่ง เอเอวี และการบินกรุงเทพ เพราะความผันผวนของราคาน้ำมัน กดดันอัตรากำไรโดยตรง

ห้า ลดน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ บีกริม โกลบอลเพาเวอร์ซินเนอร์จี และกัลฟ์ เพราะได้รับผลกระทบสองทาง จากต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

กลยุทธ์เหล่านี้ ควรติดตามการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันรายวัน ถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี การประชุมอัตราดอกเบี้ยของไทย ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมาตรการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ครับ

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง ในช่วงศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ มีดังนี้ครับ

สถานการณ์ฐาน มีความน่าจะเป็นห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน คืบหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่องแคบฮอร์มุซเปิดบางส่วน ธนาคารกลางสหรัฐยังคงดอกเบี้ย และราคาน้ำมันเคลื่อนไหวระหว่างเจ็ดสิบถึงแปดสิบดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แนะนำให้ถือหุ้นพลังงานต่อไป แต่เพิ่มความระมัดระวัง และคาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและผู้ส่งออก จะทำผลงานได้ดี

สถานการณ์เชิงบวก มีความน่าจะเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือ การเจรจาประสบความสำเร็จเต็มรูปแบบ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเต็มที่ ราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าหกสิบห้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณผ่อนคลาย จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง และเกิดการหมุนเวียนเงินทุน กลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มเติบโต กลุ่มขนส่ง และกลุ่มสินเชื่อรายย่อย

สถานการณ์เลวร้าย มีความน่าจะเป็นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ การเจรจาล้มเหลว และความขัดแย้งลุกลาม จนราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐอาจถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะถูกเทขาย และเงินทุนจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่นทองคำและเงินสด

ก่อนจากกันวันนี้ ขอสรุปประเด็นสำคัญครับ

หนึ่ง ภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดสำหรับสินทรัพย์ทุกประเภท ความคืบหน้าจะหนุนความเสี่ยง ขณะที่การล่มสลายของการเจรจา จะทำให้ตลาดเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยงทันที

สอง หุ้นกลุ่มพลังงาน คือหุ้นที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงบวกกับราคาน้ำมัน มีความชัดเจน โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์หลักคือ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี

สาม กลุ่มธนาคารได้แรงหนุนสองทางพร้อมกัน จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น และการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดเงินทุน แนะนำเพิ่มน้ำหนัก ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์

สี่ ผลกระทบจากค่าเงินบาทอ่อนค่า สร้างผู้ชนะและผู้แพ้ชัดเจน ผู้ส่งออกอย่างเดลต้า เคซีอี ไทยยูเนี่ยน และซีพีเอฟ ได้ประโยชน์ ขณะที่โรงไฟฟ้าที่มีหนี้เป็นดอลลาร์สหรัฐ อย่างบีกริม โกลบอลเพาเวอร์ซินเนอร์จี และกัลฟ์ ได้รับผลกระทบ

ห้า ท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้การลดดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้เป็นไปได้ยาก ซึ่งหนุนกลุ่มธนาคาร แต่กดดันกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อรายย่อย

หก ต้องจับตาการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นช่องทางส่งผ่านความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ หากการแทรกแซงไม่สำเร็จ จะยิ่งเร่งเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้าครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพฤหัสบดีที่ หก สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ เราจะนำเสนอรายงานเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ห้าสิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึก ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนของท่านผู้ชมครับ

เริ่มต้นกันที่ภาพรวมตลาดการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดกำลังเผชิญกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน อันเนื่องมาจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอลง ซึ่งสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด

การยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ ได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรของธุรกิจขนส่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นผลดีต่อผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำ

พร้อมกันนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ร้อยละสี่จุดห้าสอง ตามข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัว และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

ซึ่งเป็นการปูทางสู่การเปิดเผยข้อมูลการจ้างงาน เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีขึ้น และจะเป็นตัวชี้ขาด กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

ผลกระทบสุทธิ ทำให้ตลาดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน กลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ได้ประโยชน์จากแรงกดดันด้านราคาฝั่งอุปทาน ขณะที่กลุ่มอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ต้องรอลุ้น ว่าเฟดจะปรับทิศทางนโยบายแบบผ่อนคลายหรือไม่

นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มปัจจัยกระตุ้น ผ่านการเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งแรก ในตลาดสตาร์มาร์เก็ต ที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐ ได้แก่ ยูนีทรี โรโบติกส์ และซีเอ็กซ์เอ็มที ตอกย้ำธีมปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค จะมีความระมัดระวังก็ตาม

สำหรับระบอบตลาดในปัจจุบัน อยู่ในภาวะการชดเชยความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ผสานกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอตัว

ความรู้สึกของนักลงทุน อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากภาวะหมีอย่างระมัดระวัง สู่ภาวะเป็นกลาง

ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยดัชนีดาวโจนส์ ลดลงในช่วงร้อยละศูนย์จุดศูนย์แปด ถึงร้อยละศูนย์จุดสามสาม ขณะที่ดัชนีหุ้นยุโรป อียูสามห้าสิบ ลดลงร้อยละหนึ่งจุดหกสิบเอ็ด

แต่มุมมองเชิงลบ ถูกจำกัดด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง และความคาดหวังที่เฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย

การเปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน มีความชัดเจน กล่าวคือ ความกลัวต่อการเข้มงวดนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง กำลังเปลี่ยนไปสู่ความหวังอย่างระมัดระวัง ว่าการผ่อนคลายดอกเบี้ยกำลังใกล้เข้ามา

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงทำให้การฟื้นตัวของตลาดเปราะบาง ดัชนีความผันผวนโดยรวม อยู่ในระดับสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นตื่นตระหนก

มาดูภาพรวมสินทรัพย์แต่ละประเภทกันครับ

กลุ่มหุ้น ดัชนีดาวโจนส์ อยู่ที่ระดับ ห้าหมื่นสองพันสี่ร้อยห้าสิบสี่ ถึงห้าหมื่นสองพันแปดร้อยเจ็ดสิบหก ดัชนีหุ้นยุโรป อียูสามห้าสิบ อยู่ที่สองพันห้าร้อยแปดสิบหกจุดแปดสี่ ดัชนีหุ้นออสเตรเลีย แอสเอ็กซ์ ออลแชร์ อยู่ที่แปดพันเก้าร้อยสามสิบเอ็ด ถึงเก้าพันสามสิบเจ็ด และดัชนีหุ้นแอฟริกาใต้ เอสเอสี่สิบ อยู่ที่หนึ่งแสนหนึ่งพันสามร้อยสิบเจ็ด

การเคลื่อนไหวผสมผสาน ดาวโจนส์ทรงตัวถึงติดลบเล็กน้อย อียูสามห้าสิบ ลดลงร้อยละหนึ่งจุดหกสิบเอ็ด เอสเอสี่สิบ เพิ่มขึ้นร้อยละหนึ่งจุดสิบสาม และเอสดีเอเอกซ์ เพิ่มขึ้นร้อยละศูนย์จุดแปดห้า สะท้อนถึงความระมัดระวัง และการปรับพอร์ตไปสู่กลุ่มรับมือความเสี่ยง

กลุ่มตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี อยู่ที่ร้อยละสี่จุดห้าสอง ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน จากการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่สภาพคล่องของเฟด ยังอยู่ในระดับที่เพียงพอ สะท้อนการปรับมุมมองเชิงผ่อนคลาย และความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยที่เพิ่มมากขึ้น

กลุ่มอัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากการหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ถ่านหินและยางพารา ได้รับแรงหนุน ส่วนทิศทางของดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ยังขึ้นอยู่กับความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย

ด้านความผันผวน ดัชนีวีไอเอ็กซ์ และดัชนีมูฟ ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด แต่สัญญาณความผันผวนโดยรวม อยู่ในระดับสูง และยังถูกควบคุม ไม่มีสัญญาณตื่นตระหนก

ต่อไป เป็นประเด็นวิเคราะห์เชิงธีมหลัก ที่มีผลต่อการลงทุนครับ

หัวข้อที่หนึ่ง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน

การยกระดับความขัดแย้งทางทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบและกลุ่มพลังงานให้สูงขึ้น พร้อมกับสร้างส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ให้กับตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

จากความสัมพันธ์ในอดีต ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทั้งเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต และเบรนท์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรง กับผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำ อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ จะได้รับผลกระทบจากอัตรากำไรที่หดตัวลง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ขณะที่การขยายอัตรากำไรจากการกลั่น เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้กลั่นครบวงจร อย่าง ท็อป และเอสพีอาร์ซี

ผลกระทบที่คาดหวัง กลุ่มพลังงาน มีแนวโน้มเชิงบวก ความรุนแรงสูง ในช่วงศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สูงขึ้น จะส่งผ่านสู่รายได้โดยตรง

กลุ่มขนส่ง มีแนวโน้มเชิงลบ ความรุนแรงปานกลาง ในช่วงศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จะกัดกร่อนอัตรากำไรจากการดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่มสายการบิน ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ผลกระทบลำดับรอง คือด้านความคาดหวังเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม ทำให้เส้นทางของเฟดซับซ้อนยิ่งขึ้น และกดดันกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ในเชิงเหตุและผล วงเงินสินเชื่อหกหมื่นแปดพันล้านบาท ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ปล่อยให้แก่กลุ่มพีทีที สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความมั่นคง เป็นการตอบสนองโดยตรง ต่อแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ สะท้อนว่าภาคเอกชนไทย กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของพลังงาน ที่จะยืดเยื้อต่อไป

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ยังหนุนให้ถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนา เป็นเชื้อเพลิงทดแทน ซึ่งสร้างแรงหนุนรอง ให้กับผู้ผลิตถ่านหินอีกทางหนึ่ง

ในด้านสินทรัพย์ข้ามประเภท ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและการขนส่งทั่วโลก ขณะที่กระแสเงินทุนเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนลดลง ซึ่งเป็นลักษณะของภาวะเงินเฟ้อหนืด หรือสแต็กเฟลชัน

ความเชื่อมั่นในมุมมองนี้ อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบและหุ้นกลุ่มพลังงาน มีความชัดเจนในฐานข้อมูลความสัมพันธ์ และธุรกรรมสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์และพีทีที ก็เป็นเครื่องยืนยันกลไกการส่งผ่านผลกระทบ ในโลกความเป็นจริง

หัวข้อที่สอง จุดเปลี่ยนนโยบายของเฟด ระหว่างข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ กับเงินเฟ้อจากภูมิรัฐศาสตร์

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละสี่จุดห้าสอง จากระดับสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน ตามข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัว และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ในช่วงวันที่สี่ถึงแปดสิงหาคม จะเป็นตัวแปรชี้ขาด ทิศทางอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป

ในเชิงความสัมพันธ์ อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร มีผลกระทบสองทาง

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และแบงก์อาย ผ่านอัตรากำไรส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

แต่ในทางกลับกัน จะกดดันกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ซาวาด เมืองไทยแคปปิตอล และทิดลอร์ ผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

เมื่ออัตราผลตอบแทนลดลง กลไกดังกล่าวจะย้อนกลับ ไปในทิศทางตรงกันข้าม

ผลกระทบที่คาดหวัง กลุ่มธนาคาร มีแนวโน้มผสมผสาน ความรุนแรงปานกลาง ในช่วงศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ

หากการจ้างงานอ่อนแอ อัตราผลตอบแทนจะลดลงอีก กดดันอัตรากำไรส่วนต่างของธนาคาร เป็นผลลบต่อ บีบีแอล เคแบงก์ และไทยพาณิชย์ แต่หากการจ้างงานแข็งแกร่ง เฟดจะคงดอกเบี้ยในท่าทีแข็งกร้าว ซึ่งจะหนุนอัตรากำไรส่วนต่าง เป็นผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร

กลุ่มไฟแนนซ์ อย่างซาวาด เมืองไทยแคปปิตอล และทิดลอร์ มีแนวโน้มเชิงบวก หากอัตราผลตอบแทนลดลง เนื่องจากต้นทุนเงินทุนที่ลดลง และความสามารถในการกู้ยืมของลูกหนี้ที่ดีขึ้น

สำหรับกลุ่มหุ้นโดยรวม หากข้อมูลการจ้างงานอ่อนแอ ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยจะเร่งตัวขึ้น เป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี แต่หากข้อมูลแข็งแกร่ง จะเกิดการปรับมุมมองเชิงแข็งกร้าว ซึ่งเป็นผลลบต่อตลาด

หัวข้อนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า ข่าวร้ายคือข่าวดี

สภาพคล่องที่เพียงพอของเฟด และการสิ้นสุดไตรมาสที่เงียบสงบ สะท้อนว่าไม่มีความตึงเครียดเชิงระบบ ทำให้เฟดมีพื้นที่เพียงพอ ในการโฟกัสกับข้อมูลการจ้างงาน

สายโซ่การส่งผ่านผลกระทบ คือ ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่อ่อนแอ จะนำไปสู่อัตราผลตอบแทนที่ลดลง ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และเป็นแรงหนุนต่อสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท และผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

ในทางกลับกัน หากข้อมูลแข็งแกร่ง จะยืดวงจรการเข้มงวดทางการเงิน ดอลลาร์แข็งค่า และกดดันสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับเงินบาท

กลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า รวมถึงผู้ส่งออกอาหาร อย่างไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ จะมีความอ่อนไหว ต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว

ความเชื่อมั่นในมุมมองนี้ อยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากกฎความสัมพันธ์ค่อนข้างชัดเจน แต่ทิศทางผลลัพธ์เป็นแบบสองทาง ต้องรอข้อมูลการจ้างงานในวันศุกร์นี้ เป็นตัวตัดสิน

หัวข้อที่สาม การฟื้นฟูภาคเทคโนโลยีของจีน ภายใต้การหนุนหลังจากรัฐ มุ่งสู่ตลาดสตาร์มาร์เก็ต

การอนุมัติเสนอขายหุ้นครั้งแรกของยูนีทรี โรโบติกส์ ในตลาดสตาร์มาร์เก็ต มูลค่าหกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่สามกรกฎาคม และการเปิดตัวอันร้อนแรงของซีเอ็กซ์เอ็มที ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงเป็นประวัติการณ์ แซงหน้ามูลค่าตามราคาตลาดของธนาคารไอซีบีซี เมื่อวันที่สามสิบกรกฎาคม สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลปักกิ่ง ในการสร้างแชมป์ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ

ด้านผลกระทบที่คาดหวัง ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก มีแนวโน้มเชิงบวก ความรุนแรงปานกลาง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยผลประกอบการของทีเอสเอ็มซี และความต้องการชิปของจีน จะสร้างแรงส่งเชิงบวก ให้กับผู้ส่งออกเทคโนโลยีในเอเชีย

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า มีแนวโน้มผสมผสาน ธีมเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนุน แต่ทิศทางค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งขับเคลื่อนโดยเฟด เป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่า ในระยะใกล้

ความเชื่อมั่นในมุมมองนี้ อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง เนื่องจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ ยังขาดการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างตลาดสตาร์มาร์เก็ต และหุ้นไทย

หัวข้อที่สี่ การฟื้นตัวของอาคารสำนักงานในโตเกียว และการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

อัตราว่างของอาคารสำนักงาน ในเขตกลางห้าเขตของโตเกียว ปรับตัวลดลงต่ำกว่าร้อยละสอง มาอยู่ที่ร้อยละหนึ่งจุดเก้าเก้า ในเดือนมิถุนายน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน สองพันยี่สิบ

ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกัน เป็นเดือนที่ยี่สิบเก้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ของตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียม หลังยุคโควิด

ผลกระทบที่คาดหวัง กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างแสนสิริ เอพี ศุภาลัย และแอลเอช มีแนวโน้มเชิงบวก ความรุนแรงปานกลาง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยการฟื้นตัวของโตเกียว เป็นตัวชี้วัดนำสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อย่างเอสซีจี เอสซีซีซี ทาสโก้ และทีเอ็มที รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อย่างซีเค เอสทีอีซี และไอทีดี มีแนวโน้มผสมผสาน เนื่องจากต้องพึ่งพาการใช้งบประมาณภาครัฐ และการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรง กับข้อมูลของโตเกียว

ความเชื่อมั่นในมุมมองนี้ อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากตัวกระตุ้นคือข้อมูลจากโตเกียว ซึ่งอยู่คนละภูมิภาค กับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ไทย

ต่อไป เป็นข้อเสนอแนะการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงครับ

ประการแรก เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและกลุ่มกลั่นครบวงจร ได้แก่ พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี

ส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นตัวเร่งที่ชัดเจนที่สุด และทันทีทันใดที่สุด โดยมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่คลุมเครือ

ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้และอัตรากำไรของหุ้นเหล่านี้โดยตรง ขณะที่วงเงินสินเชื่อหกหมื่นแปดพันล้านบาทของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ให้แก่พีทีที ก็ยืนยันความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์นี้

ระยะเวลาการลงทุน ศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ ส่วนตัวแปรที่ต้องติดตาม คือการพัฒนาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงรายงานความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือทะเลแดง และช่องแคบฮอร์มุซ

ประการที่สอง ลดน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มขนส่ง สายการบินและโลจิสติกส์ ได้แก่ เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์

ต้นทุนน้ำมันอากาศยานและดีเซลที่สูงขึ้น จะกดดันอัตรากำไร ด้วยความสัมพันธ์เชิงลบที่เชื่อถือได้ในระดับสูง

แนะนำให้ป้องกันความเสี่ยง การถือหุ้นพลังงานระยะยาว ด้วยการลดน้ำหนักหรือขายชอร์ตหุ้นกลุ่มขนส่ง ระยะเวลาการลงทุน สองถึงหกสัปดาห์

ประการที่สาม กลุ่มธนาคาร อย่างบีบีแอล เคแบงก์ ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และแบงก์อาย อยู่ในภาวะกลางถึงระมัดระวัง เนื่องจากสถานการณ์เป็นแบบสองทาง ทิศทางขึ้นอยู่กับข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ทั้งหมด

หากข้อมูลอ่อนแอ เฟดจะผ่อนคลาย อัตรากำไรส่วนต่างดอกเบี้ยถูกกดดัน ควรลดน้ำหนักการลงทุน แต่หากข้อมูลแข็งแกร่ง แนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัวเชิงแข็งกร้าว ควรเพิ่มน้ำหนัก

แนะนำให้รอผลข้อมูลการจ้างงาน ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยระยะเวลารอผล ในช่วงศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง

ประการที่สี่ กลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่างซาวาด เมืองไทยแคปปิตอล และทิดลอร์ เตรียมพร้อมเข้าซื้อ หากข้อมูลการจ้างงานผิดหวัง และอัตราผลตอบแทนลดลง กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลง

ควรวางแผนเข้าซื้อเชิงกลยุทธ์ เมื่อข้อมูลการจ้างงานออกมา ต่ำกว่าความคาดหมายของตลาด มากกว่าห้าหมื่นคน

มาถึงส่วนของสถานการณ์ความเสี่ยงหลักกันบ้างครับ

กรณีฐาน มีความน่าจะเป็นร้อยละห้าสิบห้า ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนตัวลงเล็กน้อย ทำให้เฟดคงดอกเบี้ย ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ขณะที่ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยมีแนวโน้มอ่อนตัวเล็กน้อย กลยุทธ์ที่เหมาะสม คือเพิ่มน้ำหนักพลังงาน ถือกลุ่มธนาคารในระดับกลาง และลดน้ำหนักขนส่ง

กรณีเชิงบวก มีความน่าจะเป็นร้อยละยี่สิบ ข้อมูลการจ้างงานต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงต่ำกว่าร้อยละสี่จุดสาม ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าอย่างรุนแรง

หุ้นตลาดเกิดใหม่และเอเชียแปซิฟิก จะดีดตัวขึ้น ขณะที่หุ้นพลังงานได้ประโยชน์ทั้งจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และอัตราคิดลดที่ลดลง

กลยุทธ์ในกรณีนี้ คือการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้าและเคซีอี รวมถึงหุ้นพลังงานไปพร้อมกัน

กรณีเชิงลบ มีความน่าจะเป็นร้อยละยี่สิบห้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะทวีความรุนแรง ไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกินกว่าหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ดัชนีความผันผวนพุ่งสูงขึ้น

จะเกิดการขายสินทรัพย์เสี่ยงไปทั่วทุกกลุ่ม ยกเว้นผู้ผลิตพลังงานและทองคำ กลุ่มขนส่ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มการเงิน จะถูกขายออกอย่างรุนแรง

กลยุทธ์ที่เหมาะสม คือการโยกพอร์ตทั้งหมด เข้าสู่กลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่างพีทีทีอีพีและพีทีที รวมถึงการถือเงินสด และป้องกันความเสี่ยงด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงกับความผันผวนของตลาด

และนี่คือบทสรุปสำคัญ สำหรับการติดตามของนักลงทุนในสัปดาห์นี้ครับ

หนึ่ง กลุ่มผู้ผลิตพลังงาน พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี เป็นการลงทุนระยะยาวที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันดิบจากภูมิรัฐศาสตร์ เป็นเรื่องจริง ยั่งยืน และส่งผลดีต่อรายได้โดยตรง ด้วยความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้ในระดับสูง

สอง กลุ่มขนส่ง เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ เป็นการลดน้ำหนักหรือขายชอร์ตที่ชัดเจนที่สุด การบีบอัตรากำไรจากต้นทุนเชื้อเพลิง มีความน่าเชื่อถือในเชิงประวัติศาสตร์ และได้รับการยืนยันแล้ว จากมาตรการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์และพีทีที ร่วมกันดำเนินการ

สาม ข้อมูลการจ้างงานเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ เป็นตัวแปรชี้ขาดของสัปดาห์นี้ ซึ่งจะกำหนดเส้นทางของเฟด และทิศทางของหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มไฟแนนซ์ และผู้ส่งออกที่อ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

สี่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปีที่ลดลง อยู่ที่ร้อยละสี่จุดห้าสอง ส่งผลดีต่อกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่างซาวาด เมืองไทยแคปปิตอล และทิดลอร์ หากแนวโน้มยังคงดำเนินต่อไป ควรติดตามจังหวะเข้าซื้อเชิงกลยุทธ์ เมื่อสัญญาณผ่อนคลายได้รับการยืนยัน

ห้า การเคลื่อนไหวของตลาดสตาร์มาร์เก็ตในจีน หนุนธีมปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์เชิงโครงสร้าง แต่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน มากกว่ากระแสเงินทุนเชิงธีม

หก การฟื้นตัวของอาคารสำนักงานโตเกียว เป็นสัญญาณเชิงบวกต่ออสังหาริมทรัพย์เอเชียแปซิฟิก แต่ยังขาดความเชื่อมโยงโดยตรงในระดับหุ้น กับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ไทย ควรใช้เป็นเพียงตัวชี้วัดความรู้สึกของนักลงทุนเท่านั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ หก สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบเอ็ดนาฬิกา สามนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ หก สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบเอ็ดนาฬิกา สามนาที

วันนี้ตลาดการเงินทั่วโลก กำลังอยู่ในช่วงรอคอยข้อมูลสำคัญ อย่างที่เรียกว่า อัมพาตก่อนข้อมูล โดยทุกสายตาจับจ้องไปที่ รายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาด ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด

เบื้องหลังเชิงโครงสร้างนั้น มีทั้งปัจจัยบวกและลบ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเชิงสถาบันลงได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อซับซ้อนยิ่งขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ปรับตัวลดลงมาที่ร้อยละ 4.52 จากระดับสูงสุดเมื่อเร็วๆ นี้ สัญญาณจากตลาดตราสารหนี้ บ่งชี้ว่านักลงทุนคาดหวัง ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง แต่ตลาดหุ้นยังคงทรงตัวอย่างระมัดระวัง โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.33 และดัชนียูโรสต็อกซ์ 50 ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.04

แนวคิดการฟื้นตัวรูปตัว K เริ่มชัดเจนมากขึ้น กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ในขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และหุ้นในกลุ่มพลังงาน กลับเผชิญแรงกดดัน ความเปราะบางของตลาดเกิดใหม่ เริ่มปรากฏให้เห็น ผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่สร้างความประหลาดใจของธนาคารกลางอินโดนีเซีย และความล้มเหลวของการประมูลพันธบัตรของรัสเซีย

ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจมีสี่ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก รายงานการจ้างงานสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสองขั้ว สำหรับนโยบายของเฟด หากข้อมูลออกมาแข็งแกร่ง จะหนุนให้เฟดคงนโยบายคุมเข้ม ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ แต่หากข้อมูลออกมาอ่อนแอ จะเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท แสนสิริ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ประเด็นที่สอง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่างบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม และบริษัท ปตท. แต่เป็นลบต่อกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ อย่างบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น และบริษัท การบินกรุงเทพ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สาม การฟื้นตัวรูปตัว K หนุนให้กลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ outperformance ตลาดโดยรวม โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ และบริษัทผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ และบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

ประเด็นที่สี่ ความเสี่ยงจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย เป็นสัญญาณเตือน สำหรับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ความเสี่ยงดังกล่าวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์

กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด ในขณะนี้คือ การวางตำแหน่งพอร์ต สำหรับผลลัพธ์ที่ผ่อนคลาย จากข้อมูลการจ้างงาน โดยแรก เราแนะนำให้น้ำหนักเกิน ในกลุ่มธนาคาร หากตัวเลขจ้างงานออกมาดีกว่าคาด สอง ให้น้ำหนักเกินในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน เพื่อรับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นตามภูมิรัฐศาสตร์ สาม ให้น้ำหนักเกินในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งจากธีมปัญญาประดิษฐ์ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และสี่ ให้ป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะได้ประโยชน์เฉพาะในกรณีที่เฟดปรับลดดอกเบี้ยเท่านั้น

สำหรับกรณีพื้นฐาน ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ 55 คาดว่าตัวเลขจ้างงานจะออกมาปานกลาง ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบ โดยกลุ่มพลังงานมีโอกาส outperformance กรณีที่ดี ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ 25 คือ ตัวเลขจ้างงานอ่อนแอ ส่งผลให้เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย หนุนหุ้นกลุ่มเติบโตและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่กรณีเลวร้าย ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ 15 คือ ตัวเลขจ้างงานร้อนแรงเกินคาด ทำให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วง ถือเป็นคำเตือนอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุสิบปี ที่ร้อยละ 4.52 สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ มีความเชื่อว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะอ่อนแอ ดังนั้น การเข้าซื้อหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม หากมีความมั่นใจสูง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ห้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ห้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังถูกกดดัน จากสองปัจจัยหลัก ครับ

หนึ่ง คือ ความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

และสอง คือ ความไม่แน่นอน เชิงนโยบาย ของธนาคารกลางสหรัฐ ภายใต้การนำของ ประธานเควิน วอร์ช ครับ

เริ่มที่ ราคาน้ำมันดิบ กันก่อน ครับ

การปะทะกัน ทางทหาร และความวุ่นวาย ในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้น ร้อยละ หกจุดสี่ ในวันเดียว และบวกเพิ่มขึ้น ถึง ร้อยละ สิบจุดสาม ในรอบสัปดาห์

ซึ่งเป็นการกลับมา ของค่าความเสี่ยง ทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญ ครับ

ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส อยู่ที่ เจ็ดสิบสาม ดอลลาร์ หกสิบเก้าเซนต์ ขณะที่เบรนท์ อยู่ที่ เจ็ดสิบแปด ดอลลาร์ เก้าสิบสามเซนต์ ครับ

ในฝั่ง ค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ หรือ ดีเอ็กซ์วาย ขยับขึ้นมา อยู่ที่ประมาณ หนึ่งร้อยหนึ่งจุดศูนย์ ถึง หนึ่งร้อยหนึ่งจุดสี่

โดยตลาดให้น้ำหนัก ความน่าจะเป็น ถึง ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนกันยายน

สวนทางกับ ธนาคารกลางจีน ที่ยังคงส่งสัญญาณ ผ่อนคลายทางการเงิน อย่างต่อเนื่อง ครับ

บรรยากาศ การลงทุน โดยรวม จึงอยู่ในโหมด ระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

โดยมีแรงหนุน จากหุ้นกลุ่มพลังงาน และแรงกดดัน ในกลุ่มที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย

วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์ ประเด็นสำคัญ สี่ประเด็น ที่จะมีผล ต่อทิศทางการลงทุน ในระยะถัดไป ครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน และการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ

ส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ครับ ไม่ว่าจะเป็น ปตท.อีพี ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี

จากราคาขาย ที่สูงขึ้น และส่วนต่าง การกลั่น ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังส่งผลดี ต่อหุ้นถ่านหิน อย่าง บ้านปู และลานนา ครับ

ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนเชื้อเพลิง ที่พุ่งสูงขึ้น กลับเป็นปัจจัยลบ ต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส อย่างมีนัยสำคัญ

แรงกดดัน ด้านเงินเฟ้อ จากต้นทุนนี้ อาจส่งผลกระทบ ไปยัง กลุ่มค้าปลีกและพาณิชย์ อย่าง ซีพีออลล์ เซ็นทรัลพัฒนา และเซ็นทรัล รีเทล ได้ในลำดับต่อไป ครับ

ประเด็นที่สอง การทบทวนกรอบนโยบายการเงิน ของเฟด ภายใต้การนำของ ประธานวอร์ช

ตลาดกำลังจับตา โอกาส ขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง

การขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร ครับ โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ จากส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ย ที่ขยายตัวดีขึ้น

แต่จะกลายเป็นปัจจัยลบ สำหรับหุ้นไฟแนนซ์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ เพราะต้นทุน การกู้ยืมสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังกดดัน หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน สกุลเงินดอลลาร์สูง อย่าง บี.กริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และกัลฟ์ ครับ

การประชุม ที่แจ็คสัน โฮล ในช่วงปลายเดือนนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด ครับ

ประเด็นที่สาม นโยบายการเงิน ของจีน ที่เดินหน้าผ่อนคลาย

จีนให้คำมั่น จะอัดฉีดสภาพคล่อง และเร่งการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน

ซึ่งจะส่งผลบวก ต่อหุ้นกลุ่ม วัสดุก่อสร้าง อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย ปูนซิเมนต์นครหลวง ทิปโก้แอสฟัลท์ และทีเอ็มที

และหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อย่าง ช.การช่าง ซิโน-ไทย และอิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ ครับ

ตลอดจน ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม อย่าง อมตะ คอร์ปอเรชั่น และดับบลิวเอชเอ

นโยบายที่สวนทาง กับสหรัฐอเมริกา นี้ จะช่วยชดเชย ผลกระทบ ด้านลบ จากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ได้บางส่วน ครับ

และประเด็นสุดท้าย เรื่องค่าเงินบาท ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า

การแข็งค่า ของดอลลาร์สหรัฐ จากส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ย เป็นผลบวก อย่างมาก ต่อกลุ่มผู้ส่งออก ครับ

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอาหาร อย่าง ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอ-เทล และเอเชี่ยน อะไลอันซ์

หรือกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์

รายได้ ในรูปเงินดอลลาร์ จะแปลงกลับมา เป็นเงินบาท ได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน สกุลเงินดอลลาร์ จะได้รับผลกระทบ ด้านลบ ในทันที ครับ

โดยสรุป กลยุทธ์การลงทุน ในช่วงนี้ คือการ ให้น้ำหนัก กลุ่มพลังงาน เป็นหลัก

หลีกเลี่ยง หุ้นสายการบิน และกลุ่มขนส่ง

และเลือกลงทุน ในกลุ่มส่งออก ที่ได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน

ส่วนกลุ่มธนาคาร ยังคงมีมุมมองบวก จากแนวโน้ม อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

แต่ต้องระวัง แรงกดดัน ในหุ้นโรงไฟฟ้า ที่มีภาระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ ครับ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือการประชุม แจ็คสัน โฮล ในวันที่ ยี่สิบเจ็ด ถึง ยี่สิบเก้า สิงหาคม นี้

ซึ่งจะชี้ชะตา ทิศทางเงินทุน และอัตราดอกเบี้ย ในระยะถัดไป ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพุธที่ ห้า สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ตลาดการเงินโลก กำลังอยู่ในภาวะสมดุลที่ตึงเครียด

ระหว่างการเติบโตจากเทคโนโลยีเอไอ และแรงกดดันมหภาคที่สะสมตัว

ศาลสูงสุดยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ

ช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองครั้งสำคัญ หนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แต่สัญญาณบวกนี้ กำลังถูกท้าทายจาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกที่พุ่งสูงขึ้น

ซึ่งกดดันหุ้นเติบโตและกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส

ออกมาเตือนว่า การลงทุนในเอไอที่พุ่งทะยาน

แม้จะผลักดันตลาดสู่จุดสูงสุด แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตก

เมื่อต้นทุนที่ซ่อนเร้นเริ่มปรากฏขึ้น

ทั้งในงบการเงินบริษัทและราคาผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังจับตาดู ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ

และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจีน

และผลประกอบการของทีเอสเอ็มซี ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด

มาดูภาพรวมตลาดและอารมณ์การลงทุน

ดัชนีดาวโจนส์ แนสแดค สโตซ์ หกร้อย นิกเคอิมผสมผสาน

โดยในเอเชียมีแรงขายหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ดีเอเอ็กซ์ เยอรมนีบวกขึ้น

ดัชนีนิฟตี้ห้าสิบของอินเดีย ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ตลาดเปลี่ยนทิศทาง จากหุ้นเติบโต ไปสู่หุ้นคุณค่าและหุ้นป้องกันความเสี่ยง

ในตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุสิบปี อยู่ที่หนึ่งจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์

ตลาดน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ส่วนทองคำนั้นเผชิญแรงกดดัน แม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็เสียโอกาสจากดอกเบี้ยขาขึ้น

ประเด็นสำคัญแรกในวันนี้ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐที่ได้รับการยืนยัน

เป็นบวกเชิงโครงสร้าง ลดความไม่แน่นอนของตลาด

และสนับสนุนมูลค่าหุ้นกลุ่มการเงิน

โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ที่จะหนุนหุ้นธนาคาร เช่น บีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และกรุงศรี

การลงทุนในภาคธนาคารได้รับประโยชน์โดยตรง จากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่มีเสถียรภาพ

ประเด็นที่สองคือคำเตือนจากบีไอเอส เรื่องฟองสบู่เอไอ

แม้กระแสเม็ดเงินลงทุนในเอไอจะมหาศาล เห็นได้จากการระดมทุนของกิจการไฮเทค

แต่หากต้นทุนที่ซ่อนเร้นสูงเกินไป และผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาด

อาจทำให้เกิดการเทขายหุ้นเติบโต ลุกลามไปยังส่วนต่างสินเชื่อและดัชนีในวงกว้าง

เราขอแนะนำกลยุทธ์แบบยกน้ำหนักสองข้างหรือบาร์เบล

คือจับคู่หุ้นเติบโต กับหุ้นป้องกันความเสี่ยงที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น

ประเด็นที่สามคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

น้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูง ส่งบวกต่อหุ้นพลังงานและโรงกลั่น อย่าง ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม

แต่กระทบหุ้นกลุ่มขนส่งโดยตรง ทั้งสายการบิน เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอก แอร์เวย์

และโลจิสติกส์ อย่างเคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงกดดันกำไร

ขณะเดียวกันเงินบาทที่อ่อนค่า จะหนุนหุ้นกลุ่มอาหารและส่งออก อิเล็กทรอนิกส์

แต่เป็นลบต่อโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์

ประเด็นสุดท้ายคือ ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ และข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเป็นจุดเปลี่ยน

ผลประกอบการของทีเอสเอ็มซี จะชี้ชะตาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และเอไอ

ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ จะกระทบแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

และผลิตภัณฑ์มวลรวมจีน จะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเกิดใหม่

สรุปกลยุทธ์การลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นสูงคือ

เพิ่มน้ำหนักกลุ่มการเงิน หรือธนาคาร จากแรงหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

เพิ่มน้ำหนักกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง

ลดน้ำหนักกลุ่มขนส่ง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงกดดันกำไร

และรักษาความสมดุลด้วยกลยุทธ์ยกน้ำหนักสองข้าง

เฝ้าระวังตัวเลขสำคัญ และการประชุมธนาคารกลางที่แจ็คสัน โฮล ในปลายเดือนสิงหาคมนี้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ตลาดโลกเผชิญกับ แรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ ด้านพลังงาน หลังจากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร โดยเตหะรานส่งสัญญาณใช้กลุ่มตัวแทน เตรียมปิดกั้นการขนส่งน้ำมัน ผ่านทะเลแดง และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของ น้ำมันดิบประมาณ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาดีเซล ก็ทะยานตามไปด้วย

ตลาดกำลังปรับราคาความคาดหวัง เงินเฟ้อโลก ขึ้นมาใหม่ ตรงกับช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังจะตัดสินนโยบายการเงิน ขณะที่อีซีบี ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นระมัดระวังมากขึ้น นี่เป็นแรงกระตุ้น แบบสแตกเฟลชัน คลาสสิก ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับบีบรัดการบริโภค กดดันภาคการผลิต และจำกัดทางเลือกของธนาคารกลาง

ตลาดหุ้นทั่วโลก จึงเกิดการแยกทิศทาง แบบเคเชฟ โดยหุ้นพลังงานและหุ้นกลาโหม ได้รับความสนใจ ขณะที่หุ้นเทคที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และหุ้นกลุ่มเติบโต เผชิญแรงขาย ส่วนตลาดเกิดใหม่ ที่มีปัญหาขาดดุลแฝด เช่น อินโดนีเซีย และ อินเดีย กำลังเจอกับเงินทุนไหลออก

บรรยากาศการลงทุนในตอนนี้ คือ ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นขาลง จากการประเมินความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และ แรงกดดันสแตกเฟลชัน ที่เข้ามาแทนที่ ความหวังเศรษฐกิจ ชะลอตัวแบบนุ่มนวล เมื่อสัปดาห์ก่อน

มาดูภาพรวมตลาด กันบ้างครับ ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวกเล็กน้อย ศูนย์จุดหนึ่งหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่ระดับ ห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสองจุด โดยมีหุ้นพลังงานช่วยพยุง ตลาดแนสแด็ก บวกหนึ่งจุดหนึ่งเก้าเปอร์เซ็นต์ จากแรงซื้อหุ้นชิปเมกเกอร์ ตลาดยุโรปสต็อกซ์ ทรงตัว ใกล้เคียงศูนย์เปอร์เซ็นต์ จากความไม่แน่นอนของอีซีบี ดัชนีนิฟตี้ของอินเดีย ร่วงลงสองจุดหนึ่งสองเปอร์เซ็นต์ ปรับตัวตามภาวะ เสียความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ ส่วนเอเอสเอ็กซ์ ของออสเตรเลีย เคลื่อนไหวทรงตัว

ในตลาดค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ทองคำปรับตัวลดลง เพราะถูกกดดัน จากดอลลาร์แข็ง และความกังวลเงินเฟ้อ จากน้ำมันแพง ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จากความเสี่ยงอุปทานติดขัด ส่วนดัชนีความผันผวนของญี่ปุ่น อยู่ที่ สี่สิบสามจุดแปดสอง เพิ่มขึ้น ศูนย์จุดสามเก้าเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความวิตก ด้านภูมิรัฐศาสตร์

เราไปดูประเด็นแรก กันครับ การเผชิญหน้าทางทหาร สหรัฐอิหร่าน และจุดคอขวดพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง ข้อมูลในอดีตยืนยันว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นผู้ผลิตพลังงาน อย่าง ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ขณะที่ส่งผลลบอย่างชัดเจน ต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันมาร์จิ้น ได้เร็วมาก

นอกจากนี้ ตลาดเกิดใหม่ ที่นำเข้าน้ำมัน จะถูกซ้ำเติม จากภาระการค้าที่แย่ลง โดยอินเดียและไทย จะเผชิญแรงกดดันค่าเงินอ่อน และเงินเฟ้อนำเข้า ด้านค่าเงินดอลลาร์ ก็จะยิ่งแข็งค่า จากทั้งความต้องการหลบภัย และเงินเฟ้อพลังงาน เป็นห่วงโซ่แบบตำรา ชัดเจนครับ

ประเด็นที่สอง คือ ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง จากการประชุมเฟดและบีโอเจ ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางเงินเฟ้อพลังงาน ธนาคารกลาง อาจถูกบีบให้คงอัตราดอกเบี้ยสูง ต่อไปอีกนาน ส่งผลบวกต่อหุ้นธนาคาร โดยเฉพาะ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบี ธนชาต และ กรุงศรี ที่ได้ประโยชน์ จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้น

แต่หุ้นนอนแบงก์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และ เงินติดล้อ จะถูกกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่วนหุ้นเทคและหุ้นเติบโต โดยเฉพาะในสหรัฐ จะถูกกดดันมูลค่า จากความเสี่ยงเรื่อง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ครับ

ประเด็นที่สาม คือ การแยกทิศทาง ในกลุ่มเทค หุ้นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อย่างอินวิเดีย อินเทล และไมครอน ยังคงปรับตัวขึ้นได้ จากแรงหนุนข้อมูลส่งออก ที่แข็งแกร่ง จากไต้หวันและเกาหลีใต้ ขณะที่หุ้นเทคในวงกว้าง อ่อนแอลง นักวิเคราะห์มองว่า ความต้องการชิปจากปัญญาประดิษฐ์ และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง ที่แยกตัวออกจากวัฏจักร ผู้บริโภค ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินทุน จากซอฟต์แวร์ เข้าสู่ฮาร์ดแวร์ ครับ

ประเด็นสุดท้าย คือ ความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่ผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ลาออกติดต่อกัน เกิดแรงเทขายสินทรัพย์รูเปียห์ และพันธบัตร พร้อมกับค่าเงินที่อ่อนลง ซึ่งเพิ่มความกังวล ความน่าเชื่อถือของสถาบัน และอาจลุกลามไปยังอาเซียน ดัชนีนิฟตี้อินเดียที่ร่วงลง ก็สะท้อนการปรับราคาความเสี่ยง ของตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด สำหรับประเทศไทย หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ เช่น บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์ อาจถูกกดดัน ขณะที่ผู้ส่งออกอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ อาจได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน ครับ

จากทั้งหมดนี้ ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนหนัก ในหุ้นพลังงานต้นน้ำ และครบวงจร เพราะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนหุ้นสายการบิน และขนส่ง ควรลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากมาร์จิ้นจะถูกบีบ ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ให้เลือกลงทุนที่ผูกกับเอไอ อย่างระมัดระวัง และถ่วงดุลความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอาเซียน

สำหรับสถานการณ์สำคัญ ที่ต้องจับตาภายใน สี่สิบแปด ชั่วโมงนี้ คือ การโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ถ้อยแถลงของเฟด ว่ากังวลเงินเฟ้อ หรือการเติบโต มากกว่ากัน การหยุดชะงัก ของการเดินเรือในทะเลแดง และมติบีโอเจ ที่อาจทำให้เงินเยนแข็งค่า ครับ

เรามองกรณีฐานที่มีโอกาส ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ว่า ความตึงเครียดยังสูง แต่ไม่ปะทะกัน ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง แถว เก้าสิบถึงหนึ่งร้อยดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นพลังงานยังโดดเด่น ส่วนกรณีบวก ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือการคลี่คลายทางการทูต ราคาน้ำมันร่วง และตลาดหุ้นเติบโตฟื้นแรง ส่วนกรณีเลวร้าย ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ก็คือสหรัฐโจมตีอิหร่าน น้ำมันทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ เกิดสแตกเฟลชันเต็มตัว ต้องถือพลังงาน เงินสด และดอลลาร์ เท่านั้นครับ

โดยสรุป ราคาพลังงาน คือตัวแปรหลัก ที่จะกำหนดทิศทางตลาด ในอีก หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์คือผู้ชนะสัมพัทธ์ ในตลาดหุ้น แต่ต้องระวัง ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนจากไต้หวัน หุ้นธนาคาร ได้แรงหนุน จากส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หุ้นขนส่งและ สายการบินเจอหัวลมต้นทุนทันที ตลาดเกิดใหม่ ถูกซ้ำเติมจาก ดอลลาร์แข็ง ค่าน้ำมัน และความเสี่ยงสถาบัน ควรอยู่ในท่าป้องกัน ก่อนผลการประชุมเฟด และความเคลื่อนไหวของอิหร่าน จะชี้ชะตา ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที ครับ

เรามาเริ่มกันที่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกวันนี้ ตลาดกำลังอยู่ในช่วง การฟื้นตัว จากภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญ จากตัวเลข ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด

ซึ่งช่วยลดแรงกดดัน ในการขึ้นดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ลงไป ส่งผลให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับตัวลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง และเกิดแรงซื้อ ในตลาดหุ้นไทย ต่อเนื่องเป็นวันที่สิบ โดย ดัชนีเอสอีที ปิดบวกไปที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้าจุด

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุน ไม่ได้เป็นบวกทั้งหมด เพราะความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหา การขนส่งทางทะเล ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กดดันตลาดพลังงานอยู่

ภาพของราคาน้ำมัน สะท้อนความขัดแย้งนี้ ได้เป็นอย่างดี โดยราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส หรือ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ เจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐ ห้าสิบเอ็ดเซนต์ แม้ในเดือนที่ผ่านมา จะปรับตัวลงแรงถึง ลบสิบแปดเปอร์เซ็นต์ แต่หากมอง ตั้งแต่ต้นปี ยังคงบวกอยู่ถึง บวกยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์

สภาพตลาดเช่นนี้ ทำให้กลยุทธ์การลงทุน ที่แนะนำโดย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ของธนาคารกรุงไทย อย่างกลยุทธ์แบบ บาร์เบล เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเน้น กระจายการลงทุน ทั้งในหุ้นเติบโต เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และเอไอ ควบคู่ไปกับ หุ้นป้องกันความเสี่ยง ครับ

เรามาดูภาพรวมสินทรัพย์ ในแต่ละประเภทกันนะครับ ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ เอสอีที ปิดบวก ศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มีเงินทุนไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นวันที่สิบ ด้านตลาดหุ้นออสเตรเลีย หรือ เอเอสเอ็กซ์ ปิดลบ ศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นการปรับตัวลง ติดต่อกันเป็นวันที่สี่

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุสิบปี ล่าสุดอยู่ที่ หนึ่งจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนพันธบัตร อายุ ยี่สิบห้าจุดหกแปดปี อยู่ที่ สามจุดศูนย์ห้าเปอร์เซ็นต์ ด้านพันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทน ปรับตัวลดลงเช่นกัน ตามข้อมูลเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัว

มาที่ตลาดค่าเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับตะกร้าเงิน ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ หนึ่งร้อยจุดเก้าเจ็ด ค่อนข้างทรงตัว แต่อ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุด ลบ ศูนย์จุดเจ็ดเก้าเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แต่ยังบวก บวกยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์นับจากต้นปี ขณะที่ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ จีเอสซีไอ ลบ หนึ่งจุดศูนย์เจ็ดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แต่ยังบวก บวกสิบหกจุดหกเปอร์เซ็นต์ นับจากต้นปีครับ

สำหรับประเด็นสำคัญ ที่ต้องวิเคราะห์ต่อ มีอยู่ด้วยกัน สี่เรื่องใหญ่ครับ

เรื่องแรก ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ ที่ชะลอตัว กระตุ้นให้เกิด การปรับตัวขึ้น ของตลาดตราสารหนี้ และเกิดการโยกย้ายเงินทุน เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยตัวเลข พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ได้ลดความน่าจะเป็น ที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย และดึงให้อัตราผลตอบแทน ลดต่ำลงทั่วทั้งเส้น

จากกฎความสัมพันธ์ ในอดีตยืนยันว่า อัตราผลตอบแทนที่ลดลง เป็นผลบวกต่อ หุ้นกลุ่มธนาคาร จากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้นระหว่าง การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และในขณะเดียวกัน ก็เป็นบวกต่อ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเติบโต ที่มีอายุสินทรัพย์ยาว เพราะอัตราคิดลด ปรับตัวลดลงครับ

ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ คือ กลุ่มธนาคารไทย อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และ เอสซีบี จะได้ประโยชน์ในระดับ ปานกลาง ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากอุปสงค์เงินกู้ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยง หนี้เสียที่ลดลง ในขณะที่ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง สิริ เอพี ศุภาลัย และ แอล เอช จะได้รับประโยชน์ในระดับ สูงสุด ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ถูกลง และแรงกระตุ้น จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน ของภาครัฐ

ความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์นี้ อยู่ในระดับ สูง เพราะตั้งอยู่บน กฎความสัมพันธ์ในอดีต และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าจริง ต่อเนื่องถึงสิบวันทำการครับ

เรื่องที่สอง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ที่มีทั้งปัจจัยบวกจากความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยลบจากความไม่แน่นอน ของอุปสงค์โลก โดยราคา ดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้นกว่าร้อยละห้าจุดหกสาม แตะ เจ็ดสิบสองดอลลาร์สหรัฐ สี่สิบเอ็ดเซ็นต์ เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ก่อนจะย่อตัวลงมา ลบสองจุดสามแปดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ เจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐ เจ็ดสิบเจ็ดเซ็นต์ ผลจากข่าว ความตึงเครียดสหรัฐอิหร่าน และความเสี่ยง การขนส่งทางทะเล ถูกหักล้างด้วย ความกังวลด้านอุปสงค์นั่นเองครับ

กฎความสัมพันธ์ ในอดีตระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นบวกอย่างมากต่อ กลุ่มพลังงานและทรัพยากร อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม แต่จะเป็นลบต่อ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบิน อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น และ การบินกรุงเทพ ที่ต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันกำไรไตรมาสสาม

ผลกระทบจึงเป็นคนละทิศละทาง หุ้นพลังงานได้ประโยชน์โดยตรง จากวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้กับ ปตท. ยิ่งตอกย้ำถึงทิศทางการลงทุนในภาคส่วนนี้ ครับ

ความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ อยู่ในระดับปานกลาง เพราะทิศทางมันชัดเจน แต่น้ำมันดิบที่ปรับลง ร้อยละสิบแปดในรอบเดือน แต่ยังบวก ร้อยละยี่สิบหก นับจากต้นปี มันให้สัญญาณ ที่ขัดแย้งกันเองครับ

เรื่องที่สาม คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด เป็นผลบวกเชิงโครงสร้าง ต่อตลาดหุ้น เพราะช่วยขจัด ความเสี่ยงด้านลบ ที่อาจเกิดจากการแทรกแซง ทางการเมือง ซึ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือ ในการควบคุมเงินเฟ้อ

การมีธนาคารกลาง ที่เป็นอิสระ นำไปสู่การตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อ ที่น่าเชื่อถือ ลดความคาดการณ์เงินเฟ้อ ในระยะยาว นำไปสู่ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ในตลาดตราสารหนี้ที่ลดลง และสุดท้ายก็จะหนุนให้ มูลค่าตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ครับ

เรื่องที่สี่ โมเมนตัมการเสนอขายหุ้น ไอพีโอ ของกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอในจีน ซึ่งเป็นสัญญาณบวก ทางด้านความเชื่อมั่น สำหรับตลาดเอเชีย โดยบริษัท ยูนิตทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาด สตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสะท้อนถึง การสนับสนุนจากภาครัฐจีน ต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

แม้จะยังไม่มีข้อมูล ความสัมพันธ์โดยตรง ระหว่างหุ้นโรโบติกส์ กับกลุ่มอีทรอนของไทย แต่ในเชิงบรรยากาศการลงทุนแล้ว กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกของไทย อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา จะได้อานิสงส์ ทางอ้อมจากอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ และแรงหนุน จากค่าเงินบาท ที่อ่อนค่าด้วยครับ

สรุป ภาพการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงคือ แนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรับโมเมนตัม เงินเฟ้อที่ชะลอตัว ในช่วง สองถึงสี่สัปดาห์ นี้ โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญ คือผลการประชุมเฟด และสถานการณ์ สหรัฐอิหร่าน

และยืนยันกลยุทธ์การลงทุน แบบบาร์เบล คือ ถือหุ้นกลุ่มเติบโต อย่างกลุ่มอีทรอน ควบคู่กับหุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง อย่างกลุ่มพาณิชย์ เช่น ซีพีออลล์ และเซ็นทรัลพัฒนา ครับ

สำหรับความเสี่ยงสำคัญ ในตลาดตอนนี้ อยู่ที่สถานการณ์น้ำมันครับ หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง จนน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ พุ่งเกิน แปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ ตลาดเกิดใหม่จะถูกเทขายทันที มีเพียงหุ้นพลังงาน อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ที่จะยังประคองตัวได้ ขณะที่หุ้นธนาคาร หุ้นอสังหาฯ จะเจอแรงขาย และเงินทุนจะไหลกลับ เข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ ที่เลวร้ายที่สุดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สาม สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเก้านาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สาม สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเก้านาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญกับ สองแรงปะทะ ระหว่าง กระแส เงินเฟ้อที่ลดลง กับ ความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตลาดพลังงาน

ข้อมูล ซีพีไอ และ พีพีไอ ของสหรัฐฯ ที่ออกมา ต่ำกว่าคาด ได้หนุน ให้อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ปรับตัวลง มาที่ ร้อยละ สี่จุดห้าสอง จากระดับสูงสุด ในรอบสองเดือน ส่งผลให้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง และ หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย กลับมาคึกคัก โดยเฉพาะ กลุ่มธนาคาร

ล่าสุด มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ขึ้นแท่น บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของญี่ปุ่น จากแรงหนุนของ การปรับนโยบายการเงิน สู่ภาวะปกติ ของธนาคารกลางญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม แรงซื้อดังกล่าว ถูกกดดัน จาก ความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึง ปัญหาการเดินเรือ ที่ผลักดัน ราคาพลังงาน ให้สูงขึ้น เสี่ยงที่จะ จุดชนวน เงินเฟ้อ จากต้นทุนการผลิต อีกครั้ง

ผลที่ตามมา คือ ตลาด เกิดการแตกขั้ว โดย หุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นเอเชียบางส่วน ปรับตัวขึ้น จากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ที่ลดลง ในขณะที่ กลุ่มเทคโนโลยี ถูกเทขาย จาก นักลงทุน ที่หมุนเงินเข้าหา หุ้นคุณค่า และหุ้นกลุ่มวัฏจักร ก่อนฤดูกาลรายงานผลประกอบการ ไตรมาสสอง

คำถามสำคัญ ในอีก สี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า คือ ข้อมูลเงินเฟ้อชะลอตัว จะสร้างโมเมนตัมต่อเนื่อง ได้หรือไม่ ผ่าน การตัดสินใจนโยบาย ของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่กำลังจะมาถึง หรือว่า แรงกระแทก ด้านอุปทาน จากพลังงาน จะล้มล้าง กระแสข่าว การผ่อนคลายนโยบายการเงิน

ขณะนี้ ภาพรวมตลาด อยู่ในสภาวะ การเติบโตท่ามกลาง เงินเฟ้อชะลอตัว แต่มี ความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ ทับซ้อน ข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัว สนับสนุน ความระมัดระวังเชิงบวก ในสินทรัพย์เสี่ยง แต่ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง ก็สร้างฐาน ความผันผวน ให้กับตลาด

ทิศทางตลาดวันนี้ สรุปได้ดังนี้

ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย และดาวโจนส์ ฟิวเจอร์สในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ปรับลดลง แต่คาดว่าจะฟื้นตัว หลังตัวเลขซีพีไอ ต่ำกว่าคาด

ตลาดหุ้นยุโรป กลุ่มธนาคาร ยูโรสต็อกซ์ แบงค์ ปรับขึ้น ร้อยละศูนย์จุดแปดหนึ่ง มาที่ สองร้อยเก้าสิบเก้า จุดห้าสี่

ฝั่งเอเชีย นิฟตี้ฟิฟตี้ของอินเดีย บวก ร้อยละศูนย์จุดสามสี่ ปิดที่ สองหมื่นสามพัน เก้าร้อยหกสิบสาม จุด

ตลาดหุ้นไทย บวก ร้อยละศูนย์จุดสามหนึ่ง มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้า จุดสองเก้า แต่ยังมี แรงขาย ในกลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ลดลงมาที่ ร้อยละสี่จุดห้าสอง จากจุดสูงสุดในรอบสองเดือน ซึ่งเป็นบวกต่อตลาดตราสารหนี้

ส่วนพันธบัตรไทย อายุห้าปี ให้ผลตอบแทนที่ ร้อยละหนึ่งจุดห้าสอง ขณะที่พันธบัตรอายุสามสิบปี ประมูลได้ที่ ร้อยละสามจุดศูนย์เจ็ดสามเก้า ซึ่งถูกมองว่าเป็นลบเล็กน้อย จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลออก

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง จากข้อมูลเงินเฟ้อที่แผ่ว ซึ่งเป็นบวกต่อตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ไม่มีข้อมูล ณ ขณะนี้

ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส และทองคำ ได้แรงหนุน จากความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน โดยราคาพลังงาน ปรับตัวขึ้น

ดัชนีความผันผวน อย่าง VIX และ MOVE Index ไม่มีข้อมูล แต่ถูกบ่งชี้ว่า อยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับบทวิเคราะห์เชิงลึก วันนี้มีสี่ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก คลื่นเงินเฟ้อชะลอตัว ปะทะกับ แรงกระแทก ด้านพลังงาน จากภูมิรัฐศาสตร์

ตัวเลข ซีพีไอ และ พีพีไอ ของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด กดดันอัตราผลตอบแทน พันธบัตรสิบปีลง และทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน และปัญหาในทะเล ก็หนุนราคาน้ำมันดิบ

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ พบว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เป็นบวกกับ กลุ่มผู้ผลิตพลังงาน เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี โดยตรง จากราคาขายที่สูงขึ้น

แต่เป็นลบ ต่อกลุ่มขนส่งและสายการบิน เช่น เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ ซึ่งถูกบีบอัด จากต้นทุนเชื้อเพลิง

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่ลดลง เป็นบวก ต่อกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และกรุงศรีอยุธยา ผ่านส่วนต่าง ดอกเบี้ยสุทธิ ที่ขยายตัว เมื่อการขึ้นดอกเบี้ย ชะลอ แต่เส้นอัตราผลตอบแทน ชันขึ้น

ดังนั้นจึงคาดว่า

กลุ่มพลังงาน จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ในอีกหนึ่งถึงสี่สัปดาห์

กลุ่มขนส่งและสายการบิน จะเผชิญแรงกดดัน ในสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า

กลุ่มธนาคารทั้งไทยและโลก จะได้ประโยชน์สูง ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ นี้เช่นกัน มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ที่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตอกย้ำภาพนี้

กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต จะถูกเทขาย จากแรงหมุนพอร์ต แม้ดอกเบี้ยลดลง เพราะความไม่แน่นอน ของต้นทุนพลังงาน หนุนหุ้นคุณค่า

ห่วงโซ่การส่งผ่าน คือ เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ดันต้นทุนพลังงานสูง นำไปสู่ เงินเฟ้อทั่วไป ที่เหนียวแน่น ทำให้เฟด ยังต้องระมัดระวัง ในการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ เส้นอัตราผลตอบแทน ชันขึ้น ธนาคารได้ประโยชน์ พลังงานได้ประโยชน์ ขนส่งเสียประโยชน์ เทคโนโลยีเสียประโยชน์

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อน หนุน ผู้ส่งออกไทย ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี ฮานา และผู้ส่งออกอาหาร เช่น ทียู ซีพีเอฟ

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ สูง เนื่องจาก หลายความสัมพันธ์ ในอดีต สอดคล้องกัน

ประเด็นที่สอง ยุคทองของธนาคาร กับสัญญาณสำคัญ จาก มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ

มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ขึ้นเป็นบริษัท ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของญี่ปุ่น ครั้งแรก จากการฟื้นตัวของดอกเบี้ย และการปรับนโยบายของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น

ดัชนีกลุ่มธนาคารยุโรป ก็ปรับตัวขึ้นแรง และ ธนาคารไทย มีเม็ดเงินไหลเข้า ติดต่อกัน สิบวัน

ความสัมพันธ์ในอดีต ยืนยันว่า ดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อ กลุ่มธนาคาร โดยตรง ผ่านการขยายตัวของ ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ

แต่ในทางกลับกัน เป็นลบ ต่อกลุ่มไฟแนนซ์ และสินเชื่อ ที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล เงินติดล้อ ซึ่งต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น จะบีบอัดมาร์จิ้น

คาดว่า กลุ่มธนาคาร จะปรับตัวขึ้น ในระยะกลาง ขณะที่ กลุ่มไฟแนนซ์ จะถูกลดอันดับความน่าสนใจ อย่างน้อย หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

เหตุผลสนับสนุน คือ การเปลี่ยนนโยบาย ของธนาคารกลางญี่ปุ่น เป็นตัวเร่งเชิงโครงสร้าง ทำให้ ตลาดทั้งโลก ตีราคา หุ้นกลุ่มธนาคารใหม่ เงินทุนที่ไหลเข้าหุ้นไทยสิบวัน ยืนยัน การรับรู้ ของนักลงทุนในประเทศ

ผลกระทบลำดับถัดไป เมื่อหุ้นธนาคาร โดดเด่น กระแสเงิน จะไหลออกจาก หุ้นกึ่งพันธบัตร อย่างกองรีท และสาธารณูปโภค ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ เช่น บีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ สูง เช่นกัน

ประเด็นที่สาม แรงเทขายกลุ่มเทคเอเชีย เป็นการหมุนกลุ่ม มากกว่าปฏิเสธ

แม้ตัวเลขพีพีไอของสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด และอัตราผลตอบแทนลดลง แต่ตลาดเอเชีย กลับมีแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยี

ความสัมพันธ์ในอดีต ระหว่างค่าเงินบาทอ่อน กับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นบวก เพราะ ผู้ส่งออก จะรับรู้รายได้เป็นบาทมากขึ้น

ดังนั้น การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนในขณะนี้ ควรเป็นบวก ทางทฤษฎี กับหุ้นเช่น เดลต้า เคซีอี ฮานา จึงมองว่า การเทขายครั้งนี้ เกิดจากการหมุนกลุ่ม ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานแย่ลง

คาดว่า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจเผชิญแรงขายในระยะสั้น แต่หาก กระแสเงินเฟ้อชะลอ ยังอยู่ ก็อาจเป็นโอกาส ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว

และกลุ่มพาณิชย์ เช่น ซีพีออลล์ โลตัส ซีอาร์ซี เซ็นทรัลพัฒนา อาจได้รับอานิสงส์ จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น หากเงินเฟ้อลดลง

ความเชื่อมั่น ระดับกลาง เพราะยังต้องดู ทิศทางราคาหลังจากนี้

ประเด็นสุดท้าย ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ตัวแปรสำคัญของเงินเฟ้อ

การขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ และปัญหาเส้นทางเดินเรือ ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น ในขณะที่ สัปดาห์นี้มีการประชุม เฟด ธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสอง และผลประกอบการของกลุ่มเทค

ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ย้ำว่า ราคาน้ำมันดิบ เป็นบวก กับกลุ่มพลังงานอย่างชัดเจน และเป็นลบ กับกลุ่มขนส่ง รวมถึง ถ่านหิน ก็เป็นบวก กับบ้านปู และลานนา ด้วย

จึงคาดว่า กลุ่มพลังงานและถ่านหิน จะปรับตัวขึ้น ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ กลุ่มสายการบินและเดินเรือ ถูกกดดันในสี่สิบแปดชั่วโมง และตลาดโดยรวม จะเผชิญความเสี่ยง หากน้ำมันดิบ ทะลุแนวต้านสำคัญ กระแสเงินเฟ้อชะลอ อาจกลับตัว ทำให้หุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ถูกเทขายอีกครั้ง

ห่วงโซ่ลำดับสอง ที่อันตราย คือ น้ำมันสูงต่อเนื่อง เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง เฟดลดดอกเบี้ยไม่ได้ ดอลลาร์แข็ง ค่าเงินตลาดเกิดใหม่อ่อน สาธารณูปโภคที่มีหนี้ดอลลาร์ อย่างบีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ จะติดลบ

การประชุมเฟด จึงเป็นตัวเร่งที่สำคัญมาก

ความเชื่อมั่น ในประเด็นนี้ระดับกลาง เพราะเส้นทางภูมิรัฐศาสตร์ คาดเดายาก

สำหรับมุมมองการลงทุนที่มีความมั่นใจสูงในช่วงนี้ คือ การให้น้ำหนัก มากเกิน ในสองจุดตัด ของแนวโน้มที่ชัดเจน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร จากดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ และ กลุ่มพลังงาน จากส่วนเพิ่มความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน ให้น้ำหนักน้อย ในกลุ่มขนส่ง และไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร

โดยโอกาสที่น่าสนใจ คือ

กลุ่มธนาคารที่โดดเด่น เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ได้แรงหนุนจากทั้ง กระแสโลก และกฎความสัมพันธ์ ด้านส่วนต่างดอกเบี้ย

กลุ่มพลังงาน เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป ได้ประโยชน์ โดยตรง จากความเสี่ยงสหรัฐฯ-อิหร่าน

หลีกเลี่ยง กลุ่มขนส่ง อย่าง เอเอวี และ การบินไทย ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง กดดันกำไร

และจับตา กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮานา ว่า หากแรงขายจากการหมุนพอร์ต หมดลง บวกกับค่าเงินดอลลาร์อ่อน อาจเป็นโอกาส เข้าซื้อเชิงกลยุทธ์

นอกจากนี้ การจับคู่ซื้อ กลุ่มพลังงาน และขาย กลุ่มสายการบิน ก็เป็นการเทรด ส่วนต่างราคาน้ำมัน ที่ตรงไปตรงมา

กรอบเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยมีปัจจัยต้องจับตา คือ การตัดสินใจของเฟด ธนาคารกลางญี่ปุ่น จีดีพีไตรมาสสอง และข่าวการสู้รบ

ในส่วนของภาพความเสี่ยง

กรณีฐาน มีความน่าจะเป็น ร้อยละห้าสิบห้า ว่า ข้อมูลเงินเฟ้อชะลอ ยังอยู่ เฟดส่งสัญญาณ รอคอยอย่างอดทน อัตราผลตอบแทน สิบปีสหรัฐ ทรงตัว แถวร้อยละสี่จุดห้า กลุ่มธนาคารและพลังงาน ยังเหนือกว่าตลาด กลุ่มเทคทรงตัว ตลาดโดยรวมค่อยๆ บวก นักลงทุนควรถือ น้ำหนักเกิน ในกลุ่มการเงินและพลังงาน ต่อไป

กรณีมองโลกในแง่ดี ให้ความน่าจะเป็น ร้อยละยี่สิบ ว่า ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ลดลง และ เงินเฟ้อชะลอตัวต่อเนื่อง จะปลดล็อกโหมดเปิดรับความเสี่ยงเต็มตัว อัตราผลตอบแทน ร่วงลงต่ำกว่า ร้อยละสี่จุดสองห้า ดอลลาร์ดิ่งลงอย่างหนัก หุ้นเทค และหุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่งขึ้น กลุ่มที่น่าสนใจเพิ่ม คือ กลุ่มส่งออกเทค และ การท่องเที่ยว อย่างเซ็นทารา เอราวัณ ไมเนอร์ ตามกฎความสัมพันธ์ ด้านการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว

กรณีเลวร้าย ความน่าจะเป็น ร้อยละยี่สิบห้า คือ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน บานปลาย น้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล การคาดการณ์เงินเฟ้อ หลุดจากสมอ เฟดกลับมา เข้มงวดอีกครั้ง ธนาคารเสียประโยชน์ จากส่วนต่างดอกเบี้ย หากเส้นโค้งอัตราผลตอบแทนพลิกกลับ กลุ่มขนส่งถูกบดขยี้ ตลาดเกิดใหม่ถูกกดดัน สาธารณูปโภค ที่มีหนี้ดอลลาร์ อย่างบีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ ติดลบ นักลงทุนควรหมุนไปถือ เงินสด และ ทองคำ

สรุป ในวันนี้

คลื่นเงินเฟ้อชะลอ เป็นปัจจัยบวกแท้จริง อัตราผลตอบแทน ที่ร้อยละสี่จุดห้าสอง สะท้อนว่า ตลาดตราสารหนี้ เชื่อว่าเฟด หยุดขึ้นดอกเบี้ยได้

ความเสี่ยงหลัก คือ ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งเป็นภัยคุกคามสูงสุด ต่อภาพเงินเฟ้อชะลอตัว

กลุ่มธนาคาร เป็นฝั่งซื้อ ที่มั่นใจที่สุด สัญญาณจากมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ตลาดยุโรป และเงินทุนไหลเข้าสิบวัน ยืนยัน การหมุนพอร์ต ระดับโลก

กลุ่มพลังงาน ให้ผลตอบแทนไม่สมมาตร ในเชิงบวก จากส่วนเพิ่มความเสี่ยง

แรงขายกลุ่มเทค เป็นเพียงการหมุนพอร์ต ไม่ใช่การเปลี่ยนแนวโน้ม ตลาดหลัก โดยพื้นฐานยังดี จากค่าเงินดอลลาร์อ่อน

และ กลุ่มขนส่ง คือฝั่งขาย หรือ ลดน้ำหนัก ที่ชัดเจนที่สุด เก็งกำไรจากส่วนต่าง ราคาน้ำมันได้ตรงไปตรงมา

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สาม สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ สาม สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ตามรายงานเศรษฐกิจ ประจำวันที่สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกขณะนี้ ถูกครอบงำ โดยวงจรความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ซึ่งกลายเป็น ตัวขับเคลื่อนตลาด ที่ทรงพลังที่สุด ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นประมาณ เจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว เป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรง จากการปรับตัวลดลง สามเปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม ที่ผ่านมา จากความหวัง การเจรจาสันติภาพ

แรงเหวี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ กำลังอัดฉีด ส่วนชดเชยความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ให้กับตลาดพลังงาน โดยน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ปรับตัวบวก ตั้งแต่ต้นปี ถึงยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ แม้ข้อมูลรายเดือน จะแสดงการปรับฐานลง ลบสิบแปดเปอร์เซ็นต์ จากจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ ก็ตาม

ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ย ตามที่คาดการณ์ไว้ สร้างแรงยึดเหนี่ยวระยะสั้น แต่กลไกการส่งผ่าน ชัดเจนมาก นั่นคือ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่หนืด ซึ่งกดดันตลาดตราสารหนี้ โดยกองทุนพันธบัตร เกรดลงทุนของสหรัฐฯ มียอดไถ่ถอน สูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการ กลุ่มเทคโนโลยี เกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ไมโครซอฟท์ และซัมซุง รายงานผลประกอบการ ที่แข็งแกร่ง แต่เมตา และดัชนีคอสปี ของเกาหลีใต้ กลับอ่อนแรงลง ส่งผลให้ภาพรวมหุ้น อยู่ในโหมดที่แคบ และเลือกปฏิบัติ นี่คือระบอบ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหุ้นที่พึ่งพิงพลังงาน จะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ แลกกับหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และภาคขนส่ง ที่ต้องสูญเสีย

สำหรับภาพรวมตลาดจากรายงานนี้ ทางฝั่งตลาดหุ้น ดัชนีดาวโจนส์ ลดลง ศูนย์จุดเก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย ลบหนึ่งจุดยี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ และแนสแดค ร่วงหนัก ลบสองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ยี่สิบสามกรกฎาคม ในทางตรงข้าม ดัชนีแด็กซ์สี่สิบ ของเยอรมนี ปรับตัวขึ้น หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แตะสองหมื่นห้าพัน สี่ร้อยสี่สิบจุด เมื่อวันที่ยี่สิบแปดกรกฎาคม สะท้อนถึง การคลายความตึงเครียด ช่วงสั้น ๆ

ตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ดีดตัวกลับขึ้นมา ขณะที่อัตราผลตอบแทน ของแคนาดา ออสเตรเลีย และบราซิล ต่างปรับตัวลดลง จากข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัว สำหรับน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ พุ่งแรง เจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในวันนี้ อยู่ที่ระดับ เจ็ดสิบสามจุดหกเก้าดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่เก้ากรกฎาคม และเบรนท์ อยู่ที่ เจ็ดสิบห้าจุดเก้าหกดอลลาร์ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ จีเอสซีไอ ปรับขึ้น ร้อยละสี่จุดเก้า ในรอบสัปดาห์ ส่วนดัชนีความผันผวน วีไอเอ็กซ์ และมูฟ ยังคงส่งสัญญาณตึงเครียด

เมื่อลงลึกในเชิงประเด็น ปัจจัยหลักที่หนึ่ง คืออุปทานน้ำมัน ตะวันออกกลาง สะเทือน จากความขัดแย้ง สหรัฐฯ อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นรอบใหม่ ส่งผลให้ ราคาน้ำมัน พุ่งเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว กลับตัวรุนแรง จากที่เคยลดลง จากความหวังเจรจา ความเชื่อมโยิงในอดีต ชี้ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี และเอสพีอาร์ซี แต่จะกดดัน กลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ อย่างรุนแรง เช่น เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง ที่สูงขึ้น จะบีบมาร์จิ้นทันที คาดการณ์ว่าผลกระทบ ต่อพลังงาน จะเห็นภายใน ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง และต่อสายการบิน ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูง

ปัจจัยที่สอง คือจุดเปลี่ยนนโยบาย ธนาคารกลางทั่วโลก แม้เฟดจะคงดอกเบี้ย แต่แรงกดดันเงินเฟ้อ จากพลังงาน ทำให้ทิศทางในอนาคต ไม่แน่นอน ขณะที่ ออสเตรเลีย แคนาดา และบราซิล เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย จากข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ธนาคารกลางญี่ปุ่น เองก็เผชิญแรงกดดัน จากอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาล ที่พุ่งสูงสุด นับตั้งแต่ปีสิบเก้าเก้าสิบเจ็ด ความแตกต่างนี้ ส่งผลให้ หุ้นกลุ่มแบงก์ เช่น บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี และเคทีบี จะได้ประโยชน์ จากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่ยังทรงตัว แต่กองทรัสต์ เพื่อการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นอสังหาฯ จะถูกกดดัน จากอัตราดอกเบี้ย ที่อยู่ในระดับสูง นานกว่าคาด

ปัจจัยที่สาม การแบ่งขั้ว ของผลประกอบการเทคฯ ไมโครซอฟท์ และซัมซุง แข็งแกร่ง แต่นั่นไม่อาจช่วย ดัชนีแนสแดค ที่ร่วงลง สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ได้ เพราะหุ้นเทคฯ ที่พึ่งพาโฆษณา อย่างเมตา กลับอ่อนแอ นักลงทุนจึงเลือกปฏิบัติ เข้าลงทุน เฉพาะหุ้น ที่มีรายได้จาก เอไอ ชัดเจน เท่านั้น

ปัจจัยที่สี่ ความเครียด ในตลาดตราสารหนี้ กองทุนตราสารหนี้ เกรดลงทุนสหรัฐฯ ถูกเทขาย สูงเป็นประวัติการณ์ นี่เป็นสัญญาณนำ ที่สำคัญ ว่านักลงทุนสถาบัน กำลังปรับพอร์ต รับมืออัตราผลตอบแทน ที่จะสูงขึ้น จากแรงส่งของ เงินเฟ้อด้านพลังงาน ซึ่งจะส่งผลลบ ต่อสินทรัพย์ ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อย่างกองทรัสต์ฯ และหุ้นเติบโต

ดังนั้น มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง คือ การเพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี และเอสพีอาร์ซี และเพิ่มน้ำหนักหุ้นแบงก์ อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี และเคทีบี ขณะที่ แนะนำลดน้ำหนัก หุ้นสายการบินและขนส่ง อย่าง เอเอวี บีเอ และเคอีเอ็กซ์ พร้อมทั้ง ระมัดระวัง หุ้นกองทรัสต์ฯ และอสังหาฯ เช่น อิมแพค เอไอเอ็มซีจี ดับเบิลยูเอชเออาร์ที สิริ เอพี ศุภาลัย และแอลเอช

สำหรับสถานการณ์จำลอง กรณีฐานที่ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ น้ำมันจะทรงตัว ในกรอบ เจ็ดสิบถึงแปดสิบดอลลาร์ จากความตึงเครียด ที่ยืดเยื้อ แต่ไม่บานปลาย แนะนำ ถือน้ำหนักพลังงาน ต่อไป กรณีบวกที่ ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ หากมีการหยุดยิง น้ำมันอาจย่อลง มาที่หกสิบห้าถึงหกสิบแปดดอลลาร์ ให้หมุนกลับเข้า หุ้นเทคฯ และอสังหาฯ ที่ถูกเทขาย และกรณีเลวร้าย ที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หากเกิดการเผชิญหน้าเต็มรูปแบบ น้ำมันจะพุ่งเกิน เก้าสิบดอลลาร์ ควรถือเงินสด ทองคำ และหุ้นพลังงาน เท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา หนึ่ง น้ำมันคือผู้กำหนด ระบอบมหภาค การพุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ จากความขัดแย้งสหรัฐฯ อิหร่าน คือข้อมูลที่สำคัญที่สุด ทุกสินทรัพย์อื่น เป็นผลพวงจากตรงนี้ สอง การคงดอกเบี้ยของเฟด ไม่ได้เป็นเชิงผ่อนคลาย เพราะเงินเฟ้อจากพลังงาน กำลังก่อตัวขึ้น สาม ตลาดหุ้นเทคฯ ตอนนี้ ต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัว อย่าหลงตามดัชนีแนสแดค สี่ การไหลออก ของกองทุนตราสารหนี้ ระดับบันทึกสถิติ เป็นสัญญาณเตือน ถึงภาวะการเงิน ที่ตึงตัวขึ้น และห้า สมุดกลยุทธ์ สหสัมพันธ์ ชัดเจน พลังงานขึ้น ผู้ผลิตได้ประโยชน์ แต่ค่าขนส่งหดตัว ดอกเบี้ยทรงตัว แบงก์เป็นต่อ การเงินรายย่อยเป็นรอง และหากดอลลาร์แข็ง จากความเสี่ยง ผูส่งออกอาหารไทย อย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ จะได้ประโยชน์ แต่โรงไฟฟ้า ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ จะถูกกดดัน

ทั้งนี้ ความผันผวน จากหัวข้อข่าวอยู่ในระดับสูงมาก การตั้งรับ โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยง ถือว่าเป็นการพนัน ควรใช้กลยุทธ์ จับคู่ซื้อขาย เช่น ซื้อหุ้นพลังงาน และขายหุ้นสายการบิน เพื่อแยกความเสี่ยง

สุดท้ายนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ สอง สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ สอง สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ เรามีรายงานเศรษฐกิจโลก ประจำวันที่สามสิบกรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า มานำเสนอ ครับ

ภาพรวมตลาดโลก ขณะนี้ ถูกกำหนดด้วยสองปัจจัยหลัก ครับ

หนึ่ง ความตึงเครียด ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

และสอง การหมุนเวียนพอร์ตการลงทุน ออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ เข้าสู่กลุ่มป้องกันความเสี่ยง และกลุ่มคุณค่า ครับ

การโจมตีทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้น ถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในรอบสัปดาห์ สร้างความกังวล เรื่องเงินเฟ้อ กลับมาอีกครั้ง

ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ พยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ ครับ

ด้านตลาดหุ้น หุ้นเอ็นวิเดีย ร่วงลง สี่จุดห้าเปอร์เซ็นต์

แนสแด็ค วันศุกร์ ดิ่งลง เกินหนึ่งเปอร์เซ็นต์

อัลฟาเบท เทสลา และไมโครซอฟท์ ต่างปรับตัวลงอย่างหนัก

ตรงกันข้าม ดัชนีดาวโจนส์ ปรับเพิ่มขึ้น ถึงสองร้อยสามสิบหกจุด

เป็นการยืนยัน ภาพการหมุนภาคส่วน ตามตำรา ครับ

ภาวะตลาดโดยรวม จัดอยู่ในช่วง แรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัว หรือที่เรียกว่า สแตกเฟชัน ความรู้สึกของนักลงทุน เปลี่ยนจาก ระมัดระวังเชิงบวก เป็น ระมัดระวังเชิงลบ ครับ

มาดูภาพรวมราคาสินทรัพย์ กันนะครับ

ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย ทรงตัวค่อนไปทางบวก เล็กน้อย

แนสแด็ค วันศุกร์ ดิ่งลง หนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และปรับลงหลายวัน

ดาวโจนส์ ปิดบวก สองร้อยสามสิบหกจุด ในวันศุกร์ แสดงความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ

นิกเคอิของญี่ปุ่น ปรับลงเล็กน้อย ครับ

ด้านพันธบัตร อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมพัน เรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ย และความกังวลด้านอุปทาน

ราคาทองคำ ร่วงลง แม้มีความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสัญญาณที่ผิดปกติ สะท้อนแรงกดดัน จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า และการคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ครับ

น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส พุ่งขึ้น เจ็ดเปอร์เซ็นต์ต่อสัปดาห์ ล่าสุด หลุดระดับ แปดสิบสี่ดอลลาร์ ลงมาเล็กน้อย ภาพรวม ยังคงเป็นขาขึ้น จากอุปทานตึงตัว ครับ

เรามาวิเคราะห์ ประเด็นหลัก เชิงลึก กันนะครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน

การโจมตีทางอากาศ สหรัฐอเมริกา ต่ออิหร่าน ประกอบกับการโจมตี ทางทะเลของกลุ่มฮูตี ส่งผลให้ราคาน้ำมัน พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในหนึ่งสัปดาห์

จากประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกอย่างมาก ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ผู้ผลิตต้นน้ำ และโรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี และเอสพีอาร์ซี

ในทางกลับกัน ส่งผลลบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อกลุ่มขนส่งและสายการบิน อาทิ เอเอวี และบีเอ ครับ

กลไกการส่งผ่าน คือ ต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังเงินเฟ้อ ที่จะกดดันให้เฟด คงนโยบายเข้มงวดต่อไป ครับ

ประเด็นที่สอง การประเมินการลงทุน ด้านปัญญาประดิษฐ์ ครั้งใหม่

หุ้นเอ็นวิเดียร่วงลง หลังประกาศข้อตกลง จัดหาชิปครั้งใหญ่

อัลฟาเบท เทสลา และไมโครซอฟท์ ต่างร่วงลงในวันเดียว

ตลาดกำลังตั้งคำถาม ถึงความคุ้มค่า ของการลงทุนมหาศาล ด้านปัญญาประดิษฐ์

บวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่สูงขึ้น จากความคาดหวังว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งกดดันหุ้นเติบโต

ราคาให้ปรับลดลง ครับ

ประเด็นที่สาม นโยบายเฟด และการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

เฟดคงดอกเบี้ย ตามคาด ในการประชุมเดือนกรกฎาคม

แต่ตลาดคาดการณ์ว่า มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น จากเงินเฟ้อด้านพลังงาน และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ต่ำสุดในรอบห้าสิบเจ็ดปี

อัตราดอกเบี้ยสูง เป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์

เช่น บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ จะขยายกว้างขึ้น

แต่เป็นลบ ต่อกลุ่มสินเชื่อรายย่อย และอสังหาริมทรัพย์ ครับ

ประเด็นสุดท้าย การหมุนเวียนภาคส่วน และสัญญาณข้ามสินทรัพย์

วันที่ดาวโจนส์ บวก สองร้อยสามสิบหกจุด แต่แนสแด็ค ติดลบ หนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ นี่ไม่ใช่แค่สัญญาณรบกวน แต่มันคือสัญญาณแห่งระบอบการลงทุน

การไหลของเงินทุน ออกจากหุ้นเทคฯ ที่หนาแน่น ไปยังหุ้นกลุ่มคุณค่า เป็นการหมุนแบบ ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ

กลุ่มพลังงาน การเงิน และสินค้าจำเป็น จะเป็นผู้ได้ประโยชน์

ส่วนเทคโนโลยี บริการสื่อสาร และสินค้าฟุ่มเฟือย จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ครับ

จากทั้งหมดนี้ วิทยานิพนธ์การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง มีดังนี้ครับ

หนึ่ง ควรให้น้ำหนัก กลุ่มพลังงาน มากกว่าตลาด โดยเฉพาะ ผู้ผลิตและโรงกลั้นต้นน้ำ เช่น พีทีทีอีพี และ ทีโอพี

สอง ให้น้ำหนัก กลุ่มการเงิน มากกว่าตลาด รับประโยชน์ จากดอกเบี้ยสูง

เช่น บีบีแอล เคแบงก์ และ เอสซีบี

สาม ให้น้ำหนัก กลุ่มเทคโนโลยีและเติบโต น้อยกว่าตลาด หรือหาทางป้องกันความเสี่ยง

และสี่ ให้น้ำหนัก กลุ่มขนส่งและสายการบิน น้อยกว่าตลาด ครับ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ใกล้ชิด คือ ข้อมูลจีดีพี ไตรมาสสอง การประกาศผลประกอบการ ของหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ที่เหลือ

ความคืบหน้าสงคราม อิหร่าน และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรสิบปี ครับ

ความเสี่ยงหลัก แบ่งเป็นสามกรณีครับ

กรณีฐาน ความน่าจะเป็น ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ น้ำมันทรงตัวระดับสูง เฟดคงดอกเบี้ยถึงไตรมาสสาม การหมุนภาคส่วน ดำเนินต่อไป

กรณีขาขึ้น ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หากตะวันออกกลางสงบ น้ำมันลงต่ำกว่าเจ็ดสิบห้าดอลลาร์ ผลประกอบการเทค ดีเกินคาด เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย หุ้นเทคดีดกลับแรง

กรณีขาลง ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ หากสงครามขยายวง น้ำมันทะลุเก้าสิบดอลลาร์ เฟดจำใจขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นร่วงหนัก เงินสดและทอง เป็นที่หลบภัย ครับ

สรุปอีกครั้ง น้ำมันคือแกนเศรษฐกิจ มหภาคเวลานี้ หุ้นพลังงาน คือความเชื่อมั่นสูงสุด

เทคโนโลยี ยังซึมตัว ไม่ถึงขั้นพังทลาย แต่ความเจ็บปวด ยังดำเนินต่อไป

กลุ่มการเงิน คือผู้ชนะในความเงียบ จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

การหมุนเวียนของเงินทุน มีโครงสร้างสนับสนุน

และการร่วงของราคาทองคำ คือสัญญาณเตือน ว่าตลาดเชื่อใจ ดอลลาร์และดอกเบี้ยสูง มากกว่า ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันอาทิตย์ที่ สอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

ในช่วงนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโลก

กำลังถูกกำหนดโดย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

ซึ่งผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบหลายเดือน

และราคาน้ำมันเบนซิน พุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ ถึงกว่า แปดสิบสองจุดหกหก เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ต้นปี

แรงกระแทกด้านพลังงานนี้ กำลังส่งผลโดยตรง ต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

และทำให้ การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ก่อนการตัดสินใจนโยบายการเงิน ที่กำลังจะมาถึง

ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในลักษณะรูปตัวเค กำลังทวีความชัดเจนมากขึ้น

โดยหุ้นกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

แต่การเทขายหุ้นเทคโนโลยี ในตลาดหุ้นฮั่งเส็ง ส่งสัญญาณถึงความกังวล ที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้

การหยุดชะงักของการขนส่ง ในทะเลแดง ยิ่งซ้ำเติม ช่องทางเงินเฟ้อ ทั้งด้านพลังงานและสินค้า

ผลลัพธ์คือ แรงกระตุ้นแบบสแตกเฟลชัน ที่ถูกซ้อนทับ ด้วยส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในอดีต สภาวะเช่นนี้ มักจะหนุนหุ้นพลังงาน มากกว่าหุ้นเติบโต

ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น และเป็นผลลบ ต่อหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และตลาดเกิดใหม่

สัปดาห์นี้ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง

เพราะมีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ และการรายงานผลประกอบการ ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ตลาดอยู่ในภาวะ ระมัดระวัง และค่อนไปทางลบ

โดยความเชื่อมั่น เปลี่ยนจากเป็นกลาง เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และความกังวลเรื่องดอกเบี้ย

สำหรับภาพรวมตลาด ตลาดหุ้นฮั่งเส็ง ปรับตัวลง หนึ่งเปอร์เซ็นต์

ตลาดหุ้นยุโรป ทรงตัว เนื่องจากแรงกดดันจากเงินเฟ้อ

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ สัญญาณซื้อขายล่วงหน้า ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นวันที่สอง

ในส่วนของตลาดเงินตรา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัว แต่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับต้นปี

ขณะที่เงินยูโร อ่อนค่าลง

สินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส พุ่งขึ้นกว่าร้อยละ ยี่สิบสอง เมื่อเทียบกับต้นปี

และราคาน้ำมันเบรนท์ ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

เรามาดูผลกระทบ ที่มีต่อตลาดทุนไทยกันบ้าง

ประเด็นแรก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ส่งผลบวกอย่างมาก ต่อกลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่นน้ำมัน

เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์

เช่น เอเชียเอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส

จะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมาก จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สอง สัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ

ส่งผลบวก ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

เช่น แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์

เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จะปรับตัวดีขึ้น

แต่จะเป็นผลลบ ต่อกลุ่มสินเชื่อเพื่อรายย่อย

เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ

รวมถึงกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น แสนสิริ เอพี และศุภาลัย

เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น จะลดความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย

ประเด็นที่สาม การแยกทางของตลาดหุ้น ในกลุ่มเทคโนโลยี

เราอาจเห็น การลงทุนแบบเลือกตัว มากขึ้น

โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีผลประกอบการดี จะยังคงได้รับความสนใจ

สำหรับผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

เช่น เดลต้า เคซีอี และฮานา

ยังมีแรงหนุน จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แต่ก็ต้องระวัง ความเสี่ยงเฉพาะตัวของหุ้นแต่ละตัวด้วย

บทสรุปการลงทุน ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์นี้

เรามีมุมมองเชิงบวกสูง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และโรงกลั่น

รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

และมีมุมมองเชิงลบ ต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน และขนส่งที่ใช้เชื้อเพลิงเข้มข้น

รวมถึงสินเชื่อรายย่อย

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

คือ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ

ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น

และข่าวความเคลื่อนไหว ในทะเลแดง

สถานการณ์ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

ในกรณีฐาน มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ที่ความตึงเครียดจะยังคงอยู่ แต่ไม่บานปลาย ราคาน้ำมันจะทรงตัว

ในกรณีที่ดี มีโอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ที่ความขัดแย้งจะคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะร่วงลง

และในกรณีเลวร้าย มีโอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ที่การปิดกั้นทะเลแดงจะเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นเกิน หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ เรามาเริ่มต้นด้วยภาพรวมตลาดโลก ที่แบ่งเป็นสองซีกอย่างชัดเจนครับ ฝั่งหุ้นสหรัฐ กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น ต่อผลตอบแทนจากการใช้จ่ายด้านเอไอ ท่ามกลางข้อมูลมหภาคที่ย่ำแย่ลง นำไปสู่การเทขายอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ก่อนจะเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิค จากกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วน หลังจากนั้น ขณะที่ตลาดเอเชีย ก็มีแรงกดดันเฉพาะตัว จากสุญญากาศผู้นำธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดเกิดใหม่ และการเข้าแทรกแซงของทางการจีน เพื่อพยุงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ส่วนตลาดน้ำมันดิบ กำลังให้ภาพที่ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจนครับ คือความเสี่ยงด้านอุปทาน จากภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ภัยคุกคามของอิหร่าน และกลุ่มฮูตีในทะเลแดง กลับถูกบดบัง อย่างสิ้นเชิง ด้วยมุมมองเชิงลบต่ออุปสงค์ โดยราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ ร่วงลงประมาณ ร้อยละยี่สิบ เมื่อเทียบรายเดือน ทำให้ภาพรวมตลาดขณะนี้ เป็นการฟื้นตัวเสี่ยง ในบางจุด ที่เปราะบาง ต่อกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ในวงกว้างครับ

ต่อด้วยสถานการณ์ตลาดครับ ระบอบตลาดวันนี้ เราเรียกว่า การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบแยกส่วน พร้อมแรงรีบาวด์ จากมาตรการนโยบายครับ สัญญาณภาวะสเตกเฟลชั่น เริ่มปรากฏ เมื่อความกังวลด้านการเติบโต จากข้อสงสัยการใช้จ่ายเอไอ และการส่งออกเอเชีย มาชนกับเงินเฟ้อฝังแน่น โดยธนาคารกลางจอร์เจีย ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ ร้อยละแปดจุดสองห้า ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ ร้อยละห้าจุดแปด สะท้อนว่า แรงกดดันเงินเฟ้อ ยังไม่จางหายไปครับ

ภาพรวมดัชนีหลักครับ ตลาดหุ้นสหรัฐ เอสแอนด์พีห้าร้อย และแนสแด็ก บวกได้มากกว่า ร้อยละศูนย์จุดห้า ในวันที่ 21 กรกฎาคม จากแรงรีบาวด์หุ้นเทค แต่ก็ร่วงหนักในวันที่ 24 จากความกังขาต่องบลงทุนเอไอ ด้านนิกเคอิของญี่ปุ่น ลดลงถึง ร้อยละสี่จุดศูนย์สาม ส่วนเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต เพิ่มขึ้น ร้อยละศูนย์จุดแปดห้า จากแรงซื้อกองทุนรัฐ ฮั่งเส็ง เพิ่มขึ้น ร้อยละสองจุดสามหก โคสปีของเกาหลีใต้ ลดลงถึง ร้อยละสี่จุดสี่หก เอเอสเอ็กซ์สองร้อย ของออสเตรเลีย เกือบไม่เปลี่ยนแปลงครับ

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี ปรับสูงขึ้นเมื่อวันที่ 24 จากความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ส่วนของรัสเซีย การประมูลพันธบัตรโอเอฟแซด ถูกระงับ หลังการขายล้มเหลวต่อเนื่อง สะท้อนความตึงเครียด

สำหรับค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ หรือดีเอ็กซ์วาย เคลื่อนไหวแถว หนึ่งร้อยจุดเก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยหนึ่งจุดสามสิบหก ทรงตัว แต่มีกำไรรายเดือนเล็กน้อย ประมาณ ร้อยละหนึ่งจุดห้า ถึงสองจุดห้า ขณะที่รูเปียะห์อินโดนีเซีย อ่อนค่าลง จากข่าวผู้ว่าการธนาคารกลาง เพอร์รี วาร์จิโย ลาออกกะทันหัน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม สร้างความกังวลด้านเสถียรภาพสถาบันครับ

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ เจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ด ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงรายวัน ร้อยละสองจุดสามแปด และร่วงลงรายเดือน ถึงร้อยละยี่สิบจุดสองแปด ส่วนดัชนีจีเอสซีไอ ปิดที่หกร้อยสี่สิบเจ็ดจุดสามสี่ ปรับขึ้นรายสัปดาห์ ร้อยละสี่จุดเก้า แต่ลดลงรายเดือน ร้อยละห้าจุดห้าห้า ครับ

มาติดตามประเด็นสำคัญกันครับ

ประเด็นแรก วิกฤตความเชื่อมั่นเอไอ ฉุดราคาหุ้นเทคสหรัฐใหม่ครับ โดยตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนักวันที่ 24 จากมุมมองว่า การลงทุนในโครงสร้างเอไอ ไม่คุ้มค่า ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่แย่ลง ก่อนจะรีบาวด์บางส่วน จากแรงซื้อหุ้นเทค วันที่ 21 ซึ่งนำโดยแอลฟาเบทครับ ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น จะกดดันมูลค่าหุ้นเติบโต และหุ้นเทคครับ ผลกระทบที่เรามองว่าเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญ ภายในสี่สิบแปด ชั่วโมง ไปจนถึงสี่สัปดาห์ หุ้นเทคและเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ มีความเสี่ยงขาลงแบบอสมมาตร การพุ่งขึ้นของหุ้นเอสเค ไฮนิกซ์ กับที่หุ้นไมครอนและมาร์เวลร่วง สะท้อนการแยกทางกันอย่างรุนแรงครับ สำหรับตลาดหุ้นไทย การรีบาวด์จากหุ้นเทคในวันที่ 31 กรกฎาคม น่าจะเป็นเพียงแรลลี่ปิดชอร์ต ไม่ใช่การกลับตัวเชิงโครงสร้าง เพราะหากอัตราผลตอบแทนสหรัฐยังสูง ก็จะกดดันต่อเนื่องครับ

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง จากการทำลายอุปสงค์ กลบพลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครับ แม้จะมีข่าวอิหร่าน สั่งให้กลุ่มฮูตีเตรียมปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน แต่ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ กลับดิ่งลงร้อยละยี่สิบในรอบเดือน สะท้อนว่า ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ ความกลัวอุปสงค์ถดถอยอย่างแท้จริงครับ

ความสัมพันธ์ที่เรามี ในฐานข้อมูลชัดเจนว่า เมื่อราคาน้ำมันขึ้น จะบวกต่อกลุ่มพลังงานและยูทิลิตี้ เช่น หุ้น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป แต่พอราคาลงก็จะเป็นลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อน้ำมันลง กลุ่มขนส่งและสายการบิน เช่น เอเอวี บีเอ รวมถึงโลจิสติกส์ เคอีเอ็กซ์ จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ตรงกันข้ามครับ ดังนั้นเราจึงให้น้ำหนักว่า การร่วงของน้ำมัน เดือนนี้จะกดดันหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีไทยอย่างชัดเจน ในขณะที่เอื้อต่อธุรกิจขนส่ง ซึ่งเป็นจุดสว่างที่หาได้ยากในตลาดตอนนี้ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นที่สาม คือความเครียดในตลาดเกิดใหม่ จากวิกฤตสถาบันอินโดนีเซีย และการลามไปยังอาเซียนครับ การลาออกของผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กะทันหัน ตอกย้ำความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล นอกจากรูเปียะห์อ่อนแล้ว ยังอาจฉุดให้ค่าเงินบาท อ่อนค่าตามแรงเทขายในภูมิภาคครับ ซึ่งผลตามฐานข้อมูล หากเงินบาทอ่อน ค่าเงินดอลลาร์แข็ง กลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮาน่า จะได้ประโยชน์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับกลุ่มอาหาร อย่าง ทีเอ ซีพีเอฟ ส่วนกลุ่มพลังงานที่มีหนี้เป็นดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ จะถูกกดดันหนัก จากต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นครับ ระยะนี้จึงต้องจับตาความเสี่ยง แพร่กระจายจากอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิดครับ

ประเด็นที่สี่ การใช้มาตรการของจีน เพื่อพยุงตลาดครับ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต บวกขึ้นร้อยละศูนย์จุดแปดห้า จากแรงซื้อกองทุนรัฐ พร้อมคำมั่นที่จะซื้อเพิ่ม และการคงดอกเบี้ยแอลพีอาร์ ของธนาคารกลางจีน ช่วยสร้างแนวรับเชิงยุทธวิธี ให้กับตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง ที่บวกถึงร้อยละสองจุดสามหก แต่การร่วงของโคสปีถึงร้อยละสี่จุดสี่หก ก็ย้ำว่า ปัจจัยด้านเทคโนโลยียังคงสำคัญกว่า และจีนไม่อาจทำให้ตลาดเอเชีย แยกตัวจากแรงขายหุ้นเอไอสหรัฐได้ แนวรับจากจีนจึงเป็นเพียงการพยุงระยะสั้น ไม่ใช่การกลับตัว รอให้ข้อมูลพีเอ็มไอ และส่งออก ยืนยันการฟื้นตัวก่อนครับ

มาดูกลยุทธ์ลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง จากฐานข้อมูลกันครับ โอกาสที่น่าสนใจที่สุด มีดังนี้

หนึ่ง ให้น้ำหนักมากเกิน ในหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ไทย เช่น เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ เพราะมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับราคาน้ำมันอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ร่วงแรงในรอบเดือนนี้ จะหนุนกำไรจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นโอกาสลงทุนในกรอบศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่า ราคาดับเบิลยูทีไอ ยังอยู่ต่ำกว่า เจ็ดสิบห้า ดอลลาร์ครับ

สอง ให้น้ำหนักมากเกิน ในกลุ่มผู้ส่งออก คือ กลุ่มอีเล็กทรอนิกส์และอาหาร หากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งเป็นไปได้จากแรงกดดันตลาดเกิดใหม่ โดยมีหุ้นเด่นเช่น เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ ที่จะได้ประโยชน์จากกำไรการแปลงค่าเงิน กรอบเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยมีตัวกระตุ้นคือ ดัชนีดีเอ็กซ์วายทะลุ หนึ่งร้อยสอง หรือบาทอ่อนค่าลงอีก

สาม ควรหลีกเลี่ยงหรือให้น้ำหนักน้อยเกิน ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคไทย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงร้อยละยี่สิบต่อเดือน จะบีบอัดรายได้ของ พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี โดยตรง และกลุ่มบีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ ต้องเผชิญแรงกดดันสองทาง จากทั้งราคาน้ำมันลง และภาระหนี้ดอลลาร์ ในสภาพแวดล้อมที่บาทมีแนวโน้มอ่อน กรอบเวลาศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ครับ

สี่ เลือกลงทุนในกลุ่มธนาคารอย่างระมัดระวังครับ เพราะหากดอกเบี้ยยังสูง รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัว หนุนหุ้นอย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แต่ต้องระวังหากเศรษฐกิจถดถอย จนหนี้เสียเพิ่มขึ้น ตัวกระตุ้นคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางครับ

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง แบ่งเป็นสามกรณีครับ

กรณีฐาน ร้อยละห้าสิบห้า ตลาดแกว่งตัวในกรอบ ราคาน้ำมันทรงตัว หกสิบแปด ถึง เจ็ดสิบสี่ ดอลลาร์ หุ้นเทคสหรัฐ รีบาวด์ ไร้แรงต่อเนื่อง ตลาดเกิดใหม่ จำกัดที่อินโดนีเซีย

กรณีที่ดี ร้อยละยี่สิบ หากความกลัวเอไอเกินจริง แอลฟาเบทออกผลประกอบการดี จีนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล น้ำมันดีดจากอุปทานสะดุดจริง ให้หันไปเพิ่มหุ้นเทค และพลังงานเต็มที่

กรณีเลวร้าย ร้อยละยี่สิบห้า หากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย เอไอร่วงไม่เป็นระเบียบ วิกฤตอินโดนีเซียลาม น้ำมันหลุด หกสิบห้า ดอลลาร์ ต้องตั้งรับเต็มที่ ถือหุ้นค้าปลีก และเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง

ข้อสรุปสำคัญก่อนจบรายงานครับ การร่วงของราคาน้ำมันดิบ ถึงร้อยละยี่สิบในรอบเดือน คือสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ครับ มันสนับสนุนหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบิน และกดดันกลุ่มพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตความเชื่อมั่นการใช้จ่ายเอไอ ยังหาจุดต่ำสุดไม่ได้ ต้องรอผลประกอบการของยักษ์ใหญ่ก่อนตัดสินใจ ขณะที่วิกฤตอินโดนีเซียเพิ่มเบี้ยความเสี่ยงในอาเซียน ต้องป้องกันด้วย หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน ส่วนการพยุงตลาดของจีน เป็นเพียงพื้นชั่วคราวครับ ยังไม่ใช่จุดกลับตัว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น ยังคงเป็นกลไกส่งผ่านความกลัว ไปสู่การกดดันหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี กลยุทธ์ที่เราแนะนำ คือการหมุนกลุ่ม เน้นกลุ่มขนส่ง อาหาร ผู้ส่งออก และหลีกเลี่ยงพลังงานครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ภาพรวมตลาดวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยความกังวล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตะวันออกกลาง ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซ้ำเติมความตึงเครียดเดิม ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงภัยคุกคามทางทะเล จากกลุ่มฮูตี แรงกระแทกจากราคาพลังงานนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาสำคัญ ของนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ คงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่แรงกดดันเงินเฟ้อ จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กลับทำให้ภาพการชะลอตัวของเงินเฟ้อ ซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเทคโนโลยียังเผชิญกับ ความแตกต่างของผลประกอบการ ไมโครซอฟท์และซัมซุง รายงานผลงานดี ขณะที่เมต้าและเทสลา ผิดหวัง ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินทุน ออกจากหุ้นกลุ่มเอไอ ที่มีมูลค่าสูง

นอกจากนี้ คำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือบีไอเอส เกี่ยวกับการลงทุนในเอไอที่มากเกินไป ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์สุทธิคือ ตลาดติดอยู่ระหว่าง ความกังวลเงินเฟ้อจากพลังงาน และความเปราะบางของมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี โดยมี ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง ทำหน้าที่เป็นสมอเรือที่เปราะบาง

ขณะนี้ภาวะตลาด อยู่ในโหมดความเสี่ยง จากภูมิรัฐศาสตร์ และความกดดันเงินเฟ้อชะลอตัว แนวโน้มความเชื่อมั่นของนักลงทุน อยู่ในภาวะระมัดระวัง และค่อนข้างเป็นลบ ลดลงจากสัปดาห์ก่อน ที่ยังเป็นกลางอย่างระมัดระวัง เหตุการณ์จริงในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และผลประกอบการที่น่าผิดหวัง จากหุ้นหลัก อย่างเมต้า เทสลา และเดลต้า ประเทศไทย กำลังกลบปัจจัยบวกแบบโดดๆ ไป

เริ่มต้นที่ประเด็นแรก การยกระดับความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ จากการโจมตีครั้งใหม่ ซึ่งจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ พบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี โดยได้ประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและสายการบิน อย่างเอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ จะเผชิญกับแรงกดดัน จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันอัตรากำไร

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลยืนยัน จากธนาคารกลางจอร์เจีย ที่ระบุว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มาจากราคาพลังงาน สะท้อนกลไกการส่งผ่าน ในระดับมหภาค ดังนั้นจึงคาดว่า หุ้นผู้ผลิตพลังงาน จะปรับตัวขึ้นได้ดี ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ขณะที่หุ้นสายการบินและขนส่ง จะถูกกดดันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนตลาดหุ้นในวงกว้าง จะถูกปรับลดมูลค่าลง จากความคาดหวังเงินเฟ้อ ที่จะกดดันหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ในระยะสั้น และหุ้นถ่านหินอย่างบ้านปู และลานนา จะได้รับแรงหนุน ในฐานะพลังงานทดแทน

ประเด็นที่สอง ความแตกต่างของผลประกอบการ เทคโนโลยี และการตั้งคำถาม ต่อมูลค่าหุ้นเอไอ หลังไมโครซอฟท์และซัมซุง ประกาศผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง แต่เมต้าร่วงลง เทสลาพลาดเป้ากระแสเงินสด ไอบีเอ็มปรับลดคาดการณ์รายได้ และที่สำคัญ เดลต้า ประเทศไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาสสอง ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขาย ในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก แนสแด็กปรับตัวลง สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ คอสปี้และฮั่งเส็งปรับตัวลดลงเช่นกัน

จากฐานข้อมูล พบว่าเดลต้าได้รับประโยชน์ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แต่ข้อมูลผลประกอบการ ไม่มีกฎตายตัวที่ชัดเจน ขณะที่คำเตือนของบีไอเอส เกี่ยวกับการลงทุนในเอไอ ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงฟองสบู่ ให้น้ำหนักในเชิงโครงสร้าง ดังนั้นจึงคาดว่า หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และเอไอที่มีมูลค่าสูง จะถูกเทขายในช่วงสั้น ส่วนไมโครซอฟท์และซัมซุง ยังยืนหยัดได้ดี ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า จะถูกกดดันต่อเนื่อง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ประเด็นที่สาม ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ย ตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การตัดสินใจครั้งนี้ กลับต้องเจอกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางยุโรป ส่งสัญญาณว่าอาจชะลอการตัดสินใจ หากราคาพลังงานได้รับผลกระทบ โดยการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน

จากกฎความสัมพันธ์ที่ชัดเจน การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับดี แต่จะส่งผลลบต่อผู้ให้สินเชื่อรายย่อย อย่างศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และติดโล่ เพราะต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ที่ยืนหยัดความเป็นอิสระของเฟด ยังเป็นบวกต่อความเชื่อมั่นตลาด

ช่วงต่อไปนี้ คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคาร จะได้แรงหนุนในระดับต่ำถึงปานกลาง จากการคงอัตราดอกเบี้ยที่เกื้อหนุนส่วนต่างดอกเบี้ย ขณะเดียวกันหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย จะถูกกดดันต่อไป ส่วนหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่พึ่งพาดอกเบี้ยต่ำ อย่างแสนสิริ เอพี ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อาจถูกชะลอแรงกระตุ้น การโอนกรรมสิทธิ์ หากดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง

ประเด็นที่สี่ ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ภายใต้แรงกดดันสองด้าน ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงต้าน จากเดลต้าที่ผลประกอบการออกมาแย่ และก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ได้กดดันหุ้นพลังงานและปิโตรเคมี อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังช่วยพยุงแนวโน้มระยะกลางไว้

กฎความสัมพันธ์ระบุชัดว่า หุ้นพลังงานอย่าง ปตท. และไทยออยล์ ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน หุ้นธนาคารได้ประโยชน์ จากเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้าและเคซีอี ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน ดังนั้นในระยะต่อไป หุ้นเดลต้าจะถูกกดดันหนักในช่วงสั้น ขณะที่ ปตท. ไทยออยล์ และพีทีทีอีพี จะได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ส่วนหุ้นธนาคารยังได้แรงส่งบวกจากผลประกอบการ โดยภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จะเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน ระหว่างแรงหนุนจากพลังงาน และแรงถ่วงจากกลุ่มส่งออกเทคโนโลยี

ธีมการลงทุนที่แนะนำ ด้วยความเชื่อมั่นสูง คือการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี ปตท. และไทยออยล์ ในขอบเขตหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากแรงหนุนราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน แนะนำให้ลดน้ำหนัก หุ้นสายการบินและขนส่ง อย่าง เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง กดดันอย่างชัดเจน

ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง คือ การเข้าลงทุนในหุ้นธนาคาร อย่าง แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยยังดี และสินเชื่อในภาคพลังงาน ช่วยเพิ่มคุณภาพสินทรัพย์

ประเด็นที่ต้องติดตาม คือการหยุดยิงในตะวันออกกลาง ที่จะล้างสถานะซื้อน้ำมัน การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่หากเข้มงวดเกินคาด จะเร่งการลดความเสี่ยง ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองของสหรัฐ ที่จะบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ และผลประกอบการเทคโนโลยีที่จะตามมา

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ดัชนีตลาดแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยหุ้นพลังงานและธนาคาร เด่นกว่าตลาด ขณะที่กรณีบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากความขัดแย้งคลี่คลาย จีดีพีสหรัฐแข็งแกร่ง และบีโอเจผ่อนคลาย ตลาดจะกลับสู่โหมดรับความเสี่ยง ส่วนกรณีลบ มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากเกิดการเผชิญหน้าโดยตรง ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน น้ำมันพุ่งเกินเก้าสิบดอลลาร์ และฟองสบู่เอไอแตก ตลาดจะปรับฐานหนัก มีเพียงพลังงานและทองคำ ที่เป็นที่หลบภัย

โดยสรุป ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ คือตัวเร่งระยะสั้นที่สำคัญที่สุด แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน ลดน้ำหนักหุ้นสายการบิน ความแตกต่างของผลประกอบการเทคโนโลยียืนยัน การแยกแยะระหว่างผู้ชนะ กับหุ้นที่ถูกโอเวอร์ไฮป์ การคงดอกเบี้ยของเฟดถูกรับรู้แล้ว แต่ช่องทางที่น้ำมันส่งผ่านเงินเฟ้อ อาจเปลี่ยนมุมมองนโยบาย ให้กลับมาเข้มงวดมากขึ้น หุ้นธนาคารไทย เป็นเกราะป้องกันเชิงคุณภาพ ผลประกอบการเดลต้าที่พลาด ส่งผลต่อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่ม และคำเตือนของบีไอเอส เป็นสัญญาณเตือนระยะกลาง สำหรับการลงทุนในเอไอ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สามสิบเอ็ด กรกฎาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สามสิบเอ็ด กรกฎาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

ภาพรวมตลาดโลกวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปะทะ ระหว่างความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น กับความหวังเรื่องเงินเฟ้อ ที่ยังคงชะลอตัว

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด เมื่อวันที่หกกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง ต่อความเชื่อมั่นของตลาด

อย่างไรก็ตาม แรงหนุนนี้กำลังถูกท้าทาย จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน รวมถึงปัญหาการเดินเรือ ที่กำลังดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น และทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อ ซับซ้อนยิ่งขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ ร้อยละ สี่จุดห้าหก สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ กำลังคาดการณ์นโยบายแบบผ่อนคลายมากขึ้น แต่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ก็ขู่ว่าจะสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนอีกระลอก

ผลจากกระแสที่ตีกันกลับไปมา ทำให้ตลาดหุ้นผันผวน และเคลื่อนไหวในกรอบ โดยดัชนีตลาดหุ้นยุโรป อียูหนึ่งร้อย ปรับตัวลดลง ร้อยละ หนึ่งจุดศูนย์เจ็ด ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชีย แสดงความแข็งแกร่งแบบผสม โดยดัชนีนิฟตี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดสามสี่

สถานการณ์ในปัจจุบัน จัดอยู่ในช่วงของการเพิ่มขึ้น ของค่าความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อแฝงอยู่ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ความไม่แน่นอนสูง โดยข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลง กำลังแข่งขันกับ ความกลัวเรื่องอุปทานพลังงาน สะดุดหยุดลง

ด้านความเชื่อมั่นของตลาด อยู่ในเกณฑ์ ระมัดระวัง แต่เป็นกลาง โดยมีเงินทุนไหลเข้า กองทุนหุ้นทั่วโลก ติดต่อกันแปดสัปดาห์ สะท้อนความอยากเสี่ยงที่ยังอยู่ แต่ดัชนีความผันผวนในญี่ปุ่น อยู่ที่ สี่สิบสามจุดแปดสอง ส่งสัญญาณถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้น

สำหรับข้อมูลตลาดสำคัญ ดัชนีหุ้นยุโรปอียูหนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบสองจุด ดัชนีนิฟตี้ห้าสิบ อยู่ที่ สองหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบสามจุด ดัชนีตลาดดูไบ ดีเอฟเอ็มจีไอ อยู่ที่ ห้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเอ็ดจุด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ สี่จุดห้าหก ราคาน้ำมันดิบ และเบรนท์ ปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน ด้านความผันผวนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับสูง

ในส่วนของการวิเคราะห์เชิงลึก หัวข้อแรกคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐ และอิหร่าน และผลกระทบด้านอุปทานพลังงาน

ตัวกระตุ้นคือ ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ และปัญหาการเดินเรือ กำลังดันราคาพลังงาน และป้อนเข้าสู่การคาดการณ์เงินเฟ้อโลก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับสัปดาห์ ที่มีการตัดสินใจเชิงนโยบาย ของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ไตรมาสสอง และผลประกอบการ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

จากข้อมูลในอดีต เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ภาคพลังงานจะเป็นบวก ทำให้ราคาหุ้น และราคาขายปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลลบต่อภาคการขนส่ง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น จะกดดันกำไรของสายการบิน และโลจิสติกส์ ได้แก่ เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดคือ เป็นบวกต่อผู้ผลิต และโรงกลั่นพลังงาน และเป็นบวกต่อถ่านหินทดแทนพลังงาน เช่น บ้านปู และลานนา

ประเด็นที่สองคือ เสถียรภาพของนโยบายการเงิน หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐ พิพากษายืนยันความเป็นอิสระของเฟด

ตัวกระตุ้นคือ คำตัดสินของศาลเมื่อวันที่หกกรกฎาคม ได้ขจัดความเสี่ยงแบบสุดขั้ว ที่การแทรกแซงทางการเมือง จะมาทำลายความน่าเชื่อถือ ของนโยบายการเงิน

จากข้อมูลในอดีต สภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพ หรือปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นบวกต่อภาคการเงินการธนาคาร ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิกว้างขึ้น ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

แต่สำหรับกลุ่มไฟแนนซ์ และหลักทรัพย์ ที่อ่อนไหวต่อต้นทุนการกู้ยืมสูง จะยังคงถูกกดดัน

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดคือ เป็นบวกต่อหุ้นการเงิน และหุ้นธนาคารสหรัฐในวงกว้าง ซึ่งการขจัดความไม่แน่นอน เป็นผลดีเชิงโครงสร้าง ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท และเป็นบวกต่อหุ้นธนาคารไทย จากสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ย ที่มีเสถียรภาพ

ธีมที่สามคือ ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ ในตลาดวอลล์สตรีท และหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่

ตัวกระตุ้นคือ ธนาคารใหญ่บนวอลล์สตรีท หกแห่ง จะรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง ในวันที่สิบสี่ถึงสิบห้า กรกฎาคม โดยคาดว่าจะมีรายได้จากการค้า ที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาด

ผลประกอบการของบริษัททีเอสเอ็มซี ถูกจับตาเป็นพิเศษ ในฐานะตัวขับเคลื่อนความผันผวน ของหุ้นในกลุ่มชิป ส่วนการมองโลกในแง่ดี ต่อฤดูกาลผลประกอบการ เป็นแรงหนุนให้มีเงินทุนไหลเข้า กองทุนหุ้นทั่วโลก ติดต่อกันแปดสัปดาห์

สำหรับธีมที่สี่คือ โมเมนตัมการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทเทคโนโลยจีน โดยเฉพาะยูนิทรี โรโบติกส์ และวัฏจักรการสร้างทุน ด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ

ตัวกระตุ้นคือ ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ ให้เสนอขายหุ้น IPO มูลค่า หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดสตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ สะท้อนการสนับสนุน จากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง สำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และตอกย้ำประเด็นการลงทุนด้านเอไอ และหุ่นยนต์

สำหรับแนวทางการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง โอกาสที่คุ้มค่าความเสี่ยงมากที่สุด คือการลงน้ำหนักเพิ่มในหุ้นกลุ่มพลังงาน เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน และลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มขนส่ง

โดยให้น้ำหนักเพิ่มในหุ้นพลังงาน ได้แก่ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง จากปัจจัยสหรัฐ-อิหร่าน

ให้น้ำหนักเพิ่มในหุ้นกลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จากความเป็นอิสระของเฟด และอัตราดอกเบี้ยที่มีเสถียรภาพ สนับสนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ อีกทั้งยังมีตัวเร่ง จากรายได้ด้านการค้าในไตรมาสสอง

และให้น้ำหนักลดลง สำหรับสายการบิน และขนส่ง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เป็นอุปสรรค จะกดดันกำไร และยังไม่มีตัวเร่งระยะสั้น ให้กลับทิศทาง

สำหรับเหตุการณ์กระตุ้นสำคัญ ที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ เดือนมิถุนายน ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย การตัดสินใจเชิงนโยบาย ของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น การพัฒนาทางการทูต ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นความเสี่ยง แบบสองทางต่อตำแหน่งการลงทุนในพลังงาน และผลประกอบการของบริษัททีเอสเอ็มซี ที่เป็นสัญญาณนำ ถึงอุปสงค์เทคโนโลยีโลก

ในแง่ของภาพจำลองความเสี่ยง กรณีพื้นฐาน ที่มีความน่าจะเป็น ร้อยละ ห้าสิบห้า คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่ แต่ไม่บานปลายไปถึงขั้นสะดุดหยุดลงเต็มระบบ เงินเฟ้อชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ย และตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบ โดยมีทิศทางเชิงบวกเล็กน้อย

กรณีที่ดี ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ ยี่สิบ คือ ความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน คลี่คลายอย่างรวดเร็ว เงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในวงกว้าง โดยนำโดยหุ้นกลุ่มเติบโต และเทคโนโลยี

และกรณีที่แย่ที่สุด ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ ยี่สิบห้า คือ ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิม เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ในทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มพลังงาน

ข้อสรุปสำคัญจากรายงานวันนี้คือ การเข้าลงทุนในน้ำมันดิบ เป็นการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด จากปัจจัยเร่งที่ยังดำเนินอยู่ และต่อเนื่อง

คำตัดสินเรื่องความเป็นอิสระของเฟด เป็นบวกเชิงโครงสร้าง ที่ช่วยขจัดความเสี่ยงแฝง

การลดลงของอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ มองว่าเงินเฟ้อจะลดลง แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันที่ตรงกันข้าม ซึ่งจะคลี่คลาย ด้วยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค ในสัปดาห์นี้

ฤดูกาลผลประกอบการ เป็นตัวเร่งสำคัญ ที่อาจทำให้ตลาดปรับฐาน หรือทะยานขึ้น

และการเสนอขายหุ้น IPO ของเอไอ และหุ่นยนต์จีน เป็นบวกเชิงโครงสร้าง ต่อการเปิดรับนวัตกรรมในระยะกลาง แต่ปริมาณหุ้นที่เพิ่มขึ้น อาจสกัดการปรับตัวขึ้นของดัชนีในภาพรวม

สุดท้าย ให้จับตาการตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่อง ไปยังการค้าเงินเยน และสภาพคล่องโลก

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สามสิบเอ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สามสิบเอ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้ง โดยแรงกระแทกแบบสแตกเฟลชั่น ที่มีรากฐาน มาจากความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง ที่กำลังบานปลาย การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ การโจมตีของกลุ่มฮูษี ในทะเลแดง และความขัดแย้งระดับภูมิภาค ที่ขยายวงกว้าง ได้ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบ พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ไปอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้ ความกังวล เงินเฟ้อ พุ่งสูงขึ้น และเข้าบดขยี้ สินทรัพย์ทุกประเภท ที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย อย่างรุนแรง

กลไกการส่งผ่าน ชัดเจนตรงตามตำรา ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ส่งผ่าน ไปยังคาดการณ์เงินเฟ้อ ทำให้อัตราผลตอบแทน พันธบัตร พุ่งทะลุ จุดสูงสุดใหม่ ในรอบหลายปี โดยเฉพาะ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ สามสิบปี ที่เบรกเอาต์ขึ้นไป จากนั้น หุ้นกลุ่มการเติบโต และหุ้นเทคโนโลยี ก็ถูกเทขาย ปรับมูลค่าอย่างรุนแรง โดยแนสแด็ก ร่วงลงไปถึง ร้อยละสองจุดหนึ่งห้า ในวันเดียว สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือ ทองคำกลับดิ่งลงอย่างหนัก แม้จะมีแรงหนุน จากภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม เนื่องจาก ต้นทุนค่าเสียโอกาส ในการถือครองสินทรัพย์ ที่ไม่มีผลตอบแทน พุ่งสูงขึ้นมาก

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ ปิดรับความเสี่ยง ธรรมดา แต่เป็นแรงกระตุ้น เงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ที่เข้ามาปะทะกับ ดอกเบี้ยนโยบาย ที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว บีบให้ตลาด ต้องปรับตัวรับ ความเป็นไปได้ ที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจต้องคงนโยบายคุมเข้ม หรือแม้กระทั่งต้องเข้มงวดขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัว ผลลัพธ์ที่ได้ จึงเป็นโลกแห่งบาร์เบล ที่หุ้นพลังงาน และหุ้นธนาคาร ได้รับประโยชน์ ขณะที่ทุกสิ่ง ที่อ่อนไหว ต่อช่วงเวลา ถือครองยาว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยี กองทรัสต์เพื่อการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์ และทองคำ ล้วนแต่ได้รับผลกระทบ

มาดูภาพรวมตลาดกันครับ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลง ร้อยละศูนย์จุดเก้าเจ็ด เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลดลง ร้อยละหนึ่งจุดสองหนึ่ง แนสแด็ก ลดลง ร้อยละสองจุดหนึ่งห้า ฝั่งเอเชีย ฮั่งเส็ง ลบ ร้อยละหนึ่ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ซึมไปตามบรรยากาศโลก แถมยังเจอ แรงกดดันจาก ผลประกอบการ ของหุ้นเดลต้า ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ในไตรมาสสองอีกด้วย ทางด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัว แม้จะปรับขึ้นมา ร้อยละสองจุด เจ็ด เมื่อเทียบกับต้นปี แต่สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ น้ำมันดิบ ยืนเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ทองคำ ดิ่งลงกว่า หนึ่งร้อยดอลลาร์ เข้าใกล้แนวรับ ที่สี่พันดอลลาร์

มุมมองเชิงกลยุทธ์ ในวันนี้ ตลาดกำลังเผชิญกับ สองแรงกระทบใหญ่ จากราคาน้ำมัน ที่สูงกว่าร้อยดอลลาร์ กำลังส่งผล ตามฐานข้อมูลคอเรเลชันของเรา โดยตรงต่อ หุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ที่จะได้รับประโยชน์ จากราคาขายที่สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ในระยะหนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์ข้างหน้า ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเอวี การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์ ต้องเผชิญกับ แรงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิง ที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นโดยรวม ที่ถูกกดดัน จากภาวะสแตกเฟลชั่น ที่ทำให้ค่า พีอี เรโช หดตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่ม ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยน สำคัญที่ต้องพูดถึง คือ การพุ่งขึ้น ของอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสามสิบปี ซึ่งถือเป็น ต้นทุนทางการเงินของโลก เมื่อมันทะลุขึ้นทำนิวไฮ จะเกิดการ ปรับมูลค่าสินทรัพย์ ทุกชนิดที่มีอายุยาว หุ้นเทคโนโลยี ถูกคิดลด กระแสเงินสดในอนาคต หนักขึ้น หุ้นกลุ่มอสังหาฯ และกองรีท ถูกกดดัน จากต้นทุนการเงิน ที่แพงขึ้น และที่สำคัญ ทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ ที่ไม่มีดอกเบี้ย ยิ่งถูกลงโทษ หนักที่สุด ฐานข้อมูล ของเรายืนยันว่า วันที่ดอกเบี้ยระยะยาว พุ่งขึ้น หุ้นธนาคาร คือผู้ชนะ โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับประโยชน์ จากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ที่กว้างขึ้น จนพาราคาหุ้น ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ จากกระแสเงินทุนไหลเข้า อย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน หุ้นไฟแนนซ์นอกแบงก์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ ต้องเจอกับ ต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้นตาม

การรายงานผลประกอบการ ของหุ้นเทคระดับโลก ก็สร้างความแตกต่าง อย่างมีนัยยะ อัลฟาเบท รายได้ยังแกร่ง แต่เทสลา และไอบีเอ็ม กลับพลาด ขณะที่หุ้นเทคเอเชีย ถูกเทขายจากความกังวล เรื่องการสร้างรายได้จากเอไอ สำหรับประเทศไทย เดลต้า คือศูนย์กลาง ของแรงกระแทกนี้ แม้ข้อมูลคอเรเลชัน จะชี้ว่า หากเงินบาทอ่อนค่า จะดีต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า แต่แรงกดดันจากกำไร ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และการถูกลดระดับมูลค่า หุ้นเทคทั่วโลก มีพลังมากกว่า ในตอนนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย มีทั้งลมร้อน และลมเย็น ปะทะกันครับ โครงการก่อสร้าง ทางรถไฟรางคู่ และการใช้จ่าย ภาครัฐ ที่เร่งตัวขึ้น สร้างแรงหนุน ให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อย่าง ช.การช่าง ซิโน-ไทย และอิตาเลียนไทย ขณะที่หุ้นวัสดุก่อสร้าง อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย ทิปโก้แอสฟัลท์ และทีเอ็มที ก็จะได้อานิสงส์ จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ตามฐานข้อมูล การลงทุนภาครัฐ ของเราอย่างชัดเจน ในระยะยาว มากกว่า สี่สัปดาห์ หุ้นธนาคาร ก็ทำนิวไฮ ต่อเนื่อง หนุนด้วยส่วนต่างดอกเบี้ย และกระแสเงินทุน หุ้นพลังงาน แกว่งตัวแรง ตามความคาดหวัง สงครามหรือสันติภาพ ในตะวันออกกลาง แต่เมื่อน้ำมันยังสูง ก็ยังเป็นบวก

ภาพรวมสถานการณ์ การลงทุนที่น่าสนใจ คือ กลยุทธ์แบบบาร์เบล ที่เน้นหนัก ในหุ้นกลุ่มผู้ได้ประโยชน์ จากดอกเบี้ยขาขึ้น และหุ้นพลังงาน พร้อมกับป้องกันความเสี่ยง จากความเสียหาย ของสินทรัพย์ถือยาว โดยเราให้น้ำหนัก ลงทุนเพิ่ม ในกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ เนื่องจากคอเรเลชัน ระหว่างราคาน้ำมัน กับหุ้นกลุ่มนี้ มีนัยสำคัญสูงสุด ในตอนนี้ ภายในระยะ หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ แต่ต้องจับตา ข่าวหยุดยิงใดๆ เพราะจะทำให้ หุ้นกลุ่มนี้พักตัวเร็ว

ขณะเดียวกัน ให้น้ำหนัก ลงทุนเพิ่ม ในกลุ่มธนาคาร อย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เพราะการดีดตัวขึ้น ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ช่วยหนุนส่วนต่างดอกเบี้ย โดยตรง ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยง หรือลดน้ำหนัก กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มพัฒนาอสังหาฯ และรีท ไปก่อน จนกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุสามสิบปี จะมีเสถียรภาพ เพราะแรงหนุน จากอัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจจะช่วย หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ได้บ้าง ยังไม่เพียงพอ ที่จะต้านทาน คลื่นการลดมูลค่า หุ้นเทคทั่วโลก

ขณะที่หุ้นกลุ่มรับเหมา และวัสดุก่อสร้างบางตัว อย่าง ช.การช่าง ซิโน-ไทย และปูนซิเมนต์ไทย ยังมีโอกาส จากเมกะโปรเจ็ค ในประเทศ ที่เป็นตัวเร่งการเติบโต โดยไม่ต้องพึ่งพา กระแสเงินทุนต่างชาติ มากนัก ระยะเวลาลงทุน ควรเป็น มากกว่าสี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ประมาท กับสถานการณ์ความเสี่ยง ในกรณีฐาน ที่เราประเมิน ไว้โอกาส ร้อยละห้าสิบห้า ว่าความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง จะยังยืดเยื้อ แต่จำกัดวง น้ำมันดิบ แกว่งตัว ในกรอบ เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยสิบ ดอลลาร์ ผลตอบแทนพันธบัตร ทรงตัวสูง ตลาดหุ้นจะยังซึมลง โดยมีการหมุนกลุ่ม เข้าหาพลังงาน และการเงิน

แต่ก็มีโอกาส ร้อยละยี่สิบ ที่หากเกิดการหยุดยิง หรือความก้าวหน้า ทางการทูต ราคาน้ำมันจะร่วง ลงต่ำกว่า เก้าสิบดอลลาร์ แล้วอัตราผลตอบแทน พันธบัตรจะลดลงแรง เกิดแรงรีบาวน์ ครั้งใหญ่ ในหุ้นเทค ทองคำ และตลาดหุ้น โดยรวม ซึ่งจะทำให้ สถานะซื้อหุ้นพลังงาน เจ็บตัวหนัก และสุดท้าย กรณีเลวร้าย ที่มีโอกาส ร้อยละยี่สิบห้า คือสงคราม ตะวันออกกลางบานปลาย ดึงมหาอำนาจ เข้ามาเกี่ยวข้อง น้ำมันทะลุ หนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ พันธบัตรอายุยาวร่วงต่อ สร้างความปั่นป่วน ในตลาดบอนด์ โลกทั้งใบ จะเหลือเพียง หุ้นพลังงาน และสินทรัพย์ เสมือนเงินสด เท่านั้น ที่อยู่รอด

ข้อสรุปสำคัญ จากรายงานฉบับนี้ มีดังนี้ หนึ่ง ราคาน้ำมัน เหนือร้อยดอลลาร์ คือตัวแปรหลัก ที่ยกหุ้นพลังงาน และกดทุกอย่าง ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ให้น้ำหนักกับ ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ ตามกฎคอเรเลชัน สอง การเบรกเอาต์ ของพันธบัตรอายุสามสิบปี กำลังทำลาย สินทรัพย์ถือยาว โดยทองคำดิ่งแรง ทั้งที่มีสงคราม คือสัญญาณ ชัดเจนว่า ดอกเบี้ย ไม่ใช่ภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวขับเคลื่อน หลักในตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์ไทย คือผู้รับประโยชน์ ตรงนี้ สาม หุ้นเทคโลก กำลังเข้าสู่ ภาวะวิบัติ ทางผลประกอบการ ที่แตกต่างกันสูง อัลฟาเบทแกร่ง แต่เทสลา ไอบีเอ็ม และเดลต้า พลาด ตลาดไม่ให้รางวัล ทุกหุ้นเอไออีกต่อไป สี่ โครงสร้างพื้นฐานไทย คือโอกาส ที่ไม่ขึ้นกับทิศทางโลก ทางคู่ และงบรัฐ หนุนกลุ่มรับเหมา และวัสดุก่อสร้าง โดยตรง ห้า การร่วงของทองคำ กว่าร้อยดอลลาร์ คือสัญญาณ เปลี่ยนผ่านยุคสมัย จนกว่าผลตอบแทน พันธบัตรจะนิ่ง ทองคำคือมีด ที่กำลังร่วงหล่น และหก การตัดสินใจ ของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้ จะเป็นตัวเร่งสองด้าน หากส่งสัญญาณ ผ่อนคลาย ก็อาจพลิกเทรนด์ ได้ทั้งหมด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสามนาฬิกา ยี่สิบสี่นาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสามนาฬิกา ยี่สิบสี่นาที ครับ

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกวันนี้ กำลังถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยแรงผลักดันหลัก มาจาก การเผชิญหน้าทางทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งนี่คือ วิกฤตพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลโดยตรง ให้ราคาน้ำมันดิบ ยังคงทรงตัวในระดับสูง และกำลังเติมเชื้อไฟ ให้กับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก

โดย แบล็คร็อค ได้ออกมาประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เงินเฟ้อโลก เพิ่มขึ้นได้ถึง ศูนย์จุดแปด เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียวครับ

และแรงกระแทกด้านพลังงานนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่ตรงกับ สัปดาห์แห่งการตัดสินใจของธนาคารกลาง ที่สำคัญที่สุดของไตรมาสนี้ เพราะภายใน สี่สิบแปด ชั่วโมงนี้ เราจะได้เห็นทั้ง ผลการประชุมของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ไตรมาสสองของสหรัฐฯ และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ซึ่งตลาดการเงิน ได้สะท้อนความกังวลนี้ออกมา โดยคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงถึง ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในเดือนกันยายนนี้ครับ

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน กำลังเกิดขึ้นผ่านการสับเปลี่ยนหมุนกลุ่มหุ้นอย่างรุนแรง โดย ตลาดหุ้นโตรอนโต หรือ ทีเอสเอ็กซ์ ของแคนาดา เพิ่งพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ ตลาดหุ้นฮั่งเส็ง เริ่มฟื้นตัวขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดสี่ นำโดยหุ้นเทคโนโลยีและการเงิน

ในทางกลับกัน ราคาทองคำ ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และการคาดการณ์เรื่องนโยบายการเงินที่ตึงตัวครับ

สภาพตลาดโดยรวม ยังคงอยู่ในโซน ระมัดระวังและมีมุมมองเชิงลบ แต่ด้วยการฟื้นตัวของฮั่งเส็ง และดัชนีทีเอสเอ็กซ์ที่ทำนิวไฮ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนไม่ได้หนีออกจากตลาดทั้งหมด แต่กำลังหมุนเงินลงทุนครั้งใหญ่ เข้าสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และธนาคารครับ

มาดูข้อมูลตลาดที่สำคัญกันนะครับ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ ดัชนีดีเอ็กซ์วาย ยังคงแข็งค่าที่ระดับ หนึ่งร้อยหนึ่งจุดศูนย์ ขณะที่ ค่าเงินลีราตุรกี ยังคงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ สี่สิบเจ็ดจุดสอง ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดอกย้ำถึงวิกฤตของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานครับ

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีเซ็ท อยู่ที่ระดับ หนึ่งพันหกร้อยยี่สิบเจ็ด จุดเก้าศูนย์ ปรับตัวขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดสามเก้า โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงานครับ

ในประเด็นแรก เรื่องการปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ซึ่งนี่คือตัวเร่งให้เงินเฟ้อกลับมา แบล็คร็อค ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า ความตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อโลกขึ้น ศูนย์จุดแปด เปอร์เซ็นต์ โดยภูมิภาคยุโรปและเอเชีย ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

จากฐานข้อมูลที่เรามี ยืนยันความสัมพันธ์โดยตรงว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เป็นผลบวก อย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภคในไทย อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม และเป็นผลบวกต่อหุ้นถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนารีซอร์สเซส ด้วย

แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กลับส่งผลลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และ เคอีเอ็กซ์ จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่กดดันมาร์จิ้นอย่างหนัก

ไม่เพียงเท่านั้น โรงไฟฟ้าที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่าง บี.กริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และ กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันสองทาง ทั้งจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่แพงขึ้น และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าครับ

ความน่าจะเป็นที่ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ เชื่อมโยงโดยตรงกับตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน เราจึงยังคงมุมมอง เชิงบวกสูงสุด ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ พีทีทีอีพี และพีทีที ครับ

สำหรับประเด็นที่สอง สัปดาห์แห่งการตัดสินใจของธนาคารกลาง ระหว่างเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูลจีดีพีและผลประกอบการเทคฯ กำลังจะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยตลาดให้น้ำหนัก ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด กับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

หลักฐานในอดีตยืนยันว่า การขึ้นดอกเบี้ย เป็นผลบวกอย่างสูงต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และกรุงศรี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ที่กว้างขึ้น ซึ่งเราเห็นภาพนี้แล้วในตลาดยุโรป ที่ดัชนี ยูโร สต็อกซ์ แบงก์ส ปรับตัวขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดห้าแปด

ในทางตรงข้าม หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ จะถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอพี ไทยแลนด์ ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้กู้ที่ลดลง หากไม่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐออกมา

เรามองว่าการถือครองหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคารขนาดใหญ่ ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่น่าเชื่อถือที่สุด ในช่วงนี้ครับ

ในประเด็นที่สาม ตลาดรูปตัวเค กำลังเร่งตัวขึ้น โดยการฟื้นตัวของฮั่งเส็ง ที่นำโดยหุ้นเทคฯ เป็นเพียงการฟื้นตัวเชิงเทคนิค ขณะที่การทำนิวไฮของตลาดหุ้นแคนาดา จากหุ้นพลังงาน คือการยืนยันทิศทางที่แท้จริง

สำหรับหุ้นกลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิคส์ แม้ว่าจะได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อน แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการถูกปรับลดมูลค่าของหุ้นเทคฯ ทั่วโลก ซึ่งข้อมูลส่งออกที่แข็งแกร่งของจีน และการปรับเพิ่มจีดีพีของเกาหลีใต้ อาจเป็นปัจจัยบวกมาช่วยประคองไว้ได้บ้าง

เราจึงแนะนำให้ ถือน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน และแบงก์ต่อไป ส่วนหุ้นกลุ่มเทคฯ นั้น ควรเลือกสะสมเป็นรายตัว โดยอาศัยจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลงครับ

และในประเด็นสุดท้าย เรื่องของทองคำ ที่ราคากำลังถูกกดดันอย่างหนัก แม้ว่าจะมีข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนี่คือ สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า ตลาดกำลังตีความวิกฤตนี้ ว่าเป็นปัญหาเงินเฟ้อ ไม่ใช่ปัญหาความเสี่ยงของตลาด เงินทุนจึงไหลเข้าหาดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แทนที่จะเป็นทองคำครับ

สรุปกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ต่อจากนี้ คือ การ ลงน้ำหนักเพิ่ม ในหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ และหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยมี พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เป็นแกนหลักของพอร์ต

และ ลดน้ำหนัก หุ้นกลุ่มขนส่ง กลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ อย่าง บี.กริม และกัลฟ์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งใช้สถานะซื้อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ครับ

สำหรับความเสี่ยงที่ต้องจับตาใน สี่สิบแปด ชั่วโมงข้างหน้า คือ ผลการประชุมเฟด ถ้อยแถลงของประธานเฟด และท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกอย่างชัดเจนครับ

กรณีความเสี่ยงสำคัญ หากการปะทะในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดกั้นบางส่วน ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์สหรัฐ โลกจะเผชิญภาวะช็อก ที่มีเพียงหุ้นพลังงานและดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ที่เป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา สิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา สิบเจ็ดนาที

ท่านผู้ฟังครับ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกบีบรัดด้วยสองปัจจัยสำคัญ นั่นคือ การคุมเข้มนโยบายการเงิน และภาวะช็อคด้านอุปทานจากภูมิรัฐศาสตร์

นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ มากกว่า ความอ่อนแอของตลาดแรงงาน นี่เป็นสัญญาณว่า ดอกเบี้ยสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับสูง และอาจปรับขึ้นได้อีก ทำลายความหวัง การเปลี่ยนทิศทางนโยบายในเร็วๆ นี้

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ก็ทวีความรุนแรงขึ้น อิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตี เตรียมปิดล้อมการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง นี่คือชนวนสำคัญ ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างเด็ดขาด

แรงกดดันสองด้าน ทั้งนโยบายการเงินที่เข้มงวด และเงินเฟ้อจากพลังงาน นำไปสู่ สภาวะแรงกดดันแบบสแต็กเฟลชัน หรือ เงินเฟ้อสูงท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ในอดีต สภาพแวดล้อมแบบนี้จะลงโทษหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น เทคโนโลยี และสินค้าฟุ่มเฟือย ในขณะที่เป็นบวกต่อ ผู้ผลิตพลังงาน สถาบันการเงินบางแห่งที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ

การประชุมเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองของสหรัฐ และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะมาชี้ชะตาทิศทางตลาดครับ

สำหรับภาพรวมความเชื่อมั่นในการลงทุน ตอนนี้อยู่ในภาวะ ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นลบ ความเชื่อมั่นย่ำแย่ลงจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากถ้อยแถลงเชิงกร้าวของนางคุก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส เรื่องความเสี่ยงฟองสบู่การลงทุนในเอไอ ก็เพิ่มความกังวลเสถียรภาพการเงินอีกทาง

ความอยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกำลังลดลง เงินทุนกำลังหมุนเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีของไทย รวมถึงหุ้นธนาคารบางแห่ง ตลาดหุ้นบราซิล โดดเด่นเป็นขาขึ้น นำโดยดัชนีอีโบวาสปา ที่พุ่งแรง จากข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัว

สำหรับมุมมองในตลาดหุ้นทั่วโลก มีข้อมูลที่จำกัด แต่พอจะประมวลได้ว่า ดัชนีนิฟตี้ ฟิฟตี้ ของอินเดีย ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย อยู่ในแดนบวก ดัชนีอียูหนึ่งร้อย ของยุโรป ทรงตัว ดัชนีตลาดการเงินดูไบ ปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนตลาดตราสารหนี้ สกุลเงิน และความผันผวน เราไม่มีข้อมูลอัปเดตในส่วนนี้

แต่มีข้อมูลสำคัญ คือ เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ราคาทองคำปรับตัวลง เพราะถูกกดดันจากดอลลาร์แข็ง และความกังวลเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต อยู่เหนือระดับ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลครับ

เรามาดูการวิเคราะห์เชิงประเด็นกัน ประเด็นแรก การคงจุดยืนสายเหยี่ยวของเฟด จาก “ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น” กลายเป็น “ดอกเบี้ยสูงขึ้นและสูงอีก”

ผู้ว่าการลิซ่า คุก ส่งสัญญาณชัดว่า เฟดให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่าตลาดแรงงาน โดยบอกเป็นนัยว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และอาจปรับขึ้นอีก จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น มีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผ่านการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ

ในทางตรงกันข้าม สถานการณ์เดียวกันนี้ จะส่งผลลบ ต่อผู้ประกอบการสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์ เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น บีบอัดส่วนต่างกำไร คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ก็เป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้าง

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น บีบีแอล, เคแบงก์, เอสซีบี, เคทีบี, ทีทีบี และ บีเอวาย จะเป็นบวกในระดับสูง ในขอบเขตเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ในขณะที่ กลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์, เมืองไทยแคปปิตอล และ เงินติดล้อ จะเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงเวลาเดียวกัน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเติบโตทั่วโลก ก็จะเป็นลบเช่นกัน จากแรงกดดันมูลค่าหุ้นที่ถูกลง กลไกการส่งผ่านเป็นไปตามตำรา คือ ดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ทำให้ธนาคารมีรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากขยับตามช้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบลำดับที่สองคือ ต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายผู้บริโภคหดตัว และคำเตือนของบีไอเอสเรื่องการลงทุนในเอไอ ก็สอดรับกับเรื่องนี้ครับ

ประเด็นที่สอง การยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงกระแทกจากอุปทานพลังงาน

เมื่ออิหร่านสั่งการให้กลุ่มฮูตี เตรียมปิดล้อมการขนส่งทางทะเล น้ำมันดิบได้ทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างการกลั่นที่สูงขึ้น มีผลบวกโดยตรงกับผู้ผลิตพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ ปตท.สผ., ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม

ในทางกลับกัน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เป็นลบต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, กรุงเทพการบิน และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส น้ำมันที่แพงยังป้อนเข้าสู่เงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งยิ่งตอกย้ำจุดยืนของเฟด

ผลกระทบจากเรื่องนี้ คือ หุ้นพลังงานต้นน้ำ และผู้ผลิตครบวงจร จะเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้นถึงกลาง หุ้นปิโตรเคมี ก็เป็นบวกเช่นกัน ส่วนหุ้นสายการบินและขนส่ง จะเป็นลบในระดับปานกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยังเป็นเหมือนการเก็บภาษีจากการบริโภคครับ

ประเด็นที่สาม ผลกระทบจากความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ต่อการค้าโลกและความเปราะบางของค่าเงินตลาดเกิดใหม่

ความตึงเครียดและภัยคุกคามทางทะเล สร้างแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหมุนเงินทุนออก เอเชีย พลัส ได้ระบุว่ามีสามปัจจัยเสี่ยงโลกที่สำคัญ ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดการหมุนเงินทุน เข้าสู่หุ้นในตลาดเกิดใหม่บางตัว โดยเฉพาะหุ้นไทย

จากฐานข้อมูล เงินดอลลาร์แข็งและเงินบาทอ่อน มีผลกระทบสองด้าน คือ เป็นบวกต่อผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม เพราะรายได้จากต่างประเทศ แปลงกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น และเป็นบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะเป็นลบต่อผู้ผลิตพลังงาน ที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เพราะต้นทุนการชำระหนี้สูงขึ้น จากค่าเงินบาทที่อ่อน

ประเทศไทยกำลังถูกคาดการณ์ว่า ดุลการค้าเดือนมิถุนายนจะขาดดุลประมาณ สี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า หุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอาหาร เช่น ไทยยูเนี่ยน, ซีพีเอฟ, ไอ-เทล และ เอเชี่ยน อะไบโอเทค จะได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า, เคซีอี และ ฮานา แต่ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ เช่น บี.กริม, โกลบอล เพาเวอร์ และ กัลฟ์ จะเผชิญแรงกดดัน

ประเด็นสุดท้าย กระแสใต้น้ำด้านเสถียรภาพการเงิน การล้มละลายของธนาคารเงา และความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรรัสเซีย

การล่มสลายของ มาร์เก็ต ไฟแนนเชียล โซลูชั่นส์ หรือ เอ็มเอฟเอส ในสหราชอาณาจักร ท่ามกลางข้อกล่าวหาฉ้อโกง ได้จุดชนวนการล้มละลายในภาคบริการการเงิน ในเวลาเดียวกัน กระทรวงการคลังรัสเซีย ได้ระงับการประมูลพันธบัตรรัฐบาล หลังจากที่การประมูลล้มเหลวติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติของตลาดอย่างลึกซึ้ง

ผลกระทบในตอนนี้ ยังจำกัดวงและต้องจับตาดู การล้มของเอ็มเอฟเอสส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นในภาคการเงินวงกว้าง แต่การล้มเหลวของพันธบัตรรัสเซีย อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะตึงตัวทางการเงินในตลาดเกิดใหม่

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจากนี้ ท่านผู้ฟังครับ ข้อสรุปที่มีความเชื่อมั่นสูง คือ การลงทุน แบบเลือกซื้อกลุ่มพลังงาน และขายกลุ่มขนส่ง ควบคู่กับการเลือกลงทุนในหุ้นธนาคาร

หนึ่ง ควรลงทุนเพิ่มในหุ้นกลุ่มพลังงานครบวงจร เช่น ปตท.สผ., ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันเหนือร้อยดอลลาร์ มีความเชื่อมั่นสูงจากข้อมูลในอดีต

สอง ควรลงทุนเพิ่มในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น บีบีแอล, เคแบงก์ และ เอสซีบี จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แต่ควรลดหรือหลีกเลี่ยงกลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์, เมืองไทยแคปปิตอล และ เงินติดล้อ

สาม ควรลดการลงทุนในหุ้นสายการบินและขนส่ง เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, กรุงเทพการบิน และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

และสี่ เลือกลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน เช่น ผู้ส่งออกอาหาร ไทยยูเนี่ยน, ซีพีเอฟ และผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า, เคซีอี

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน มีโอกาสเกิดขึ้น ร้อยละห้าสิบห้า คือ เฟดคงดอกเบี้ย แต่ส่งภาษาคุมเข้ม ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ราคาน้ำมันแกว่งตัวในกรอบ เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยสิบดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

กรณีที่ดี มีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ มีความก้าวหน้าทางการทูตสหรัฐ-อิหร่าน น้ำมันร่วงต่ำกว่าเก้าสิบดอลลาร์สหรัฐ จีดีพีออกมาดี ตลาดหุ้นฟื้นตัว

และกรณีเลวร้าย มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า คือ สหรัฐโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน เกิดการปิดล้อมทะเลแดง น้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ เฟดจำใจขึ้นดอกเบี้ยอีก ตลาดหุ้นร่วงหนัก มีเพียงหุ้นพลังงานเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก

สรุปสาระสำคัญครับ สัญญาณเชิงกร้าวของผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก เป็นข้อมูลมหภาคที่สำคัญที่สุด ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตตามการขยายตัวของส่วนต่างดอกเบี้ยธนาคารใหญ่ ราคาน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ เป็นแรงหนุนต่อกลุ่มพลังงานอย่างชัดเจน และเป็นอุปสรรคของธุรกิจขนส่ง อย่าลืมว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้สะท้อนไปในราคา

ค่าเงินบาทที่อ่อนจากดุลการค้าขาดดุลและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีทิศทางที่แตกต่างกัน ควรซื้อหุ้นผู้ส่งออกอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขายผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ การล่มสลายของธนาคารเงาและตลาดบอนด์รัสเซีย คือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า สัปดาห์นี้จะเป็นจุดวัดความผันผวนครั้งสำคัญ จากผลประชุมเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น จีดีพีสหรัฐ และผลประกอบการเทคฯ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังถูกขับเคลื่อน ด้วยปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ความตึงเครียดทางการทหาร ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับ การโจมตีทางทะเล ในทะเลแดง โดยกลุ่มกบฏฮูตี

สถานการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งทะลุ หนึ่งร้อย ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ไปแล้ว ครับ

นี่คือ แรงกระแทกด้านอุปทานพลังงาน ที่กำลังสร้างแรงกดดัน เงินเฟ้อ ในขณะที่ ธนาคารกลาง กำลังเดินหน้า ควบคุมเงินเฟ้อ อย่างยากลำบาก ส่งผลให้ ตลาดเกิดภาวะ แตกต่างแบบรูปตัวเค อย่างชัดเจน

หุ้นกลุ่มพลังงาน และ สินค้าโภคภัณฑ์ ปรับตัวขึ้น ในขณะที่ กลุ่มขนส่ง กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และ หุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อยู่ภายใต้ แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ภาคเทคโนโลยี กำลังแตกแยก ระหว่าง บริษัทที่มีรายได้ จากปัญญาประดิษฐ์ อย่าง อัลฟาเบท กับ บริษัทที่มีปัญหา กระแสเงินสด อย่าง เทสล่า และ ไอบีเอ็ม

ศาลสูงสุดสหรัฐ ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้าง แต่ แรงส่งระยะสั้น อยู่ที่ ภูมิรัฐศาสตร์ น้ำมัน และ นโยบายการเงิน ครับ

เข้าสู่ ช่วงอารมณ์ตลาด โดยรวมแล้ว อยู่ในภาวะ ระมัดระวัง และ มีแนวโน้มเชิงลบ ซึ่งปรับลดลง จากระดับปกติ

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลง โดยเฉพาะ แนสแดค ที่ร่วงไป สองจุดหนึ่งห้า เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม และ การรอผลประชุม เฟด และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ล้วนกดดัน ความอยากเสี่ยง

ตลาดกำลังหมุนเวียน กลุ่มหุ้น มากกว่า ที่จะพังทลาย แต่ความเชื่อมั่น ยังต่ำอยู่ครับ

กลยุทธ์แบบยกน้ำหนัก ที่ผสมผสาน หุ้นเติบโต และ หุ้นปลอดภัย คือ คำแนะนำ จากนักกลยุทธ์สถาบัน

ภาพรวมตลาด โดยย่อ นะครับ

ดัชนี เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลบ หนึ่งจุดสองหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ แนสแดค ลบ สองจุดหนึ่งห้า เปอร์เซ็นต์ และ ดาวโจนส์ ลบ ศูนย์จุดเก้าเจ็ด เปอร์เซ็นต์ นำโดย หุ้นเทคฯ

ตลาดยุโรป อี ยู หนึ่งร้อย ปรับลง จาก หนึ่งพันเก้าร้อยหก เหลือ หนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบสอง จุด ลดลง ประมาณ หนึ่งจุดห้า เปอร์เซ็นต์

ฮั่งเส็ง ฮ่องกง ฟื้นตัวเล็กน้อย บวก ศูนย์จุดสี่ เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม

ดัชนี เอสอีที บ้านเรา ปิดที่ หนึ่งพันหกร้อยยี่สิบเจ็ดจุดเก้า เพิ่มขึ้น ศูนย์จุดสามเก้า เปอร์เซ็นต์ นำโดย กลุ่มธนาคาร และ พลังงาน

ตลาดแคนาดา บวก ศูนย์จุดห้า เปอร์เซ็นต์ เมื่อการขึ้นของน้ำมัน ชะลอตัว

ในส่วนของ สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส พุ่งทะลุ หนึ่งร้อย ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล พุ่งแรงกว่า หก เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว เมื่อวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม

ทองคำ ปรับลง จากค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่า และ ความกังวลเงินเฟ้อ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น จากแรงซื้อ สินทรัพย์ปลอดภัย

มาดู การวิเคราะห์ เชิงประเด็นสำคัญ ครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้ง สหรัฐฯ และ อิหร่าน ส่งผลกระทบ ต่อเนื่อง

การโจมตี เรือบรรทุกน้ำมัน ของซาอุดิอาระเบีย โดยกลุ่มฮูตี เมื่อวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม ทำให้ราคาน้ำมันโลก พุ่งขึ้นกว่า หก เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว

ผลกระทบที่ชัดเจน คือ หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค จะเป็นบวก ราคาขายที่สูงขึ้น หนุนกำไร ให้กับผู้ผลิตต้นน้ำ และ โรงกลั่น อย่าง ปตท. สำรวจและผลิต หรือ พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ จะเป็นลบสูง ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันมาร์จิ้น ของสายการบิน และ การขนส่งสินค้า อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี การบินกรุงเทพ และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

นอกจากนี้ ยังเป็นบวก ต่อหุ้นถ่านหิน อย่าง บ้านปู และ ลานนา ในฐานะ พลังงานทดแทน

และ เป็นลบ ต่อหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจาก ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เหมือน การเก็บภาษีถดถอย กับกำลังซื้อ ของผู้บริโภค

กลไกการส่งผ่าน มีสามช่องทาง คือ หนึ่ง เงินเฟ้อต้นทุนการผลิต โดยตรง สอง แรงกดดัน เงินเฟ้อทั่วไป ที่จำกัด การผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ สาม ค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่าขึ้น

ซึ่ง ดอลลาร์ที่แข็งค่า จะเป็นบวก ต่อผู้ส่งออกไทย อย่าง ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ เดลต้า และ เคซีอี แต่จะเป็นลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สินเป็นดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ความเชื่อมั่น ในความสัมพันธ์นี้ อยู่ในระดับสูง ครับ

ประเด็นที่สอง การแตกหัก ของภาคเทคโนโลยี

อัลฟาเบท รายงานรายได้โต จาก เอไอ แต่ เทสล่า กระแสเงินสดพลาดเป้า และ ไอบีเอ็ม ปรับลด คาดการณ์รายได้ นำไปสู่การเทขาย หุ้นเทคฯ อย่างหนัก

ผลกระทบ ต่อหุ้นไทย กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา ยังคงคละเคล้า กันไป

การลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน เอไอ หนุนความต้องการชิ้นส่วน แต่ การรายงานผลประกอบการ ของ เดลต้า ไตรมาสสอง ที่ออกมา แย่กว่าคาด แสดงถึง ความเสี่ยง ในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่อ่อนค่า จะเป็นแรงหนุน ชดเชยให้

ความเชื่อมั่น ในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม แยกนโยบายธนาคารกลาง

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ยืนยัน ความเป็นอิสระ ของเฟด ซึ่งเป็นบวกเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และ ตัวเลขผู้ขอรับ สวัสดิการว่างงาน ที่ต่ำสุดในรอบ หลายสิบปี ทำให้แนวโน้ม ดอกเบี้ย ซับซ้อนยิ่งขึ้น

หากเฟด ส่งสัญญาณ คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น จะเป็นบวก ต่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่าง กรุงเทพ ธนาคาร หรือ บีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และ กรุงไทย เนื่องจาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จะขยายตัว

แต่จะเป็นลบ ต่อธุรกิจไฟแนนซ์ และ สินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และ เงินติดล้อ เนื่องจาก ต้นทุนทางการเงิน ที่สูงขึ้น

ความเชื่อมั่น ในความสัมพันธ์นี้ อยู่ในระดับสูง ครับ

ประเด็นสุดท้าย ภาษีนำเข้า และ การค้าโลก

การที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีใหม่ ในอัตรา สิบ ถึง สิบสองจุดห้า เปอร์เซ็นต์ กับสินค้า จาก หกสิบ ประเทศ มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม

การเก็บภาษีนี้ อาจทำให้เกิด การย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นประโยชน์ ต่อนิคมอุตสาหกรรมไทย อย่าง อมตะ และ ดับบลิวเอชเอ ในระยะกลาง

และ การที่ภาษี ผลักดันให้ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และ เงินบาทอ่อนค่าลง จะเป็นบวกโดยตรง ต่อผู้ส่งออกไทย

ความเชื่อมั่น ในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

สรุปแนวทาง การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง คือ

การลงน้ำหนัก ในหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม ซึ่งได้ประโยชน์ โดยตรง และชัดเจนที่สุด จากราคาน้ำมัน ที่อยู่เหนือ หนึ่งร้อย ดอลลาร์

ในขณะเดียวกัน ควร ให้น้ำหนักน้อยลง ในหุ้นกลุ่มขนส่ง อย่าง เอเอวี การบินกรุงเทพ และ เคอรี่

และอาจใช้ กลยุทธ์ จับคู่ ซื้อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่ อย่าง บีบีแอล และ กสิกรไทย และ ขายกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ และ เมืองไทย

ตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ต้องจับตา คือ ผลการประชุมเฟด สัญญาณหยุดยิง ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการหุ้นเทคฯ และ การเคลื่อนไหว ของค่าเงินบาท

สำหรับสถานการณ์จำลอง

กรณีฐาน มีโอกาส ห้าสิบห้า เปอร์เซ็นต์ น้ำมันจะยังทรงตัวสูง ในช่วง เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยห้า ดอลลาร์ ไปอีก สองถึงสี่ สัปดาห์

กรณีบวก มีโอกาส ยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ หากความตึงเครียด คลี่คลาย น้ำมันลงแรง และเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย

กรณีลบ มีโอกาส ยี่สิบห้า เปอร์เซ็นต์ หากความขัดแย้งขยายวง น้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยยี่สิบ ดอลลาร์ และเกิดภาวะเงินเฟ้อ ถดถอยรุนแรง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

ภาพรวม เศรษฐกิจโลก ในวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน รวมถึง ภัยคุกคาม จากกลุ่มฮูตี ที่จะปิดกั้น เส้นทางขนส่งน้ำมัน ในทะเลแดง

สถานการณ์นี้ สร้างแรงกดดัน สองด้าน ด้านแรก คือ ต้นทุนพลังงาน ที่สูงขึ้น กระตุ้น ความกังวลเงินเฟ้อ และ ทำให้เส้นทาง การลดดอกเบี้ย ของธนาคารกลาง หลายแห่ง ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ด้านที่สอง คือ เกิดการหมุนเวียน เงินทุน ครั้งใหญ่ เข้าสู่ หุ้นกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์

ผลลัพธ์ คือ ตลาดหุ้น เกิดรูปตัวเค หรือ K-Shaped กล่าวคือ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มพลังงาน ปรับตัวขึ้น จาก แรงหนุน เชิงโครงสร้าง และ ภาวะช็อกด้านอุปทาน

ในขณะที่ กลุ่มที่อ่อนไหว ต่อดอกเบี้ย และ กลุ่มที่พึ่งพา เชื้อเพลิง ต้องเผชิญกับ แรงกดดัน ด้านต้นทุน

จากข้อมูลในอดีต เมื่อเกิดเหตุการณ์ พลังงาน ในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบ ต่อราคาน้ำมัน และ ตลาดหุ้น ภายใน ศูนย์ ถึง สี่สิบแปดชั่วโมง ขณะที่ผลกระทบ ลำดับที่สอง ด้านนโยบายการเงิน จะใช้เวลา หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์

การตัดสินใจ นโยบาย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่กำลังจะมาถึง รวมถึง ผลประกอบการ ของบริษัทเทคฯ รายใหญ่ จะเป็น ตัวเร่งปฏิกิริยา สำคัญ ที่จะกำหนด ทิศทางตลาด ในระยะถัดไป

ในส่วนของ ภาพรวมตลาดหุ้น ดาวโจนส์ อยู่ที่ระดับ ห้าหมื่นสองพันสองร้อยหกสิบเอ็ดจุด ปรับตัวขึ้น เล็กน้อย ในวันที่ มีแรงซื้อหุ้นเทคฯ แต่ถูกกดดัน ในวันที่กังวล เรื่องดอกเบี้ย

แนสแด็ก ฟื้นตัวขึ้น บวก หนึ่งจุดหนึ่งเก้าเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ สองหมื่นเก้าพันหกร้อยเอ็ดจุด นำโดย หุ้นผู้ผลิตชิป

ทางฝั่งยุโรป ดัชนีแด็กซ์ สี่สิบ ของเยอรมนี พุ่งทะลุ สองหมื่นห้าพันจุด และ อียู หนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันเก้าร้อยยี่สิบหกจุด บวก หนึ่งจุดสามสามเปอร์เซ็นต์ นำโดย อินฟินีออน และ ซีเมนส์ เอ็นเนอร์จี

ตลาดหุ้นอินเดีย นิฟตี้ ฟิฟตี้ แกว่งตัว ในกรอบ สองหมื่นสามพันแปดร้อยแปดสิบสอง ถึง สองหมื่นสี่พันสามร้อยเก้าสิบเก้า ยังคงผันผวน

ออสเตรเลีย เอเอสเอ็กซ์ สองร้อย ทรงตัว ที่ระดับ แปดพันเจ็ดร้อยเก้าสิบสามจุด โดยมีแรงซื้อ หุ้นพลังงาน และ เทคโนโลยี ชดเชยกับ แรงขาย ในกลุ่ม สาธารณสุข และ การเงิน

นิวซีแลนด์ เอ็นแซดเอ็กซ์ ห้าสิบ ทรงตัว ท่ามกลาง ตัวเลขเงินเฟ้อ ไตรมาสสอง ที่เร่งตัวขึ้น เพิ่มแรงคาดการณ์ เรื่องการขึ้นดอกเบี้ย

ทางด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำ ปรับตัวลง จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า และ ความกังวล เงินเฟ้อ จากราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น

ส่วนราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ จากความตึงเครียด สหรัฐฯ กับ อิหร่าน

ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหาร ระหว่าง สหรัฐฯ และ อิหร่าน กับ ความเสี่ยง การปิดกั้น ทะเลแดง

อิหร่าน ได้สั่งการให้ กลุ่มฮูตี เตรียมปิดกั้น การขนส่งน้ำมัน ในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตี โครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน ของอิหร่าน

จากฐานข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต ราคาน้ำมันดิบ ที่สูงขึ้น จะส่งผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และ โรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป เอสพีอาร์ซี โดยตรง

ในขณะที่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลลบ ต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง และ สายการบิน อย่าง เอเอวี บีเอ และ เคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น จะกดดัน อัตรากำไร

ผลกระทบที่คาดการณ์ กลุ่มพลังงาน และ โรงกลั่น จะได้ประโยชน์ ในทันที ภายใน ศูนย์ ถึง สี่สิบแปดชั่วโมง

ส่วนกลุ่ม สายการบิน และ ขนส่ง จะถูกกดดัน อย่างต่อเนื่อง หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์

และหาก ราคาน้ำมัน ยังคงอยู่ในระดับสูง แรงกดดันเงินเฟ้อ จะส่งผล ต่อนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลาง คงอัตราดอกเบี้ย ในระดับสูง นานขึ้น

ประเด็นที่สอง การปรับตัวขึ้น เชิงโครงสร้าง ของหุ้น เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็น อีกด้านหนึ่ง ของตลาดรูปตัวเค

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก จากแรงซื้อ หุ้นผู้ผลิตชิป อย่าง อินวิเดีย อินเทล และ ไมครอน โดยมีปัจจัยหนุน จากข้อมูลส่งออก ที่แข็งแกร่ง ของไต้หวัน และ เกาหลีใต้

เอสเค ไฮนิกซ์ เปิดตัวในตลาด ได้อย่างแข็งแกร่ง ยิ่งเติมเชื้อไฟ ให้กับกระแส เอไอ

บลูเบล แคปปิตอล ออกมาแนะนำ ให้นักลงทุน มุ่งเน้นไปที่ หุ้นเอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์

ผลกระทบ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และ เอไอ จะเป็นบวก อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์ โดยมี ผลประกอบการ ของบริษัทเทคฯ รายใหญ่ เป็นตัวเร่ง

แต่ดัชนี ตลาดโดยรวม จะยังคง ผสมผสาน เพราะความแข็งแกร่ง ของหุ้นเทคฯ ถูกหักล้าง ด้วยแรงกดดัน จากดอกเบี้ย และ ภูมิรัฐศาสตร์

ประเด็นที่สาม ทางแยก นโยบายการเงิน ของธนาคารกลาง

ในสัปดาห์นี้ ตลาดจับตา การประชุมของ เฟด และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึง ตัวเลขจีดีพี และ เงินเฟ้อของสหรัฐฯ

อีซีบี ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า อาจชะลอ การปรับขึ้นดอกเบี้ย หากสถานการณ์ พลังงานในตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ

ทางด้านนิวซีแลนด์ เงินเฟ้อ เร่งตัวขึ้น ทำให้โอกาส การขึ้นดอกเบี้ย มีสูงขึ้น

จากข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต หากอัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับสูง นานขึ้น จะเป็นผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และ บีเอวาย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ย จะขยายตัว

แต่จะเป็นผลลบ ต่อกลุ่มสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และ ติดล้อ เพราะต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ หากเงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จากนโยบายการเงิน ที่เข้มงวด จะเป็นผลบวก ต่อหุ้นส่งออก กลุ่มอาหาร อย่าง ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และ เอเอไอ รวมถึง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา

แต่จะเป็นผลลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน เป็นสกุลเงินดอลลาร์ เช่น บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ประเด็นที่สี่ แรงกดดัน ต่อราคาทองคำ

ราคาทองคำ ปรับตัวลง จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า และ ราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น ซึ่งไปลด ความน่าจะเป็น ในการลดดอกเบี้ย ของเฟด

กลไกการส่งผ่าน คือ ความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาน้ำมัน สูงขึ้น ทำให้ คาดการณ์เงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น ปิดประตู การลดดอกเบี้ย หนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดัน ทองคำ

ผลกระทบ ราคาทองคำ และ หุ้นเหมืองทอง จะเป็นลบ ในระยะสั้น หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์

ผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้ดอลลาร์ จะถูกกดดัน จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า

แต่ผู้ส่งออก ที่มีรายได้ เป็นเงินตรา ต่างประเทศ จะได้ประโยชน์ จากผลต่าง อัตราแลกเปลี่ยน

ด้วยภาวะตลาด รูปตัวเค โอกาส การลงทุน ที่มีความเสี่ยง ต่อผลตอบแทน สูงที่สุด อยู่ที่ การจับคู่ ซื้อหุ้นพลังงาน และ ขายชอร์ต หุ้นขนส่ง ขณะที่ยังคง ถือหุ้น เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นแกนหลัก ในพอร์ต

โอกาสที่น่าสนใจที่สุด คือ การเพิ่มน้ำหนัก หุ้นกลุ่มพลังงาน และ สาธารณูปโภค รวมถึง หุ้นกลุ่มธนาคาร และ หุ้นเอไอ เซมิคอนดักเตอร์

และ ลดน้ำหนัก ในหุ้น สายการบิน กลุ่มสินเชื่อรายย่อย และ หุ้นเหมืองทองคำ

กลยุทธ์ การลงทุนคู่ ระหว่าง ซื้อพลังงาน และ ขายชอร์ต ขนส่ง จะช่วยแยกสัญญาณ จากราคาน้ำมัน ได้อย่างชัดเจน

กรอบเวลา การลงทุน อยู่ที่ หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์ โดยมี ปัจจัยเร่ง สำคัญ ได้แก่ ผลการประชุมเฟด ผลประกอบการ บริษัทเทคฯ รายใหญ่ การหยุดชะงัก ของการขนส่ง ในทะเลแดง ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และ พัฒนาการ ด้านการทูต หรือ การทหาร ระหว่าง อิหร่าน กับ สหรัฐฯ

สำหรับ สถานการณ์จำลอง ความเสี่ยง

ในกรณีฐาน ให้น้ำหนัก ความน่าจะเป็น ร้อยละ ห้าสิบห้า โดยความตึงเครียด ยังคงอยู่ แต่ไม่ลุกลาม ถึงขั้นปิดกั้น ทะเลแดง ราคาน้ำมัน ทรงตัว ในระดับสูง เฟดคงดอกเบี้ย ด้วยน้ำเสียง ที่ระมัดระวัง ผลประกอบการ เทคฯ ออกมาดี เล็กน้อย ตลาดรูปตัวเค จะยังคงอยู่

ในกรณีที่ดี ให้น้ำหนัก ร้อยละ ยี่สิบ การเจรจา ทางการทูต ประสบความสำเร็จ ราคาน้ำมัน ถอยลง แรงกดดันเงินเฟ้อ ลดลง เฟดส่งสัญญาณ พร้อมลดดอกเบี้ย และ ผลประกอบการ เทคฯ ออกมา ดีเกินคาด ตลาดจะเกิด การรีบาวด์ ในวงกว้าง

ในกรณีที่แย่ ให้น้ำหนัก ร้อยละ ยี่สิบห้า การปิดกั้น ทะเลแดง เกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมัน พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป เงินเฟ้อ เร่งตัวขึ้น เฟดถูกบังคับ ให้ส่งสัญญาณ ขึ้นดอกเบี้ย และ ผลประกอบการ เทคฯ ผิดหวัง ตลาดหุ้น จะถูกเทขาย อย่างรุนแรง

สรุปใจความสำคัญ พลังงาน คือ ศูนย์กลาง ของตลาดในขณะนี้ ความขัดแย้ง สหรัฐฯ กับ อิหร่าน และ ความเสี่ยง ทะเลแดง ทำให้หุ้นพลังงาน มีความน่าสนใจ มากที่สุด ส่วนหุ้นขนส่ง เป็นกลุ่ม ที่ควรหลีกเลี่ยง

เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์ คือ ไม้กันความเสี่ยง เชิงโครงสร้าง ข้อมูลส่งออก จากเอเชีย ที่แข็งแกร่ง ยืนยัน วัฏจักร การลงทุน เอไอ ยังคงสดใส

หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้ประโยชน์ จากดอกเบี้ย ที่อยู่ในระดับสูง นานขึ้น แต่กลุ่มสินเชื่อ รายย่อย จะถูกกดดัน

ทองคำ คือ กับดัก ในระบอบนี้ เพราะเงินเฟ้อ จากน้ำมัน ปิดประตู การลดดอกเบี้ย หนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดัน ราคาทองคำ

การประชุม ของ เฟด บีโอเจ และ อีซีบี คือ ตัวเร่งปฏิกิริยา เชิงขั้ว ของสัปดาห์นี้ นักลงทุน ควรวางพอร์ต ให้พร้อมรับมือ หากมี เซอร์ไพรส์ เชิงลบ จากนโยบายการเงิน

ตลาดรูปตัวเค ต้องการ การคัดเลือก หุ้นอย่าง เข้มงวด การลงทุน แบบรับความเสี่ยง ตลาดโดยรวม อาจไม่เหมาะสม กลยุทธ์ เชิงรุก อย่าง การเทรดคู่ และ การหมุนเวียน กลุ่มอุตสาหกรรม คือ แนวทาง ที่ถูกต้อง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบแปด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบแปด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ เรามีรายงานเศรษฐกิจ ประจำวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ดังนี้

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ จากแรงกระแทกสองด้าน ประกอบด้วย ความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง ที่ปะทุหนักขึ้น และการกลับมาทบทวน ผลตอบแทน จากการลงทุนมหาศาล ในปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ

การโจมตี เรือบรรทุกน้ำมัน ของซาอุดิอาระเบีย โดยกลุ่มฮูตี ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้น เกินกว่า หกเปอร์เซ็นต์ ซ้ำเติม ความกังวลด้านอุปทาน จากความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้ มาตรการภาษีศุลกากรใหม่ ในอัตรา สิบ ถึง สิบสองจุดห้าเปอร์เซ็นต์ กับสินค้า จากหกสิบประเทศ พร้อมกันนั้น ก็ยิ่งคุกคาม กระแสการค้าโลก

แรงกระแทกด้านพลังงาน จากฝั่งอุปทาน นี้ มาปะทะกับ ท่าทีของ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ซึ่ง นางลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการ ยืนยันว่า เฟด ยังคงให้น้ำหนัก ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ เป็นเอกเทศ ส่งสัญญาณว่า อัตราดอกเบี้ย อาจคงอยู่ในระดับสูง หรือปรับขึ้นอีก

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ แรงกระตุ้นแบบ สแตกเฟลชัน โดยทั่วไป กล่าวคือ ต้นทุนวัตถุดิบ พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลาง นโยบายการเงินที่ตึงตัว

ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยี อย่าง อัลฟาเบท และ เทสล่า ต่างร่วงลงหนัก จากความกังวล เรื่องการลงทุนในเอไอ สะท้อนว่า ตลาดกำลังเรียกร้อง ผลตอบแทนระยะสั้น จากวัฏจักร การใช้จ่ายลงทุน มหาศาล ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อน การปรับตัวขึ้นของหุ้นเอไอ

การบรรจบกัน ของส่วนชดเชยความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ และการกลับมาตรวจสอบ ผลตอบแทน การลงทุนเอไอ ก่อให้เกิดการหมุนเปลี่ยน การลงทุนอย่างฉับพลัน ออกจากหุ้นเติบโต สู่สินทรัพย์ที่เกาะกลุ่มพลังงาน พันธบัตรปลอดภัย และหุ้นกลุ่มการเงินบางส่วน ที่ได้อานิสงส์ จากภาวะดอกเบี้ยสูง

บรรยากาศตลาด และมาตรวัดความรู้สึก

ขณะนี้ เราอยู่ในสภาวะ แรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัว แต่ต้นทุนสูง พร้อมกับ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับ

ความเชื่อมั่นนักลงทุน อยู่ในเกณฑ์ ระมัดระวัง และเอนเอียงไปทางลบ เปลี่ยนจาก เป็นกลาง สู่ระมัดระวัง ในช่วงก่อนหน้านี้

การเทขายหนัก เมื่อวันที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม โดย ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย ลบ หนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และ แนสแดค คอมโพสิต ลบ สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ผนวกกับ ราคาน้ำมัน พุ่งทะยาน และกำแพงภาษี ที่เพิ่มขึ้น ชี้ถึงการเสื่อมถอยชัดเจน

อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ร่วงลงมาที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่า เฟด จะส่งสัญญาณแบบกดดันก็ตาม เป็นเครื่องยืนยัน แรงกระตุ้น การย้ายเงินเข้าหลักทรัพย์มั่นคง ความอยากรับความเสี่ยง กำลังหดตัวลง

ภาพรวมตลาด

ด้านตลาดหุ้น ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย ลบ หนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นแนสแดค คอมโพสิต ลบ สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ดัชนีดาวโจนส์ อินดัสเทรียล ลบ ศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ส่วนดัชนี อิโบเวสปา ของบราซิล บวก สามเปอร์เซ็นต์ จากปัจจัยเฉพาะตัว

ด้านตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี มาอยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ ลดลงจาก ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน บ่งบอกถึง การลดความเสี่ยง

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ หนึ่งศูนย์หนึ่งจุดสามหก เพิ่มขึ้น ศูนย์จุดสามสี่เปอร์เซ็นต์ ในรอบสัปดาห์ และบวก สองจุดสี่แปดเปอร์เซ็นต์ ในรอบเดือน สะท้อน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

เงินเยน อ่อนค่า โดย ดอลลาร์สหรัฐต่อเยน อยู่ที่ หนึ่งหกสองจุดห้าเก้า

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียท พุ่งขึ้น หกเปอร์เซ็นต์ แตะ เจ็ดสิบสองจุดสี่หนึ่งดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ห้าจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ ภายในวันเดียว และตั้งแต่ต้นปี บวกมาแล้ว ยี่สิบหกจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณ ขาขึ้นรุนแรง จากความกลัวอุปทาน

ราคาทองคำ ปรับตัวลดลง จากดอลลาร์แข็ง และความกังวล เงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมัน ส่งผลให้ แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ถูกเบี่ยงเบนไป ที่พันธบัตร

ความผันผวน แม้ไม่มีข้อมูลของ ดัชนีวีไอเอ็กซ์ แต่โดยนัย คาดว่าอยู่ในระดับสูง จากแรงเทขายหุ้นที่เกิดขึ้น

บทวิเคราะห์เชิงประเด็น และผลกระทบล่วงหน้า

ประเด็นที่หนึ่ง การยกระดับความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง และภาวะช็อกอุปทานน้ำมัน

ชนวนเหตุ มาจาก การโจมตี เรือบรรทุกน้ำมันซาอุดิอาระเบีย โดยกลุ่มฮูตี และการโจมตีทางทหาร ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ขยายวงกว้างขึ้น ผลักดัน ราคาน้ำมันดิบ พุ่งทะยาน เกินกว่าร้อยละหก ไปแตะจุดสูงสุด ในรอบหลายเดือน

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ พบว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างเช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี จากราคาขายที่สูงขึ้น และสต็อกน้ำมันที่เพิ่มค่า

ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลลบ ต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ เนื่องจาก ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น บีบอัตรากำไร

ผลกระทบที่คาดการณ์ หุ้นกลุ่มผู้ผลิต และโรงกลั่นพลังงาน ปรับตัวขึ้น ด้วยขนาดสูง ภายใน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หุ้นกลุ่มสายการบิน และโลจิสติกส์ ปรับตัวลง ด้วยขนาดปานกลาง ภายใน ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง หุ้นพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับถ่านหิน เช่น บ้านปู และลานนา ได้อานิสงส์ จากการแทนที่กัน ของน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ด้วยขนาดปานกลาง ในระยะกลาง ส่วนตลาดหุ้นโดยรวม เผชิญแรงกดดัน จากเงินเฟ้อผลักดันต้นทุน และกำลังซื้อผู้บริโภค

ความเชื่อมั่น สูง เนื่องจาก ความสัมพันธ์ ระหว่างน้ำมัน กับภาคพลังงาน เป็นที่ยอมรับมากที่สุด

ประเด็นที่สอง การตรวจสอบผลตอบแทน ของการใช้จ่ายลงทุน ด้านปัญญาประดิษฐ์ และการหมุนเปลี่ยน ในกลุ่มเทคโนโลยี

จากกรณี หุ้นเทสล่า และอัลฟาเบท ร่วงลง เมื่อวันที่ยี่สิบสามกรกฎาคม เมื่อตลาด ประเมินผลตอบแทน ของการลงทุนมหาศาล ในโครงสร้างพื้นฐาน เอไอ อีกครั้ง แม้ว่า อัลฟาเบท จะมีรายได้ที่แข็งแกร่ง ขณะที่อินเทล กลับสวนทาง ด้วยแนวโน้มรายได้ที่สดใส

แม้ยังไม่มีกฎ ความสัมพันธ์ โดยตรง ในฐานข้อมูล แต่คำแนะนำ เรื่องตลาดรูปตัวเค จากบลูเบลล์ ชี้ชัดว่า ควรเน้นลงทุนในหุ้น เอไอและเซมิคอนดักเตอร์ โดยต้องแยกแยะ ความสามารถในการสร้างรายได้

ผลกระทบที่คาดการณ์ หุ้นที่ใช้จ่ายลงทุนด้านเอไอสูง แต่ยังไม่มีรูปแบบ การสร้างรายได้ที่ชัดเจน จะถูกเทขาย ขนาดสูง ภายใน ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง ในขณะที่ หุ้นที่ช่วยเปิดใช้ โครงสร้างพื้นฐานเอไอ ซึ่งมีรายได้ที่มองเห็นได้ จะปรับตัวขึ้น ขนาดปานกลาง ภายในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ภาพรวมกลุ่มเทค จะเกิดการแยกขั้ว ระหว่างผู้ที่พิสูจน์แล้ว กับผู้ที่ยังเก็งกำไร

ความเชื่อมั่น ปานกลาง เนื่องจาก ยังขาดกฎเหตุผล เฉพาะเจาะจง

ประเด็นที่สาม การคงท่าทีแบบกดดัน ของธนาคารกลางสหรัฐ และนัยต่อภาคการเงิน

นางลิซ่า คุก ให้ความสำคัญ กับความเสี่ยงเงินเฟ้อ เหนือตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ส่งสัญญาณว่า ดอกเบี้ยอาจทรงตัวสูง หรือเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกันนั้น ประธานวอร์ช ยังตั้งคณะทำงาน ห้าชุด ทบทวนกรอบนโยบายการเงิน รวมถึง งบดุลขนาด หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์

จากกฎความสัมพันธ์ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เป็นผลบวกสุทธิ ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผ่านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ที่กว้างขึ้น ส่งผลบวกกับ หุ้นแบงก์ เช่น บีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และกรุงศรี ในทางตรงกันข้าม เป็นผลลบ ต่อกลุ่มไฟแนนซ์ และหลักทรัพย์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ เนื่องจาก ต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น บีบส่วนต่างสินเชื่อรายย่อย ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การที่ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ขึ้นเป็นบริษัท ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด ในญี่ปุ่น จากแรงคาดหมาย การขึ้นดอกเบี้ย

ผลกระทบ กลุ่มธนาคาร ปรับตัวขึ้น ขนาดปานกลาง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ กลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร ปรับตัวลง ขนาดปานกลาง เช่นกัน และหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ปรับตัวลง จากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น

ความเชื่อมั่น สูง

ประเด็นที่สี่ ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และแรงเสียดทาน การเติบโตของโลก

การบังคับใช้ ภาษีศุลกากรใหม่ ในอัตรา สิบถึงสิบสองจุดห้าเปอร์เซ็นต์ กับสินค้าจาก หกสิบประเทศ เป็นการซ้ำเติม ระบบการค้าโลก ที่ตึงเครียดอยู่แล้ว

ข้อมูลจากฐานบ่งชี้ ทางอ้อมว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ และตัวเลขนำเข้าส่งออก เป็นบวก ต่อผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม แต่ภาษีศุลกากร จะกดดันปริมาณการค้า ส่งผลลบ ในลำดับที่สอง ขณะที่ เงินสกุลท้องถิ่นอ่อน จากดอลลาร์แข็ง เป็นบวก ต่อผู้ส่งออก เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ ในกลุ่มอาหาร และเดลต้า เคซีอี ฮานา ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นลบ ต่อกลุ่มพลังงาน ที่มีหนี้สินเป็นสกุลดอลลาร์

ผลกระทบ กลุ่มอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ ที่พึ่งพาการค้า ปรับตัวลง ขนาดต่ำถึงปานกลาง ในระยะกลาง ผู้ส่งออก อาจได้รับอานิสงส์ บางส่วน ชดเชยได้เล็กน้อย

ความเชื่อมั่น ต่ำถึงปานกลาง

แนวคิดการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง

แนะนำ ให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด ในผู้ผลิตพลังงาน เพราะการประจวบเหมาะ ระหว่าง การหยุดชะงักทางทะเล จากฮูตี การยกระดับความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน และตลาดน้ำมันจริงที่ตึงตัว สร้างโอกาส ระยะใกล้ ที่น่าสนใจที่สุด ได้แก่ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี ภายใน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด ในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ จากแนวโน้ม ดอกเบี้ยขาขึ้น และแบบอย่าง มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ในญี่ปุ่น ที่สนับสนุน หุ้น บีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ให้รับประโยชน์ จากส่วนต่างดอกเบี้ย ขยายตัว

ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด ในกลุ่มสายการบิน และขนส่ง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้นฉับพลัน กดดันอัตรากำไร โดยตรง เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส เคอีเอ็กซ์ ภายในศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง

ป้องกันความเสี่ยง โดยการถือดอลลาร์สหรัฐ และลดการลงทุน ในตลาดเกิดใหม่ จากโมเมนตัม ดอลลาร์ ที่แข็งค่า และแรงกดดัน ภาษีและพลังงาน

ปัจจัยที่ต้องจับตา การตัดสินใจดอกเบี้ยของเฟด ในสัปดาห์หน้า สัญญาณ ลดความตึงเครียด ฮูตีและสหรัฐฯ-อิหร่าน ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ ไตรมาสสอง และผลประกอบการ ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

สถานการณ์ความเสี่ยง

กรณีฐาน ความน่าจะเป็น ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมัน ทรงตัวระดับสูง ที่เจ็ดสิบสอง ถึง เจ็ดสิบแปดดอลลาร์ เฟดคงท่าทีตึงตัว แต่ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย เทคโนโลยี ยังคงแยกขั้ว หุ้นพลังงานและแบงก์ ดีกว่าตลาด หุ้นเติบโต และเทค ยังปรับตัวไม่ดี การหมุนเข้าหาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง จะต่อเนื่อง สองถึงสี่สัปดาห์

กรณีเชิงบวก ความน่าจะเป็น ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ การทูตคลี่คลาย ความตึงเครียด ตะวันออกกลาง น้ำมันร่วงกลับ มาที่หกสิบห้า ถึง หกสิบแปดดอลลาร์ เฟดส่งสัญญาณหยุด ความกังวลดอกเบี้ย ฤดูผลประกอบการเทค เซอร์ไพรส์เชิงบวก ตลาดหุ้นฟื้นตัว โดยแนสแดค นำการฟื้น ความเหนือตลาดของหุ้นพลังงาน จะคลี่คลายลง

กรณีเชิงลบ ความน่าจะเป็น ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกรบกวน หนักขึ้น น้ำมันทะลุ แปดสิบห้าดอลลาร์ สหรัฐฯ ตอบโต้ ขยายผล เฟดส่งสัญญาณ ขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุมคราวหน้า อัตราผลตอบแทน พันธบัตรอายุสิบปี ดีดกลับ เหนือสี่จุดเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้น เทขายเป็นวงกว้าง ทั้งหุ้นตามวัฏจักร และหุ้นเติบโต มีเพียงผู้ผลิตพลังงานแท้ และพันธบัตรปลอดภัย ที่รักษามูลค่าได้

สาระสำคัญ

ผู้ผลิตพลังงาน เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด ในการถือครองระยะสั้น แรงช็อกอุปทานน้ำมันเป็นจริง ความสัมพันธ์เชิงบวก ต่อหุ้น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี ชัดเจน และตัวเร่งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังไม่มีทางออกในระยะใกล้

การขยายตัว ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ของกลุ่มธนาคาร เป็นประเด็น ที่ยั่งยืน การส่งสัญญาณตึงตัวของเฟด ผนวกกับ ตัวอย่าง มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ในญี่ปุ่น ยืนยันสายโซ่เหตุผล จากอัตราดอกเบี้ย สู่กำไรธนาคาร หุ้นเด่น เช่น บีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย

การกลับมาทบทวน การลงทุนเอไอ ทำให้ตลาดเทค ต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัว หลีกเลี่ยง หุ้นที่ใช้จ่ายสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ และมุ่งไปที่ ผู้อำนวยโครงสร้างพื้นฐาน และเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีรายได้เป็นรูปธรรม

หุ้นกลุ่มขนส่ง และสายการบิน เผชิญแรงกดดัน อัตรากำไรขั้นต้น ทันที จากราคาน้ำมันดิบ ที่พุ่งขึ้น บวกทุกวัน อย่างมีนัยสำคัญ เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส เคอีเอ็กซ์ เสี่ยงขาลง

ภาษี บวก ราคาน้ำมัน คือ สูตรกระตุ้น สภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว แต่ต้นทุนสูง นโยบายผสมผสาน กำลังไม่เป็นมิตร ต่อหุ้นในวงกว้าง ควรลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง

สัญญาณ จากวีไอเอ็กซ์ ไม่มีในข้อมูล แต่ความผันผวนโดยนัย เกือบแน่นอนว่าสูงขึ้น ควรพิจารณา ตราสารป้องกันความเสี่ยงหาง จากการกระจายตัวของความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบแปด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบแปด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญกับภาวะ สแตกเฟลชัน กดดัน จากราคาพลังงาน ที่พุ่งสูง บวกกับท่าทีเข้มงวด ของธนาคารกลางสหรัฐ ครับ

ราคาน้ำมันดิบ ได้ทะยานขึ้นไป เหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน รวมถึงการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ของกบฏฮูธี ในทะเลแดง

ขณะที่ ลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการเฟด ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ สำคัญกว่าตลาดแรงงาน นั่นหมายความว่า ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ระดับสูง เป็นเวลานาน ครับ

แรงกดดันนี้ ได้สร้างความเสียหาย ให้กับหุ้นกลุ่มเติบโต และหุ้นเทคโนโลยี ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อย่างที่เราเห็น การเทขายหุ้นเทสล่า และอัลฟาเบท อย่างรุนแรง จากความกังวล เรื่องการใช้จ่ายด้านเอไอ

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร กลับเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะธนาคารเอ็มยูเอฟจี ของญี่ปุ่น ที่เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด สูงที่สุดในญี่ปุ่น ครับ

มาดูกันที่ ประเด็นหลัก ที่ขับเคลื่อนตลาด ณ เวลานี้

ประเด็นแรก วิกฤตน้ำมันระลอกใหม่ พุ่งชนนโยบายธนาคารกลาง

การโจมตีเรือซาอุดิอาระเบีย โดยกลุ่มฮูธี และการปิดกั้นช่องแคบเดินเรือสำคัญ ทำให้ราคาน้ำมัน พุ่งขึ้นถึง หกเปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว และดันให้ราคายืนเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ ได้สำเร็จ

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ ในอดีตยืนยันชัดเจนว่า เมื่อน้ำมันขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น จะปรับตัวขึ้นตาม เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ โดยตรงมากที่สุด

ในทางตรงกันข้าม หุ้นสายการบิน และโลจิสติกส์ ซึ่งมีต้นทุนหลักเป็นค่าน้ำมัน จะถูกกดดันอย่างหนัก ทันที

และผลกระทบ จะลามไปถึง ภาคการบริโภค เพราะราคาพลังงาน จะไปลดทอน รายได้สุทธิ ของประชาชน ครับ

ประเด็นที่สอง วันพิพากษา การลงทุนด้านเอไอ ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

การที่เทสล่า ทำกระแสเงินสด ต่ำกว่าคาด ส่วนอัลฟาเบท มีการใช้จ่ายลงทุน ด้านเอไออย่างหนัก โดยที่ผลตอบแทนยังไม่ชัดเจน ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขาย

ตลาดกำลังแยกแยะ ระหว่างผู้ที่ โชว์รายได้จากเอไอได้จริง อย่างอินเทล และพวกที่ทุ่มเงินมหาศาล โดยยังไม่มีผลกำไร

ในภาวะที่ดอกเบี้ยสูง หุ้นเทคโนโลยี ที่มีพีอีเรโช สูงๆ จะถูกบีบอัดมูลค่าลง นี่คือผลกระทบ โดยตรง จากดอกเบี้ยขาขึ้น ครับ

ประเด็นที่สาม นโยบายการเงินที่แตกต่าง ระหว่างธนาคารกลางใหญ่ของโลก

เฟดยืนกราน จะคุมเงินเฟ้อก่อน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป คงดอกเบี้ย แต่ก็เตือนถึงผลกระทบรอบสอง จากราคาพลังงาน

การเปลี่ยนขั้วนโยบาย ของธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ดันให้หุ้นกลุ่มธนาคารญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถ้วนหน้า สะท้อนไปทั่วโลกว่า หุ้นธนาคาร ได้ประโยชน์ จากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้น

วงการธนาคาร คือผู้ชนะโดยปริยาย จากภาวะดอกเบี้ยสูง ครับ

และประเด็นสุดท้าย ความเสี่ยงจากการค้า และการเมือง

การที่สหรัฐ ขึ้นภาษีนำเข้า สิบถึงสิบสองจุดห้าเปอร์เซ็นต์ กับหกสิบประเทศ เป็นการเติมเชื้อไฟ ให้กับเงินเฟ้อ และสร้างแรงกดดัน ต่อหุ้นกลุ่มส่งออก และการขนส่งทั่วโลก

สงครามการค้า ในยามนี้ ยิ่งซ้ำเติมปัญหา เพราะมันเป็นทั้งตัวเร่งเงินเฟ้อ และตัวถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ครับ

สำหรับภาพรวมการลงทุน ในช่วงหนี่งถึงสี่สัปดาห์นี้

กลยุทธ์ที่ชัดเจนที่สุด คือ เน้นลงทุนหนัก ในกลุ่มพลังงานสำรวจและผลิต และกลุ่มโรงกลั่น

ถือสถานะซื้อ ในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์ จากดอกเบี้ยขาขึ้น

ในขณะเดียวกัน ให้ลดน้ำหนัก หรือเปิดสถานะขาย สำหรับหุ้นสายการบิน และธุรกิจขนส่ง ที่มีต้นทุนน้ำมันสูง

รวมถึงหุ้นเทคโนโลยี และหุ้นเก็งกำไรเอไอ ที่ยังไม่มีผลตอบแทนที่ชัดเจนด้วย ครับ

และนี่คือปัจจัยสำคัญ ที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้

การตัดสินใจนโยบายของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น, ตัวเลขจีดีพี ไตรมาสสอง ของสหรัฐ,

ทิศทางราคาน้ำมัน ว่าจะทะลุหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์ หรือปรับฐานลงมาต่ำกว่าเก้าสิบห้าดอลลาร์,

รวมถึงสัญญาณใดๆ ก็ตาม เกี่ยวกับการคลี่คลายความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญกับ สภาวะ สแตกเฟลชันนารี ไตรแองกูเลชัน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง รวมถึงการหยุดชะงัก ในเส้นทางเดินเรือ กำลังสร้างแรงกดดัน ต่อราคาพลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่ ธนาคารกลางสำคัญ อย่าง เฟด และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังจะประกาศ การตัดสินใจเชิงนโยบาย ในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน คำตัดสินของ ศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยัน ความเป็นอิสระ ของเฟด ได้เข้ามาเสริมเสถียรภาพ ให้กับตลาดหุ้นสหรัฐ แต่แรงหนุนนี้ ถูกลดทอนลง จากแรงสั่นสะเทือน ด้านบรรษัทภิบาล ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลาออก กะทันหัน ของ นาย เพอร์รี่ วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลาง อินโดนีเซีย ซึ่งจุดชนวน ให้เกิดแรงเทขาย สกุลเงิน รูเปียห์ ตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ อินโดนีเซีย

ผลสุทธิ คือ ตลาดแยกออกเป็น สองขั้ว แนวโน้ม เอไอ และหุ่นยนต์ ยังคงดึงดูด เงินทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติ ไอพีโอ ของบริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ บน ตลาดสตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ หุ้นวัฏจักร และการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ต้องเผชิญกับ การตั้งราคาใหม่ ของส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านการเมือง และสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อมูล ดัชนีราคาผู้ผลิต สหรัฐ หรือ พีพีไอ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด มอบความหวัง เรื่องเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัว อยู่บ้าง แต่ ทิศทาง ขาขึ้น ของราคาน้ำมันดิบ ยังคงเป็น ช่องทางหลัก ในการส่งผ่าน ไปยังตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และสกุลเงิน ตลาดเกิดใหม่

สำหรับ สภาพตลาดในวันนี้ ระบอบความเสี่ยง ถูกขับเคลื่อนด้วย ส่วนชดเชยความเสี่ยง ทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มาพร้อมกับ กลิ่นอาย ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว แต่เศรษฐกิจซบเซา สตักเฟลชัน โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้น สภาวะการเงินที่ตึงตัว ในบางตลาดเกิดใหม่ และการวางตำแหน่งพอร์ต ในตลาดหุ้น อย่างระมัดระวัง ก่อนการตัดสินใจ ของธนาคารกลาง ล้วนเป็นตัวกำหนด

ความเชื่อมั่นโดยรวม อยู่ในทิศทาง ระมัดระวัง และค่อนไปทางลบ แย่ลงจากเดิม ที่เป็นกลาง การปรับตัวลง ของตลาดหุ้นออสเตรเลีย ติดต่อกันเป็นวันที่สี่ ลบศูนย์จุดห้าศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นฟิวเจอร์สหรัฐ ที่ลดลง เป็นวันที่สอง และความไม่แน่นอน ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย และไทย ที่เคลื่อนไหวไซด์เวย์ สะท้อนถึง การกระจายตัว ของความกลัวความเสี่ยง ในวงกว้าง โดยมี หุ้นกลุ่มเทค และเอไอ ยังคงเป็น จุดสว่าง เพียงจุดเดียว

ในส่วนของ ภาพรวมตลาด ดัชนี เซ็ท อินเด็กซ์ ของไทย ปรับขึ้น บวกศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้า ขณะที่ ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ปรับลง เป็นวันที่สี่ ติดต่อกัน ลบศูนย์จุดห้าศูนย์เปอร์เซ็นต์ ทางด้านตลาดหุ้น อินเดีย นิฟตี้ ไฟฟ์ตี้ ปรับขึ้น บวกศูนย์จุดห้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นยุโรป ยูโร สต็อกซ์ ร้อย ปรับลง ลบหนึ่งจุดศูนย์สี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดหุ้นดูไบ ลดลง ศูนย์จุดหนึ่งแปดเปอร์เซ็นต์

ในตลาดตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุสิบจุดสามสองปี มีอัตราผลตอบแทน ที่หนึ่งจุดเก้าเก้าศูนย์ศูนย์เปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรอายุยี่สิบห้าจุดหกแปดปี อยู่ที่สามจุดศูนย์สี่เก้าห้าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวลดลง หลังตัวเลขพีพีไอ ส่งสัญญาณผ่อนคลาย

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง หลังข้อมูลพีพีไอ สวนทางกับ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความเสี่ยง ด้านอุปทานเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ สกุลเงิน รูเปียห์ อินโดนีเซีย อ่อนค่าลงอย่างหนัก จากแรงกระแทก ด้านบรรษัทภิบาล

ในประเด็นแรก การยกระดับ ความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการหยุดชะงัก ทางทะเล กำลังหนุน ราคาน้ำมันดิบ และสร้างแรงกดดัน เงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งจากฐานข้อมูล สหสัมพันธ์ พบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค โดยเฉพาะผู้ผลิต ต้นน้ำ และโรงกลั่น อาทิ หุ้น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ผ่านราคาขาย และกำไรสต็อกที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ ส่งผลลบ ต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส จากต้นทุนเชื้อเพลิง ที่สูงขึ้น บั่นทอนกำไร โดยเฉพาะ สายการบิน

นอกจากนี้ ถ่านหิน อย่าง บ้านปู และลานนา ยังได้อานิสงส์ จากราคาพลังงาน โดยรวมที่สูงขึ้น เราให้น้ำหนัก ผลกระทบ ด้านบวก ต่อกลุ่มพลังงาน ในระดับ สูง ขณะที่ ด้านลบต่อ กลุ่มสายการบิน และโลจิสติกส์ ในระดับ ปานกลาง ภายใน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หากความตึงเครียด ยังคงยืดเยื้อ

ประเด็นที่สอง จุดเปลี่ยนนโยบายธนาคารกลาง คำตัดสินศาลสูงสุด สนับสนุนความเป็นอิสระ ของเฟด ซึ่งเป็นผลบวก เชิงโครงสร้างต่อตลาดสหรัฐ ขณะที่ การลาออก กะทันหันของ ผู้ว่าการธนาคารกลาง อินโดนีเซีย ก่อนกำหนด สองปี ได้จุดชนวน ความไม่แน่นอน ด้านบรรษัทภิบาล ทำให้รูเปียห์ ตลาดหุ้น และพันธบัตร อินโดนีเซีย ถูกเทขาย การตัดสินใจของเฟด และบีโอเจ รวมถึงตัวเลขจีดีพี ไตรมาสสองของสหรัฐ ที่กำลังจะออกมา ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เหตุการณ์

จากฐานข้อมูล ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่สูงขึ้น เป็นผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และ กรุงศรี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของ ดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขพีพีไอ เป็นผลบวก ต่อกลุ่มผู้ส่งออก อาหารและเครื่องดื่มไทย เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮาน่า ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ และสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ อาจได้รับแรงกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น

ในทางกลับกัน สินทรัพย์อินโดนีเซีย มีแนวโน้ม ถูกกระทบหนัก ในระยะสั้น

ประเด็นที่สาม การไหลเข้าของเงินทุน เชิงโครงสร้าง ในกลุ่ม เอไอ และหุ่นยนต์ จากข่าว บริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ ไอพีโอ บนตลาด สตาร์ มาร์เก็ต เซี่ยงไฮ้ ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการสนับสนุน จากภาครัฐจีน ต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งถึงแม้ ฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ จะไม่มีผลกระทบ ต่อหุ้นรายตัวโดยตรง แต่ถือเป็นตัวเร่ง ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม เอไอ โรโบติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน เซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ หุ้นเทคในเอเชีย ที่เพิ่งถูกเทขาย อาจมีจุดพักตัว จากแรงหนุนนี้

สอดคล้องกับ มุมมองของ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การลงทุน ธนาคารกรุงไทย ที่แนะนำ กลยุทธ์บาร์เบล โดยผสมผสาน หุ้นเติบโต จากเอไอ เข้ากับหุ้นตั้งรับ เพื่อรับมือกับ ความผันผวน ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราดอกเบี้ย

ประเด็นสุดท้าย การแยกทางของ ตลาดเกิดใหม่ ไทยยังคงแข็งแกร่ง รับปัจจัยหนุน จากตัวเลขพีพีไอ สหรัฐที่ต่ำกว่าคาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่ลดลง และกระแสเงินทุน ไหลเข้าเป็นวันที่สิบ ติดต่อกัน ดันดัชนีเซ็ท บวกศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้า จากฐานข้อมูล ดอกเบี้ยขาลง และดอลลาร์อ่อน จะเป็นบวก ต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ค้าปลีก อย่าง ซีพีออล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา จากการฟื้นตัว ของดัชนีราคาผู้บริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผ่านยอดขาย สาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอพี ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็ได้ประโยชน์ หากอัตราดอกเบี้ยลดลง หรือมีมาตรการกระตุ้น จากภาครัฐ หนุนยอดโอน กรรมสิทธิ์

ในทางตรงข้าม ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ร่วงต่อเนื่อง เป็นวันที่สี่ จากแรงกดดันของ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่า หุ้นเหมืองแร่บางตัว อย่าง หยั่นโคล ออสเตรเลีย และเซาท์เธอร์ตี้ทู จะยังได้ประโยชน์ จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม

เรามองว่า ความแตกต่างของ ตลาดเกิดใหม่นี้ จะยังดำเนินต่อไป ใน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยไทยมีโมเมนตัม แต่ยังต้องจับตา ความไม่แน่นอน ในตะวันออกกลาง

จากปัจจัยทั้งหมด ตำแหน่งการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทน ต่อความเสี่ยง น่าสนใจที่สุด แบ่งเป็นสองด้าน หนึ่ง เน้นลงทุน ในหุ้นกลุ่มพลังงาน และผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ รับความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ตลาดยังตีมูลค่า ไม่เต็มที่ เน้น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี และถ่านหิน บ้านปู ลานนา รวมถึงหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ออสเตรเลีย อย่าง หยั่นโคล และเซาท์เธอร์ตี้ทู

สอง เน้นลงทุน ในหุ้นส่งออกไทย และกลุ่มธนาคาร โดยใช้ประโยชน์จาก ดอลลาร์อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนที่ลดลง ได้แก่ ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และ กลุ่มธนาคาร อย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ขณะเดียวกัน ควรลดน้ำหนัก หรือหลีกเลี่ยง การลงทุนในอินโดนีเซีย จนกว่าจะมี ความชัดเจน เรื่องผู้ว่าการ ธนาคารกลาง คนใหม่

ทั้งนี้ ต้องติดตามสถานการณ์ ความเสี่ยงสำคัญ กรณีฐาน ความน่าจะเป็น ร้อยละห้าสิบห้า สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังตึงเครียด แต่ไม่บานปลาย เฟดคงดอกเบี้ย พลังงานสูงแต่แกว่งตัว หุ้นพลังงาน และไทย ปรับขึ้นต่อ กรณีบวก ร้อยละยี่สิบ เกิดความก้าวหน้า ทางการทูต ราคาน้ำมันร่วงลง แปดถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ เฟด ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นเกิดใหม่ พุ่ง หุ้นเติบโต และสายการบิน ฟื้นตัวแรง

กรณีลบ ร้อยละยี่สิบห้า เหตุการณ์สู้รบ บานปลาย น้ำมันพุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิม เฟดต้อง ขึ้นดอกเบี้ย หรือตรึงนโยบายเข้มงวด วิกฤตค่าเงิน ในตลาดเกิดใหม่ ขยายวงกว้าง แม้หุ้นพลังงานได้ประโยชน์ แต่ภาคส่วนอื่น ถูกเทขายหนัก เงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัย ได้รับความนิยม

สรุปประเด็นสำคัญ น้ำมันคือแกนกลาง ความขัดแย้ง สหรัฐฯ อิหร่าน ยังเป็นช่องทาง หลักในการส่งผ่าน เราแนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในหุ้นพลังงาน ต้นน้ำ และลดน้ำหนัก ในหุ้นขนส่ง ที่อ่อนไหว ต่อราคาน้ำมัน

กระแสเงินทุนไหลเข้า ตลาดหุ้นไทย ติดต่อกันสิบวัน ถือเป็นสัญญาณ โมเมนตัมแท้จริง หนุนด้วย อัตราผลตอบแทนสหรัฐ ที่ลดลง และดอลลาร์อ่อน แนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในกลุ่มธนาคารไทย และผู้ส่งออก อาหาร อิเล็กทรอนิกส์

การลาออก ของผู้ว่าการ ธนาคารกลาง อินโดนีเซีย เป็นแรงกระแทก ด้านบรรษัทภิบาล ระดับสูง หลีกเลี่ยง การลงทุนในอินโดนีเซีย จนกว่าจะชัดเจน

กระแสทุน โครงสร้าง ในเอไอ และหุ่นยนต์ ยังไม่เปลี่ยนแปลง การอนุมัติไอพีโอ ของ ยูนิทรี โรโบติกส์ ตอกย้ำธีม แนะนำ ผสมผสานกับ หุ้นตั้งรับ ตามกลยุทธ์บาร์เบล ของ กรุงไทย

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ เรื่องความเป็นอิสระของเฟด ขจัดความเสี่ยง หางหมา สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ และควรหนุน ความเชื่อมั่น ภาคการเงิน

และสุดท้าย จับตา การตัดสินใจของเฟด บีโอเจ และจีดีพีไตรมาสสองสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวเร่ง สองขั้ว ที่จะยืนยัน หรือลบล้าง ท่าทีความเสี่ยง ที่ระมัดระวังนี้ ภายใน สี่สิบแปดชั่วโมง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังถูกเขย่า จากความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ลุกลามจากการโจมตีทางอากาศ สู่การปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ และโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปรับตัวขึ้นประมาณ สามสิบเปอร์เซ็นต์ จากจุดต่ำสุด ในเดือนกรกฎาคม

แรงกระแทก ด้านอุปทานพลังงานครั้งนี้ กำลังส่งผ่าน ตลาดการเงิน ในรูปแบบ สแตกเฟลชัน คลาสสิก ราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น กระตุ้นการคาดการณ์ เงินเฟ้อ และบีบให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงท่าที เหยี่ยวทางการเงิน โดยตลาดให้น้ำหนัก ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ที่จะมีการปรับขึ้น ดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน กดดันสินทรัพย์ ที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นเทคฯ และทองคำ แต่กลับหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้ตลาด แตกออกเป็นสองขั้ว

ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย ปิดตลาดแบบผสมผสาน โดยแนสแดค หนึ่งร้อย ร่วงลง หนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดาวโจนส์ บวกเพิ่ม สองร้อยสามสิบหกจุด สะท้อนการหมุนเวียน จากหุ้นเติบโต สู่หุ้นคุณค่า ฝั่งยุโรป ดัชนีแดกซ์ สี่สิบ ลดลง ศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นวันที่สาม ติดต่อกัน ด้านฮั่งเส็ง ร่วงลง หนึ่งจุดสามเปอร์เซ็นต์ และนิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย ยังคงผันผวน

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสิบปี ยังคงสูง ที่ระดับ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ หลังจากอ่อนตัวลง ชั่วคราว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ประมาณ หนึ่งร้อยหนึ่งจุด รับกระแสเงิน ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และการคาดการณ์ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ราคาทองคำ ถูกเทขายอย่างหนัก หลุดต่ำกว่า สี่พันหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ ลดลงกว่าร้อยละสาม ในรอบสัปดาห์ แตะระดับต่ำสุด ในรอบเก้าเดือน เป็นสัญญาณ ชัดเจนว่า ช่องทาง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง กำลังมีอิทธิพล เหนือช่องทาง สินทรัพย์ปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย ดัชนีเซท เคลื่อนไหว ไซด์เวย์ โดยมีแรงฉุด จากหุ้นเทคฯ แต่ได้แรงหนุน จากหุ้นพลังงาน ตามราคาน้ำมันโลก บริษัทพลังงานรายใหญ่ อาทิ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ได้รับประโยชน์โดยตรง จากราคาน้ำมันดิบ ที่สูงกว่าร้อยดอลลาร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอาหาร อย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และผู้ส่งออก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮาน่า ก็ได้แรงหนุน จากค่าเงินบาท ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า สวนทางกับ กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า อย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ ที่เผชิญแรงกดดัน จากต้นทุนพลังงาน และภาระหนี้ สกุลเงินต่างประเทศ

ในมิติกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ กลยุทธ์บาร์เบลล์ น้ำหนักลงทุน ส่วนใหญ่ไปที่ หุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ควบคู่กับ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่าง บีบีแอล เคแบงค์ และเอสซีบี ซึ่งได้ประโยชน์ จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่ขยับกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ให้ลดน้ำหนัก หุ้นเทคฯ และหุ้นเติบโต รวมถึงหุ้นผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีภาระหนี้ต่างประเทศ

ทั้งนี้ โอกาสเกิด สถานการณ์รุนแรง ยังมีอยู่ โดยกรณีฐาน ที่ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน ยืดเยื้อ แต่ไม่ปิดกั้นช่องแคบเต็มรูปแบบ น้ำมันทรงตัว ที่เก้าสิบถึงหนึ่งร้อยดอลลาร์ มีความน่าจะเป็น ร้อยละห้าสิบห้า ส่วนกรณีดี ที่มีการหยุดยิง น้ำมันร่วงหลุด แปดสิบห้าดอลลาร์ มีโอกาส ร้อยละยี่สิบ และกรณีเลวร้าย ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ มีโอกาส ร้อยละยี่สิบห้า

สัปดาห์นี้ นักลงทุนต้องจับตา ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ห้าประการ ได้แก่ การตัดสินใจ ดอกเบี้ยของเฟดและบีโอเจ การรายงานตัวเลข จีดีพีไตรมาสสอง ผลประกอบการ บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ สถานการณ์ ช่องแคบฮอร์มุซ และรายงานเงินเฟ้อ สหรัฐฯ เพราะทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง ตลาดการเงินโลก ในระยะถัดไป

โดยสรุป น้ำมันคือผู้ชนะ เพียงหนึ่งเดียว ในสภาพแวดล้อมนี้ หุ้นพลังงาน โดยเฉพาะ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี มีความน่าสนใจที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ก็ได้อานิสงส์ จากดอกเบี้ยขาขึ้น ในทางกลับกัน หุ้นเทคฯ และหุ้นเติบโต ยังอยู่ในแดนลงโทษ และการที่ทองคำ ไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ ทั้งที่มีความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง เป็นสัญญาณเตือน ที่สำคัญที่สุด ว่าแรงกดดัน จากอัตราผลตอบแทน แท้จริง กำลังครอบงำตลาด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

ขณะนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญกับ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากปฏิบัติการทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน รวมถึงปัญหาการเดินเรือ ในตะวันออกกลาง อย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ขึ้นไปยืนเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นระดับที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา

สถานการณ์นี้ ได้ส่งแรงกระตุ้น แบบสแตกเฟลชัน ไปทั่วทั้งตลาดโลก โดยดัชนีราคาผู้บริโภค ที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังกัดกร่อน กำลังซื้อของผู้บริโภค และบีบอัด อัตรากำไร ของภาคขนส่ง และสินค้าฟุ่มเฟือย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ปรับเพิ่ม คาดการณ์เงินเฟ้อโลก ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ขึ้นเป็น สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างอิงถึง แรงกดดัน จากราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ยืดเยื้อ

ความคงอยู่ของเงินเฟ้อนี้ กำลังทำให้ การคาดการณ์ เรื่องการลดดอกเบี้ย ของตลาด ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐ ยังคงส่งสัญญาณ คงนโยบายการเงินที่เข้มงวด และการตัดสินใจ ของธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็ถูกจับตามอง อย่างใกล้ชิด

ภายใต้ภาพรวมนี้ ตลาดกำลังเกิด ปรากฏการณ์ ตลาดรูปตัวเค อย่างชัดเจน โดยหุ้นกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน ได้รับแรงซื้อ เชิงโครงสร้าง ในขณะที่หุ้นอุตสาหกรรมทั่วไป ธนาคารนอกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ และหุ้นที่พึ่งพา ผู้บริโภค กำลังถูกขายทำกำไร

การที่ศาลสูงสุดสหรัฐ ยืนยัน ความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ ได้ขจัด ความเสี่ยงด้านท้ายกระจาย ออกไป แต่ไม่ได้ช่วยชดเชย แรงต้านจากราคาพลังงาน ที่เป็นปัจจัยหลัก ได้มากนัก

บรรยากาศการลงทุนในปัจจุบัน อยู่ในภาวะ ระมัดระวังและมีแนวโน้มเป็นลบ โดยเปลี่ยนจากมุมมอง เชิงบวกอย่างระมัดระวัง ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน การทะลุแนวต้าน หนึ่งร้อยดอลลาร์ ของน้ำมันเวสต์เทกซัส ประกอบกับการปรับเพิ่ม คาดการณ์เงินเฟ้อของไอเอ็มเอฟ และการขาด หนทางออก ทางการทูต ในความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ได้บั่นทอน ความอยากเสี่ยง ลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะนี้ กำลังเกิดการหมุนเวียน การลงทุนเชิงป้องกัน ไปยังกลุ่มพลังงาน หุ้นปัญญาประดิษฐ์บางตัว และถือเงินสด

สำหรับภาพรวมตลาด ดัชนีสำคัญเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยฟิวเจอร์สหรัฐ ปรับตัวลง จากความกังวล เรื่องดอกเบี้ย ตลาดหุ้นยุโรป ทรงตัว ดัชนีนิฟตี้ฟิฟตี้ บวกศูนย์จุดสามสี่เปอร์เซ็นต์ และตลาดดูไบ ปรับลง ตั้งแต่ศูนย์จุดหนึ่งแปด ถึงศูนย์จุดสามสองเปอร์เซ็นต์

ด้านตลาดตราสารหนี้ ผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไม่มีข้อมูลที่อัปเดต แต่คาดการณ์ว่า อยู่ในระดับสูง จากแรงกดดันเงินเฟ้อ

ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ ขณะที่น้ำมันพุ่งขึ้น จากความเสี่ยง ด้านอุปทานเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ส่วนดัชนีความผันผวน ยังไม่มีข้อมูล แต่คาดว่าปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับการวิเคราะห์ เชิงประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือความขัดแย้ง สหรัฐฯกับอิหร่าน และอุปทานพลังงาน ชะงักงัน

โดยราคาน้ำมัน ที่พุ่งขึ้นนี้ ส่งผลบวกต่อ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค อาทิ ปตท.สผ. ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ผ่านราคาขายที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ส่งผลลบต่อ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์ จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่บีบอัด

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อน จากภาระการนำเข้าพลังงาน ยังกระทบต่อ ผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน ในสกุลเงินดอลลาร์ อย่างบี.กริม พาวเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์

ผลกระทบที่คาดการณ์ คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และปิโตรเคมี จะได้ประโยชน์ในระดับสูง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ กลุ่มถ่านหิน อย่างบ้านปูและลานนา ได้ประโยชน์ จากอุปสงค์ ทดแทน ด้านกลุ่มสายการบิน และโลจิสติกส์ เผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสั้นๆ และผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ ถูกกดดันจากสองด้าน คือต้นทุนพลังงานสูง และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

กลไกการส่งผ่านนั้น ชัดเจน คืออุปทานน้ำมันที่ชะงัก ทำให้ต้นทุนนำเข้า ในระบบเศรษฐกิจจริง เพิ่มขึ้น กดดันผู้บริโภค และอัตรากำไรของบริษัท นอกกลุ่มพลังงาน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยังส่งผ่านไปยังดัชนีราคาผู้บริโภค ชะลอการลดดอกเบี้ย ของธนาคารกลาง และทำให้อัตราคิดลด สำหรับหุ้นเติบโตสูงขึ้น

資金ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย หนุนค่าเงินดอลลาร์แข็ง สร้างแรงกดดัน ซ้ำเติม ต่อตลาดเกิดใหม่ และสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีราคาเป็นดอลลาร์ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความสัมพันธ์ ระหว่างราคาน้ำมัน กับผลประกอบการ กลุ่มพลังงานและขนส่ง นั้นชัดเจนมาก

ประเด็นที่สอง คือการคงนโยบายเข้มงวด ของธนาคารกลางสหรัฐ และตลาดหุ้น รูปตัวเค

ธนาคารกลางสหรัฐ ยังส่งสัญญาณ เหยี่ยว ท่ามกลางเงินเฟ้อ จากพลังงานที่ยืดเยื้อ และคำตัดสินของศาลสูง ที่หนุนความเป็นอิสระ โดยปัจจัยเร่งต่อไป คือผลประกอบการ ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และจีดีพีไตรมาสสอง

จากประวัติศาสตร์ อัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น เป็นบวกต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่างกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และทหารไทยธนชาต แต่เป็นลบต่อผู้ให้กู้รายย่อย ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ

ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ลงโทษหุ้นเติบโต ที่มีระยะเวลายาว ยกเว้นในธีมปัญญาประดิษฐ์

ผลกระทบที่คาด คือกลุ่มแบงก์ใหญ่ ได้ประโยชน์ระดับกลาง ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากส่วนต่างดอกเบี้ยขาขึ้น ส่วนผู้ให้กู้รายย่อย เจอทั้งต้นทุนเงินทุนสูง และคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลง ในสภาพแวดล้อม แบบสแตกเฟลชัน

ขณะที่ตลาดหุ้นรูปตัวเค จะทำให้หุ้นปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ แยกตัวออกจากตลาดในวงกว้าง โดยมีปัจจัยหนุน จากการระดมทุนไอพีโอ ของอู่หนี่โรโบติกส์ ในตลาดสตาร์มาร์เก็ต และไชน่ารีซอร์ส นิวเอนเนอร์ยี่

ความเชื่อมั่นต่อกลุ่มแบงก์ใหญ่ และผู้ให้กู้รายย่อย อยู่ในระดับสูง ส่วนความยั่งยืน ของตลาดรูปตัวเค อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม การส่งผ่านเงินเฟ้อ และความตึงตัว ของภาคผู้บริโภคและพาณิชย์

ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลก มาที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยได้แรงหนุน จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภค และผลประกอบการ ของไนกี้และคอนสเตลเลชัน แบรนด์ส จะเป็นมาตรวัดสำคัญ

ในอดีต ราคาผู้บริโภคสูง และความเชื่อมั่นต่ำ เป็นลบต่อภาคค้าปลีกทั่วไป แต่การฟื้นตัว ของดัชนีราคา เป็นบวกต่อผู้ค้าปลีก ที่มียอดขายสาขาเดิมแข็งแกร่ง อย่างซีพีออลล์ ซีพีแอกซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา

ค่าเงินบาทอ่อน เป็นบวกต่อผู้ส่งออกอาหาร อย่างไทยยูเนี่ยน เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ไอ.ที.ซี. และ แอโรว์ แอกริคัลเชอรัล

ผลกระทบ คือค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย จะถูกบีบอัดปริมาณ จากค่าพลังงาน ที่เบียดบังรายได้ผู้บริโภค ส่วนผู้ส่งออกอาหาร จะได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน และสินค้าจำเป็น อย่างซีพีออลล์ จะมีความยืดหยุ่นสูง จากอุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่น

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สี่ การลงทุนเชิงโครงสร้าง ในปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความผันผวน

คำแนะนำของบลูเบลล์ ให้มุ่งเน้นหุ้นปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ เป็นแกนหลักพอร์ต ในตลาดรูปตัวเค โดยมีแรงหนุน จากการอนุมัติไอพีโอ และผลประกอบการ ที่จะประกาศ

สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮานา จะได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน ต่อรายได้ส่งออก

ในภาพรวม หุ้นปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังทำหน้าที่ เป็นพร็อกซี่ การเติบโต ที่ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุน มองว่า การเติบโตเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านอุปทาน เป็นจุดหมายที่ปลอดภัย กว่าความเสี่ยงวัฏจักร

ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

สำหรับแนวทางการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง เรามองว่า ควร ลงทุนมากกว่าตลาด ในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน ขณะที่ ลงทุนน้อยกว่าตลาด ในกลุ่มขนส่ง พร้อมเลือกถือ หุ้นธนาคารใหญ่ และผู้ส่งออกเชิงป้องกัน

หุ้นที่น่าสนใจที่สุด คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่าง ปตท.สผ. ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี เพราะความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ชัดเจนที่สุด โดยระยะเวลาลงทุน หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หรือจนกว่าจะมีข่าว การหยุดยิงที่น่าเชื่อถือ

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ คือกลุ่มที่ควร หลีกเลี่ยงที่สุด เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันโดยตรง

ในกลุ่มการเงิน ควรเลือก ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่างกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แทนที่จะเป็น ผู้ให้กู้นอกธนาคาร เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่ขยายตัวขึ้น จะช่วยหนุน ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อ ของผู้ให้กู้รายย่อย กำลังถดถอย

โดยสรุป เราให้น้ำหนักการลงทุนมาก ในกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารใหญ่ และผู้ส่งออกอาหาร ให้น้ำหนักน้อยลง ในกลุ่มขนส่ง สินเชื่อรายย่อย และผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ และใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง โดยการเข้าซื้อหุ้นพลังงาน และขายชอร์ตหุ้นสายการบิน

ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ พัฒนาการ การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสอง ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐและญี่ปุ่น และความสามารถของน้ำมัน ในการยืนเหนือระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือความตึงเครียดยืดเยื้อ น้ำมันแกว่งตัว ในกรอบเก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย ตลาดรูปตัวเค ยังอยู่ กลุ่มพลังงานเด่นกว่า

กรณีบวก มีโอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือการบรรลุข้อตกลง หยุดยิงทางการทูต ราคาน้ำมันร่วงลงสิบถึงสิบห้าดอลลาร์ กลุ่มที่เคยถูกกดดัน ฟื้นตัวแรง

กรณีลบ มีโอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ ตลาดหุ้นร่วงแปดถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ เงินสดเป็นสินทรัพย์ ที่ปลอดภัยที่สุด

ดังนั้น ข้อสรุปสำคัญ คือ ผู้ผลิตพลังงาน เป็นการลงทุน ระยะยาวที่มั่นใจที่สุด อันดับสอง สายการบินและโลจิสติกส์ เผชิญแรงกดดัน รุนแรงที่สุด อันดับสาม ธนาคารใหญ่ เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง จากดอกเบี้ยขาขึ้น อันดับสี่ ตลาดรูปตัวเค เป็นโครงสร้างระยะยาว และอันดับห้า เงินเฟ้อโลก ที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ กำลังยืนยันแรงกดดัน ด้านราคา ที่จะจำกัดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

สุดท้าย การติดตามข่าวหยุดยิง คือตัวเร่งที่ทรงพลังที่สุด

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอาทิตย์ที่ ยี่สิบหก กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญ กับ แรงกระทบ สองทาง พร้อมกัน นั่นคือ การโจมตี ทางทหาร ระหว่าง สหรัฐ และ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

และ ในเวลาเดียวกัน การปรับลด มูลค่า ของหุ้น เทคโนโลยี และ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ อย่างรุนแรง ทำให้ ตลาดหุ้นแนสแด็ก เข้าสู่ ภาวะปรับฐาน อย่างเต็มตัว

สถานการณ์นี้ สร้าง แรงกดดัน เงินเฟ้อ ฝั่งอุปทาน ควบคู่กับ การเทขาย หุ้น เติบโตสูง ก่อให้เกิด ความเสี่ยง แบบ สแตกเฟลชัน หรือ ภาวะ เงินเฟ้อสูง ควบคู่ เศรษฐกิจถดถอย ที่เราไม่เห็น มาตั้งแต่ ต้นปี สองพันยี่สิบสอง

กลไก การส่งผ่าน ชัดเจน คือ ราคาพลังงาน ที่สูงขึ้น ดันให้ เงินเฟ้อ พุ่งสูง ซึ่ง ทำให้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตร ระยะยาว สูงขึ้น กดดัน มูลค่า หุ้นเติบโต และ หุ้นเทคฯ ที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย

สัปดาห์หน้า เรามี การประชุม ธนาคารกลาง สำคัญ สามแห่ง ได้แก่ เฟด บีโออี และ บีโอเจ ตลาดคาดการณ์ ว่า เฟด จะคง อัตราดอกเบี้ย แบบ ฮอว์คิช และมีโอกาส ปรับขึ้น ในเดือนกันยายน

ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ต่อเนื่อง เป็น วันที่สี่ ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่เหนือ หนึ่งร้อยหนึ่ง จุด สร้างแรงกดดัน ต่อ ตลาดเกิดใหม่ และ สินค้าโภคภัณฑ์

นี่คือ ระบอบ การลงทุน แบบ ลดความเสี่ยง และ เพิ่มค่าความเสี่ยง ทาง ภูมิรัฐศาสตร์ สภาพคล่อง กำลังไหลออก จาก หุ้นเติบโต ไปยัง พลังงาน หุ้นปลอดภัย และ เงินสด

บรรยากาศ ตลาด ตอนนี้ อยู่ใน โหมด ระมัดระวัง และ มีแนวโน้ม ขาลง อย่างชัดเจน ความเชื่อมั่น ย่ำแย่ลง อย่างรวดเร็ว ใน สี่สิบแปด ชั่วโมง ที่ผ่านมา

หลังจาก ตลาด เกิดคำถาม ถึง ผลตอบแทน การลงทุน ด้าน เอไอ แม้ อัลฟาเบท จะให้ มุมมอง แง่บวก แต่ไม่สามารถ หักล้าง กระแสเงินสด ที่พลาดเป้า ของ เทสลา และ การปรับลด คาดการณ์ รายได้ ของ ไอบีเอ็ม

ขณะที่ สถานการณ์ สหรัฐ-อิหร่าน ก็ร้อนแรง ขึ้นทุกขณะ เงินดอลลาร์ พุ่ง และ น้ำมัน พุ่ง เป็น สัญญาณอันตราย แบบ ปลายวัฏจักร

ดัชนีความกลัว วีไอเอ็กซ์ และ ดัชนีมูฟ ในตลาดตราสารหนี้ ต่างพุ่งสูง สะท้อน ความไม่แน่นอน ของอัตราดอกเบี้ย

ภาพรวม ตลาด วันนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐ เอสแอนด์พีห้าร้อย ปรับลดลง มากกว่า หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แนสแด็ก ลดลง สองเปอร์เซ็นต์ และ ดาวโจนส์ ลดลง มากกว่า สองร้อยจุด

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น นิกเคอิ สองสองห้า ปรับขึ้น สามร้อยแปดจุด แปดสี่ หรือ บวกราว ศูนย์จุดสี่เจ็ด เปอร์เซ็นต์ ขานรับ ธีม โครงสร้างพื้นฐาน เอไอ

ฮั่งเส็ง ปรับลง หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ตามแรงเทขาย หุ้นเทคโนโลยี โลก

อัตราผลตอบแทน พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี พุ่งขึ้น กดดัน ราคาพันธบัตร และ พันธบัตรญี่ปุ่น ก็ปรับ ตัวสูงขึ้น เช่นกัน

ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ ราว หนึ่งร้อยจุด แปดห้า ถึง หนึ่งร้อยจุด เก้าเจ็ด บวกแล้ว สองจุดหก เปอร์เซ็นต์ นับแต่ต้นปี

ทองคำ ปรับตัวลง เพราะ แรงกดดัน จากดอลลาร์ แข็งค่า และ อัตราดอกเบี้ย แท้จริง ที่สูงขึ้น

น้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้น แตะระดับ สูงสุด ในรอบหลายเดือน เหนือ หนึ่งร้อย ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล รับค่า ความเสี่ยง อุปทาน จาก ภูมิรัฐศาสตร์

ดัชนี ความผันผวน วีไอเอ็กซ์ และ มูฟ ต่างปรับตัว สูงขึ้น สะท้อน ความต้องการ สินทรัพย์ ปลอดภัย

ประเด็น วิเคราะห์ เชิงลึก

ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหาร สหรัฐ-อิหร่าน และ แรงกระแทก ด้านอุปทาน น้ำมัน

ปฏิบัติการ โจมตี ของสหรัฐ ต่อเป้าหมาย ในอิหร่าน และภัยคุกคาม จากกลุ่มฮูตี ผลักดัน ราคาน้ำมันดิบ ขึ้นเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล

จากฐานข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้น ส่งผลบวก โดยตรง ต่อ กลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค ต้นน้ำ และครบวงจร ได้แก่ ปตท.สำรวจ และ ผลิต ปตท ไทยออยล์ และ เอสพีอาร์ซี

ขณะที่ กลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบ เชิงลบ อย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น ได้แก่ เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

กลไก ส่งผ่าน มีสามช่องทาง ช่องแรก เงินเฟ้อคาดการณ์ สูงขึ้น กดดัน ให้ ธนาคารกลาง คงนโยบาย เข้มงวด ดันผลตอบแทน พันธบัตรสูงขึ้น และกดดัน หุ้นที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย

ช่องที่สอง การใช้จ่าย ผู้บริโภค ราคาน้ำมันแพง เปรียบเสมือน ภาษี ต่อรายได้ กดดันหุ้นค้าปลีก และ ท่องเที่ยว

ช่องที่สาม กำไร ภาคธุรกิจ ภาคขนส่ง และการผลิต เผชิญ ต้นทุน ที่สูงขึ้น

ที่น่าสนใจ ทองคำ กลับปรับตัวลง แม้มีความเสี่ยง ภูมิรัฐศาสตร์ เพราะปัจจัยหลัก คือ ดอลลาร์แข็งค่า และ การคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ย ที่แท้จริง เพิ่มขึ้น

ความเชื่อมั่นต่อประเด็นนี้ อยู่ในระดับ สูง เพราะ ความสัมพันธ์ น้ำมัน-พลังงาน และ น้ำมัน-ขนส่ง เป็นรูปแบบ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประเด็นที่สอง ข้อกังขา เรื่อง การลงทุน ด้าน เอไอ และ การปรับลดมูลค่า หุ้นเทคขนาดใหญ่

ความสงสัย เรื่อง ผลตอบแทน จากการลงทุน ในเอไอ จุดชนวน การเทขาย อย่างรุนแรง ในหุ้นเทค ระดับโลก

เทสลา รายงาน กระแสเงินสด พลาดเป้า และ ไอบีเอ็ม ปรับลด คาดการณ์รายได้ ก่อให้เกิด คำถาม ว่า การลงทุน มหาศาล จะคืนทุน จริงหรือไม่

แนสแด็กร่วง สองเปอร์เซ็นต์ เมื่อวานนี้ และหุ้นชิป ลดลง สี่จุดสาม เปอร์เซ็นต์ ในช่วงก่อนหน้า

ขณะที่ ตลาดหุ้นเอเชีย แบ่งขั้วชัดเจน นิกเคอิ ปรับขึ้นได้ จาก อานิสงส์ ความต้องการ ศูนย์ข้อมูล เอไอ ส่วนฮั่งเส็ง ปรับลงตาม แรงขาย หุ้นเทคโลก

การดีดตัว ของหุ้นไอพีโอ เอสเค ไฮนิกซ์ บวกยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ และการร่วงลง ของ ไมครอน และ มาร์เวล สะท้อนการกระจายตัว ภายในกลุ่ม

ความเชื่อมั่น ต่อแนวโน้มนี้ อยู่ในระดับ ปานกลาง เพราะ ข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต สำหรับหุ้นเทคสหรัฐ ยังจำกัด แต่ กลไก อัตราดอกเบี้ย- Valuation เป็นที่เข้าใจ อย่างดี

ประเด็นที่สาม สามเส้า ธนาคารกลาง ตรึงดอกเบี้ย ท่ามกลาง แรงกดดัน สแตกเฟลชัน เฟด บีโออี และบีโอเจ ประชุม สัปดาห์หน้า

ดอลลาร์แข็งค่า ต่อเนื่อง วันที่สี่ ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่เหนือ หนึ่งร้อยหนึ่ง หนุนโดย อัตราผลตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ

ข้อมูล แรงงานสหรัฐ ยังคง ขัดแย้งกัน โดย ตัวเลขจ้างงาน เอดีพี ชะลอตัว เดือนที่สี่ แต่ยอดขอรับ สวัสดิการ ว่างงาน กลับต่ำสุด ในรอบ ห้าสิบเจ็ดปี

ตลาด คาดการณ์ว่า เฟดคงดอกเบี้ย แต่เริ่มให้น้ำหนัก การขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน

จากฐานข้อมูล อัตราดอกเบี้ย ขาขึ้น เป็นบวก ต่อ หุ้นธนาคาร เพราะส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ย ขยับกว้างขึ้น ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และกรุงศรี

ขณะที่ เป็นลบ ต่อกลุ่มไฟแนนซ์ และสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และ เงินติดล้อ

เงินบาท ที่อ่อนค่า ตาม ดอลลาร์แข็ง ส่งผลลบ ต่อกลุ่ม ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้ สกุลดอลลาร์ ได้แก่ บี.กริม เพาเวอร์ จีพีเอสซี และกัลฟ์

แต่หนุน กลุ่มส่งออก อาหาร และ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอเทล เอเชียน อะไลอันซ์ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า เคซีอี ฮานา

อสังหาฯ และกองทรัสต์ เพื่อการลงทุน อ่อนไหว ต่อดอกเบี้ยสูง เช่นกัน

ความเชื่อมั่น ต่อ Correlations นี้ อยู่ในระดับ สูง

ประเด็นที่สี่ ความแตกต่าง ในตลาดแรงงาน ยอดขอรับ สวัสดิการ ต่ำสุด ในรอบ 57 ปี แต่ การจ้างงาน ชะลอตัวลง

นี่อาจเป็นสัญญาณว่า บริษัทต่างๆ ยังคง ตรึงพนักงานไว้ แต่หยุด การจ้างงาน เพิ่มเติม

ในอดีต ดัชนีราคาผู้บริโภค และความเชื่อมั่น ผู้บริโภค สัมพันธ์ เชิงบวก กับ กลุ่มค้าปลีก

หากตลาดแรงงาน อ่อนแอลง จะกระทบ การบริโภค และความเชื่อมั่น ในระยะต่อไป

ดังนั้น ในระยะสั้น ข้อมูล ขอรับสวัสดิการฯ ที่ต่ำ หนุนภาพ การลงจอด แบบนิ่มนวล และ หนุนค้าปลีก เช่น ซีพีออลล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนา

แต่ยอดจ้าง เอดีพี ที่ชะลอ ส่งสัญญาณ ลบ ต่อการบริโภค ระยะกลาง

กลยุทธ์ การลงทุน ระยะสั้น

เพิ่มน้ำหนัก หุ้นพลังงาน น้ำมัน และก๊าซ โดยเฉพาะ กลุ่มต้นน้ำ และครบวงจร ปตท.สำรวจและผลิต ปตท ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี

ความเสี่ยง อุปทาน จาก สหรัฐ-อิหร่าน ไม่ใช่ แค่ ปัจจัยชั่วคราว ราคาน้ำมัน เหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ สร้าง แรงหนุน กำไร อย่างมีนัยสำคัญ

เพิ่มน้ำหนัก หุ้นธนาคาร ขนาดใหญ่ รับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่ขยายตัว จาก เฟด คงดอกเบี้ย แบบฮอว์คิช

ลดน้ำหนัก หรือ ป้องกันความเสี่ยง ในกลุ่มขนส่ง และสายการบิน เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ต้นทุนเชื้อเพลิง บั่นทอน กำไร โดยตรง

ถือ สถานะ ขาย อย่างระมัดระวัง ในหุ้นเทค เมกะแคป โดยเฉพาะ แนสแด็ก 100 เพราะ ปัจจัย ลบ จากทั้ง เอไอ อาร์โอไอ และ อัตราผลตอบแทน พันธบัตร สูง

ติดตาม ปัจจัย ชี้นำสำคัญ ได้แก่ ข่าว การหยุดยิง สหรัฐ-อิหร่าน ถ้อยแถลง เฟด ที่อาจเปลี่ยน ท่าที และ ตัวเลข ผู้ขอรับ สวัสดิการ ว่างงาน ครั้งถัดไป

สถานการณ์ ความเสี่ยง

กรณีฐาน โอกาส ห้าสิบห้า เปอร์เซ็นต์ สหรัฐ-อิหร่าน ตึงเครียด แต่ไม่ยกระดับ สู่สงครามเต็มรูปแบบ เฟด คงดอกเบี้ย น้ำมันดิบ ทรงตัว ที่ เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยห้า ดอลลาร์ กลยุทธ์ ถือพลังงาน และแบงก์ ขายเทค

กรณีบวก โอกาส ยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ การทูต คลี่คลาย น้ำมัน ร่วง ต่ำกว่า เก้าสิบ ดอลลาร์ เฟด ส่งสัญญาณ ลดดอกเบี้ย เอไอ ทำกำไร ได้ดี เกิด แรงซื้อ กลับ รุนแรง ในหุ้นเทค ต้องกลับ ทิศ พอร์ต ทันที

กรณีลบ โอกาส ยี่สิบห้า เปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้ง บานปลาย ปิดกั้น ช่องแคบ ฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง ทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบ ดอลลาร์ เฟด จำต้อง ขึ้นดอกเบี้ย ฉุกเฉิน เศรษฐกิจโลก ถดถอย ต้องถือ เงินสด ทองคำ เมื่อ ดอลลาร์อ่อน และ ลดหุ้น เหลือน้อยที่สุด

สรุป ประเด็นสำคัญ

หนึ่ง หุ้นพลังงาน คือ จุดยืน ระยะสั้น ที่มั่นใจที่สุด ความขัดแย้ง ทางทหาร และ ราคาน้ำมัน เหนือ หนึ่งร้อย ดอลลาร์ หนุน กำไร ผู้ผลิต

สอง หุ้นธนาคาร ได้ประโยชน์ โดยตรง จาก อัตราผลตอบแทน พันธบัตร สูงขึ้น และ เฟด คงดอกเบี้ย

สาม ขาย หรือ ลดพอร์ต สายการบิน และ โลจิสติกส์ ต้นทุน น้ำมัน เป็นลบ โดยตรง

สี่ หุ้นเทค ไม่ใช่ ขาลง ไปทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐาน เอไอ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ ซอฟต์แวร์ เปราะบาง ต้องแยกแยะ

ห้า ดอลลาร์สหรัฐ กำลัง แข็งค่า เป็น วันที่สี่ ซ้ำเติม แรงขาย ในสินทรัพย์ ตลาดเกิดใหม่ และ บริษัท ที่มีหนี้ สกุลดอลลาร์

หก ติดตาม จุดเปลี่ยน ตลาดแรงงาน อย่างใกล้ชิด หากยอดขอสวัสดิการ พุ่งขึ้น ภาพการลงจอด นิ่มนวล จะพังทลาย และต้องปรับ พอร์ต เชิงรับ ทันที

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า ไอ วี ซี อินเวสต์โซน ดอท เอ็ดดี เอไอ ดอท เทค สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ เรามีรายงานพิเศษ เจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ถูกกำหนดโดย แรงกระแทกด้านอุปทาน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ปะทะกับ แนวโน้มเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัวแต่ยังเปราะบาง

ความขัดแย้งทางทหาร ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ ขึ้นไปเหนือ แปดสิบเจ็ดดอลลาร์ สร้างแรงกระตุ้นเงินเฟ้อครั้งใหม่ ให้กับเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสำคัญ อย่างเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังมีการประชุมนโยบายสำคัญ สัปดาห์นี้

แรงกระแทกจากน้ำมันครั้งนี้ ลบล้างความหวัง ที่เกิดจาก ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยจุดกระแสคาดการณ์ว่า เฟดอาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว

ตลาดกำลังคาดการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน โดยมีแรงหนุนจาก ผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่า ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ

กลไกการส่งผ่าน เป็นไปตามตำรา ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น นำไปสู่ เงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น ธนาคารกลางต้องเข้มงวด อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง และกดดัน สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

ผลลัพธ์คือ ภาวะตลาดที่แบ่งขั้ว หุ้นกลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และการเงินบางส่วน ปรับตัวได้ดี ขณะที่ ภาคขนส่ง สินค้าฟุ่มเฟือย และหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว เผชิญแรงต้านอย่างมีนัยยะ

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ขจัดความเสี่ยงด้านการเมือง แต่ไม่สามารถหักล้าง แรงกระตุ้นของภาวะสแตกเฟลชัน ที่มาจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซได้

บรรยากาศความเชื่อมั่นโดยรวม ปรับเป็น ระมัดระวังและมีความกังวล หรือแนวโน้มขาลง หลังจากที่เคยเป็นบวกเล็กน้อย จากข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัว แต่ถูกตีกลับ จากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน ที่ยกระดับขึ้น และราคาน้ำมันเบรนท์ ทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์ ตลาดกำลังประเมินว่า อัตราดอกเบี้ย จะอยู่ในระดับสูง นานขึ้นกว่าเดิมมาก

มาดูภาพรวมตลาดการเงินกันบ้าง

ดัชนีดาวโจนส์ ทรงตัวที่ประมาณ ห้าหมื่นสองพันแปดร้อยจุด แม้มีแรงหนุนช่วงสั้นจากข้อมูลเงินเฟ้อ แต่ถูกจำกัดด้วยราคาน้ำมัน เอสแอนด์พีห้าร้อยและแนสแด็ก ฟื้นตัวหลังตัวเลขเงินเฟ้อ แต่มีแรงขายหุ้นเทค ในตลาดเอเชีย สะท้อนความเปราะบาง

หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ปรับตัวลงกว่า สามจุดยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดีย เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดหุ้นแคนาดา ทำจุดสูงสุดใหม่ ใกล้สามหมื่นห้าพันจุด นำโดยหุ้นเหมืองแร่และทองคำ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน กดดันราคาพันธบัตร ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ราคาทองคำ ปรับลดลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ประมาณ สี่พันสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ต่อออนซ์ ถูกกดดัน จากดอลลาร์ที่แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น

น้ำมันดิบเบรนท์ ดีดขึ้นแรง กว่าสี่เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดียว ขณะที่ดับเบิลยูทีไอ บวกขึ้น สามเปอร์เซ็นต์

เจาะลึกประเด็นสำคัญวันนี้ ประเด็นแรก การยกระดับความขัดแย้งทางทหารสหรัฐ-อิหร่าน และระบอบน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์

การโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูง ส่งผลดีโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป เอสพีอาร์ซี รวมถึงหุ้นถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนา

ในทางตรงข้าม ภาคขนส่งและสายการบิน ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรง จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ สายการบินเอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และธุรกิจโลจิสติกส์ เคอีเอ็กซ์

หุ้นในวงกว้าง ถูกกดดัน เพราะราคาน้ำมันเกินหนึ่งร้อยดอลลาร์ เปรียบเหมือนภาษีผู้บริโภค บั่นทอนการใช้จ่าย และเพิ่มต้นทุนการผลิต

ส่วนทองคำ ในระยะสั้น ถูกกดดัน จากดอลลาร์แข็ง และการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย แต่หากความขัดแย้งขยายวง อาจกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ประเด็นที่สอง ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง ท่าทีที่แข็งกร้าวของเฟด กำลังถ่วงรั้งอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก

การประชุมของเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงการกล่าวถ้อยแถลงของ ประธานเฟด เควิน วอร์ช ต่อสภาคองเกรส เป็นตัวแปรสำคัญ

การส่งสัญญาณว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อ สำคัญกว่าตลาดแรงงาน ทำให้ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ในเดือนกันยายน

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ หุ้นธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หนุนรายได้ดอกเบี้ยรับ ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ ถูกกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

หุ้นเติบโตและเทคโนโลยี ถูกกระทบหนัก เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้น กดมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต แรงขายหุ้นเทคในเอเชีย สะท้อนภาพนี้ได้ดี

พันธบัตรและตราสารหนี้ ยังคงเผชิญแรงเทขาย จากอัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง ด้านค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่อง จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ดึงดูดเงินทุน

ประเด็นที่สาม ความหวังเงินเฟ้อชะลอตัว กลายเป็นเพียงภาพลวงตา

ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ที่ต่ำกว่าคาด เคยจุดประกายความหวัง แต่ถูกบดบัง อย่างรวดเร็ว ด้วยแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน

ภาคค้าปลีกและพาณิชย์ ได้รับผลกระทบที่หลากหลาย กำลังซื้อที่ฟื้นตัว ถูกหักล้างด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เป็นผลให้สุทธิแล้ว อาจเป็นลบเล็กน้อย ต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก

ตลาดหุ้นเอสแอนด์พีห้าร้อยและแนสแด็ก ถูกตรึงไว้ในกรอบ โดยมีแนวโน้มไปทางขาลง เพราะข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อ ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนท่าทีของเฟดได้

ทองคำระยะสั้น มองในแง่ลบ เพราะความต้องการป้องกันความเสี่ยงลดลง และอัตราผลตอบแทนแท้จริงที่สูงขึ้น

ประเด็นที่สี่ ตลาดหุ้นยุโรป ถูกบีบจากน้ำมัน ธนาคารกลาง และดอลลาร์

ตลาดหุ้นยุโรป ปรับลดลง จากภาระราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ร่วงลงกว่าร้อยละสาม แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวบ้าง

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด ต่อการหยุดชะงักของน้ำมันในตะวันออกกลาง เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ต้นทุนที่สูงขึ้น นำไปสู่ เงินเฟ้อนำเข้า กดดันให้ธนาคารกลางยุโรป ต้องเข้มงวดทางการเงิน และฉุดรั้งตลาดหุ้นให้ซบเซา

จากข้อมูลและสัญญาณทั้งหมด นำไปสู่มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ดังนี้

เราแนะนำให้ เน้นลงทุนใน กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงกลุ่มธนาคาร ที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ หลีกเลี่ยงหรือลดน้ำหนัก ในกลุ่มขนส่ง สายการบิน และหุ้นเทคโนโลยีระยะยาว ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง คือการถือสถานะ ซื้อดอลลาร์สหรัฐ และขายยูโร

ประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ การยุติหรือผ่อนคลายความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งจะกลับทิศการค้าน้ำมัน ท่าทีของประธานเฟด วอร์ช ที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาด ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน โอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ น้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบ เก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์ เฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน สินทรัพย์เสี่ยงอ่อนตัว กลยุทธ์คือ ถือพลังงานและการเงิน ลดขนส่งและเทค

กรณีดี โอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้งผ่อนคลาย น้ำมันลดต่ำกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์ เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย ตลาดปรับตัวขึ้นแรง โดยกลุ่มเทคและสายการบินฟื้นตัว

กรณีร้าย โอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ความขัดแย้งขยายวง กระทบช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่งไปหนึ่งร้อยยี่สิบถึงหนึ่งร้อยห้าสิบดอลลาร์ เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉิน เศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย ควรเพิ่มเงินสด ป้องกันความเสี่ยงด้วย ทองคำ และหุ้นกลุ่มพลังงาน

สรุปสาระสำคัญวันนี้

ราคาน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ คือตัวแปรหลัก ที่ล้มล้างภาพเงินเฟ้อชะลอตัว และบังคับให้ธนาคารกลาง ต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ควรจัดพอร์ต โดยเพิ่มน้ำหนักพลังงาน และลดการขนส่ง

หุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์ที่หายาก จากดอกเบี้ยขาขึ้น รายได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น เป็นปัจจัยหนุน

การขายหุ้นเทค และหุ้นเติบโต ยังมีแนวโน้มต่อไป ตามอัตราคิดลดที่สูงขึ้น

ทองคำที่ร่วงลงมาใกล้ สี่พันสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ เป็นสิ่งที่อธิบายได้ แต่ก็เปราะบาง หากความขัดแย้งปะทุ จะดึงดูดเงินทุนไหลเข้า

ตลาดหุ้นยุโรป เป็นภูมิภาคที่อ่อนแอที่สุดในเชิงโครงสร้าง จากสามปัจจัยกดดัน

การตัดสินใจของธนาคารกลาง และถ้อยแถลงของประธานเฟด สัปดาห์นี้ คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ หากมีเซอร์ไพรส์เชิงผ่อนคลาย อาจจุดประกายการรีบาวด์ แต่เป็นเพียงระยะสั้น

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกโมงเช้า เจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบห้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกโมงเช้า เจ็ดนาที

เริ่มต้นกันที่ภาพรวมตลาดโลกนะครับ ความตึงเครียดทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระดับมหภาค ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตลาดพลังงานโลก และจุดชนวนให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ในตลาดหุ้นทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาบริติชเบรนต์ จะทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานนี้ ยังได้จุดชนวนความวิตกกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้ออีกครั้ง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อโลกประจำปีสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ขึ้นไปอยู่ที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเป็นผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

ทางด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ยี่สิบสามกรกฎาคม โดยดัชนีแนสแด็กทรุดตัวลงถึงสองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยร่วงลงหนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลดลงศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวอย่างรุนแรง ของราคาหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี ที่มีระยะเวลาคงเหลือของกระแสเงินสดสูง ต่อสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต้องอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

เรามาดูกันที่หัวข้อวิเคราะห์เชิงลึกและผลกระทบล่วงหน้ากันนะครับ หัวข้อแรกคือ การเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงาน วิกฤตการโจมตีที่เพิ่มขึ้นนี้ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท เพิ่มขึ้นเจ็ดจุดสองเจ็ดเปอร์เซ็นต์ต่อสัปดาห์ โดยคาดว่าราคาบริติชเบรนต์จะทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในแง่ผลกระทบต่อตลาดทุนนั้น ราคาน้ำมันดิบ มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรง กับหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินอย่างบ้านปู และลานนา ซึ่งจะได้ประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้นและส่วนต่างการกลั่น ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอกซ์ จะเผชิญกับผลกระทบเชิงลบโดยตรง จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะไปกดดันอัตรากำไร

หัวข้อที่สอง การประชุมตัดสินใจนโยบายของธนาคารกลางที่สำคัญ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งล้วนมีกำหนดจะประกาศนโยบายในช่วงสัปดาห์นี้ โดยมีฉากหลังที่ซับซ้อนขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง และการที่ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ไปที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูง มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรง กับหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น แบงก์คอกแบงก์ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาติ และกรุงศรี ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือเอ็นไอเอ็ม ในทางกลับกัน อัตราดอกเบี้ยที่สูงจะส่งผลเชิงลบ ต่อหุ้นกลุ่มการเงินรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล เงินติดล้อ และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น แสนสิริ เอพี สุภาลัย แอล.เอช. เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ลดลง

หัวข้อที่สาม ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ ของบริษัทเทคโนโลยีและเอไอ สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญ โดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือบีไอเอส ได้ออกมาเตือนว่าการลงทุนด้านเอไอที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกทางการเงิน เมื่อต้นทุนแอบแฝงเริ่มปรากฏให้เห็น สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดลต้า เคซีอี ฮานา มีความอ่อนไหวต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทที่อ่อนค่าจะหนุนรายได้จากการส่งออก อย่างไรก็ตาม ในสภาพแวดล้อมที่ทั่วโลก ลดการถือครองความเสี่ยงจากความวิตกเรื่องอัตราดอกเบี้ย รูปแบบในอดีตแสดงให้เห็นว่า หุ้นเทคฯ และหุ้นเติบโต มักจะถูกเทขายอย่างหนัก โดยไม่สนใจปัจจัยบวกจากค่าเงิน

หัวข้อสุดท้าย วัฏจักรเศรษฐกิจแบบรูปตัวเค และความแข็งแกร่งของบางตลาดเกิดใหม่ ถึงแม้ทั่วโลกจะมีสัญญาณลดความเสี่ยง แต่ผลประกอบการของธนาคารไทย กลับออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ที่อนุมัติวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท ให้กับปตท. เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สะท้อนถึงความมั่นใจภายในประเทศ

สำหรับบทสรุปการลงทุนที่น่าสนใจ ในภาวะเช่นนี้คือ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นผู้ผลิตพลังงาน เช่น พีทีทีอีพี ปตท. บ้านปู และลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่ง เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส เป็นกลยุทธ์ทางยุทธวิธี ที่น่าสนใจในระยะสั้นหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ในขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ จากโอกาสในการขยายตัวของส่วนต่างดอกเบี้ย

สุดท้ายนี้ต้องจับตาดูปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ได้แก่ ถ้อยแถลงของเฟด การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น ผลประกอบการบริษัทเทคฯ ด้านเอไอ และความเคลื่อนไหวของสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

ในช่วงการซื้อขายล่าสุด ตลาดหุ้นทั่วโลก เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีแนสแดค ดิ่งลงถึง สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลดลง หนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์

และ ดาวโจนส์ ลดลง ศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์

ตลาดกำลังตอบสนอง ต่อสองปัจจัยลบ ที่ซ้ำเติมกัน

หนึ่ง คือ ความกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่กลับมาแรงอีกครั้ง

หลังจากที่ ธนาคารกลางยุโรป ยังคงเดินหน้าจุดยืนสายเหยี่ยว

และ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เตรียมแถลงต่อสภาคองเกรส

สอง คือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน

การที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลก ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเก้า ขึ้นมาเป็น สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์

โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นผลจากการหยุดชะงักของพลังงานในตะวันออกกลาง

ตอกย้ำให้เห็นภาพ ภาวะเงินเฟ้อสแต็กเฟลชัน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก

ในอดีต สถานการณ์แบบนี้ ที่เงินเฟ้อจากพลังงาน มาพร้อมกับท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลาง

มักจะลงโทษ หุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และเป็นคุณต่อ กลุ่มผู้ผลิตพลังงาน

การร่วงลงของ ตลาดหุ้นฟุตซี่ หนึ่งร้อย ในวันนี้ ก็สะท้อนภาพนั้นเช่นกัน

โดยกลุ่มพลังงาน และเภสัชภัณฑ์ปรับตัวลง ขณะที่หุ้นกลุ่มความมั่นคง ปรับตัวขึ้น

นี่คือการหมุนเวียนกลุ่มหุ้น ที่บ่งชี้ถึง การตั้งราคาส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

คำถามสำคัญ สำหรับนักลงทุนคือ การเทขายหุ้นเทคโนโลยีครั้งนี้ เป็นโอกาสในการซื้อ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการลดมูลค่าที่ลึกกว่านี้

สำหรับภาพรวมของตลาดวันนี้ เรากำลังอยู่ในสภาวะ แรงกดดันเงินเฟ้อสแต็กเฟลชัน และส่วนชดเชยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ความเชื่อมั่นโดยรวม โน้มเอียงไปในทาง ระมัดระวังเชิงลบ ทรุดลงจากจุดยืนที่เป็นกลางเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมอย่างชัดเจน

การดิ่งลงผิดปกติของแนสแดค ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง

พร้อมกับการปรับตัวลงพร้อมกัน ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และยุโรป

และ การที่ธนาคารกลางยุโรป เชื่อมโยงการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ย กับเงินเฟ้อที่มาจากพลังงานโดยตรง

ล้วนเป็นสัญญาณว่า ความเห็นพ้องเรื่องการลงจอดนุ่มนวล กำลังถูกท้าทาย

ภาพตลาดรูปตัวเค ที่ บลูเบลล์เคยตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อต้นเดือน คือหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ จะทำผลงานโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม

ขณะนี้กำลังถูกทดสอบ อย่างหนัก จากแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ย

และการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มความมั่นคง ในตลาดฟุตซี่ หนึ่งร้อย เป็นเครื่องยืนยัน ถึงการย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ภายในตลาดหุ้น

มาดูตัวเลขเคลื่อนไหวของตลาดที่สำคัญกันครับ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดลบ ศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์

เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลบ หนึ่งจุดสองหนึ่งเปอร์เซ็นต์

แนสแดค คอมโพสิต ลบ สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์

ตลาดหุ้นฟุตซี่ หนึ่งร้อย ปิดลบต่อเนื่องเป็นวันที่สอง จากแรงขายหุ้นพลังงานและเภสัชภัณฑ์ ขณะที่หุ้นกลุ่มความมั่นคงปรับขึ้น

ส่วนตลาดหุ้นไทย ยังคงแข็งแกร่ง ดัชนี ปิดบวก ศูนย์จุดสองหกเปอร์เซ็นต์ มาที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบจุดสองหนึ่ง โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน

ด้านราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ เจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ด ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงรายวัน สองจุดสามแปดเปอร์เซ็นต์ แต่เพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ และนับจากต้นปี ยังคงบวกอยู่ ยี่สิบสี่จุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร สกุลเงิน และดัชนีความผันผวน ไม่มีข้อมูลในวันนี้ครับ

มาติดตามกันต่อที่ประเด็นสำคัญ การลดมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี ที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ตัวกระตุ้นคือ การร่วงลง วันเดียว สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ ของแนสแดค ซึ่งมากกว่าการปรับลงของดาวโจนส์กว่าสองเท่าตัว

ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และสัญญาณจากธนาคารกลางยุโรปว่า การขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน ยังอยู่บนโต๊ะ

แม้เครื่องมือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเรา จะไม่มีข้อมูลโดยตรง เกี่ยวกับภาคเทคโนโลยี

แต่กลไกพื้นฐานนั้นชัดเจน การใช้อัตราคิดลดที่สูงขึ้น จะกดมูลค่าปัจจุบันของ หุ้นเติบโตที่มีระยะเวลานาน อย่างรุนแรง

ผลกระทบที่คาดการณ์ จึงเป็นลบต่อหุ้นเทคโนโลยี และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก ในกรอบเวลา ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง และ หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ เตือนว่า การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่พุ่งสูง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะล่มสลายทางการเงิน

ในทางกลับกัน สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

ซึ่งเป็นบวกต่อ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และ ทีเอ็มบีธนชาต

แต่กลุ่มสินเชื่อเพื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และ เงินติดล้อ จะเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

ประเด็นต่อมา เรื่องความเสี่ยงด้านพลังงาน จากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน

เหตุการณ์ล่าสุด อิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตี เตรียมสกัดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐอเมริกา โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

เครื่องมือวิเคราะห์ของเรา แสดงให้เห็นกฎที่ชัดเจนว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค

ได้แก่ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ เอสพีอาร์ซี

นอกจากนี้ ราคาถ่านหินที่สูงขึ้น ก็เป็นบวกต่อ บ้านปู

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบเชิงลบ

เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จะกดทับอัตรากำไร

ที่น่าสนใจคือ การอนุมัติวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ ให้แก่ ปตท. เมื่อวันที่ยี่สิบเอ็ด กรกฎาคมที่ผ่านมา

นับเป็นการยืนยันจากสถาบันการเงิน ถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มพลังงานในระยะนี้

ความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือทะเลแดง ยังไม่ได้ถูกสะท้อนไปในราคาน้ำมันเต็มที่ การลดลงของราคาน้ำมันรายเดือน เป็นเพราะตลาดมองว่า อุปสงค์จะลดลง

แต่หากมีการขัดขวางการขนส่งเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง และป้อนกลับไปยังเงินเฟ้อ สร้างวงจรลบที่ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายเข้มงวดยิ่งขึ้น

มาที่ฝั่งยุโรปกันบ้าง ธนาคารกลางยุโรป มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดในสัปดาห์นี้

แต่ยังคงเปิดประตูกว้าง สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

โดยอ้างถึงราคาพลังงานที่พุ่งสูง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญ

การขึ้นดอกเบี้ยในยุโรป ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐยังรอดูข้อมูล อาจทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออกยุโรป

ตลาดหุ้นฟุตซี่หนึ่งร้อย ก็สะท้อนการหมุนเวียนกลุ่มหุ้นดังกล่าวแล้ว หุ้นพลังงานและเภสัชภัณฑ์อ่อนตัว แต่หุ้นเหมืองแร่และความมั่นคงปรับขึ้น

ประเด็นสุดท้าย ว่าด้วยตลาดรูปตัวเค ระหว่างหุ้นปัญญาประดิษฐ์ กับ การหมุนเข้าพลังงาน

บลูเบลล์ เคยให้คำแนะนำให้เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ แม้ธนาคารกลางจะส่งสัญญาณเข้มงวด

แต่การเทขายแนสแดคในวันนี้ คือบททดสอบแนวคิดนั้น

เราจึงอาจเห็นการปรับเปลี่ยนขาขึ้น จากฝั่งหุ้นเทคโนโลยี มายังกลุ่มพลังงาน และความมั่นคงมากขึ้น

และหากแรงขายในหุ้นเทคโนโลยียังดำเนินต่อไป ผลกระทบต่อเนื่อง อาจไปถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล และกดดันหุ้นสาธารณูปโภคได้เช่นกัน

จากกฎความสัมพันธ์ที่มีอยู่ และกระแสข่าววันนี้ เราสามารถสรุปจุดยืนการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูงได้ดังนี้

หนึ่ง: ให้น้ำหนักการลงทุนเกินตลาดในหุ้นผู้ผลิตพลังงาน ได้แก่ พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ เอสพีอาร์ซี

โดยมีปัจจัยหนุนจากการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน การปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

และวงเงินสินเชื่อก้อนใหญ่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ให้กับ ปตท. กรอบเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

สอง: ให้น้ำหนักเกินตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกรุงไทย

จากแนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ขยายตัว และผลประกอบการล่าสุดที่ออกมาดี

สาม: ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด หรือป้องกันความเสี่ยงในกลุ่มสายการบินและขนส่ง ได้แก่ เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์

จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และความเสี่ยงเส้นทางทะเลแดง

และสุดท้าย: ทยอยลงทุนในหุ้นกลุ่มความมั่นคง ตามสัญญาณการหมุนเวียนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับสิ่งต้องจับตา คือถ้อยแถลงของธนาคารกลางยุโรป สถานการณ์ในทะเลแดง ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกา และการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายวอร์ช

ในส่วนของภาพความเสี่ยง จำลองเป็นสามกรณี

กรณีฐาน โอกาสเกิด ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ แต่ไม่บานปลายถึงขั้นปิดกั้นทะเลแดง

ธนาคารกลางคงนโยบายเข้มงวด ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวไซด์เวย์ หรืออ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยหุ้นพลังงานทำผลงานดีกว่าเทคโนโลยี

กรณีบวก โอกาสเกิด ยี่สิบเปอร์เซ็นต์: สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรเทาความขัดแย้ง ผ่านช่องทางการทูต

ราคาพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยกลับมา หนุนหุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัวแรง พลังงานจะทำผลงานไม่ดี

กรณีลบ โอกาสเกิด ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์: การขนส่งในทะเลแดงถูกตัดขาด ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอทะยานเกินเก้าสิบดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกลางยุโรปขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ตลาดหุ้นโลกเทขายพร้อมกัน คำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นจริง

ในกรณีนี้ ต้องถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย หลีกเลี่ยงหุ้นเติบโตทั้งหมด

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้

หนึ่ง: การร่วงลงของแนสแดค เปรียบเสมือนนกขมิ้นในเหมืองถ่านหิน บ่งบอกว่าความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยกลับมามีอำนาจเหนือเรื่องราวการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ควรลดการลงทุนในหุ้นเติบโต

สอง: ผู้ผลิตพลังงาน เป็นผู้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด จากสภาพแวดล้อมมหภาคในปัจจุบัน

สาม: หุ้นกลุ่มธนาคารไทย เป็นตัวป้องกันความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ดี

สี่: กลุ่มสายการบินและขนส่ง เผชิญแรงกดดันสองด้าน

ห้า: การตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรปในเดือนกันยายน จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาตัวถัดไป

หก: การปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มความมั่นคงในยุโรป ส่งสัญญาณว่าส่วนชดเชยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กำลังถูกปรับราคาใหม่อย่างมีโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชั่วคราว

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

เริ่มต้นกันที่ ภาพรวมตลาดการเงินโลก ในวันนี้ ต้องบอกว่า ถูกปกคลุมด้วยความกังวล เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเข้มข้นครับ

โดยปัจจัยหลัก ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้า ของภูมิทัศน์ความเสี่ยงโลก ก็คือ การเผชิญหน้าทางทหาร ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งได้เพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เข้าไปในสินทรัพย์เกือบทุกประเภท ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนกลไกการส่งผ่านสองทาง กล่าวคือ มันกระตุ้นความกลัวเงินเฟ้อ ซึ่งดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวดีดตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เข้าไปกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

การบรรจบกันของ การรีเซ็ตมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี โดยดัชนีแนสแด็กปรับตัวลง ประมาณ สองเปอร์เซ็นต์ อัตราผลตอบแทนที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางการทหาร ได้ผลักให้ระบอบการลงทุน ของตลาด เปลี่ยนเข้าสู่โหมด หลีกเลี่ยงความเสี่ยง จากภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเด็ดขาด โดยมีกลิ่นอายของ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อสูง ปะปนอยู่

สถานการณ์นี้ สะท้อนรูปแบบในอดีต ที่เหตุการณ์อุปทานน้ำมัน ในตะวันออกกลาง หยุดชะงัก ซึ่งนำไปสู่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูง และตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงพร้อมกัน บีบอัดอัตราส่วนราคาต่อกำไร ในขณะที่หนุนผลงาน ของหุ้นกลุ่มพลังงาน ให้โดดเด่นขึ้นมา

สำหรับมุมมอง ในระยะ ศูนย์ถึง สี่สิบแปด ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตลาดมีแนวโน้ม ให้น้ำหนักกับ การถือครองสินทรัพย์เชิงรับ โดยกลุ่มพลังงาน จะทำผลงานได้ดีกว่า ขณะที่หุ้นเติบโต และเทคโนโลยี ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันครับ

ในส่วนของมาตรวัด อารมณ์ตลาดนั้น เราย้ายมาอยู่ในโหมด ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นขาลง เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นกลาง โดยแรงขายเกิดจาก การแลกเปลี่ยนทางการทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ภาวะผู้นำของหุ้นเทคฯ ที่เริ่มพังทลาย และนักลงทุนพันธบัตร ที่กลับมาทวงถาม ส่วนชดเชยเงินเฟ้อ อย่างแข็งขัน

มาดูภาพรวมตลาด ในแต่ละประเภทสินทรัพย์กันครับ ตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างเอสแอนด์พี ห้าร้อย ปรับลงมากกว่า หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ขณะที่แนสแด็ก หนึ่งร้อย ดิ่งลงเกือบ สองเปอร์เซ็นต์ เกิดแรงเทขาย หุ้นเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอัลฟาเบท และเทสลา ที่ร่วงลงอย่างหนัก จากความกังวลเรื่อง การใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ ทางฝั่งเอเชีย ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับลง หนึ่งจุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก และความกลัว การประเมินมูลค่าด้านเอไอ

แต่ในทางกลับกัน ดัชนีนิกเคอิ สองสองห้า ของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นได้ ศูนย์จุดสี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในช่วงเช้า โดยได้แรงหนุนจาก ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเอไอ อย่างไรก็ตาม การดีดตัวของอัตราผลตอบแทน และราคาน้ำมัน ก็เป็นตัวถ่วง การปรับขึ้น ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ปรับขึ้น ศูนย์จุดแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ จากความพยายามของทางการจีน ในการพยุงตลาดหุ้น

ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาวของสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงาน ทางด้านพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุสิบปี ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ จากความกังวลว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะดำเนินนโยบายการเงิน ให้เป็นปกติ

ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ และเบรนท์ ต่างปรับตัวสูงขึ้น จากส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านอุปทาน หลังการเผชิญหน้า ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน น้ำมันจึงเป็นสินทรัพย์ดาวเด่น ในช่วงนี้ แต่กลับกัน ราคาทองคำ กลับปรับตัวลดลง เพราะถูกกดดันจาก การคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จะยังคงจุดยืนนโยบายแบบเข้มงวด ต่อไปครับ

สำหรับการวิเคราะห์ ในเชิงลึก และผลกระทบ ที่จะตามมา มีประเด็นสำคัญ สี่ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ส่งผลต่อ อุปทานน้ำมัน และเงินเฟ้อครับ แรงกระตุ้นโดยตรง คือ การปะทะกันครั้งนี้ ได้ยกราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ให้สูงขึ้น โดยแรงกดดันราคาผู้ผลิต ในภาคพลังงาน ยังคงอยู่ แม้ว่าราคาผู้บริโภค จะส่งสัญญาณผ่อนคลายก็ตาม

ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรง ต่อผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำ อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ผ่านราคาขายที่สูงขึ้น และกำไรจากสต็อก ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น กลับไปกดดัน ส่วนต่างกำไรของภาคขนส่ง โดยเฉพาะสายการบิน อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น บริติช แอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์

นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งเป็นผลจากกระแสเงิน ที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไหลเข้าดอลลาร์สหรัฐ ก็จะยิ่งหนุน ผู้ส่งออกอาหาร อย่าง ไทยยูเนี่ยน เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น และเอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะส่งผลเสีย ต่อโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ อย่าง บี.กริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด ในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า คือ ผู้ผลิตพลังงาน มีแนวโน้มสดใสอย่างมาก จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ขณะที่สายการบินและขนส่ง เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ในระดับปานกลาง ส่วนผู้ส่งออกไทย ได้รับอานิสงส์บวกในระยะกลาง จากเงินบาทที่อ่อนค่า ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าจะได้รับผลลบ จากภาระหนี้ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูงขึ้น เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ต่อการวิเคราะห์นี้ ในระดับสูง ครับ

ประเด็นที่สอง การรีเซ็ตมูลค่า หุ้นเทคโนโลยีและเอไอ ที่ถูกบีบอัดจากอัตราผลตอบแทน ครับ แรงกระตุ้นหลัก มาจาก หุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงต่อเนื่อง นำโดยอัลฟาเบท และเทสลา ท่ามกลางความกังวล ค่าใช้จ่ายด้านเอไอ ประกอบกับ อัตราผลตอบแทนระยะยาว ที่พุ่งสูงขึ้น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงาน ตลาดหุ้นฮั่งเส็ง ก็ปรับลง ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก

ความสัมพันธ์ในอดีต สำหรับหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อย่าง แอปเปิล ไมโครซอฟท์ เอนวิเดีย และเทสลา นั้น ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์ทางตรง จากเครื่องมือที่ใช้ได้ แต่สำหรับผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทย เงินบาทอ่อนค่า ถือเป็นปัจจัยบวก อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่จากมูลค่าหุ้น หรืออัตราดอกเบี้ยโดยตรง

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด คือ หุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ และหุ้นในธีมเอไอ จะเผชิญกับแรงกดดันขาลง อย่างรุนแรงใน ระยะศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง เนื่องจากหุ้นเติบโตเหล่านี้ มีความอ่อนไหวต่อ ระยะเวลาถือครองสูง และเป็นเหยื่อรายแรกๆ เมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ปรับตัวสูงขึ้น เพราะมูลค่าปัจจุบัน ของกระแสเงินสดในอนาคต ถูกบีบอัด เมื่ออัตราคิดลดปลอดความเสี่ยง เพิ่มขึ้น

การส่งผ่าน คือ ความกลัวด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาน้ำมัน ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น นำไปสู่การเทขายพันธบัตร และอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ก็กลับมากดดัน อัตราส่วนราคาต่อกำไร ของหุ้นเทคฯ เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ในระดับปานกลางครับ

ประเด็นที่สาม ความแตกต่างของทิศทาง นโยบายธนาคารกลางทั่วโลก โดยเควิน วอร์ช เข้าให้การ ในฐานะประธานเฟด ซึ่งตลาดกำลังตีความ ข้อมูลเงินเฟ้อผู้บริโภค ที่ชะลอตัวลง กับเงินเฟ้อผู้ผลิต ที่ยังเหนียวแน่น ทางด้านธนาคารกลางแคนาดา คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ สองจุดยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ปรับตัวดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยน แนวทางนโยบายการเงิน หลังจากอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือเจจีบี พุ่งขึ้น สู่ระดับที่ไม่เคยเห็น ตั้งแต่ปี หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเจ็ด และเงินเยน ก็อ่อนค่าลง ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ สามสิบเก้าปีครึ่ง

ความสัมพันธ์ในอดีตบ่งชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง แบงก์อก กลาสีกรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา ผ่านการขยายตัว ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือเอ็นไอเอ็ม แต่จะส่งผลลบ ต่อกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เข้าไปบีบส่วนต่างกำไร ของสินเชื่อรายย่อย

สำหรับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ศุภาลัย และแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หรือมาตรการกระตุ้น เป็นผลบวก ดังนั้น สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูง จึงเป็นอุปสรรคสำคัญครับ

ประเด็นสุดท้าย ความพยายามของจีน ในการรักษาเสถียรภาพตลาดทุน ทางการจีนเพิ่มความเข้มข้น ในการพยุงตลาดหุ้น โดยกองทุนที่รัฐหนุนหลัง เพิ่มการถือครอง และให้คำมั่นว่าจะเข้าซื้อเพิ่มเติม ธนาคารกลางจีน คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แอลพีอาร์ ไว้เท่าเดิม

ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า การแข็งแกร่งของ ภาคการส่งออก และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือพีเอ็มไอ ของจีน ส่งผลบวก ต่อนิคมอุตสาหกรรม อย่าง อมตะ คอร์ปอเรชั่น และ ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึง แนวโน้มการขยายโรงงาน

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด ในระยะศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง คือ การเข้าซื้อของภาครัฐ จะเป็นเกราะรองรับ ทางยุทธวิธี ให้กับตลาดหุ้นจีน และอาจส่งผลบวกอย่างระมัดระวัง ต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ในภูมิภาคอาเซียน หากข้อมูลส่งออกของจีน ยังคงแข็งแกร่ง เราให้น้ำหนักความเชื่อมั่นต่ำ เนื่องจากข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรง มีอย่างจำกัดครับ

จากข้อมูลทั้งหมด เราสามารถตกผลึก กลยุทธ์การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง ได้ดังนี้ครับ

หนึ่ง ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด หรือ โอเวอร์เวท ในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน อาทิเช่น พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นโดยตรง นี่คือห่วงโซ่เหตุและผล ที่ชัดเจนที่สุด และมีความเชื่อมั่นสูงสุด ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน สำหรับขอบเขตเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

สอง โอเวอร์เวท หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ เพราะการปรับตัวขึ้นของ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และสภาพแวดล้อมดอกเบี้ย ที่จะอยู่ในระดับสูงยาวนาน จะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ให้กับธนาคารโดยตรง ในขอบเขตเวลาระยะกลาง หนึ่งถึงสามเดือน

สาม ลดน้ำหนักการลงทุน หรือ อันเดอร์เวท และป้องกันความเสี่ยง ในกลุ่มขนส่งและสายการบิน โดยเฉพาะ เอเชีย เอวิเอชั่น บริติช แอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันส่วนต่างกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

และสี่ อันเดอร์เวท กลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และเงินติดล้อ เพราะจะเผชิญกับ การบีบตัวของส่วนต่างกำไร ในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้น

ทริกเกอร์สำคัญที่ต้องจับตามอง คือ สัญญาณหยุดยิง หรือการลดระดับ ความรุนแรงของความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้ การลงทุนในกลุ่มน้ำมัน พลิกกลับอย่างรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยงนั้น เรามองกรณีฐาน ที่มีโอกาสเกิดสูงถึง ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ ความตึงเครียดยืดเยื้อ โดยยังไม่เกิดสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ จะแกว่งตัวในกรอบ แปดสิบห้า ถึง เก้าสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนยังคงสูง หุ้นเทคฯ ปรับฐานต่อไป โดยมีพลังงานและธนาคาร ทำผลงานได้ดีกว่า

แต่ก็มีโอกาส ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ดี หากเกิดความก้าวหน้า ทางการทูต หรือการหยุดยิง ราคาน้ำมันจะกลับตัวลงอย่างรวดเร็ว และหุ้นเติบโตจะกลับมาฟื้นตัว ขณะที่กรณีเลวร้าย มีโอกาส ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คือ เกิดสงครามเต็มรูปแบบ น้ำมันพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ ตลาดหุ้นร่วงลง ห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และเงินทุนจะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างดอลลาร์ และทองคำครับ

สรุปใจความสำคัญในวันนี้ครับ พลังงานคือออเดอร์ซื้อ ที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด การรีเซ็ตมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี มีความเสี่ยงเฉียบพลัน ภาคธนาคารคือผู้ได้ประโยชน์ จากอัตราดอกเบี้ย และการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยน มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ ขณะที่โรงไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ จะได้รับผลกระทบครับ

สุดท้ายนี้ เราต้องจับตาดู ความแตกต่างของนโยบาย ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความผันผวนอย่างรุนแรง ในตลาดการเงินได้

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำ วันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อย หกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำ วันพฤหัสบดี ที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อย หกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

ภูมิทัศน์ เศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกปรับเปลี่ยน จากแรงกระแทก สองด้าน ต่อความน่าเชื่อถือ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ครับ

ด้านแรก คือ คำตัดสิน ของศาลฎีกาสหรัฐ เมื่อวันที่ยี่สิบเก้า มิถุนายน ที่คุ้มครอง ผู้ว่าการ เฟด ลิซ่า คุก ไว้ชั่วคราว จากการถูกประธานาธิบดีปลด และด้านที่สอง คือ ความวิตกในตลาด ต่อแผนการลดงบดุล มูลค่า หกจุดเจ็ด ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของนายเควิน วอร์ช

การแทรกแซง ทางการเมือง แบบนี้ ไม่เคยปรากฏ ในประวัติศาสตร์เฟดยุคใหม่ ทำให้เกิด ความเสี่ยงระดับสถาบัน เพิ่มเติมขึ้นมา จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายการเงิน ที่มีอยู่แล้วครับ

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียด ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังสร้างภาวะ ช็อกด้านอุปทานพลังงาน ดันราคาน้ำมันดีเซล พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การบรรจบกัน ของความน่าเชื่อถือเฟดที่ถูกกัดกร่อน ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน และความกังวล เรื่องการประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับเอไอ กำลังบีบอัด ความอยากเสี่ยง และเปลี่ยนทิศทางตลาด ไปสู่การลดความเสี่ยง อย่างระมัดระวัง ภายใต้แรงกดดัน เชิงสแตกเฟลชัน

ตลาดเกิดใหม่ กำลังแบกรับแรงกระทบ อย่างหนัก ครับ อินโดนีเซีย เสี่ยงถูกปรับลดระดับ สู่ตลาดฟรอนเทียร์ และดัชนีฮั่งเส็ง ก็ร่วงลง จากความวิตก ด้านการประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่สภาพแวดล้อม ที่มีตัวเร่ง เหตุการณ์เพียงจุดเดียว แต่เป็นเหตุการณ์ตึงเครียด หลายด้านพร้อมกัน ครับ

ด้านภาพรวมอารมณ์ตลาด ขณะนี้ อยู่ในโหมด ระมัดระวัง และลดความเสี่ยง แรงกดดันสแตกเฟลชัน เพิ่มขึ้น โดยมีความกังวล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ แทรกซ้อน

อารมณ์นักลงทุน ค่อนไปทางลบ อย่างระมัดระวัง โดยถดถอยลง จากช่วงปลายเดือนมิถุนายน ที่เป็นกลาง ถึงระมัดระวังเชิงบวก ครับ

มาดู ภาพรวมตลาดสำคัญ นะครับ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ ห้าหมื่นสองพัน แปดร้อยเจ็ดสิบหกจุด ลดลง ศูนย์จุดสามสาม เปอร์เซ็นต์ ในวันที่เจ็ด กรกฎาคม

ดัชนีแนสแด็ก อยู่ที่ สองหมื่นเก้าพัน แปดร้อยสิบหกจุด ลดลง หนึ่งจุดห้าสอง เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่หนึ่ง กรกฎาคม สะท้อนแรงกดดัน ในหุ้นกลุ่มเติบโต และเทคโนโลยี

ดัชนี สต็อกซ์ ยูโรป หกร้อย ปิดที่ หนึ่งพันเก้าร้อยหกจุด ลดลง หนึ่งจุดศูนย์สี่ เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียวกัน

ส่วน นิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย อยู่ที่ สองหมื่นสามพัน แปดร้อยแปดสิบสองจุด ร่วงลง สองจุดหนึ่งสอง เปอร์เซ็นต์ ในวันที่แปด กรกฎาคม ตามแรงขาย ในตลาดเกิดใหม่

ราคาทองคำ ปรับตัวลดลง ตามข้อมูล วันที่สิบสาม กรกฎาคม จากแรงกดดัน ของเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

ราคาน้ำมันดีเซล และน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้น จากความกังวล ด้านอุปทาน ในช่องแคบฮอร์มุซ ครับ

มาเจาะลึก ประเด็นสำคัญ กันครับ

ประเด็นแรก ความน่าเชื่อถือ เชิงสถาบันของเฟด ที่ถูกสั่นคลอน จากคำตัดสิน ของศาลฎีกา ที่คุ้มครอง ผู้ว่าการ ลิซ่า คุก ให้ดำรงตำแหน่ง ต่อไปชั่วคราว ระหว่างการฟ้องร้อง ต่อความพยายาม ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะปลดเธอ

สถานการณ์นี้ ทำให้เกิดความกังวล เรื่องการเมือง แทรกแซงนโยบายการเงิน อย่างรุนแรง

หากเปรียบเทียบ กับเหตุการณ์ในอดีต ช่วง ยุคประธานาธิบดีนิกสัน และ ประธานเฟดเบิร์นส์ ความน่าเชื่อถือ ที่ลดลงของธนาคารกลาง จะนำไปสู่ การคาดการณ์เงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น และ เส้นอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่ชันขึ้น

ผลที่คาดการณ์ คือ เป็นลบ ต่อหุ้นกลุ่มการเงิน และตลาดหุ้นในวงกว้าง เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอน ด้านนโยบาย จะกดดัน ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ของธนาคาร และเพิ่ม ส่วนชดเชยความเสี่ยง ของตลาดหุ้น

สำหรับตลาดไทย หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง เอส เอ ดับเบิ้ลยู เอ ดี เอ็ม ที ซี และ ที ไอ ดี แอล อาร์ จะถูกกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น ครับ

ประเด็นที่สอง การหยุดชะงัก ด้านอุปทานพลังงาน ในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดีเซล ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบ โดยตรง หลายทาง

ด้านบวก ชัดเจน สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน ต้นน้ำ และโรงกลั่น เช่น ปตท. สำรวจและผลิต ปิโตรเลียม หรือ พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี และ เอสพีอาร์ซี

ด้านลบ กระทบต่อ กลุ่มสายการบิน และขนส่ง อย่าง เอเอวี การบินไทย? … เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส บีเอ การบินกรุงเทพ? ผมขอพูดใหม่ ครับ เอเอวี คือ บางกอกแอร์เวย์ส บีเอ การบินกรุงเทพ และ เคอีเอ็กซ์ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง จะบีบอัดมาร์จิ้น โดยตรง

นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่า จากต้นทุนนำเข้าพลังงาน ยังเป็นลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ ได้แก่ บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ประเด็นที่สาม การประเมินมูลค่า หุ้นเทคโนโลยี และเอไอ ทั่วโลก กำลังถูกตั้งคำถาม ครับ

ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับตัวลง ร้อยละหนึ่ง ในวันที่สิบเจ็ด กรกฎาคม ตามแรงขาย หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับ แนสแด็ก ที่ร่วงลง ก่อนหน้านี้

แรงกดดัน มาจากสามด้าน คือ อัตราคิดลดที่สูงขึ้น ต้นทุนพลังงาน ที่แพงขึ้น และการปรับฐาน การประเมินมูลค่า

อย่างไรก็ตาม มีจุดที่น่าสนใจ คือ ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ เสนอขายหุ้นไอพีโอ ในตลาดสตาร์ มาร์เก็ตของจีน ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า จีนยังหนุน ฮาร์ดแวร์เอไอ แม้ภาพรวมกลุ่ม จะอ่อนแอ

ประเด็นที่สี่ แรงกดดัน ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ที่เสี่ยงถูกลดสถานะ สู่ตลาดฟรอนเทียร์ จากเอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ส่งผลให้ ดัชนีจาการ์ตา คอมโพสิต ร่วงลง ร้อยละหนึ่งจุดห้า และนับจากต้นปี ขาดทุนสะสมถึง ร้อยละสามสิบสอง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ยังตรึงดอกเบี้ย ที่ ร้อยละห้าจุดเจ็ดห้า อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งที่เงินเฟ้อ อยู่ที่ ร้อยละสามจุดสามสี่ สะท้อน ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างเงินเฟ้อสูง กับเศรษฐกิจเปราะบาง

แรงขาย ได้ลามไปยังภูมิภาค โดยดัชนี นิฟตี้ห้าสิบ ของอินเดีย ร่วงลง สองจุดหนึ่งสอง เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียวกัน

ในแง่ผลกระทบต่อไทย เงินบาทที่อ่อนค่า จากแรง contagion ในอาเซียน กลับเป็นผลดี ต่อผู้ส่งออกไทย ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และกลุ่มอาหาร เช่น ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ

สำหรับ มุมมองการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง

เรามองว่า ควรเพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นกลุ่มพลังงาน ต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ทีโอพี เอสพีอาร์ซี จากตัวเร่ง ชัดเจนเรื่องอุปทานน้ำมัน

รวมถึง เพิ่มน้ำหนัก ในหุ้นผู้ส่งออกไทย ที่ได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน

และควร ลดน้ำหนัก หุ้นสายการบิน และขนส่ง อย่าง เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ และลดหุ้นการเงิน ในประเทศ ที่มีหนี้สิน ดอลลาร์สูง

พร้อมทั้ง ติดตามตัวเร่ง สำคัญอย่างใกล้ชิด ได้แก่ รายละเอียดแผนลดงบดุล ของวอร์ช ข่าวหัวข้อ ช่องแคบฮอร์มุซ การตัดสินใจ ของเอสแอนด์พี ต่อสถานะอินโดนีเซีย และข้อมูลเงินเฟ้อ สหรัฐ ครับ

สำหรับฉากทัศน์ ความเสี่ยง

กรณีฐาน โอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาความน่าเชื่อถือเฟด ยังมีอยู่ แต่ไม่บานปลาย พลังงานยังแพง แต่ไม่ถึงขั้นปิดล้อม อินโดนีเซีย ถูกจำกัดความเสี่ยง หุ้นแกว่งตัว ในกรอบ โดยกลุ่มพลังงาน และรับประกัน ยังเด่น

กรณีบวก โอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แผนวอร์ช ผ่อนคลายลง ความตึงเครียดในช่องแคบ คลี่คลาย ส่งผลให้เกิด แรงรีบาวด์ ในหุ้นเทค และตลาดเกิดใหม่

กรณีลบ โอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ วิกฤติ เฟดลุกลาม เกิดการปะทะ ทางทหาร ในฮอร์มุซ ดันน้ำมันดิบ เกิน หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ อินโดนีเซีย ถูกปรับลดระดับ จนเกิดวิกฤต ตลาดเกิดใหม่อาเซียน ให้ลดความเสี่ยง สูงสุดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพฤหัสบดีที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

วันนี้เรามีรายงานพิเศษ ภาวะตลาดที่มีความซับซ้อนสูง

จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน

มาเริ่มกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนครับ

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ภาวะที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจน

การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

กำลังเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน

ส่งผลให้เกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

กดดันให้อัตราผลตอบแทนอายุสิบปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์

จากจุดสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน

ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ ภายใต้ประธานคนใหม่ นายเควิน วอร์ช

ได้เริ่มการทบทวนกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่

ครอบคลุมทั้งเรื่องการสื่อสาร งบดุลที่มีขนาดมหึมา หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการคำนวณแบบจำลองเงินเฟ้อ

สิ่งนี้กำลังอัดฉีดความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง เข้าสู่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

ท่ามกลางตลาดที่ยังคงคาดการณ์ การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้

นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้นไอพีโอของ ยูนิทรี โรโบติกส์ บนตลาดสตาร์มาร์เก็ต

มูลค่ากว่าหกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ

และคำแนะนำของบลูเบลล์ ให้ลงทุนเพิ่มในหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์

ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง พลวัตของตลาดรูปตัวเค

ที่เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นเติบโต

ในขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและพลังงาน ต้องเผชิญแรงกดดัน

ผลกระทบสุทธิ คือ การลดความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์

ภายในกรอบของตลาดกระทิงที่ยังมีโครงสร้างแข็งแกร่ง

โดยมีพันธบัตร และหุ้นคุณภาพดี คอยทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง

ต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของเฟด

สำหรับมาตรวัดความรู้สึกของตลาด

เราจัดอยู่ในโหมด ระมัดระวังเชิงลบ

ซึ่งปรับตัวลงจากระดับเป็นกลางเมื่อต้นสัปดาห์

ตัวเร่งสำคัญคือ เหตุการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

และการทบทวนนโยบายของเฟด ก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างให้กับตลาด

มาดูข้อมูลเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละประเภทกันบ้างครับ

ดัชนีอุตสาหกรรมสหรัฐ อยู่ที่ระดับ ห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสองจุด

บวกเล็กน้อย ศูนย์จุดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ดัชนียุโรป หนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันเก้าร้อยแปดจุด ค่อนข้างทรงตัว

ดัชนีนิฟตี้ ห้าสิบ ของอินเดีย อยู่ที่ สองหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบสามจุด บวก ศูนย์จุดสามสิบสี่เปอร์เซ็นต์

ดัชนีเอเอสเอ็กซ์ สองร้อย ของออสเตรเลีย ทรงตัว

ขณะที่ดัชนีแอฟริกาใต้ ท็อปโฟร์ตี้ ปรับตัวลง ศูนย์จุดสามสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี อยู่ที่ สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์

ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบสองเดือน

ส่วนความผันผวน ยังไม่มีข้อมูลรายงาน

เรามาวิเคราะห์เจาะลึกสี่ประเด็นหลัก ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดกันครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

การโจมตีที่รุนแรงขึ้น กำลังคุกคามโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งพลังงาน

ส่งผลให้เกิดส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน

ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จะส่งผลบวกโดยตรง ต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่น

เช่น ปตท. สำรวจและผลิต, ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง

ในทางกลับกัน จะส่งผลลบต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์

เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันอัตรากำไร

ความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูง

เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน

ประเด็นที่สอง การทบทวนกรอบนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

ภายใต้ประธานวอร์ช

การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ งบดุลขนาด หกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และการสื่อสารนโยบาย

สร้างความไม่แน่นอนต่อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงเทพ, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์

อาจเผชิญกับสถานการณ์ ที่ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง

ซึ่งดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ

แต่ความไม่แน่นอนของนโยบาย จะจำกัดการขยายตัวของพีอีเรโช

ส่วนหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, ศุภาลัย

จะมีความเสี่ยงสูง เพราะผลลัพธ์ของการทบทวนมีสองด้าน

หากออกมาผ่อนคลายก็จะหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้ขึ้น

แต่หากเข้มงวดก็จะกดดันต่อเนื่อง

ประเด็นที่สาม โมเมนตัมของหุ้นเอไอและหุ่นยนต์

การเสนอขายหุ้นไอพีโอของยูนิทรี โรโบติกส์ และของสเปซเอ็กซ์ ในเดือนมิถุนายน

เป็นสัญญาณว่าเงินทุนสถาบัน ยังคงมีความต้องการหุ้นเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ลดลง

ยังช่วยหนุนมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต ของหุ้นเทคฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับกลางถึงต่ำ

เนื่องจากยังขาดข้อมูลความสัมพันธ์ของหุ้นเอไอรายตัวที่ชัดเจน

และประเด็นที่สี่ การรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง ของกลุ่มธนาคารวอลล์สตรีท

ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

คาดการณ์ว่ารายได้จากธุรกิจค้าหลักทรัพย์ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

เพราะความผันผวนของตลาดที่สูง

แต่สิ่งสำคัญที่ตลาดจับตาคือ มุมมองของผู้บริหาร

ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย คุณภาพสินเชื่อ และการตั้งสำรอง

จากทั้งหมดนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจที่สุดในขณะนี้คือ

การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น

และลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มขนส่ง

ด้วยกรอบเวลาการลงทุน ศูนย์ถึงสี่สัปดาห์

หุ้นพลังงาน จะได้รับประโยชน์โดยตรง จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ในขณะที่หุ้นสายการบินและโลจิสติกส์ จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ การเข้าลงทุนในหุ้นเอไอและเทคฯ อย่างเลือกสรร ก็ยังมีความน่าสนใจ

จากปัจจัยหนุนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง

สำหรับสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ

หนึ่ง สัญญาณหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

สอง รายงานเบื้องต้นจากการทบทวนนโยบายของเฟด

และสาม คำแนะนำแนวโน้มจากซีอีโอของกลุ่มธนาคารใหญ่

โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินเชื่อ

เรามาประเมินความน่าจะเป็นของสถานการณ์กัน

กรณีฐาน มีโอกาสห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะไม่บานปลาย

ราคาพลังงานมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงปานกลาง

ส่วนกรณีที่ดี มีโอกาสยี่สิบเปอร์เซ็นต์

ที่เกิดการลดความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันจะร่วงลง และหุ้นกลุ่มการเงินจะปรับตัวขึ้นแรง

และกรณีที่เลวร้าย มีโอกาสยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

ความขัดแย้งอาจขยายวงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยสิบดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

เกิดภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจซบเซา

นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ทั้งหมด ยกเว้นพลังงานและทองคำ

สรุปใจความสำคัญอีกครั้งครับ

หนึ่ง หุ้นพลังงาน คือการลงทุนที่มีความมั่นใจสูงสุดในตอนนี้

สอง การชอร์ตกลุ่มขนส่ง เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เป็นธรรมชาติที่สุด

สาม การทบทวนนโยบายของประธานเฟดคนใหม่ คือปัจจัยแปรปรวนสำคัญที่ต้องจับตา

และสี่ พลวัตของตลาดรูปตัวเค ยังคงดำเนินต่อไป

และนี่คือปัจจัยและกลยุทธ์การลงทุน สำหรับภาวะตลาดที่ซับซ้อนในวันนี้ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสอง กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสอง กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

ครับ วันนี้ เรามี รายงานวิเคราะห์ สถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งถูกขับเคลื่อน โดยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ ความกังวล เรื่องการลด สภาพคล่อง ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ รอบช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้าง แรงกดดัน ด้านอุปทานน้ำมัน อย่างรุนแรง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส พุ่งขึ้น ถึง ร้อยละ ห้า จุด หก สาม ในวันเดียว ไปแตะ ที่ เจ็ดสิบสอง ดอลลาร์ สี่สิบเอ็ดเซนต์

ส่วน น้ำมันดิบเบรนท์ ก็ทะยานขึ้น ร้อยละ ห้า จุด แปด หนึ่ง ไปอยู่ที่ เจ็ดสิบหก ดอลลาร์ สิบแปดเซนต์ ครับ

ในจังหวะเดียวกัน ตลาดยังต้อง จับตา แผนการเร่ง ลดขนาดงบดุล ของเฟด ภายใต้การนำ ของ เควิน วอร์ช จากระดับ หกจุดเจ็ด ล้านล้าน ดอลลาร์ ซึ่งสร้าง ความวิตก เรื่องความผันผวน ในตลาด พันธบัตร เป็นอย่างมาก

และ ที่น่ากังวล ไม่แพ้กัน ก็คือ ค่าเงินเยน ที่อ่อนค่า ทะลุจุดต่ำสุด ในรอบ สี่สิบปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สะท้อน ความเสี่ยง เรื่องการ คลายสถานะ เยน แครี่เทรด อย่างรุนแรง ซึ่ง อาจจุดชนวน ให้เกิดการ เทขาย สินทรัพย์เสี่ยง ทั่วโลก ซ้ำรอยในอดีต ครับ

นอกจากนี้ ธนาคารกลาง หลายประเทศ ยังคงเดินหน้า สะสมทองคำ ต่อเนื่อง โดยใน เดือนพฤษภาคม มียอดซื้อสุทธิ สูงถึง สี่สิบเอ็ดตัน สะท้อนว่า สถาบันการเงิน ระดับโลก กำลัง ป้องกันความเสี่ยง จากความไม่แน่นอน ของสกุลเงิน หลัก อยู่

โดยภาพรวม ตลาดกำลัง อยู่ในโหมด ที่เรียกว่า Stagflationary Risk คือ เผชิญทั้ง เงินเฟ้อ จากต้นทุนพลังงาน และ สภาพคล่อง ที่ตึงตัว ขึ้นพร้อมกัน ครับ

ครับ สำหรับ มุมมองการลงทุน ในตลาดทุนไทย เราได้ประเมิน ผลกระทบ ต่อกลุ่มหุ้นต่างๆ ไว้ดังนี้

ประเด็นแรก วิกฤต ช่องแคบ ฮอร์มุซ

ส่งผลโดยตรง ต่อ กลุ่มพลังงาน ในเชิงบวก ครับ หุ้นที่ได้ประโยชน์ ทันที คือ ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี และ โออาร์ รวมถึงบ้านปู และลานนา ที่ได้อานิสงส์ จากราคาถ่านหิน ที่ขยับตาม

ในทางตรงข้าม กลุ่มขนส่ง และโลจิสติกส์ จะได้รับ ผลกระทบ เชิงลบ จากต้นทุน น้ำมันเชื้อเพลิง ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ เอ เอ วี บี เอ และ เค อี เอ็กซ์ ครับ

ประเด็นที่สอง การปรับลด งบดุลของเฟด และความกังวล อัตราดอกเบี้ย

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ จากส่วนต่าง ดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ได้แก่ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และกรุงศรี

ส่วนกลุ่ม ไฟแนนซ์ ที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และ ติดล้อ จะถูกกดดัน จากต้นทุน การเงินที่แพงขึ้น

รวมทั้ง กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และรีท เช่น ดับเบิ้ลยูเอช เอ อาร์ที อมตะ แอลเอชอาร์ รีท และอื่นๆ จะเผชิญ แรงกดดัน จากอัตราคิดลด ที่ปรับตัวสูงขึ้น ครับ

ประเด็นที่สาม ความเสี่ยง จาก เยน แครี่เทรด

หากเกิด การคลาย สถานะ อย่างรุนแรง จะทำให้ เงินบาท อ่อนค่า ซึ่งเป็นบวก ต่อกลุ่มส่งออกอาหาร อย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และ เอ เอ ไอ รวมถึง กลุ่มชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า เคซีอี และ ฮานา

แต่จะเป็นลบ ทันที ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน สกุลดอลลาร์ สูง ได้แก่ บีกริม จีพี เอส ซี และ กัลฟ์ ครับ

และ ประเด็นสุดท้าย การสะสมทองคำ ของธนาคารกลาง

เป็นการตอกย้ำ กระแส ลดการพึ่งพา ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบวก เชิงโครงสร้าง ต่อราคาทองคำ และสินทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องครับ

ครับ เมื่อประเมิน โอกาส และความเสี่ยง

กรณีฐาน ที่มีโอกาส เกิดสูงสุด ร้อยละ ห้า สิบ ห้า คือ สถานการณ์ ยังคุกรุ่น ราคาน้ำมัน ทรงตัวระดับสูง กลุ่มพลังงาน จะยังโดดเด่น

ส่วนกลุ่มขนส่ง ยังคงถูกกดดัน

กรณีที่ดี ที่สุด มีโอกาส ร้อยละ ยี่สิบ คือความขัดแย้ง คลี่คลาย ราคาน้ำมันลดลง และเฟดชะลอการลดงบดุล ตลาดหุ้น จะกลับมาเป็นบวก โดยมีกลุ่มธนาคาร และค้าปลีก นำตลาด

และ กรณีที่แย่ที่สุด โอกาส ร้อยละ ยี่สิบห้า คือ การปิดล้อม ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างรุนแรง น้ำมันพุ่งเกิน แปดสิบห้า ดอลลาร์ พร้อมกับ ตัวเลขเงินเฟ้อ สูงเกินคาด และเยน แครี่เทรด เริ่มถล่ม ตลาดเกิดใหม่ จะถูกเทขาย รุนแรง ครับ

ดังนั้น ข้อแนะนำ ในการจัดพอร์ต ช่วงนี้ คือ ให้น้ำหนัก กลุ่มพลังงาน เป็นแกนหลัก ครับ

และ ลดการลงทุน ในกลุ่มที่ เสียประโยชน์ จากต้นทุน น้ำมัน และดอกเบี้ย พร้อม จับตาสัญญาณ การเปลี่ยนแปลงของ สถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ ตัวเลขเงินเฟ้อ สหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ และทิศทางของ เงินเยน

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก

ประจำวันพุธ ที่ ยี่สิบสอง กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า

เวลา หกนาฬิกา แปดนาที ครับ

ประเด็นหลัก ในตลาดวันนี้ คือ การกลับมาคึกคัก ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

โดยมีปัจจัยหนุน จากข้อมูลการส่งออกที่แข็งแกร่ง ของไต้หวัน และเกาหลีใต้

ซึ่งจุดชนวน ให้เกิดการปรับตัวขึ้น อย่างรวดเร็ว ของหุ้นผู้ผลิตชิป ในสหรัฐอเมริกา

ไม่ว่าจะเป็น เอ็นวิเดีย อินเทล ไมครอน และ แซนดิสก์

สถานการณ์นี้ เกิดขึ้นท่ามกลาง ฉากหลังของภาวะเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัวลง

ข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ในสัปดาห์ก่อน

ได้ช่วยลดความกังวล เรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และกดดันผลตอบแทนพันธบัตร ให้ปรับตัวลดลง

ซึ่งสร้างแรงหนุน ครั้งใหญ่ ในลักษณะที่เรียกว่า ภาวะโกลดิล็อกส์ ให้กับสินทรัพย์เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากปัจจัยมหภาค กำลังถูกหักล้าง อยู่บางส่วน

จากส่วนชดเชยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงอยู่

ซึ่งก่อให้เกิด ความผันผวน ในตลาดพลังงาน และจำกัด การปรับตัวขึ้น เต็มรูปแบบ ของสินทรัพย์เสี่ยง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ตลาดที่แบ่งออกเป็นสองขั้ว

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นเติบโต พุ่งขึ้น จากเรื่องราวการส่งออก และ AI

ขณะที่ตลาดที่อิงกับพลังงาน และอ่อนไหว ต่อภูมิรัฐศาสตร์ อย่างออสเตรเลีย และไทย มีการซื้อขาย อย่างระมัดระวัง

ตอนนี้ ตลาดกำลังรอ ดูผลประกอบการ ของอัลฟาเบท ซึ่งจะเป็นตัวเร่งตัวต่อไป

ในการพิสูจน์ยืนยัน แนวคิดเกี่ยวกับ ความต้องการ AI

สำหรับมาตรวัดสภาวะตลาด และความเชื่อมั่น

สภาวะตลาด ในปัจจุบัน คือ การเติบโต แบบเงินเฟ้อชะลอตัว โดยมีปัจจัยความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทับซ้อนอยู่

ด้านความเชื่อมั่นของตลาด อยู่ในโหมด กระทิง อย่างระมัดระวัง

ปรับเปลี่ยน จากจุดยืนที่เป็นกลาง ก่อนหน้านี้

ตามข้อมูลพีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำ และความแข็งแกร่ง ของการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์

มาดูภาพรวม ตลาด ในแต่ละประเภทสินทรัพย์กัน ครับ

ในส่วนของตลาดหุ้น

สหรัฐอเมริกา ดัชนีเอสแอนด์พี ห้าร้อย และแนสแด็ก ปรับตัวขึ้น นำโดยการปรับตัวขึ้น ของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์

ด้านออสเตรเลีย ดัชนีเอเอสเอ็กซ์ ลดลง ร้อยละศูนย์จุดห้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลง ติดต่อกัน เป็นวันที่สี่

ขณะที่ประเทศไทย ดัชนีเอสอีที ปรับขึ้น ร้อยละศูนย์จุดสามหนึ่ง ไปที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้า

โดยมีเม็ดเงิน ต่างชาติไหลเข้าสุทธิ ติดต่อกัน เป็นวันที่สิบ

ในส่วนของตราสารหนี้

อัตราผลตอบแทน พันธบัตรไทย อายุสิบปี อยู่ที่ ร้อยละหนึ่งจุดเก้าเก้า

ขณะที่พันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทน ปรับตัวลดลง ตามข้อมูลพีพีไอ

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์

น้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ อยู่ที่ เจ็ดสิบสาม ดอลลาร์หกสิบเก้าเซนต์ คิดเป็นบวก ร้อยละศูนย์จุดสองสอง ในรายวัน

แต่หากมองในรายเดือน ยังคงปรับตัวลดลง ถึงลบร้อยละสิบแปดจุดหนึ่งหก

ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ซื้อขายในกรอบ เจ็ดสิบสอง ดอลลาร์สี่สิบเจ็ดเซนต์ ถึง เจ็ดสิบหก ดอลลาร์สิบแปดเซนต์

โดยปรับตัวลดลง ในรายเดือน เช่นกัน ประมาณลบร้อยละสิบเก้า ถึงลบยี่สิบสาม

สำหรับราคาทองคำ ไม่มีข้อมูลราคา แต่มีบันทึกว่า ปรับตัวลดลง จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า

ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ จีเอสซีไอ อยู่ที่ หกร้อยสามสิบเก้าจุดเจ็ดเจ็ด ลดลงร้อยละหนึ่งจุดศูนย์เจ็ด ในรายวัน

โดยรวมแล้ว ยังคงเป็นภาพของ ความระมัดระวัง

ต่อไปเป็นการวิเคราะห์ ประเด็นสำคัญ และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ประเด็นแรก คือ การพุ่งขึ้น ของกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์

โดยข้อมูล การส่งออกของเอเชีย ได้ยืนยัน วัฏจักรอุปสงค์

จากข้อมูลในฐานข้อมูล พบว่า กลุ่มผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า

ได้รับผลประโยชน์โดยตรง จากกิจกรรมการส่งออก และเงินบาทที่อ่อนค่า

ซึ่งจะช่วยเพิ่มการรับรู้รายได้ ในรูปสกุลเงินบาท

ผลกระทบที่คาดการณ์ คือ เป็นบวก ต่อตลาด ด้วยขนาดที่สูง ภายในระยะเวลา ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง

สำหรับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ สหรัฐ อย่างเอ็นวิเดีย และอินเทล จะมีแรงส่งต่อเนื่อง ไปจนถึง การรายงานผล ประกอบการของอัลฟาเบท

ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า เป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง

ซัพพลายเชน AI ทั่วโลก จะได้รับแรงหนุน กระจายเป็นวงกว้าง

ความเชื่อมั่น ต่อแนวคิดการลงทุนนี้ อยู่ในระดับสูง

ประเด็นที่สอง คือ ตลาดน้ำมันดิบ

การปรับตัวลดลง รายเดือนอย่างรุนแรง สวนทางกับความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์

ราคาน้ำมัน ดับเบิลยูทีไอ ที่ลดลง ถึงลบร้อยละสิบแปด ในหนึ่งเดือน สะท้อนถึง ความกังวลด้านอุปสงค์

ที่กลบปัจจัย เรื่องความเสี่ยง ด้านอุปทาน จากภูมิรัฐศาสตร์

ความสัมพันธ์นี้ มีผลบวก โดยตรงกับผู้ผลิตพลังงาน อย่าง ปตท.สผ. ปตท. ท็อป และสตาร์ เปโตรเลียม

และมีผลลบ โดยตรงกับกลุ่มขนส่ง และสายการบิน อย่างเอเชีย เอวิเอชั่น และการบินกรุงเทพ

ผลกระทบที่คาดการณ์ จึงออกมาในลักษณะที่ผสมผสานกัน ภายในระยะเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ความเชื่อมั่น อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม คือ แรงหนุน จากการชะลอตัว ของเงินเฟ้อ

ข้อมูลพีพีไอ สหรัฐ ที่ต่ำกว่าคาด ได้ลดแรงกดดัน ให้ธนาคารกลางสหรัฐ ต้องขึ้นดอกเบี้ย

ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า อัตราผลตอบแทน พันธบัตรลดลง และกระแสเงินทุน ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ อย่างต่อเนื่อง

โดยประเทศไทย มียอดซื้อสุทธิ จากต่างชาติติดต่อกัน สิบวันทำการ

ผลกระทบนี้ จะเป็นบวก กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย อย่างธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์

เนื่องจากกระแสเงินทุน ไหลเข้าในฐานะหุ้นที่ยังปรับตัวช้ากว่าตลาด

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดู ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือเอ็นไอเอ็ม ที่อาจถูกกดดัน ในภาวะดอกเบี้ยขาลง

ขณะที่กลุ่มค้าปลีก อย่างซีพีออลล์ และเซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

จะได้ประโยชน์ จากกำลังซื้อที่แท้จริง ของผู้บริโภค และต้นทุนการจำนอง ที่ลดลง

ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ นอกธนาคาร อย่างศรีสวัสดิ์ และเมืองไทย แคปปิตอล ควรหลีกเลี่ยง

เพราะถูกกดดัน จากส่วนต่าง การปล่อยกู้ ที่ลดลง

ความเชื่อมั่นในธีมนี้ อยู่ในระดับปานกลาง ถึงสูง

ประเด็นสุดท้าย คือ ความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง

ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน ขาขึ้นของตลาดเกิดใหม่ และตลาดออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ก็หนุนราคาน้ำมัน ในระยะสั้น

ความเสี่ยงนี้ ส่งผ่านสามช่องทาง คือ ความเสี่ยง ด้านอุปทานน้ำมัน

กระแสเงินทุน ย้ายเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และความคาดหวัง ด้านเงินเฟ้อ

ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

จากทั้งหมดนี้ นำไปสู่แนวคิด การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง

คือ การให้น้ำหนักการลงทุนมากเกิน ให้กับกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ และผู้ส่งออก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกลุ่มพลังงาน ควรลดน้ำหนักลง ตามแนวโน้มราคาน้ำมัน ในรายเดือน

และเพิ่มน้ำหนัก การลงทุนเชิงกลยุทธ์ ในหุ้นกลุ่มธนาคาร ตามแรงหนุน ของกระแสเงินทุน

โดยกำหนดเวลา หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ สำหรับหุ้นเทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ไทย

หนึ่งถึงสองสัปดาห์ สำหรับการเข้าลงทุน เชิงกลยุทธ์ ในหุ้นธนาคารและค้าปลีก

และสองถึงสี่สัปดาห์ สำหรับการลดน้ำหนัก หรือปิดความเสี่ยง ในหุ้นพลังงาน

ท้ายที่สุด สถานการณ์สำคัญ ที่ต้องติดตาม

คือ ผลประกอบการของอัลฟาเบท การคลี่คลาย หรือยกระดับ ของความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง

และการประกาศ ตัวเลขเงินเฟ้อ ซีพีไอ ของสหรัฐ ในครั้งต่อไป

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟัง ยินดีต้อนรับสู่ Daily Economic News Voice Briefing ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ดิฉันขอเริ่มรายงานด้วยภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังตึงเครียดและแตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนค่ะ

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟัง ยินดีต้อนรับสู่ Daily Economic News Voice Briefing ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ดิฉันขอเริ่มรายงานด้วยภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังตึงเครียดและแตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนค่ะ

ตลาดโลกขณะนี้เหมือนถูกบีบด้วยคีมสองด้าน ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับคำขู่ที่จะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นไปแล้วกว่าร้อยละ 29.7 นับตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดอยู่แถวๆ 73 ถึง 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกด้านหนึ่งคือกระแสเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัว จากตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ระดับ 3.5% ต่อปี และดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI ที่ปรับตัวลดลงอย่างเหนือความคาดหมาย ภาพสองด้านนี้กำลังฉีกตลาดหุ้นออกจากกันเป็นสองแนวทางชัดเจน เราเห็นหุ้นกลุ่มพลังงานและโภคภัณฑ์ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมัน ในขณะที่หุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยีซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย กลับถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ยังคงวนเวียนอยู่แถว 4.55 ถึง 4.60 เปอร์เซ็นต์ กลไกการส่งผ่านเป็นไปตามตำราเลยค่ะ น้ำมันแพงขึ้นนำไปสู่การฟื้นตัวของคาดการณ์เงินเฟ้อ ดันให้บอนด์ยีลด์สูงขึ้น แล้วก็ไปบีบมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี สุดท้ายเงินทุนก็ไหลออกจากกลุ่มเทคฯ มาหมุนเข้าเซกเตอร์พลังงานแทน

สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางต่อไปคือข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในสัปดาห์นี้ และข่าวภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจพลิกตลาดได้ทุกเมื่อ เพราะโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อในเดือนกันยายนตอนนี้แกว่งไปมาระหว่าง 48 ถึง 71 เปอร์เซ็นต์ ตลาดจึงอยู่ในสภาพที่เรียกว่า cautious bearish หรือขาลงอย่างระมัดระวัง ฟิวเจอร์สหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณทรงตัวหลังจากสัปดาห์ก่อนหุ้นเทคฯ ร่วงแรง แต่แรงบวกก็ถูกจำกัดด้วยวงจรน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์-ยีลด์ที่ยังคงหมุนเป็นเกลียวกดดันต่อไป

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ เราเห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 ปรับขึ้น 1.2 เปอร์เซ็นต์ และ Topix บวก 0.8 เปอร์เซ็นต์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัว ตลาดจีนก็สดใสเช่นกัน Shanghai Composite บวก 0.85 เปอร์เซ็นต์ และ Hang Seng พุ่งขึ้นถึง 2.36 เปอร์เซ็นต์ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI กลับดิ่งลงถึง 4.46 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดเมื่อวานบวก 0.39 เปอร์เซ็นต์ที่ระดับ 1,627.90 จุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นแบงก์และพลังงาน

ทางด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปียังยืนเหนือ 4.55 เปอร์เซ็นต์ โดยช่วงสั้นๆ ร่วงลงไปแตะ 4.52 หลังตัวเลข CPI แต่ก็ดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อราคาน้ำมันพุ่งตามข่าวอิหร่าน ด้านอินเดียยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีก็ปรับขึ้นมาที่ 6.74 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนความกังวลเงินเฟ้อเช่นกัน

ในตลาดเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังข้อมูล CPI และ PPI ทำให้ DXY เคลื่อนไหวในกรอบ 100.85 ถึง 101.07 ยูโรแข็งค่าขึ้นไปที่ 1.145 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนทองคำยังถูกกดดันจากความกังวลว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้น โดยราคาย่อลงมาแถว 4,000 ถึง 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 73.7 ดอลลาร์ และดัชนี CRB ที่วัดราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมพุ่งขึ้นไปแล้วร้อยละ 25.2 นับจากต้นปี มาอยู่ที่ 468.89 จุด ด้านดัชนีความผันผวน VIX ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลอัปเดตค่ะ

และนี่คือพัฒนาการที่สำคัญและร้อนแรงที่สุดในวันนี้ — วิกฤตการทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ โดยสหรัฐฯ ได้กลับมาปิดล้อมทางเรือต่อเรืออิหร่านอีกครั้ง และอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะขัดขวางการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสั่งให้กองกำลังฮูธีเตรียมปิดกั้นทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เหตุการณ์นี้คือตัวจุดชนวนความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันอย่างแท้จริงค่ะ งานนี้มีนัยทางประวัติศาสตร์ชัดเจน เพราะทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและคุกคามเส้นทางเดินเรือน้ำมัน เราเห็นราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ปรับตัวขึ้นแรง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะผู้ผลิตและโรงกลั่นขาขึ้นตามไปด้วย ในตลาดไทยคือ PTTEP PTT TOP และ SPRC ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากราคาขายและมาร์จิ้นที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบทางลบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น อาทิ AAV BA และ KEX ค่ะ นักวิเคราะห์จากกรุงศรีคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าในกรอบ 33.30 ถึง 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนั่นจะช่วยหนุนผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ DELTA KCE HANA TU และ CPF แต่อาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนหนี้สกุลดอลลาร์ของกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM GPSC และ GULF ขณะที่ถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA ก็มีโอกาสขยับตามขึ้นไปในฐานะเชื้อเพลิงทดแทน

ส่วนทองคำนั้นกำลังถูกดึงสองทาง ระหว่างแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากสถานการณ์ตึงเครียด กับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงย่อลงมาทดสอบแนว 4,000 ดอลลาร์ ความเชื่อมั่นต่อธีมนี้อยู่ในระดับสูง เพราะเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลทั้งแน่นอนและกำลังถ่ายทอดสู่ราคาอย่างชัดเจน

มาต่อกันที่ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นภาวะสองขั้วของเฟดภายใต้ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนลงแต่ถูกท้าทายด้วยช็อกราคาน้ำมัน ดังที่กล่าวไป ตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ชะลอลงมากกว่าที่คาดไว้ที่ 3.5% ต่อปี และ PPI ก็ลดลงโดยไม่คาดคิดมาก่อน ทำให้นักลงทุนแปรความหมายครั้งแรกว่าเฟดน่าจะพักการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาน้ำมันพุ่งตามข่าวอิหร่าน ตลาดก็โยกกลับมากังวลว่าเฟดอาจถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ความน่าจะเป็นขยับขึ้นลงในกรอบ 48 ถึง 55 เปอร์เซ็นต์

ในอดีตนั้น อัตราดอกเบี้ยและยีลด์พันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงหรือคงตัวนานขึ้น จะเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยหรือ NIM ขยายกว้างขึ้น ได้แก่ BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY แต่ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และไฟแนนซ์รายย่อย เช่น SAWAD MTC และ TIDLOR จะเผชิญแรงกดดัน เพราะต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นไปบีบสเปรดของสินเชื่อรายย่อย นอกจากนี้ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REITs ก็โดนลบจากอัตราจำนองที่แพงขึ้นเช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ ตลาดอาจเผชิญภาวะ whipsaw หรือแกว่งตัวกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง เพราะตัวเลขเงินเฟ้อที่เป็นบวกชั่วคราว แล้วถูกกลบด้วยช็อกราคาน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อระยะเวลาคงทนของดอกเบี้ยย่ำแย่ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ และ REITs เฟดภายใต้การนำของประธาน Warsh ซึ่งยังเงียบในรายละเอียดเรื่องนี้ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน ความเชื่อมั่นของธีมนี้จึงอยู่ระดับปานกลาง เพราะข้อมูลมหภาคชัดเจน แต่ปฏิกิริยาของเฟดยังคาดเดายาก

ความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาต่อไปคือ การฟื้นตัวของกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เริ่มมีสัญญาณเสถียรภาพหลังจากร่วงหนักมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เราเห็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดกลับนำโดยหุ้นเทคฯ อีกทั้ง Unitree Robotics เตรียม IPO ในตลาด STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงสนับสนุนเทคโนโลยียังคงมีอยู่ รายได้จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Bluebell ยังคงย้ำว่าธีม ‘Back to the Future’ หรือการกลับมาของพลวัต AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยเฉพาะกับผู้ส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ในอดีต เมื่อค่าเงินบาทอ่อน มักจะช่วยหนุนรายได้ในรูปเงินบาทของผู้ส่งออก เช่น DELTA KCE และ HANA ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีดีมานด์จาก AI หนุนหลัง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น หุ้นเหล่านี้ยังคงได้รับแรงกดดันทางเทคนิคจากยีลด์สูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ภาพรวมยังดูผสมผสาน เรียกได้ว่าตลาดหุ้นกำลังเดินตามเส้นทางรูปตัว K โดยหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดทั่วไปหลังการเทขาย แต่ก็ยังอ่อนไหวมากหากยีลด์ดีดขึ้นแรง สัปดาห์นี้ตัวเร่งสำคัญคือรายได้ของ Alphabet และแนวโน้มการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI ในวันพุธนี้ ซึ่งจะเป็นสัญญาณนำทางให้กับกลุ่มเทคโนโลยีทั้งโลก ความมั่นใจในธีมนี้อยู่ในระดับปานกลาง เพราะแนวโน้มเชิงโครงสร้างแข็งแกร่ง แต่ความสัมพันธ์ระยะสั้นกับยีลด์ยังคงผันผวน

อีกหนึ่งพัฒนาการที่สะท้อนความแตกต่างของตลาดเอเชียอย่างมากในวันนี้ คือ ตลาดจีนที่วิ่งสวนทางกับการร่วงของเกาหลีใต้ โดย Shanghai Composite และ Hang Seng ปรับขึ้นแรง เราเชื่อว่าตลาดจีนได้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดหาพลังงานที่หลากหลาย ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันตะวันออกกลางน้อยกว่าเกาหลีใต้มาก ซึ่ง KOSPI ดิ่งลงกว่า 4 เปอร์เซ็นต์เพราะมีน้ำหนักของหุ้นเทคฯ และการส่งออกสูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยโลก ส่วนตลาดหุ้นไทยเราเหมือนอยู่ตรงกลาง โดยได้แรงหนุนจากหุ้นพลังงานและธนาคาร แต่ก็ยังเสี่ยงจากต้นทุนนำเข้าน้ำมันและความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ในบริบทไทยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ที่ฟื้นตัวจะหนุนหุ้นนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ขณะที่ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นก็อาจช่วยกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL CPN และ CRC ได้บ้าง แม้จะมีแรงกดจากเงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันเป็นตัวถ่วง ความเชื่อมั่นของธีมนี้ยังอยู่ระดับปานกลาง เพราะเสถียรภาพของจีนขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงผลกระทบลุกลามจากความขัดแย้งด้วย

หากมองวิเคราะห์ในภาพรวมสูงสุด คณะนักวิเคราะห์ประเมินว่า กลยุทธ์การลงทุนที่มีความน่าสนใจและสมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้คือการใช้แนวทางแบบ barbell หรือยกน้ำหนักสองข้าง คือเน้นหนักไปที่หุ้นผู้ผลิตน้ำมันและโภคภัณฑ์ที่มีความสัมพันธ์บวกโดยตรงกับราคาน้ำมันดิบ ผสมกับการเลือกลงทุนในหุ้นธนาคารใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงยาวนาน พร้อมกับลดน้ำหนักในกลุ่มสายการบินและขนส่ง รวมถึงไฟแนนซ์รายย่อยซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่ทองคำยังมีบทบาทเป็นประกันความเสี่ยงเชิงยุทธวิธีบางส่วน

บทสรุปของภาพเศรษฐกิจวันนี้จึงอยู่ที่สมการระหว่างราคาน้ำมันและทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนโฉมหน้าพอร์ตการลงทุนได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่ยังเป็นความเสี่ยงหางยาว ถ้อยแถลงของประธานเฟด Warsh ในอนาคต ผลประกอบการของ Alphabet ที่จะมาถึง และสัญญาณหยุดยิงใด ๆ ที่จะทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ทั้งหมดนี้คือตัวแปรที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้าค่ะ

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

รายงานเสียงบรรยายข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 17 กรกฎาคม 2026

รายงานเสียงบรรยายข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 17 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานเสียงบรรยายข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ผมจะพาท่านไปสำรวจภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดในวันนี้

เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ของวันนี้ครับ เรากำลังเห็นตลาดการเงินโลกเผชิญกับแรงปะทะกันระหว่างสองปัจจัยมหภาคที่ทรงพลังอย่างมาก ด้านหนึ่งคือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI เดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกิดแรงซื้อกลับในตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย พร้อมกับที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปีร่วงลงมาอยู่ที่ระดับสี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา

แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง จากการโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังเรือพาณิชย์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจึงเห็นภาพตลาดที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน กลุ่มเทคโนโลยีและการเติบโตได้ประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับน้ำมันดูดซับส่วนเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไป ส่วนหุ้นกลุ่มขนส่งกลับได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ในอดีต สภาพแวดล้อมที่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานพลังงานที่หยุดชะงักแบบนี้ มักจะเอื้อต่อกลยุทธ์การลงทุนแบบยกน้ำหนักสองข้าง หรือที่เราเรียกว่าบาร์เบลสตราทีจี้ คือถือหุ้นเทคโนโลยียาว ๆ ควบคู่ไปกับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มพลังงาน คำถามสำคัญสำหรับช่วงสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้าก็คือ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซจะบานปลายไปมากน้อยเพียงใด เพราะช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่าสิบเจ็ดถึงยี่สิบล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐตอนนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรียกว่าระมัดระวังแต่ก็เป็นบวกมากขึ้น ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อยปรับตัวขึ้นศูนย์จุดสี่เปอร์เซ็นต์ และแนสแดคบวกขึ้นหนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากแรงซื้อกลับเมื่อวันที่สิบห้ากรกฎาคม จากความหวังว่าเศรษฐกิจจะลงจอดอย่างนุ่มนวลหรือซอฟต์แลนดิ้ง แต่ตลาดตราสารหนี้กลับส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีที่ร่วงลงมาที่สี่จุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ รวมถึงแรงซื้อในพันธบัตรคุณภาพดีอย่าง bund และ JGB สะท้อนว่ายังมีกระแสเงินบางส่วนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย แสดงถึงความกังวลใต้ผิว

ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัว ดัชนี DXY อยู่ที่หนึ่งร้อยจุดแปดสิบเจ็ด ขณะที่ตลาดน้ำมันคือจุดสนใจหลัก น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่งขึ้นเจ็ดจุดสามเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ไปอยู่ที่ระดับเจ็ดสิบสามจุดหกเก้าดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นห้าจุดแปดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวไปที่เจ็ดสิบหกจุดสิบแปดดอลลาร์ ส่วนดัชนีความผันผวน VIX ยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ยังไม่ทะลุกรอบ สะท้อนความวิตกที่ควบคุมได้

มาเจาะลึกประเด็นแรกที่มีความสำคัญสูงสุดในวันนี้ครับ นั่นคือตัวเลข CPI ที่ออกมานุ่มนวลกว่าคาด ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการคาดการณ์นโยบายการเงินของเฟดไปอย่างมีนัยสำคัญ ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมระยะใกล้ลดลงอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่แนสแดคบวกขึ้นกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และทำไมหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่าง TSMC ถึงปรับตัวขึ้น เพราะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดในอนาคตไกลออกไป เมื่ออัตราคิดลดลดลง มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเหล่านั้นก็จะสูงขึ้น

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เราเห็นหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐปรับตัวลง แม้จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเพราะตลาดมองไปข้างหน้าว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารจะถูกบีบอัด จากการที่เส้นอัตราผลตอบแทนแบนราบลง ตามฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตของเรา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรมีผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากช่วยขยายส่วนต่างดอกเบี้ย ในทางกลับกันการที่ตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะไม่ขึ้นหรืออาจลดลงในอนาคต ก็จะส่งผลกดดันในทางตรงกันข้าม ซึ่งเรากำลังเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในตลาดวันนี้ครับ

ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดแคบ ก็จะส่งผลดีต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ นี่คือผลกระทบระลอกที่สองที่นักลงทุนควรติดตาม

ในด้านพลังงานครับ การโจมตีเรือพาณิชย์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เป็นชนวนให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในชั่วข้ามคืน ตามกฎความสัมพันธ์เดิมที่เรามี การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบมีผลกระทบเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTTEP, PTT, TOP, SPRC เนื่องจากราคาขายและกำไรที่สูงขึ้น และในทางตรงข้าม มีผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ตั้งแต่สายการบินไปจนถึงบริษัทเดินเรือ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงคือต้นทุนหลักในการดำเนินงาน

ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ รายงานข่าวกรองระบุว่าการเจรจาสันติภาพอิหร่านกำลัง “คืบหน้า” กระบวนการนี้จึงมีลักษณะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองขั้ว คือหากบรรลุข้อตกลง ส่วนเกินความเสี่ยงในราคาน้ำมันห้าถึงสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะหายไปแทบจะทันที แต่หากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจทะลุแปดสิบดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งเชิงพลวัตระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง จากประเด็น CPI กับอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ คือสิ่งที่นิยามความไม่แน่นอนของตลาด ณ เวลานี้ครับ

ย้ายความสนใจจากตะวันออกกลางไปที่เอเชียตะวันออกกันบ้าง เราพบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญมากในภาคธนาคารของญี่ปุ่นครับ ธนาคารยักษ์ใหญ่สามแห่งของญี่ปุ่นถูกคาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลรวมกันเกินสองล้านล้านเยนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติกำลังส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไปตามกฎเดียวกันกับที่เราใช้วิเคราะห์ธนาคารทั่วโลกครับ คืออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นขยายส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ น่าสนใจตรงที่นักลงทุนควรเริ่มมองเรื่องนี้ในบริบทที่กว้างกว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่น นั่นคือหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหรือ JGB ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พันธบัตรญี่ปุ่นอาจกลับมาแข่งขันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในการดึงดูดเงินออมของโลก ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันขาขึ้นต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในระยะต่อไปได้ เป็นแรงต้านทางอ้อมต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงจากธีม CPI ที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้

และสุดท้ายครับ ข่าวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะตัวหุ้น นั่นคือหุ้นของ SoftBank Group ร่วงลงอย่างรุนแรงถึงสิบเอ็ดจุดสามเปอร์เซ็นต์ หลังจากมีรายงานว่า OpenAI กำลังพิจารณาเลื่อนการเสนอขายหุ้น IPO ออกไปเป็นปี 2027 ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของนักลงทุน โดยเฉพาะ SoftBank ซึ่งทุ่มเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จำนวนมหาศาล ต้องล่าช้าออกไปอีก

ผลกระทบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวเป็นหลักครับ เพราะเราเห็นหุ้น AI ตัวอื่นอย่าง Palantir ยังคงปรับตัวขึ้นตามโมเมนตัมของอุตสาหกรรม ไม่มีการลามไปทั้งกลุ่ม แสดงว่าตลาดเข้าใจดีว่านี่คือปัญหาด้านจังหวะการระดมทุนและมูลค่าของ OpenAI ไม่ใช่ปัญหาพื้นฐานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม ก็ควรจับตาดูต่อไปว่าแรงขายนี้จะลามไปยังชื่ออื่น ๆ ในระบบนิเวศน์เงินร่วมลงทุนหรือไม่

ดังนั้น โดยสรุปภาพรวมของวันนี้ครับ โทนของตลาดถูกกำหนดด้วยความหวังว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงและเฟดจะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหนุนหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยง แต่ความหวังนั้นถูกถ่วงดุลด้วยความกังวลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่หนุนราคาน้ำมัน

สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะเฝ้าดูในช่วงหนึ่งถึงสองวันข้างหน้าคือสามประการ หนึ่ง ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน ซึ่งหากประสบผลสำเร็จจะกดดันราคาน้ำมันลงแรง สอง การแถลงของประธานเฟด แวดลอว์ ต่อสภาคองเกรส เพื่อจับสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสาม ผลประกอบการของ TSMC ที่จะออกมาเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอุปสงค์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจของตลาดเทคโนโลยี

นี่คือสมรภูมิเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน งดงาม และเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่เข้าใจมัน ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง สวัสดีครับ

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

Daily Economic News Voice Briefing — 20 กรกฎาคม 2026

Daily Economic News Voice Briefing — 20 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน โดยภาพรวมของวันนี้ เรากำลังเผชิญกับสองแรงปะทะกันอย่างชัดเจนในตลาดโลก ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังคุกรุ่นขึ้น และมีโอกาสส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบรายเดือนที่ทรุดตัวลงแรงเกือบยี่สิบถึงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สองปัจจัยนี้กำลังสร้างสมดุลที่เปราะบางและยากจะคาดเดา

เรามาเริ่มกันที่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ รายงานข่าวกรองระบุว่า ทางการอิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตีเตรียมพร้อมปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ในขณะที่การโจมตีตอบโต้ทางทหารระหว่างทั้งสองฝ่ายก็มีรายงานว่ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อตลาด เพราะการปิดกั้นทะเลแดงจะทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าต้องอ้อมไกลขึ้นมาก เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วในช่วงปีสองพันยี่สิบสามถึงสองพันยี่สิบสี่ ซึ่งส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานขึ้นมาทันที หากดูจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจะเกิดกับหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มขนส่ง กลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC จะได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีขนาดผลกระทบในระดับสูงในช่วงที่มีข่าวการหยุดชะงักของอุปทาน และกรอบเวลาผลกระทบจะอยู่ที่ศูนย์ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ หากมองไปข้างหน้าหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ผลกระทบจะยังคงอยู่แต่ลดลงมาอยู่ในระดับปานกลาง

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง AAV, BA และ KEX จะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับปานกลาง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่จะสูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัตรากำไรจากการดำเนินงานโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่น่าสนใจคือ กลุ่มเดินเรือสินค้าเทกองอย่าง PSL, TTA และ RCL มีโอกาสเป็นบวกทางอ้อม เนื่องจากดัชนีค่าระวางเรือ BDI มักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อมีความต้องการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

ที่น่าสนใจคือ เรากำลังเห็นสัญญาณที่ตลาดตอบสนองแตกต่างออกไปจากที่หลายคนคาดไว้ แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูง แต่ราคาทองคำกลับปรับตัวลดลง ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเลือกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักแทนที่จะเป็นโลหะมีค่า สะท้อนถึงมุมมองของตลาดที่แตกต่างไปจากอดีต

เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ จะเห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้ กำลังสร้างความเป็นไปได้ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานที่เกิดจากการปิดกั้นทะเลแดง จะมาปะทะกับแนวโน้มการหดตัวของอุปสงค์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าโอกาสที่การปิดกั้นจะเกิดขึ้นจริงยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นของการแสดงแสนยานุภาพมากกว่า

ต่อไปมาดูอีกด้านของสมการ นั่นคือราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในรอบเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณหกสิบเก้าถึงเจ็ดสิบสี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ในกรอบประมาณเจ็ดสิบสองถึงเจ็ดสิบหกดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อดูในรอบเดือน ราคาปรับตัวลงแรงถึงประมาณสิบแปดถึงยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญมาก และสะท้อนถึงความกังวลว่าอุปสงค์กำลังอ่อนแอลง โดยมีรายงานเมื่อวันที่สิบกรกฎาคมที่ระบุว่าการลดลงสองเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว มาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาปะปนกัน

เมื่อราคาน้ำมันลงแรงขนาดนี้ กลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC จะได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากราคาขายที่ลดลง ซึ่งขนาดผลกระทบอยู่ในระดับสูง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังการกลับตัวที่รุนแรงเช่นกัน เพราะการลดลงมากขนาดนี้ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าซื้อเก็งกำไร โดยเฉพาะหากมีข่าวภูมิรัฐศาสตร์มากระตุ้น ในทางกลับกัน กลุ่มขนส่งอย่าง AAV และ BA จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงในระดับปานกลาง และกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าง CPALL, CPAXT และ CRC ก็อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ดีขึ้น

คำถามสำคัญคือ การลดลงของราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือเป็นเพียงการปรับฐานจากการเก็งกำไร? ในอดีต การลดลงของราคาน้ำมันรายเดือนในระดับนี้ มักเกิดควบคู่กับภาวะถดถอยที่ทำลายอุปสงค์ หรือไม่ก็เกิดจากอุปทานล้นตลาด เช่นในปีสองพันสิบสี่ถึงสิบห้าและปีสองพันยี่สิบ เมื่อประกอบกับสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด จึงมีน้ำหนักไปในทิศทางที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ภาวะนี้ยังช่วยกดเงินเฟ้อทั่วไปให้ต่ำลง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างจากตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีปรับตัวลงมาอยู่ที่สิบสี่จุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการคาดการณ์นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเด็นถัดไป เรื่องทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด และผลกระทบต่อตลาดหุ้นในมิติของความแตกต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Bluebell ได้ออกมาเตือนตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเกี่ยวกับสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด และแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ ในกรอบของตลาดหุ้นที่จะเป็นรูปตัว K หรือเติบโตแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจ

ความสัมพันธ์ในอดีตที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล คือผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร ในฝั่งของกลุ่มธนาคาร อย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นดีขึ้นตามไปด้วย ขนาดผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง และกรอบเวลาที่คาดว่าจะเห็นคือหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารหรือกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR จะได้รับผลกระทบเชิงลบในระดับปานกลางถึงสูง เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าผลตอบแทนจากสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ทำให้ส่วนต่างถูกบีบตัวโดยตรง นี่เป็นภาพสะท้อนที่ตรงกันข้ามกับกลุ่มธนาคารอย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์ที่ตลาดกำลังเห็นคือ การเติบโตแบบแยกขั้ว ที่ Bluebell ระบุไว้ โดยกระแสความสนใจในปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยแบบดั้งเดิม เราเห็นการออกหุ้น IPO ของ SpaceX ที่มีข่าวว่ามีมูลค่าสูงถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ และการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่คึกคักมาก ซึ่งยืนยันว่าตลาดทุนยังคงเปิดกว้างสำหรับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง

การเชื่อมโยงไปยังประเด็นถัดไป ภาครัฐของจีนก็กำลังดำเนินมาตรการเพื่อพยุงตลาดหุ้นของตัวเอง โดย China Reform Holdings และ China Chengtong ได้ประกาศแผนการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจกลาง โดยใช้เงินกู้รีไฟแนนซ์พิเศษและเงินทุนของตัวเองเมื่อวันที่สิบเก้ากรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรการแทรกแซงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นอย่างชัดเจน

แม้ว่าในฐานข้อมูลจะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างมาตรการนี้กับตลาดหุ้นไทย แต่เราสามารถมองหาผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ หากมาตรการกระตุ้นของจีนส่งผลให้อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้น กลุ่มพลังงานที่เชื่อมโยงกับถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA รวมถึงกลุ่มเกษตรที่เกี่ยวกับยางพาราอย่าง STA, NER และ TRUBB ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงบวก ขนาดผลกระทบอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง และกรอบเวลาผลกระทบจะอยู่ที่หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ นอกจากนี้ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ก็อาจได้ประโยชน์เช่นกัน หากดัชนี PMI และตัวเลขส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์จากจีน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความเชื่อมั่นต่อผลกระทบนี้อยู่ในระดับต่ำ เพราะการส่งผ่านผลจากจีนสู่ไทยเป็นไปในทางอ้อม และประสิทธิภาพของมาตรการแทรกแซงตลาดของจีนในอดีตก็ให้ผลที่แตกต่างกันไป การดำเนินการในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยพยุงมากกว่าที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน

เพื่อให้เห็นภาพรวมในมิติของสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในด้านตลาดตราสารหนี้โลก ไม่มีข้อมูลของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เราพอมีข้อมูลจากตลาดเกิดใหม่ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีของบราซิลปรับตัวลงสู่ระดับสิบสี่จุดสี่สามเปอร์เซ็นต์ และพันธบัตรอายุห้าปีของไทยอยู่ที่ประมาณหนึ่งจุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายตามข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง

ในส่วนของตลาดสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่มีข้อมูลดัชนีดอลลาร์สหรัฐและอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ แต่เราทราบว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI อยู่ที่ระดับหกร้อยยี่สิบหกจุดเจ็ดเจ็ด โดยปรับตัวลดลงถึงเก้าจุดแปดหกเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งยืนยันแนวโน้มขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมได้เป็นอย่างดี

สำหรับข้อมูลตลาดหุ้นในกลุ่มดัชนีหลักอย่าง US500 Nasdaq STOXX และ Nikkei รวมไปถึงดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE Index นั้น ไม่มีข้อมูล

โดยสรุปภาพรวมในวันนี้ ตลาดกำลังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของสัญญาณและความเสี่ยงแบบสองด้าน ในฝั่งหนึ่งคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมจะปะทุและผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นได้ตลอดเวลา ในอีกฝั่งหนึ่งคือแรงกดถ่วงจากอุปสงค์ที่อ่อนแอซึ่งดึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินเฟ้อให้ลดต่ำลง สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป คือ พัฒนาการของสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มูซ ทิศทางถ้อยแถลงของเฟด รวมถึงผลประกอบการของภาคธนาคารและราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญในสัปดาห์หน้า

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียง — 18 กรกฎาคม 2569

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียง — 18 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงนะครับ

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญหนึ่งเดียว นั่นก็คือ การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น สร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ และจุดชนวนให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าแพง

ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันศุกร์ สอดคล้องกับแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ก่อนที่จะถึงการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ที่สำคัญมากของสหรัฐฯ

แน่นอนครับ ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ก็คือกลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวขึ้นมากกว่าร้อยละยี่สิบสี่นับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบก็มีสองด้านเสมอครับ ด้านหนึ่งผู้ผลิตมีอำนาจในการกำหนดราคาสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง บริษัทขนส่งและโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวนมาก กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยจีนซื้อทองคำเพิ่มอีกสิบห้าตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการย้ำถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ภาวะตลาดที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนครับ กลุ่มพลังงานและสถาบันการเงินบางแห่งแข็งแกร่งขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่หุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและภาคส่วนที่พึ่งพาเชื้อเพลิงกำลังเผชิญแรงต้าน

ภาพรวมตลาดตอนนี้ถูกจัดอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแนวโน้มของเงินเฟ้อที่หยุดนิ่งและเศรษฐกิจชะลอตัวแฝงอยู่ อารมณ์การลงทุนโดยรวมถือว่าอยู่ในแดนระมัดระวังและมีแนวโน้มไปทางลบ ปรับเปลี่ยนจากมุมมองที่เป็นกลางก่อนหน้านี้ครับ

เรามาดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาดในแต่ละสินทรัพย์กันนะครับ

ในส่วนของตลาดหุ้น ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ และตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง สะท้อนความรู้สึกเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET50 ฟิวเจอร์สของประเทศไทยเราปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน ซึ่งเป็นความรู้สึกในแง่บวกอย่างระมัดระวัง

ในตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุห้าปี ลดลงศูนย์จุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่หนึ่งจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ โดยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านบาท สะท้อนถึงทิศทางการย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่าสุดอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ดดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นรายสัปดาห์สี่จุดสี่เก้าเปอร์เซ็นต์ และนับจากต้นปีขึ้นไปถึงบวกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ในรอบเดือนยังคงลบยี่สิบจุดสามเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความผันผวนที่สูงมากครับ ราคาทองคำปรับตัวลดลงจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้างระยะยาวยังดูเป็นขาขึ้น ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI อยู่ที่หกร้อยยี่สิบหกจุดเจ็ดเจ็ด เพิ่มขึ้นรายวันหนึ่งจุดห้าหกเปอร์เซ็นต์ และนับจากต้นปีบวกสิบสี่จุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นการตอกย้ำทิศทางขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE ในขณะนี้ไม่มีข้อมูลนะครับ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ต่อเงินบาทและดัชนีค่าเงินดอลลาร์ DXY ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน แต่เราสามารถอนุมานได้ว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการที่ราคาทองคำปรับตัวลงครับ

ต่อไป เรามาเจาะลึกถึงแต่ละประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดในวันนี้นะครับ

ประเด็นแรกและเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ การยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงาน และตลาดต้องตีราคาโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยใหม่หมด

เหตุการณ์นี้เป็นตัวกระตุ้นโดยตรงที่คุกคามโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเสถียรภาพของภูมิภาค เราได้เห็นราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในวันเดียวถึงห้าจุดหกสามเปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม และยังมีความผันผวนอย่างรุนแรงในรอบสัปดาห์

จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต ยืนยันได้ชัดเจนว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นนั้นส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงานครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ อย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC เพราะสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น

แต่ในทางตรงกันข้าม มันจะส่งผลลบอย่างรุนแรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง โดยเฉพาะสายการบินอย่าง AAV, BA และธุรกิจโลจิสติกส์อย่าง KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัตรากำไรขั้นต้นอย่างหนักหน่วง

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ก็เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สินในรูปสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมาก อย่างเช่น BGRIM, GPSC และ GULF เพราะภาระหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินบาท

ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้านี้ คือมุมมองเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ผลิตพลังงานครบวงจร ในอีกหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า มุมมองจะเป็นเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญสำหรับสายการบินและโลจิสติกส์ เพราะการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงจะไปกดดันอัตรากำไรในไตรมาสสาม ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้านั้นมีมุมมองที่หลากหลาย เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นผลดีต่อราคาขาย แต่ภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์เป็นตัวฉุดรั้งครับ

สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะกลไกการส่งผ่านผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันนั้น ทำงานผ่านสามช่องทางครับ ช่องทางแรก คือการตีมูลค่าหุ้นกลุ่มพลังงานโดยตรงให้สูงขึ้นตามเส้นราคาล่วงหน้าที่ชันขึ้น ช่องทางที่สอง คือการฝังตัวของความคาดหวังเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ชะลอการลดดอกเบี้ย และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่มีอายุยาว เช่นหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต และช่องทางที่สาม คือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากการที่นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะสร้างแรงต้านให้กับหุ้นตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ การที่ดัชนีฮั่งเส็งลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็สะท้อนผลกระทบในช่องทางที่สองเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยนี้อยู่ด้วยครับ

หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เหตุการณ์ที่ทำให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางชะงัก เช่น การโจมตีโรงกลั่นของซาอุดิอาระเบียในปีสองพันสิบเก้า มักส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่รู้และเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ระยะเวลาของการยกระดับความขัดแย้งครั้งนี้ว่าจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน ซึ่งเรามีความมั่นใจในข้อมูลนี้ในระดับสูง เนื่องจากข้อมูลความสัมพันธ์ของราคาชัดเจนในหลายภาคส่วน และตัวกระตุ้นทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ได้รับการยืนยันแล้ว

ต่อจากประเด็นพลังงาน เรามาดูอีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ แรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกและการประเมินมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ใหม่

ดัชนีฮั่งเส็งที่ลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นไปตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกท่ามกลางความกังวลเรื่องมูลค่าที่สูงเกินไปของหุ้น AI ในขณะที่ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง

จากข้อมูลประวัติศาสตร์ เราทราบว่าการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นนั้นส่งผลลบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีมิติที่แตกต่างออกไปครับ เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอย่าง DELTA, KCE และ HANA ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่มาช่วยชดเชยแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยได้บางส่วน

ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ นั้นอยู่ในโซนผสมผสานไปทางลบ สำหรับหุ้นเทคโนโลยีของไทย ผลกระทบจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจงครับ ตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือ DELTA ที่แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงไปถึงเก้าเปอร์เซ็นต์เมื่อเร็วๆ นี้ แต่บริษัทกำลังลงทุนถึงหนึ่งหมื่นแปดพันล้านบาทในธุรกิจ AI และศูนย์ข้อมูลครอบคลุมสามทวีป พร้อมด้วยคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งในช่วงปีสองพันยี่สิบหกถึงสองพันยี่สิบเจ็ด ซึ่งนี่เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างราคาในระยะสั้นกับการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาว

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Palantir Technologies ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่งสัญญาณว่าบริษัท AI ที่มีสัญญากับภาครัฐหรือกลาโหม อาจจะแยกตัวออกจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีนอกเหนือจากกลุ่มนี้ได้

นี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลครับ เพราะแรงขายหุ้นเทคโนโลยีถูกขับเคลื่อนด้วยการบรรจบกันของสามปัจจัย ปัจจัยแรกคืออัตราคิดลดที่สูงขึ้นกำลังบีบอัดมูลค่าหุ้นที่มีกระแสเงินสดในอนาคตไกล ปัจจัยที่สองคือความกลัวเงินเฟ้อที่เกิดจากน้ำมันกำลังเสริมความเชื่อว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับสูง และปัจจัยสุดท้ายคือแรงขายทำกำไรตามธรรมชาติหลังจากการปรับตัวขึ้นยาวนานจากกระแส AI อย่างไรก็ตาม Wann Asset Management ยังคงมีมุมมองเชิงบวกสำหรับหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยนำโดย AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินทุนสถาบันมองว่านี่คือการหมุนกลุ่มมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางของตลาด จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่ผลประกอบการไตรมาสสองครับ บริษัทใดที่มีรายได้จาก AI ที่จับต้องได้จริงไม่ใช่แค่เล่าเรื่อง จะเป็นกลุ่มแรกที่ราคามีเสถียรภาพ เรามีความมั่นใจในข้อมูลชุดนี้ในระดับปานกลาง เพราะแรงขายหุ้นเทคโนฯ ได้รับการยืนยันในข่าว แต่เรายังไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ระดับหุ้นรายตัวของหุ้น AI สหรัฐฯ จากเครื่องมือวิเคราะห์ของเราครับ

ต่อไป เรามาดูอีกหนึ่งประเด็นเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก นั่นก็คือ การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก และจุดเปลี่ยนของนโยบายการเงิน

ข้อมูลสำคัญคือ ธนาคารกลางจีนเพิ่มปริมาณทองคำสำรองถึงสิบห้าตันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีสองพันยี่สิบสาม และนับเป็นการซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ยี่สิบแล้ว ขณะที่ยอดซื้อสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่สี่สิบเอ็ดตัน ในอีกด้านหนึ่ง คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั้น เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อตลาดการเงิน

ถึงแม้เราจะไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างราคาหุ้นกับราคาทองคำ แต่การส่งผ่านในระดับมหภาคนั้นเป็นที่เข้าใจกันดี การที่ธนาคารกลางซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นการส่งสัญญาณถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์และการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป จะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่ว่าจะเป็น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM จะขยายตัวดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม มันจะส่งผลลบต่อบริษัทไฟแนนซ์ที่เน้นสินเชื่อรายย่อยอย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR เพราะอัตรากำไรจะถูกบีบอัด

ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้คือ มุมมองเชิงบวกในระยะกลางสำหรับภาคธนาคารไทย เพราะสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยเอื้อต่อการขยายตัวของ NIM มาก หุ้นเหมืองแร่และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทองคำก็จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ที่ต่อเนื่องจากธนาคารกลาง แม้ว่าราคาทองคำในระยะสั้นจะเผชิญแรงต้านจากดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ตาม ในขณะที่บริษัทไฟแนนซ์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยจะมีมุมมองเป็นลบ

เหตุผลที่เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ก็เพราะการซื้อทองคำของธนาคารกลางคือสัญญาณเชิงโครงสร้างครับ มันบ่งชี้ว่าผู้จัดการทุนสำรองของประเทศต่างๆ กำลังป้องกันความเสี่ยงจากทั้งการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และการลดค่าของเงินสกุลหลักในระยะยาว ความต้องการแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้จะเป็นฐานราคาที่แข็งแกร่งให้กับทองคำ ถึงแม้ว่าดอลลาร์ที่แข็งค่าในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นจะสร้างแรงต้านก็ตาม สำหรับตลาดหุ้น ภาคธนาคารได้รับประโยชน์แบบไม่สมมาตรครับ ดอกเบี้ยขาขึ้นช่วยเพิ่ม NIM ในขณะที่ความกังวลเรื่องคุณภาพสินเชื่อยังคงจำกัดตราบเท่าที่เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ข้อมูลที่ได้จากตลาดตราสารหนี้ไทยที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบเอ็ดล้านบาท และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุห้าปีที่ลดลงมาที่หนึ่งจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าสภาพคล่องในประเทศยังคงมีอยู่สูงมาก เรามีความมั่นใจในข้อมูลนี้ในระดับปานกลาง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับดอกเบี้ยมีข้อมูลยืนยันชัดเจน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับหุ้นนั้นเราอนุมานมาจากบริบททางเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นสุดท้ายที่น่าจับตามองคือ การหมุนกลุ่มของเงินทุนอย่างชัดเจนครับ โดยภาวะผู้นำของกลุ่มพลังงานและการตั้งรับในกลุ่มปลอดภัย

ข้อมูลจากดัชนี SET50 ฟิวเจอร์สที่ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นธนาคารและพลังงาน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงเพราะดอลลาร์แข็งค่า และดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ SSE Commodity Index ของจีนอยู่ที่หกพันเก้าร้อยเจ็ดจุดเจ็ดหก เพิ่มขึ้นศูนย์จุดแปดห้าเปอร์เซ็นต์ต่อวัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในวงกว้างของสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อมูลยืนยันความสัมพันธ์ที่ชัดเจนแบบเดียวกันครับ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นก็ส่งผลบวกกับ BANPU และ LANNA ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ายังส่งผลบวกกับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มส่งออกอย่าง TU, CPF, ITC และ AAI เพราะสามารถแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น และสุดท้ายคือ ดัชนีราคาผู้บริโภคและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ก็ส่งผลบวกต่อกลุ่มพาณิชย์อย่าง CPALL, CPAXT, CRC และ CPN

ผลกระทบที่เราคาดการณ์ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้านั้นเป็นบวกสำหรับภาคพลังงานและผู้ส่งออกอาหาร รวมถึงกลุ่มค้าปลีกจากการฟื้นตัวของการบริโภค ภาพการหมุนกลุ่มของเงินทุนนั้นชัดเจนมากครับ เงินทุนกำลังย้ายออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเกินไป เข้าสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

นี่เป็นรูปแบบการหมุนเวียนที่สอดคล้องกับตำราการลงทุนในช่วงท้ายของวัฏจักรเศรษฐกิจครับ กลุ่มพลังงานทำผลงานได้ดีเยี่ยมเมื่อข้อจำกัดด้านอุปทานมาเจอกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารก็ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ย และผู้ส่งออกก็ได้อานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI ที่บวกสิบสี่จุดสามเปอร์เซ็นต์นับจากต้นปี เป็นการยืนยันแนวคิดเรื่องมหาวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงครับ ตัวเลขราคาน้ำมันดิบรายเดือนที่ติดลบถึงยี่สิบจุดสามเปอร์เซ็นต์ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความผันผวนสุดขั้ว หากมีสัญญาณลดความตึงเครียดจากอิหร่านเมื่อไหร่ เราอาจเห็นการกลับทิศอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มพลังงานได้

โดยสรุปในวันนี้ ต้องยอมรับว่าศูนย์กลางของทุกเรื่องราวอยู่ที่ ‘พลังงาน’ ครับ การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยกระดับขึ้น ส่งแรงกระตุ้นเชิงบวกโดยตรงต่อ PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ส่วนแรงขายหุ้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการประเมินมูลค่า ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดย DELTA เองก็น่าสนใจเพราะมีปัจจัยการลงทุนด้าน AI มูลค่าหมื่นแปดพันล้านบาทหนุนอยู่ หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในระบบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ขณะที่สายการบินและโลจิสติกส์คือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านลบโดยตรง การที่ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะจีนซื้อทองคำต่อเนื่อง เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก

และตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดที่ตลาดทุกแห่งกำลังจับตามองก็คือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยเร็วๆ นี้ครับ ตัวเลขนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าภาวะตลาดที่ระมัดระวังและค่อนข้างเป็นลบในตอนนี้จะดำเนินต่อไป หรือจะพลิกกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง

ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟังครับ

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดี

รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจประจำวัน – 18 กรกฎาคม 2026

รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจประจำวัน – 18 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันครับ

วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างมีนัยสำคัญครับ ด้านหนึ่งคือความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกไม่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่ง เรากำลังเห็นสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งหนุนให้มีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนหุ้นทั่วโลกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่แปดแล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียและละตินอเมริกาปรับตัวขึ้นได้ดี โดยนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นบวกเก้าสิบจุด หรือประมาณศูนย์จุดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และดัชนีโทพิกซ์ปรับขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์เต็ม ทางด้านบราซิล อิโบเวสปาพุ่งขึ้นถึงสามเปอร์เซ็นต์ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนออกมาที่สี่จุดหกสิบสี่เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางบราซิลอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้า

ประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิดในวันนี้คือการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันครับ ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต หรือสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับหกสิบเก้าจุดศูนย์เก้าดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นศูนย์จุดเจ็ดสิบแปดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เบรนท์ทะเลเหนือขยับขึ้นมาที่ระดับเจ็ดสิบสองจุดสี่สิบเจ็ดดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นศูนย์จุดหกสิบหกเปอร์เซ็นต์ การปรับตัวขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงจากความกังวลว่าการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมันในภูมิภาค ซึ่งในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานและผู้ผลิตน้ำมันมักได้รับผลบวกโดยตรง ขณะที่หุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่งมักเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

อีกประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากในวันนี้คือการประกาศของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ที่ระบุถึงการจัดตั้งคณะทำงานห้าชุดเพื่อทบทวนกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน การสื่อสารกับตลาด และงบดุลของธนาคารกลางที่มีขนาดมหึมาถึงหกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ การเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่แน่นอนในตลาดพันธบัตรและหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เนื่องจากนักลงทุนยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการทบทวนนโยบายครั้งนี้จะนำไปสู่การคุมเข้มทางการเงินหรือการผ่อนคลายมากขึ้น

ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์อยู่ที่หนึ่งร้อยจุดแปดหกหก ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยโดยดอลลาร์ต่อเยนอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบสองจุดห้าสิบเก้าเยน มีการปรับขึ้นศูนย์จุดสามสิบเปอร์เซ็นต์

สัญญาณที่น่าสนใจอีกประการคือการที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกยังคงทยอยเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขเงินทุนไหลเข้ากองทุนหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่แปดติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ ก็เป็นตัวส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งในตลาดทุนและภาคเทคโนโลยียังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความระมัดระวังในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีฟิวเจอร์สหรัฐฯ ปรับตัวลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนรอการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ทางด้านตลาดหุ้นนิวซีแลนด์ ร่วงลงเป็นวันที่สี่ต่อเนื่องกัน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความเชื่อมั่นในบางภูมิภาค

เมื่อเชื่อมโยงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากข้อมูลเชิงประจักษ์ในอดีตที่เรามี พบว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบมีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงและมีนัยสำคัญสูงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตพลังงานและโรงกลั่น ขณะเดียวกันกลับส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบินเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเด็นการทบทวนนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หากมีการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป จะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ผ่านการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ แต่จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารและอสังหาริมทรัพย์บางประเภท

ในภาพรวมวันนี้ ตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยที่ขัดแย้งกัน นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตาดูสองปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางในระยะต่อไป นั่นก็คือ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ และระดับความรุนแรงของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดจะไปในทิศทางใดต่อจากนี้

Disclaimer: คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ‘ตามที่เป็น’ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

Outro: ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า Invest zone สวัสดี

สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับสู่รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน

สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีต้อนรับสู่รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน

วันนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงและเป็นตัวเร่งให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนครั้งใหญ่ จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยร้อนแรง ไปสู่หุ้นกลุ่มพลังงานและสถาบันการเงินอย่างรวดเร็ว

เริ่มต้นกันที่ประเด็นร้อนที่สุดของวัน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวขึ้นทะลุกรอบเจ็ดสิบเอ็ดถึงเจ็ดสิบสามดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาพุ่งขึ้นถึงห้าจุดหกสามเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว และนับจากต้นปี ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่ายี่สิบสี่ถึงยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตที่เรามี ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันทีและชัดเจน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงกลุ่มสาธารณูปโภค เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาขายและกำไรขั้นต้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนส่งและสายการบินกลับได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกดดันอัตรากำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเห็นภาพของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ช่วยพยุงดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์เอาไว้ ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีกลับปรับตัวลดลงสวนทางกัน

ในห้วงที่ราคาพลังงานเป็นขาขึ้นเช่นนี้ ผลกระทบลูกโซ่จะถูกส่งต่อไปยังอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งเท่ากับไปถ่วงโอกาสที่ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ย และนั่นคือแรงกดดันต่อเนื่องต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพามูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต

ต่อด้วยประเด็นที่สองซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น นั่นคือวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดหุ้นในหลายภูมิภาค ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ จนทำให้ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือ MUFG ก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในญี่ปุ่นเมื่อวันที่สิบสี่กรกฎาคม ด้านธนาคารกลางแคนาดาประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สองจุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ย้ำจุดยืนที่พร้อมจะใช้นโยบายเข้มงวดต่อไป ขณะที่ธนาคารกลางโคลอมเบียปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกศูนย์จุดเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับสิบสองเปอร์เซ็นต์ และธนาคารกลางยุโรปยังคงใช้ท่าทีระมัดระวังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ภาพนี้สะท้อนออกมาในตลาดหุ้นกลุ่มธนาคารอย่างชัดเจน ดัชนี Euro Stoxx Banks ปรับตัวขึ้นศูนย์จุดแปดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันที่สิบเอ็ดกรกฎาคม และตลาดหุ้นโตรอนโตหรือ TSX ก็ปรับขึ้นศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้ นำโดยหุ้นกลุ่มการเงิน แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลในอดีตอย่างยิ่ง เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น สถาบันการเงินที่มีฐานเงินฝากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หรือที่เรียกว่า Net Interest Margin ซึ่งส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และข้อมูลก็ยืนยันเช่นกันว่าความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะลดลงหากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง เพราะต้นทุนสินเชื่อบ้านจะลดกำลังซื้อของผู้บริโภค

ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานทะยานขึ้น หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกลับเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงและสอดประสานกันทั่วโลก ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงร่วงลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นเทคโนโลยีโลกที่ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น AI ที่สูงเกินไป และความไม่แน่นอนก่อนตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ตลาดฟิวเจอร์สหรัฐฯ เองก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองเมื่อวันที่สิบห้ากรกฎาคม นักลงทุนกำลังตั้งคำถามว่าการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์จะสร้างรายได้จริงได้มากน้อยเพียงใด การปรับฐานครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง กลับเข้ามาสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น

ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดหุ้นบราซิล หรือ Ibovespa กลับทะยานขึ้นถึงสองเปอร์เซ็นต์ในวันที่สิบสองกรกฎาคม หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วขึ้น นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเพียงจุดเดียวสามารถเปลี่ยนทิศทางของตลาดทั้งประเทศได้

อีกข่าวสำคัญที่อาจเป็นความเสี่ยงแฝงในระบบการเงิน คือการล่มสลายของบริษัทเงาในตลาดการเงินของอังกฤษ Market Financial Solutions หรือ MFS ท่ามกลางข้อกล่าวหาการทุจริต ซึ่งรายงานเมื่อวันที่สิบสามกรกฎาคมระบุว่า เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดคลื่นการล้มละลายในภาคบริการทางการเงินของสหราชอาณาจักร ถึงแม้ฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของเราจะไม่ได้ระบุถึงภาคเงาธนาคารโดยตรง แต่เรามีข้อมูลที่ชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลลบต่อกลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ประเภทสินเชื่อรายย่อย ซึ่งช่วยให้เราประเมินได้ว่าธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารทั่วไปกำลังเผชิญความเปราะบางจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และอาจมีแรงกดดันลามไปยังภาคธุรกิจที่พึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ เช่น อสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางและเอสเอ็มอี

ทางด้านตลาดทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่ก็ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากการซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ สำหรับข้อมูลดัชนีความผันผวน VIX และข้อมูลพันธบัตรบางส่วนไม่มีข้อมูลในวันนี้ แต่จากสัญญาณฟิวเจอร์สหรัฐฯ ที่ปรับลดลงและความวิตกก่อนตัวเลข CPI ทำให้คาดการณ์ได้ว่าความผันผวนของตลาดอยู่ในระดับสูง

เมื่อมองภาพรวมของวันนี้ ตลาดอยู่ในภาวะที่เรียกว่า cautious bearish หรือระมัดระวังในเชิงลบ แต่ภายใต้ผิวน้ำมีการหมุนเปลี่ยนกลุ่มอย่างรุนแรง พลังงานและธนาคารกลายเป็นที่หลบภัย ขณะที่เทคโนโลยีและสายการบินถูกเทขาย ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ทุกสายตากำลังจับตามองต่อจากนี้คือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในอีกไม่กี่วัน ซึ่งหากออกมาต่ำกว่าคาด อาจฉุดให้ดอกเบี้ยขาขึ้นและหนุนหุ้นเทคฯ กลับมาดีดตัวแรง ในทางตรงกันข้าม หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบานปลาย ราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นไปอีกและซ้ำเติมแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและเทคโนโลยี รายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในอีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้าก็จะเป็นตัวตัดสินว่า มูลค่าหุ้น AI ที่ถูกตั้งคำถามอยู่นี้จะได้รับการยืนยันจากตัวเลขกำไรจริงหรือไม่

สำหรับวันนี้ ตลาดถูกกำกับด้วยภูมิรัฐศาสตร์และวัฏจักรดอกเบี้ยโลก นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการติดตามพัฒนาการระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และถ้อยแถลงของธนาคารกลางหลัก ๆ อย่างใกล้ชิด ขอบคุณที่รับฟังรายงาน Daily Economic News Voice Briefing ในวันนี้ แล้วพบกันใหม่ครับ/ค่ะ

**Daily Economic News Voice Briefing — 16 กรกฎาคม 2026**

Daily Economic News Voice Briefing — 16 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในลักษณะที่เรียกว่า K-Shaped Environment ครับ ด้านหนึ่งคือกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้าง แต่อีกด้านหนึ่งคือกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเมื่อสัปดาห์นี้ครับ นั่นเป็นการขจัดความเสี่ยงด้านสถาบันการเงินที่อาจเกิดขึ้นในเชิงรัฐธรรมนูญออกไป สร้างเสถียรภาพให้นโยบายการเงินในระยะยาว แต่ถึงอย่างนั้นในระยะใกล้ ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มขึ้นก่อนการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI ยังคงกดดันตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ครับ ดัชนีล่วงหน้าปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยหลักจากความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น สร้างภาพที่ไขว้กันอย่างน่าสนใจ — ผู้ผลิตพลังงานได้ประโยชน์ แต่ภาคขนส่งและกลุ่มที่พึ่งพาอัตราดอกเบี้ยถูกบีบจากทั้งสองด้าน

เมื่อมองภาพตลาดโดยรวม ดัชนีดาวโจนส์ หรือ US30 เคลื่อนไหวผสมปนเปกันครับ จาก 52,261 จุด ลดลง -0.11% ในช่วงต้นเดือน และปรับขึ้นมาที่ 53,109 จุด หรือบวก 0.40% ในเวลาต่อมา ด้านแนสแด็กหรือ US100 อยู่ที่ 29,825 จุด บวก 0.33% สะท้อนบรรยากาศระมัดระวังแต่เป็นบวกเล็กน้อยในหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปหรือ EU100 แกว่งตัวแคบ มีทั้งวันลบ 1.04% และดีดกลับบวก 0.78% แสดงถึงความเชื่อมั่นต่ำ ส่วนนิฟตี้ 50 ของอินเดียผันผวนชัดเจน จาก 24,006 จุด บวก 0.59% แล้วร่วงแรง -2.12% มาที่ 23,882 จุด และดัชนี DFMGI ของดูไบอ่อนตัวลงต่อเนื่องในกรอบ 5,991 ถึง 6,002 จุด หายใจลำบาก สำหรับข้อมูลพันธบัตรรัฐบาลสิบปีของสหรัฐฯ เยอรมัน และญี่ปุ่น วันนี้ไม่มีข้อมูลครับ เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐและยูโร รวมถึงดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน

มาเริ่มที่ประเด็นสำคัญสุด คือคำตัดสินเรื่องความเป็นอิสระของเฟดครับ การที่ศาลสูงสุดยืนยันหลักการนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินในระยะยาวได้มาก ในอดีตเมื่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางถูกยึดโยง ตลาดหุ้นมักได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีแรงกดดันระยะสั้นจากความกังวลเรื่องตัวเลข CPI ที่จะประกาศในเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้ตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง และส่งผ่านผลกระทบผ่านช่องทางอัตราคิดลด — เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะสูงขึ้นบีบมูลค่าหุ้นที่มีอายุยาว เช่นหุ้นเติบโตและกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

แต่ธนาคารพาณิชย์กลับเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงครับ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะส่งผลบวกต่อหุ้นธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB และ KTB ผ่านการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ในขณะที่ผู้ให้สินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์อย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR จะถูกกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ตรงนี้เป็นผลกระทบที่ชัดเจนและมั่นใจได้สูงครับ และยังมีผลกระทบลำดับสองที่น่าสนใจ คือ หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด เราอาจเห็นการหมุนเงินทุนกลับจากหุ้นธนาคารเข้าไปยังหุ้นเติบโตและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำบรรยากาศตลาดแบบ K-Shaped ให้เข้มข้นขึ้นอีก

ต่อมาครับ เรื่องของกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นขาแข็งของตลาดทรงตัว K อยู่เวลานี้ วันนี้มีข่าวหนุนหลายเรื่องครับ Unitree Robotics ได้รับอนุมัติให้เข้าจดทะเบียน IPO มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์ในตลาด STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกัน บริษัทที่ปรึกษา Bluebell ก็ออกคำแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์อย่างชัดเจนในภาวะตลาดที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน แล้วยังมีข่าวการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX มูลค่าถึง 75 พันล้านดอลลาร์ในตลาดแนสแด็กซึ่งตอกย้ำมหวงจรการระดมทุนของภาคเทคโนโลยีและ AI นอกจากนี้ตลาดยังจับตารายงานผลประกอบการของ Netflix ที่จะออกมาเร็วๆ นี้ โดยประเด็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

แม้จะไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์หุ้น AI โดยตรงในฐานข้อมูลวันนี้ แต่เราเห็นว่าวงจรการใช้จ่ายด้าน AI กำลังมีลักษณะเหมือนแรงกระแทกจากอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่ไม่ขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจทั่วไป องค์กรใหญ่ๆ เช่น Alphabet, Oracle และ Meta ต่างเร่งออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนสร้าง AI จนตัวเลขการออกตราสารหนี้แซงหน้าการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี นี่คือมหวงจรการออกหุ้นและตราสารหนี้เพื่อ AI โดยเฉพาะ

จากข้อมูลที่มี หุ้นกลุ่มผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, KCE และ HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อดอลลาร์แข็งขึ้น แต่ตอนนี้ไม่มีข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนครับ อย่างไรก็ตาม ทิศทางระยะกลางของ AI ยังเป็นบวกด้วยความเชื่อมั่นปานกลาง โดยที่ต้องระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้น AI — ตลาด K-Shaped หมายความว่าหุ้นที่เหลือในตลาดอาจทำผลงานได้ด้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนประเด็นที่สามครับ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาพลังงานขึ้น พลังงานโลกปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานที่น่ากังวล ซึ่งเป็นคนละตัวกับอุปสงค์เลยครับ ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงกับหุ้นกลุ่มพลังงานตามกฎความสัมพันธ์ที่ชัดเจน หุ้นสำรวจและผลิต รวมถึงโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP, SPRC จะปรับตัวขึ้นตาม ในขณะที่กลุ่มถ่านหิน BANPU และ LANNA ก็เป็นบวกเช่นกัน แต่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น หุ้นสายการบิน AAV, BA และกลุ่มขนส่งอย่าง KEX จะได้รับผลลบอย่างมีนัยสำคัญตรงนี้ครับ

สิ่งที่น่าสนใจคือภาวะภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาพลังงานสูงได้แม้ว่าความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจจะกดดันสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งทำให้หุ้นพลังงานมีคุณสมบัติเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงในพอร์ตโดยธรรมชาติ และมีผลกระทบลำดับสอง คือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังดัชนี CPI ยิ่งไปหนุนความเข้มงวดของดอกเบี้ย และย้อนกลับมากดดันหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยซ้ำอีก — กลายเป็นวงจรเชิงลบต่อภาคขนส่งและการใช้จ่ายผู้บริโภค แต่ผู้ผลิตพลังงานกลับยืนอยู่ตรงจุดตัดที่ดีที่สุดของกระแสไขว้นี้ครับ

และประเด็นสุดท้ายที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า คือตัวเลขดัชนี CPI ที่จะประกาศออกมาในเร็ววันนี้ครับ ตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องกันสองวันเพราะความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยก่อนตัวเลขดังกล่าว โดยดัชนี S&P 500 และดาวโจนส์ล่วงหน้าต่างก็อยู่ในแดนลบ เช่นเดียวกับหุ้นเทคฯ โลกที่ปรับตัวลงก่อนหน้าตัวเลขจ้างงานสำคัญเมื่อต้นเดือน กฎความสัมพันธ์ในอดีตระบุว่า หากดัชนี CPI และความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว จะเป็นบวกกับหุ้นกลุ่มพาณิชย์และค้าปลีกอย่าง CPALL, CPAXT, CRC และ CPN ผ่านการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม

คำถามสำคัญตอนนี้คือ CPI จะออกมาร้อนหรือเย็นกว่าที่ตลาดคาด ถ้าตัวเลขร้อน การคาดการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้นจะยิ่งแรง กดดันหุ้นกลุ่มอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีกที่ใช้สินเชื่อ และหุ้นเติบโตทั้งหลาย แต่ถ้า CPI ออกมาเย็นกว่าคาด เราจะเห็นแรงดีดกลับแรงในหุ้นพาณิชย์ CPALL, CPN, CRC และหุ้นอสังหาฯ อย่าง SIRI, AP, SPALI, LH ตามความคาดหวังอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น ที่น่าสนใจคือฉากหลังที่เฟดยังคงความเป็นอิสระช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบาย แม้ CPI จะร้อนแรงก็ยังช่วยจำกัดความเสียหายในกรณีเลวร้ายได้ครับ

สรุปภาพรวมวันนี้ ตลาดยังคงเดินด้วยความระมัดระวังสูงก่อนตัวเลขเงินเฟ้อในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่โครงสร้างระยะยาวของ AI และพลังงานยังคงแข็งแรงและเป็นที่จับตามองของเม็ดเงินสถาบัน นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะเฝ้าดูตัวเลข CPI อย่างใกล้ชิด รวมถึงพัฒนาการความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเส้นทางอุปทานพลังงาน และรายงานผลประกอบการของ Netflix ที่จะเป็นตัวแทนความรู้สึกต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคในบริบทของเทคโนโลยีครับ

ขอขอบคุณที่รับฟัง และพบกันใหม่ในครั้งต่อไป

**Daily Economic News Voice Briefing — 15 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 15 กรกฎาคม 2569

สวัสดีค่ะ

วันนี้ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกครอบงำด้วยแรงกดดันแบบสแตกเฟลชันนารี ที่ร้อนแรงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับความกังวลก่อนหน้าตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญของสหรัฐฯ เรือสินค้าถูกโจมตีในทะเลแดง และความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวแรง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ WTI ที่เคยพุ่งขึ้นถึงห้าจุดหกเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวเมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ขณะที่ราคาดีเซลก็ทะยานขึ้นเช่นกัน แม้ว่าเมื่อมองภาพใหญ่ในรอบเดือน ราคา WTI ยังลดลงถึงสิบแปดเปอร์เซ็นต์ และเบรนท์ลดลงสิบหกเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ผลกระทบจากฝั่งอุปทานพลังงานที่ถูกกระทบจากความขัดแย้ง ซ้อนทับกับตลาดที่เตรียมรับรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศในอีกไม่กี่วัน ทำให้เกิดส่วนผสมที่เป็นพิษ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นขู่ว่าจะจุดไฟเงินเฟ้ออีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดเพิ่งได้รับการยืนยันความเป็นอิสระจากศาลสูงสุด และตลาดคาดว่าเฟดจะต้องพึ่งพาข้อมูลในการตัดสินใจนโยบายมากขึ้น

ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 และแนสแด็กปรับตัวลงในวันจันทร์ที่สิบสี่กรกฎาคม โดยถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดาวโจนส์บวกเล็กน้อย แสดงถึงการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มคุณค่า ด้านฟิวเจอร์สหรัฐฯ ในวันนี้ยังคงปรับตัวลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ได้ออกมาเตือนว่าความคลั่งไคล้การลงทุนใน AI อาจนำไปสู่วิกฤตการเงินได้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า เส้นทางอัตราดอกเบี้ยของยุโรปจะเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลาง นับเป็นสัญญาณนโยบายที่หาได้ยาก และส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนโหมดจากความระมัดระวัง ไปสู่การตั้งรับมากขึ้น

ขณะที่ภาพรวมความรู้สึกของตลาดในวันนี้ อยู่ในภาวะกดดันจากสแตกเฟลชัน ซ้อนทับด้วยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยรวมจึงค่อนไปทางลบอย่างระมัดระวัง หลังจากที่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยังมีมุมมองเป็นกลางก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเชิงป้องกัน

ถัดมาที่ภาพรวมของสินทรัพย์หลักในวันนี้ ดัชนี SET50 ของไทยปรับตัวขึ้นเมื่อวันที่สิบสามกรกฎาคม โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางแรงตึงเครียดโลก แต่สำหรับบราซิล ดัชนี Ibovespa พุ่งขึ้นราวสองเปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่สิบสองกรกฎาคม เพราะตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่สี่จุดหกสี่เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักลงทุนคาดหวังนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น นับเป็นการแยกตัวออกจากตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อย่างชัดเจน

ในฝั่งค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จากทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหมายเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างน่าสนใจ เพราะแม้จะมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดเลือกที่จะถือดอลลาร์เป็น safe haven แทนทองคำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในวัฏจักรขาขึ้นของดอกเบี้ย

ด้านราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูง WTI เคลื่อนไหวแถวเจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์ห้าสิบเอ็ดเซนต์เมื่อวันที่สิบกรกฎาคม โดยมีแรงดีดตัวแรงเป็นระยะจากความกังวลด้านอุปทาน แต่เมื่อมองย้อนไปหนึ่งเดือนยังคงเป็นการปรับฐานลึก ส่วนน้ำมันดีเซลกลับพุ่งขึ้นชัดเจนจากความหวาดกลัวการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และน้ำมันเบนซินอยู่ที่สองดอลลาร์เก้าสิบเก้าเซนต์ต่อแกลลอน แม้ลดลงสองจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบเดือน แต่ตั้งแต่ต้นปียังบวกถึงเจ็ดสิบสี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนคอขวดในกระบวนการกลั่น

การโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ คือปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในวันนี้ เพราะเส้นทางทั้งสองนี้รองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลราวสามสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต เมื่อเกิดอุปทานน้ำมันชะงักงันเช่นนี้ ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ผลิตและโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP, SPRC ในขณะที่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงสูง เช่น สายการบิน AAV, BA และ KEX จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีผลกระทบลูกโซ่ถึงค่าขนส่งสินค้าที่ต้นทุนดีเซลกำลังซ้ำเติมหลังจากที่ค่าจ้างพนักงานขับรถในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2020

ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ECB ที่ประกาศเชื่อมโยงการตัดสินใจดอกเบี้ยเข้ากับราคาพลังงานในตะวันออกกลางโดยตรง นี่หมายความว่า หากน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์ต่อไป ธนาคารกลางยุโรปอาจชะลอการผ่อนคลายนโยบาย หรือแม้แต่กลับมาเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเติบโตและสินทรัพย์เสี่ยงในยุโรปทันที ขณะเดียวกันผลสำรวจของ Invesco พบว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหลายแห่งกำลังเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์พลังงาน ซึ่งอาจยิ่งหนุนราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มนี้ในระยะกลาง

และในฝั่งของตลาดหุ้น ความกังวลก่อนตัวเลข CPI กำลังกดดันหุ้นเทคโนโลยีและ AI อย่างชัดเจน หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ หุ้นชิปและ AI นำตลาดปรับตัวลง และฟิวเจอร์ยังคงลบต่อเนื่องเป็นวันที่สอง งานวิจัยของ BIS ที่ระบุว่าการลงทุนใน AI ที่ร้อนแรงอาจนำไปสู่วิกฤต กำลังเป็นกรอบความคิดที่ท้าทายกับความเชื่อเรื่องผลิตภาพมหาศาลจาก AI โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของ AI จะเริ่มปรากฏในงบการเงินของบริษัท และส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคในที่สุด

หากมองตามความสัมพันธ์ในอดีต การปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อสูง มักจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคตมากที่สุด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI เพราะมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตจะถูกคิดลดด้วยอัตราที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หากตัวเลข CPI ออกมาร้อนแรง ซึ่งจะทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น และอาจทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนสูงชันขึ้น

ในสัปดาห์นี้เอง เรายังต้องจับตารายงานผลประกอบการของ TSMC ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนอุปสงค์ของเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และรายงานผลประกอบการของธนาคารใหญในสหรัฐฯ ที่จะช่วยยืนยันหรือหักล้างมุมมองเรื่องการขยายตัวของ NIM

อีกมุมที่ต้องแยกแยะให้ชัดคือ ภาคพลังงานไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ผู้ผลิตต้นน้ำและโรงกลั่นจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและส่วนต่างการกลั่นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะ SPRC และ TOP ที่ได้อานิสงส์จากดีเซลที่พุ่งขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีหนี้สินในสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่น BGRIM, GPSC, GULF จะถูกกดดันทั้งจากต้นทุนก๊าซนำเข้าที่แพงขึ้น และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน

และเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากความต้องการปลอดภัย บวกกับการคาดการณ์ดอกเบี้ยสูง กลุ่มผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะอาหาร เช่น TU, CPF, ITC, AAI และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, KCE, HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า เพราะรายได้จากต่างประเทศแปลงกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์และผู้นำเข้ากลับเป็นฝั่งที่เสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนความเคลื่อนไหวของทองคำที่อ่อนตัวลงแม้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนว่าขณะนี้ตลาดเลือกที่จะมองดอลลาร์เป็นแหล่งพักเงินปลอดภัยอันดับหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น

ธนาคารกรุงไทยได้ออกมาแนะนำกลยุทธ์แบบบาร์เบล ที่ผสมผสานหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นป้องกันความเสี่ยงสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 โดยนัยยะก็คือแม้จะยังไม่ละทิ้งหุ้นเทคโนโลยี แต่ต้องถ่วงน้ำหนักด้วยหุ้นที่ทนทานต่อเงินเฟ้อและความผันผวน

สำหรับเหตุการณ์ที่ต้องจับตาในระยะสั้นที่สุด ขณะนี้ตลาดกำลังรอตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ หากออกมาร้อนแรง จะยิ่งตอกย้ำภาวะสแตกเฟลชัน กดดันหุ้นเทคโนโลยีต่อเนื่อง และหนุนหุ้นกลุ่มการเงินและพลังงาน ขณะที่หากออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจจุดระลอกการกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงได้ แต่ด้วยกรอบคำเตือนของ BIS และความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ทำให้ตลาดมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบก่อนรายงานตัวเลขสำคัญ

โดยสรุปแล้ว บรรยากาศเศรษฐกิจในวันนี้เต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวสูง ตลาดถูกบีบจากทั้งฝั่งภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และฝั่งนโยบายการเงินที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองจากข้อมูลเศรษฐกิจ สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตามากที่สุดในอีก 48 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้าคือ ตัวเลข CPI สหรัฐฯ รายงานผลประกอบการของ TSMC และธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ที่อาจพลิกโฉมทิศทางตลาดได้ทุกเมื่อ

ขอบคุณที่รับฟัง และพบกันใหม่ในครั้งต่อไป

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงธรรมชาติ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันฉบับเสียงธรรมชาติ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงพักฐานแบบลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยมีแรงกดดันจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่กลับมาสูงอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณท่าทีแบบ hawkish มากขึ้น ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองติดต่อกัน เพราะความกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นมีน้ำหนักมากกว่าผลประกอบการธนาคารและหุ้นกลุ่ม AI ที่ออกมาดีเกินคาด นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่า “ข่าวดีกลายเป็นข่าวร้าย” ซึ่งผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่งกลับถูกตลาดเมินเฉย เมื่อเผชิญกับภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น ตัวแปรสำคัญของสัปดาห์นี้คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่จะตัดสินว่าตลาดจะยังเดินหน้าในแนวโน้ม hawkish ต่อไป หรือจะมีการกลับทิศทางอย่างรุนแรง นักลงทุนส่วนใหญ่จึงลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงลง ส่งผลให้ช่วง 48 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้ามีความเป็นไปได้ทั้งขาขึ้นและขาลงอย่างชัดเจน

หากย้อนไปดูสถิติในอดีต การปรับพอร์ตก่อนการประกาศ CPI มักจะดูดสภาพคล่องออกจากตลาดและทำให้ดัชนีปรับตัวลงได้ง่าย ซึ่งเราเคยเห็นรูปแบบเดียวกันนี้เมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ก่อนที่ตัวเลขเงินเฟ้อจะออกมาชะลอตัวแล้วเกิดแรงซื้อคืนตามมา ขณะนี้ราคาพลังงานที่ยังคงไต่ระดับสูงขึ้นแม้หุ้นจะร่วงลง กำลังเพิ่มกลิ่นอายของภาวะ stagflation ให้กับตลาด ฝั่งผู้ขายหรือหมีจึงใช้โอกาสนี้กดดันราคาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นล่าสุด ดัชนี US30 ปิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ 52,454 จุด เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายล่วงหน้าชี้ว่ามีแรงขายตามมาหลังจากนั้นอย่างมีนัยสำคัญ ฝั่งยุโรป ดัชนี EU350 ปรับตัวลงแรง 1.61 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก ส่วนออสเตรเลีย ดัชนี All Share ขยับลง 0.2 เปอร์เซ็นต์ ด้านตลาดเยอรมนีกลุ่มหุ้นเล็ก SDAX กลับปรับขึ้น 0.85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าโดดเด่นสวนทางตลาดหุ้นใหญ่ สำหรับข้อมูลพันธบัตรและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมัน ไม่มีข้อมูลจากเครื่องมือแหล่งข่าวในวันนี้ แต่เป็นที่รับรู้กันว่าราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากการส่งสัญญาณของเฟดนั้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่น่าสนใจ จากฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ที่มีอยู่ ซึ่งแม้จะเน้นไปที่หุ้นไทย แต่ก็ให้ภาพกลไกการส่งผ่านที่ชัดเจน หุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM จะกว้างขึ้น ในทางตรงข้าม หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง SAWAD MTC และ TIDLOR จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP PTT TOP และ SPRC มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นขนส่งและสายการบิน อย่าง AAV BA และ KEX จะเจอภาวะมาร์จิ้นถูกบีบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ นั้น แม้ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรง แต่กลไกการส่งผ่านเป็นที่รู้จักกันดี กล่าวคือ อัตราคิดลดที่สูงขึ้นจะไปกดทวีคูณ P/E ของหุ้นที่การเติบโตอยู่ในอนาคตไกล ทำให้หุ้นเหล่านี้ถูกเทขายก่อน แม้ผลประกอบการจะออกมาดี เราจึงเห็นภาพธนาคารรายใหญ่ในวอลล์สตรีทรายงานกำไรแกร่ง แต่ราคาหุ้นกลับถูกเทขาย พร้อมกับหุ้น AI ที่ปรับลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับขึ้นก็กลายเป็นดาบสองคม เพราะนอกจากจะหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานแล้ว ยังเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ ฝั่งผู้กำหนดนโยบายจึงต้องคงท่าทีเข้มงวด ซึ่งจะยิ่งกดดันหุ้นเติบโตหนักขึ้นไปอีก ผลจากแรงส่งข้ามตลาดเห็นได้ชัดจากการร่วงของ EU350 ที่ตอบสนองต่อความกลัวดอกเบี้ยโลกพร้อมกัน นักวิเคราะห์จึงประเมินว่าหาก CPI ออกมาสูงเกินคาดในสัปดาห์นี้ จะเกิดการหมุนเวียนพอร์ตออกจากหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี เข้าสู่หุ้นกลุ่ม value และ cyclical อย่างพลังงานและธนาคารมากขึ้น ในทางกลับกัน หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจเกิดแรงซื้อกลับอย่างรุนแรงในหุ้นเทคโนโลยีที่ถูกขายทิ้งก่อนหน้า

อีกประเด็นสำคัญคือฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของธนาคารยักษ์ใหญ่วอลล์สตรีททั้ง 6 แห่ง ที่เริ่มรายงานในช่วงนี้ แม้คาดว่ารายได้จากธุรกิจเทรดจะดีจากความผันผวนของตลาด แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักปัจจัยมหภาคมากกว่า เห็นได้จากหุ้นร่วงแม้กำไรดี สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแนวโน้มดอกเบี้ย อัตราคิดลดที่ปรับขึ้นมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขกำไรเสียอีก ขณะเดียวกัน TSMC จะรายงานผลประกอบการและให้แนวโน้มคำสั่งซื้อชิป AI ในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่สุดในระดับหุ้นรายบริษัท หากคำแนะนำออกมาดี จะพลิกแรงขายกลุ่มเทคกลับเป็นบวก แต่หากอ่อนแอ จะยิ่งซ้ำเติมให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงหนักขึ้นไปอีก

สำหรับกระแสโครงสร้างระยะยาวของ AI และเซมิคอนดักเตอร์นั้น ยังคงแข็งแกร่งจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลทั่วโลก และแนวโน้มกำไรภาคเอกชนที่ยังดี แม้จะมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง ข้อมูลจากหลายแหล่งยืนยันว่าตลาดหุ้นโลกในครึ่งหลังปี 2026 จะยังได้แรงหนุนจากการลงทุน AI แต่นักวิเคราะห์ก็แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Barbell คือถือทั้งหุ้นเติบโตและหุ้น defensives ควบคู่กัน ล่าสุดมีข่าวการเสนอขายหุ้น IPO ของ Unitree Robotics ในตลาด STAR Market ของจีน มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านโยบายสนับสนุน AI ของจีนยังเดินหน้าต่อเนื่อง แม้จะเป็นเพียงสัญญาณบวกเชิง sentiment ในระยะสั้น แต่ก็ช่วยยืนยันทิศทางอุปสงค์เชิงโครงสร้าง สำหรับข้อมูลสหสัมพันธ์จากเครื่องมือที่มีอยู่ไม่มีข้อมูลโดยตรงของหุ้น AI สหรัฐฯ แต่หากมองภาพรวม หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกของไทยอย่าง DELTA KCE และ HANA จะได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนในการแปลงรายได้ ส่วนกลยุทธ์ Barbell ที่นักวิเคราะห์แนะนำคือการผสมผสานหุ้น AI กับหุ้นป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลเมื่อแรงหนุนโครงสร้าง AI ยังอยู่ แต่ในเชิงวัฏจักรดอกเบี้ยกำลังเป็นลบ นักลงทุนส่วนใหญ่จึงรอจังหวะหลังจากตัวเลข CPI เพื่อความชัดเจน

อีกหนึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมาจากตลาดอสังหาริมทรัพย์โตเกียว ซึ่งอัตราว่างของอาคารสำนักงานในเขตใจกลางเมืองลดลงต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 1.99 เปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2020 และค่าเช่ายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 29 ติดต่อกัน นับเป็นสัญญาณบวกที่ท้าทายแนวคิดที่ว่าความต้องการสำนักงานจะซบเซาถาวรหลังโควิด อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลสหสัมพันธ์โดยตรงจากเครื่องมือเกี่ยวกับหุ้น REITs หรืออสังหาฯ ญี่ปุ่น แต่ตามฐานข้อมูลที่มีอยู่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวเมื่อดอกเบี้ยต่ำและการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลดีต่อหุ้นผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยอย่าง SIRI AP SPALI และ LH รวมถึงกองทุนอสังหาฯ ที่จะได้ประโยชน์จากภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย ถึงแม้กรณีโตเกียวจะเป็นเพียงข้อมูลเฉพาะพื้นที่ แต่ก็เป็นตัวชี้วัดเชิงสัญลักษณ์ว่าในเมืองที่มีการบริหารจัดการดี อุปสงค์สำนักงานสามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งได้ อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดสหรัฐฯ และยุโรปที่ยังมีปัญหาพื้นฐานในออฟฟิศอยู่ การส่งผ่านข้อมูลดังกล่าวยังมีจำกัด

เมื่อประเมินภาพรวมข้างหน้า นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังจับตาการประกาศ CPI สหรัฐฯ เป็นเดิมพันหลัก โดยความน่าจะเป็นของกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ที่ CPI จะออกมาใกล้เคียงหรือสูงกว่าคาดเล็กน้อย ทำให้เฟดยังคงส่งสัญญาณ hawkish แต่ไม่บานปลาย ตลาดหุ้นจะยังอ่อนตัวและเกิดการหมุนกลุ่มจากหุ้นเติบโตไปยังหุ้นการเงินและพลังงาน ในกรณีบวกหรือ bull case มีโอกาสราว 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ CPI จะออกมาต่ำกว่าคาดอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้การคาดการณ์ดอกเบี้ยร่วงลงอย่างรวดเร็ว และเกิดแรงซื้อคืนรุนแรงในหุ้นเทคฯ และ AI ที่ถูกเทขายก่อนหน้า ส่วนกรณีลบหรือ bear case อยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ หาก CPI พุ่งสูงจนเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย 0.50 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งขึ้น กดดันตลาดหุ้นในวงกว้าง โดยกลุ่ม AI และเทคฯ จะเป็นผู้นำขาลงอีกครั้ง ทำให้ต้องหันไปถือเงินสดป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มน้ำหนักพลังงาน

โดยสรุป วันนี้ตลาดโลกอยู่ในภาวะพักฐานจากแรงกดดันดอกเบี้ยที่กลับมาเป็นประเด็นหลัก มีเพียงตัวเลข CPI ที่อ่อนตัวลงเท่านั้นที่จะพลิกกลับบรรยากาศ risk-off ได้ หุ้นกลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการดีแต่กลับถูกขาย สะท้อนว่ามหภาคอยู่เหนือจุลภาคอย่างชัดเจน กลุ่มพลังงานเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักไม่ว่าเงินเฟ้อจะออกมาทางไหน เพราะราคาน้ำมันสูงหนุนทั้งในกรณีอุปทานตึงตัวและอุปสงค์แข็งแกร่ง หุ้นไทยอย่าง PTTEP PTT TOP และ SPRC จะตอบสนองในทางบวก ขณะที่หุ้นสายการบินและขนส่งอย่าง AAV BA และ KEX เจอแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้ม AI ระยะยาวยังคงดี แต่จังหวะเข้าซื้อต้องรอผ่านด่าน CPI และ TSMC ไปก่อนเพราะความไม่แน่นอนสูงมาก นักลงทุนและนักวิเคราะห์จึงเทน้ำหนักไปที่การรอดูตัวเลข CPI และแนวโน้มของ TSMC ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ

ขอบคุณครับ นี่คือรายงานเสียงบรรยายสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ฉบับภาษาไทย ที่ปรับแต่งให้เป็นธรรมชาติและลื่นไหล พร้อมสำหรับการนำไปใช้กับ Text-to-Speech หรือผู้ประกาศข่าว

ขอบคุณครับ นี่คือรายงานเสียงบรรยายสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ฉบับภาษาไทย ที่ปรับแต่งให้เป็นธรรมชาติและลื่นไหล พร้อมสำหรับการนำไปใช้กับ Text-to-Speech หรือผู้ประกาศข่าว

—

รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจด้วยเสียงประจำวัน – 14 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ ขอเริ่มต้นรายงานบรรยากาศการลงทุนประจำวันนี้ด้วยภาพรวมที่สำคัญที่สุด ขณะนี้ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับสิ่งที่เราเรียกว่า การฟื้นตัวแบบรูปตัว K ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่เป็นการฟื้นตัวแบบแยกส่วนอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคือตลาดเกิดใหม่ สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ที่ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ

แรงกดดันที่ว่านี้ แม้จะสร้างความกังวล แต่ก็มีข่าวใหญ่ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนความเชื่อมั่น นั่นคือเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษายืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ข่าวนี้มีความสำคัญเชิงโครงสร้างอย่างมากครับ เพราะเป็นการขจัดความเสี่ยงด้านลบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากของการแทรกแซงทางการเมืองต่อนโยบายการเงิน หากเฟดไม่เป็นอิสระ นโยบายการเงินอาจถูกชี้นำเพื่อผลทางการเมืองระยะสั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความผันผวนของเงินเฟ้อและการเติบโตที่ไม่มั่นคง

ในเชิงประวัติศาสตร์ จากฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ของเรา การที่ธนาคารกลางมีอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ช่วยให้ภาคธนาคารสามารถบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เราเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทันทีหลังคำตัดสิน เราคาดการณ์ว่าผลกระทบเชิงบวกนี้จะเป็นไปในระยะสั้นถึงกลาง ประมาณหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ และกลุ่มการเงินจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก จากโอกาสที่ส่วนต่างดอกเบี้ยจะขยายตัวตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ดำเนินต่อไปได้ โดยปราศจากความเสี่ยงทางการเมือง

ในทางกลับกัน แรงหนุนจากความเป็นอิสระของเฟดนี้ ก็เป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำด้วยเช่นกัน ราคาทองคำยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงิน รวมถึงการลดสภาพคล่องของเฟด ข้อมูลของเราชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นให้ประโยชน์กับส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคาร และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ แม้ว่าในระยะยาว ทองคำจะยังมีปัจจัยหนุนจากการซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะสั้นนี้ แนวโน้มยังคงเป็นลบ ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งและเฟดที่ยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

และเมื่อเราพูดถึงตลาดที่ถูกกดดัน คงไม่มีภาพไหนชัดเจนไปกว่าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาเซียน ตัวจุดชนวนสำคัญในวันนี้มาจากอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม S&P Dow Jones Indices ได้ส่งสัญญาณว่า อินโดนีเซียอาจถูกปรับลดอันดับจากตลาดเกิดใหม่ลงไปเป็นตลาดฟรอนเทียร์ เนื่องจากปัญหาความเชื่อมั่นของตลาดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นี่ไม่ใช่ข่าวเล็กๆ เพราะการลดอันดับจะทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจากกองทุนดัชนี passive fund มูลค่ามหาศาล ผลกระทบเห็นได้ทันทีเมื่อดัชนีจาการ์ตาคอมโพสิตของอินโดนีเซียปรับตัวลงหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ในวันนั้น ทำให้การปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปีขยายวงกว้างขึ้นเป็นลบสามสิบสองเปอร์เซ็นต์

ผลกระทบจากวิกฤตอินโดนีเซียนี้ได้ลุกลามไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากฐานข้อมูลสหสัมพันธ์ของเรา เมื่อค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น ภาคพลังงานและสาธารณูปโภคที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราเห็นในตลาดหุ้นไทย หุ้นอย่าง กัลฟ์, พีทีที, บี.กริม และจีพีเอสซี กำลังเผชิญกับแรงขายจากภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ภาคส่งออกจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า, เคซีอี และฮานา รวมถึงผู้ส่งออกอาหาร เช่น ที.ยู. และซีพีเอฟ ที่รายได้ในรูปเงินบาทจะเพิ่มสูงขึ้น

การอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาค จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มส่งออกอย่างชัดเจน และแรงกดดันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศไทย ตลาดหุ้นอินเดียก็แสดงสัญญาณการได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยดัชนีนิฟตี้ 50 ร่วงลงถึงสองจุดหนึ่งสองเปอร์เซ็นต์ในวันที่ 8 กรกฎาคม ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความกังวลเรื่องโรคติดต่อทางการเงิน หรือ Contagion ที่อาจลุกลามจากอินโดนีเซียไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีความเปราะบางเช่นเดียวกัน

ท่ามกลางภาพความเปราะบางของตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์ กระแสเงินทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำแนวคิดตลาดรูปตัว K ที่เราพูดถึงตอนต้น นี่คือการลงทุนที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมและผลประกอบการ แต่ก็มาพร้อมกับคำเตือนที่สำคัญจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งออกมาเตือนว่าความคึกคักในการลงทุนด้าน AI ที่มากเกินไป อาจปกปิดต้นทุนแฝงและนำไปสู่การพังทลายของราคาได้ในที่สุด เรามองว่านี่คือความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อดูจากเหตุการณ์ในอดีตอย่างกรณีของ FedEx ซึ่งการบีบตัวของอัตรากำไรเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง เราไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุผลกระทบในระยะยาวของกระแส AI ในขณะนี้ ทราบเพียงว่าตลาดกำลังให้รางวัลกับอนาคต แต่ก็ต้องจับตาดูสัญญาณเตือนจาก BIS อย่างใกล้ชิด

สำหรับการเคลื่อนไหวในตลาดอื่นๆ ข้อมูลเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย แต่ก็พอจะประกอบกันเป็นภาพใหญ่ได้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อหุ้น MUFG กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่ ปรับตัวขึ้นสองจุดสามเปอร์เซ็นต์ จนสามารถแซงหน้าโตโยต้าขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด สะท้อนให้นักลงทุนในญี่ปุ่นเริ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ อาจจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธนาคาร ตลาดหุ้นยุโรปนั้นค่อนข้างไร้ทิศทาง ดัชนี EU100 เคลื่อนไหวในกรอบแคบ สะท้อนความไม่แน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ตามรายงานล่าสุดก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน บ่งชี้ถึงความกังวลด้านอุปสงค์

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลในส่วนของตลาดตราสารหนี้ เรายังไม่มีข้อมูลของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี, พันธบัตรเยอรมัน หรือพันธบัตรญี่ปุ่นในวันนี้ และสำหรับดัชนีความผันผวนอย่าง VIX และ MOVE Index ก็ยังไม่มีข้อมูลเช่นกันครับ

โดยสรุปแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองโลก ด้านหนึ่งคือความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างในนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่หนุนตลาด แต่อีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางที่กำลังปรากฏชัดเจนขึ้นในตลาดเกิดใหม่ นำโดยอินโดนีเซีย เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นทางสองเส้นที่แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า การฟื้นตัวแบบรูปตัว K

ข้อมูลสำคัญที่ตลาดจะจับตามองต่อไปในระยะสั้นนี้ คือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป นอกจากนี้ก็คือการประกาศอย่างเป็นทางการของ S&P เกี่ยวกับสถานะของตลาดอินโดนีเซีย รวมถึงรายงานผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม AI ว่ามีต้นทุนแฝงตามที่ BIS เตือนหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า การฟื้นตัวแบบแยกส่วนนี้จะดำเนินต่อไป หรือจะนำไปสู่การปรับฐานครั้งสำคัญของตลาด

ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟังรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันกับเราครับ

**Daily Economic News Voice Briefing — 12 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 12 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ นี่คือรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวันจากทีมวิเคราะห์ ข่าวใหญ่ที่ขับเคลื่อนตลาดในวันนี้คือการเปลี่ยนผ่านของกระแสความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไปสู่บรรยากาศผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกแบบสอดประสานกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งขึ้นแรงถึงกว่าร้อยละสิบสองภายในสองวันจากความกังวลอุปทานในตะวันออกกลาง ได้ปรับตัวย้อนกลับอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเริ่มปรากฏความคืบหน้า การลดลงของพรีเมียมความเสี่ยงด้านน้ำมันนี้ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนที่ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละสองจุดแปด และดัชนีราคาผู้บริโภคของบราซิลที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ร้อยละสี่จุดหกสี่ ทำให้ธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย และยิ่งตอกย้ำทิศทางที่ระมัดระวังของธนาคารกลางสหรัฐ นอกจากนั้นคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแนวโน้มเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัว ผลลัพธ์คือการหมุนเวียนเข้าสินทรัพย์เสี่ยงแบบคลาสสิก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงินของสหรัฐปรับตัวขึ้นปิดบวกในวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปที่ดัชนี STOXX 600 ติดลบราวร้อยละสองในรอบสัปดาห์ และคำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือบีไอเอสเกี่ยวกับความเข้มข้นของการลงทุนด้านเอไอ สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ยังเปราะบางและเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน จึงเป็นตลาดรูปตัวเคที่ผู้ลงทุนต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย

มาเริ่มที่ประเด็นแรกซึ่งเป็นแกนกลางของบรรยากาศตลาดวันนี้ นั่นคือการส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักหลายแห่งพร้อมกัน อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนเดือนล่าสุดที่ชะลอมาที่ร้อยละสองจุดแปด ทำให้นายยานนิส สตูร์นารัส หนึ่งในคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรปออกมาระบุว่าอาจถึงเวลาพักการปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ในฝั่งเอเชีย ตลาดแรงงานแคนาดาแกร่งเกินคาดทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติแคนาดาลดลง กลายเป็นข้อยกเว้นที่ดูตึงตัว ในขณะที่บราซิลดัชนีราคาผู้บริโภคออกมาร้อยละสี่จุดหกสี่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นบราซิล อิโบเวสปา พุ่งขึ้นถึงประมาณร้อยละสองภายในวันเดียว เพราะนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางบราซิลจะไม่เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ฝั่งสหรัฐเองคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ปกป้องความเป็นอิสระของเฟดยิ่งเสริมความเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถดำเนินนโยบายตามข้อมูลเงินเฟ้อได้โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อกลุ่มหุ้นการเงินและธนาคาร เมื่อดูจากปฏิกิริยาในอดีต การที่วัฏจักรดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วงหยุดขึ้นหรือที่ราบสูง ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเป็นผลบวกต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารพาณิชย์ โดยที่ยังไม่เกิดแรงกดดันจากหนี้เสียเพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และ ไทยพาณิชย์ ต่างได้รับแรงหนุนจากภาพนี้ เช่นเดียวกันกับกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่างศิริ เอพี และ แอล เอช ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจลดลงในอนาคตและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อรายย่อย อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทย ลิสซิ่ง และ ไทด์ล้อ กลับได้รับแรงกดดัน เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงยังคงอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นในแนวโน้มนี้อยู่ในระดับสูงเพราะมีจุดยืนยันหลายจุดจากทั้งยุโรป สหรัฐ และบราซิล

ต่อไปที่ประเด็นความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแรงจากราว 76 ดอลลาร์ ไปแตะเกือบ 79 ดอลลาร์ภายในสองวันซื้อขายต้นสัปดาห์ จากความกลัวอุปทานสะดุดในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะย้อนกลับลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อข่าวการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านมีพัฒนาการเชิงบวก น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท หรือ ดับเบิลยูทีไอ ก็ปรับตัวขึ้นร้อยละห้าจุดหกสามในวันที่ 7 ก่อนจะลดลงกว่าร้อยละสองในวันที่ 9 และทยอยอ่อนตัวเข้าสู่วันศุกร์ การเคลื่อนไหวแบบนี้คือวัฏจักรพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตำรา หุ้นกลุ่มพลังงานใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.สผ. ปตท. ท็อป และ สตาร์ปิโตรเลียม ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาขายที่สูงขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งช่วยหนุนแนวโน้มรายได้ไตรมาสสาม ส่วนกลุ่มธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ อย่างเอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ ที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนใหญ่ กลับเผชิญแรงกดดันด้านมาร์จิ้นจากราคาน้ำมันที่ผันผวน แม้ว่าการปรับตัวลงของน้ำมันในเวลาต่อมาจะช่วยบรรเทาต้นทุนได้บ้าง แต่ความไม่แน่นอนก็ทำให้การวางแผนประกันความเสี่ยงด้านราคาทำได้ยากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือแรงส่งข้ามตลาด การปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วไป ทำให้ตลาดยิ่งเชื่อว่าธนาคารกลางจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตอย่างชัดเจน ในตลาดยุโรปเอง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง แต่หุ้นโวดาโฟนกลับพุ่งขึ้นถึงร้อยละสิบจากข่าวการขายหุ้นในธุรกิจบางส่วน ตอกย้ำว่าเม็ดเงินกำลังหมุนเข้าหาหุ้นที่มีตัวเร่งเฉพาะตัว ขณะที่ภาพรวมของดัชนี STOXX 600 ยังขาดทุนราวร้อยละสองในรอบสัปดาห์ แสดงถึงการเลือกปฏิบัติที่สูง

ประเด็นต่อมาที่ต้องจับตาคือคำเตือนเรื่องการกระจุกตัวของการลงทุนในเอไอ และลักษณะของตลาดรูปตัวเคที่เริ่มชัดเจนขึ้น บลูเบล แคปิตอล ซึ่งเป็นกองทุน activist ได้ออกมาแนะนำให้มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางคำเตือนของบีไอเอสที่ระบุว่าการลงทุนในเอไอที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ความเสี่ยงล้มละลายทางการเงินได้หากการลงทุนเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนตามคาด แต่ในระยะสั้นกระแสยังเป็นบวกอย่างแรง หุ้น SK Hynix ของเกาหลีใต้เข้าตลาดด้วยราคาที่แข็งแกร่งจนช่วยหนุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐโดยรวม และหุ้น Palantir Technologies ก็ปรับตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีเอไอ สำหรับหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ยังมีปัจจัยบวกอีกด้านจากค่าเงินบาทที่อ่อน ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท ตามความสัมพันธ์ในอดีตที่เงินบาทอ่อนมักหนุนกลุ่ม ETRON นี้ แต่นักลงทุนก็ควรตระหนักถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่บีไอเอสเตือนไว้ด้วย

อีกมิติที่ตลาดกำลังจับตาคือความแตกต่างของนโยบายการเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว กรณีที่ชัดเจนคือบราซิลกับแคนาดา ฝั่งบราซิลดัชนีหุ้นพุ่งขึ้นแรงจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำ ส่งผลให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่แคนาดาตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดกลับทำให้ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาแข็งค่า และลดโอกาสลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติแคนาดา เกิดเป็นภาพการแยกตัวของวัฏจักรการเงินโลก สำหรับนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ประเทศที่แสดงสัญญาณเงินเฟ้อชะลอตัวชัดเจนอย่างบราซิล อาจจะได้รับเม็ดเงินไหลเข้ามากกว่าประเทศที่ตลาดแรงงานยังตึงตัว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินและหุ้นในตลาดเกิดใหม่บางแห่งมีแนวโน้มถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

นอกจากประเด็นใหญ่แล้ว ยังมีข่าวรายบริษัทที่สะท้อนภาพการปรับโครงสร้างธุรกิจที่น่าสนใจ หุ้นโวดาโฟนบวกถึงร้อยละสิบจากแผนขายสัดส่วนในกิจการบางส่วน และ Houlihan Lokey บวกขึ้นร้อยละสามจุดสองหลังประกาศซื้อกิจการ Intrepid ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังให้รางวัลกับบริษัทที่เดินหน้าเพิ่มมูลค่าผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรและการควบรวมกิจการ ท่ามกลางภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่แน่นอน

โดยสรุปภาพรวมเศรษฐกิจในวันนี้ โทนหลักคือความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวังบนพื้นฐานของเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัวและธนาคารกลางที่ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย จังหวะนี้กลุ่มการเงินและพลังงานได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ทรงตัวและราคาน้ำมันที่ยืนเหนือระดับก่อนหน้า ขณะที่ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง เพราะอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง หรือกลับพุ่งขึ้นอีกหากการเจรจาล้มเหลว สิ่งที่นักวิเคราะห์และผู้ลงทุนจะจับตามองต่อจากนี้ คือความคืบหน้าของการพูดคุยสหรัฐ-อิหร่านซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาพลังงาน ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุด และตัวเลขเงินเฟ้อของยุโรปที่จะออกตามมา นอกจากนี้โมเมนตัมของหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นกระแสที่ไม่อาจมองข้าม แม้จะมีคำเตือนเชิงโครงสร้างจากบีไอเอสก็ตาม

ขอให้ทุกท่านรักษาสมดุลและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด สวัสดีครับ

สวัสดีครับคุณผู้ฟัง พบกับรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับคุณผู้ฟัง พบกับรายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 10 กรกฎาคม 2569

วันนี้ ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงกรอบนโยบายการเงินครั้งใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช นี่คือข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับบรรยากาศการลงทุนตั้งแต่เมื่อวาน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อทบทวนรากฐานของนโยบายการเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การสื่อสาร การจัดการงบดุลขนาดมหึมา 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ใช้ รวมถึงแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าเราอาจได้เห็นการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่เฟดหันมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ยแบบยืดหยุ่นในปี 2020

เหตุใดเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะมันสร้างความไม่แน่นอนในตัวปฏิกิริยาของธนาคารกลางเอง ตลาดไม่เพียงแต่ต้องคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย แต่ยังต้องเดาด้วยว่าตัวกฎเกณฑ์ที่ใช้กำหนดดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในเชิงประวัติศาสตร์ การทบทวนกรอบนโยบายมักสร้างส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของนโยบาย หรือที่เรียกว่า policy drift risk premium ซึ่งจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้นเล็กน้อย และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ระยะยาวไปสู่สินทรัพย์ระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม เรามีข่าวดีประกอบอยู่คือศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสถาบันไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลายความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายที่คลุมเครือนี้เลย ส่วนผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต หากการทบทวนนี้ส่งสัญญาณไปในทางที่เข้มงวดขึ้น เช่นการคงดอกเบี้ยสูงหรือลดงบดุลต่อเนื่อง จะเป็นบวกต่อส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารอย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY แต่ถ้าส่งสัญญาณผ่อนคลาย ก็จะกลับมากดดันส่วนต่างดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่วนธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่ธนาคารอย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR จะอ่อนไหวในทางตรงข้าม โดยได้รับผลลบหากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะออกมาทางไหน ตลาดจึงให้น้ำหนักที่ปานกลางในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า

ในขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 4.7 เปอร์เซ็นต์ โดยชี้ไปที่ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นี่คือประเด็นใหญ่ที่สองของวันนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือแรงส่งต่อราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากเครื่องมือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเรา ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมีผลกระทบแบบสองทาง ด้านหนึ่งเป็นบวกอย่างมากต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตต้นน้ำอย่าง PTTEP โรงกลั่นอย่าง TOP และ SPRC รวมถึงธุรกิจของ PTT ล้วนได้รับอานิสงส์จากราคาขายที่สูงขึ้นและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่สูงก็ส่งผลลบโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งและสายการบิน เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะกดดันอัตรากำไร ซึ่งเราเห็นความสัมพันธ์นี้ในหุ้นอย่าง AAV, BA และ KEX รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์อื่น ๆ อย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น เงินเฟ้อที่หนืดขึ้นยังลดความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะลดดอกเบี้ยในเร็ววัน ซึ่งส่งผลกดดันการขยายตัวของอัตราส่วน P/E ของหุ้นเติบโตสูงทั้งหลาย ตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างบราซิล แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย กลับได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น เราจึงเห็นดัชนี Ibovespa ของบราซิลทะยานขึ้นถึง 3 เปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้ หลังตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งเอื้อให้ธนาคารกลางมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น

ตอนนี้ขอขยับไปยังปัจจัยเร่งด่วนที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์หน้า นั่นคือการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ 6 แห่งของวอลล์สตรีท ในวันที่ 14 และ 15 กรกฎาคมนี้

ตลาดคาดหวังว่าจะได้เห็นรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง เพราะช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนในตลาดสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจเทรดดิ้งของธนาคารเหล่านี้ แต่สิ่งที่นักลงทุนจะโฟกัสจริง ๆ คือมุมมองของผู้บริหารต่อแนวโน้มข้างหน้า โดยเฉพาะความเห็นเกี่ยวกับการทบทวนกรอบนโยบายของเฟด และคุณภาพสินเชื่อ

จากประวัติศาสตร์ รายได้ของวาณิชธนกิจมักเป็นเหมือนระฆังเตือนของระบบเศรษฐกิจ แผนกเทรดดิ้งเห็นกระแสเงินก่อนใคร เจ้าหน้าที่สินเชื่อสัมผัสความเชื่อมั่นภาคธุรกิจได้ก่อนตัวเลขจีดีพี และแผนกบัตรเครดิตก็สะท้อนสุขภาพผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ดังนั้นปฏิกิริยาของตลาดหุ้นใน 48 ชั่วโมงหลังประกาศผลประกอบการจะรุนแรงมาก ถ้าตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญและแนวโน้มยังสดใส อาจเกิดแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นวัฏจักร แต่หากส่งสัญญาณระมัดระวังเรื่องความต้องการสินเชื่อ หรือการเสื่อมคุณภาพของหนี้ ก็อาจตอกย้ำภาพตลาดแบบแยกขั้ว หรือที่เราเรียกว่า K-shaped recovery ซึ่งหุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังวิ่งต่อไป แต่นอกนั้นอ่อนแอ

เรื่องของเอไอและเซมิคอนดักเตอร์นี่แหละ ที่นำเราไปสู่ข่าวสำคัญชิ้นที่สี่ นั่นคือคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งออกมาระบุว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ปัญญาประดิษฐ์ในขณะนี้ กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่ในตลาดการเงินโลก

BIS เตือนว่าต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการลงทุนด้านเอไอจะเริ่มปรากฏในบัญชีของบริษัทและราคาผู้บริโภคในไม่ช้า ซึ่งหากผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ตลาดหวัง เราอาจเห็นการหดตัวของมาร์จิ้นและการจัดสรรเงินทุนที่ผิดพลาด คล้ายกับยุคฟองสบู่ใยแก้วนำแสงในปี 1999-2000 หรือยุคน้ำมันเชลออยล์ในปี 2011-2014

ในมุมของตลาด ความคลั่งไคล้หุ้นเอไอยังไม่จางหายไป เรามีข่าว IPO ของ Unitree Robotics ที่ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์ และ SpaceX ที่เตรียมเสนอขายหุ้นมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบ่งบอกว่าความต้องการสินทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยียังสูงมาก ทว่าคำเตือนของ BIS ก็เป็นเหมือนธงแดงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา ความเสี่ยงอยู่ที่ว่า หากผลประกอบการของบริษัทเอไอพลาดเป้า ความเสียหายจะถูกขยายด้วยน้ำหนักตลาดที่สูงมากของหุ้นเหล่านี้ และอาจลามไปทั้งตลาดได้

ขณะนี้ เครื่องมือวัดความสัมพันธ์ของเรายังไม่ได้มีข้อมูลผลกระทบต่อหุ้นเอไอโดยตรงกับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแปซิฟิก แต่เราทราบดีว่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อาจมีความเสี่ยงจากกำลังการผลิตส่วนเกินในระยะกลาง

เมื่อมองภาพรวมตลาดหุ้นในวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เราพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาค ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ 52,454 จุด ยังคงยืนใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี EU350 ของยุโรปดิ่งลงถึง 1.61 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 2,586.84 จุด นี่สะท้อนว่าแรงซื้อขายมีความเป็นเอกภาพต่ำ เงินทุนกำลังย้ายออกจากยุโรปซึ่งถูกลดประมาณการเติบโตจาก IMF และเผชิญต้นทุนพลังงานสูง ไปยังสหรัฐฯ ที่มีแรงหนุนจากประเด็นเอไอและเฟด

ส่วนตลาดหุ้นออสเตรเลีย ASX All Shares ขยับลงเล็กน้อย 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ 8,961 จุด นิฟตี้ 50 ของอินเดียเพิ่มขึ้น 0.59 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 24,006 จุด ตามข้อมูล 1 กรกฎาคม และแอฟริกาใต้ SA40 บวกถึง 1.13 เปอร์เซ็นต์ ที่ 101,317 จุด ได้แรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นกัน

สำหรับตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พันธบัตรเยอรมนี และญี่ปุ่น รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์ ยูโรต่อดอลลาร์ ราคาทองคำ น้ำมันดิบ WTI และดัชนีความผันผวน VIX หรือ MOVE Index ในวันนี้ไม่มีข้อมูลให้รายงาน

ดังนั้นภาพรวมของวันนี้คือบรรยากาศแห่งการรอคอยและความไม่แน่นอนแบบสองชั้น ชั้นแรกคือความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากกระบวนการทบทวนนโยบายการเงินของเฟดภายใต้ประธานคนใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเห็นกรอบที่ชัดเจน ชั้นที่สองคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่ยอมลดลงตามที่ IMF ระบุ ซึ่งหนุนหุ้นพลังงานแต่กดดันภาคขนส่งและจำกัดโอกาสการลดดอกเบี้ย

ในขณะเดียวกัน ตลาดเตรียมรับแรงกระแทกจากผลประกอบการวาณิชธนกิจในวันจันทร์และอังคารหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่ และคำเตือนเรื่องฟองสบู่เอไอของ BIS แม้จะยังไม่มีผลให้เห็นในทันที แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุนเริ่มถามถึงความคุ้มค่าของราคาที่สูงลิบในปัจจุบัน

สรุปคือ นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับจ้องไปที่รายงานของคณะทำงานเฟด ตัวเลขผลประกอบการแบงก์ใหญ่ และสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อประเมินว่าตลาดจะยังคงเดินหน้าต่อภายใต้แรงหนุนเดิม หรือถึงเวลาแล้วที่ภูมิทัศน์การลงทุนจะเปลี่ยนโฉมอีกครั้ง รายงานข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ จะกลับมาแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป ขอบคุณที่ติดตามครับ

รายงานเสียงสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 10 กรกฎาคม 2026

รายงานเสียงสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 10 กรกฎาคม 2026

วันนี้ตลาดโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน นั่นคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าสูงสุดในรอบสิบปี การทบทวนกรอบนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐภายใต้ประธานคนใหม่เควิน วอร์ช และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนแรงลงท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่หลากหลาย

เรื่องที่ทุกสายตาจับจ้องมากที่สุดในวันนี้คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐภายใต้การนำของประธานวอร์ช ได้ประกาศตั้งคณะทำงานจำนวนห้าชุด เพื่อทบทวนกรอบนโยบายการเงินในมิติที่ครอบคลุมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารนโยบาย งบดุลขนาดมหึมามูลค่าหกจุดเจ็ดล้านล้านดอลลาร์ แหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ และกรอบการประเมินผลิตภาพ การจ้างงาน รวมถึงเงินเฟ้อ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคธรรมดา แต่คือสัญญาณที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบของอัตราดอกเบี้ยโลก

ในอดีต เมื่อใดที่ธนาคารกลางส่งสัญญาณทบทวนนโยบายในเชิงเข้มงวด ตลาดมักปรับตัวทันทีโดยไม่รอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ซึ่งผลที่เห็นได้ชัดคือการปรับตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์ เพราะนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยหรือยุติการผ่อนคลายเร็วกว่าที่คิดไว้ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ จากมุมมองของตลาดพันธบัตร แม้วันนี้เราจะไม่มีข้อมูลตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พันธบัตรเยอรมัน หรือพันธบัตรญี่ปุ่น เนื่องจากข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน แต่ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์นั้นสะท้อนความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบลูกโซ่จากการส่งสัญญาณของเฟดครั้งนี้ มีความชัดเจนในหลายกลุ่มสินทรัพย์ สำหรับภาคธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือไทย กฎความสัมพันธ์ในอดีตที่เรามีบอกเราว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายและผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารจะขยายตัว นั่นคือปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ เช่นบีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรี ในทางตรงกันข้าม กลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

ในฝั่งของทองคำ แรงกดดันที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มต่อเนื่อง ทองคำถูกกดดันจากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและโอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น กฎความสัมพันธ์ยืนยันชัดเจนว่าทองคำอ่อนไหวเชิงลบต่อทั้งสองปัจจัยนี้ และวันนี้ราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกิดใหม่และค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าต่อเนื่อง และนั่นแปลว่าเงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่และค่าเงินของประเทศเหล่าอนาคตทันที เรากำลังเห็นภาพนั้นในตลาดจีนและไทยแล้ว ดัชนีเซี่ยงไฮ้ฟิฟตี้ปรับตัวลดลงหนึ่งจุดสามสี่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วงลงศูนย์จุดเก้าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยมีแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่อย่างกัลฟ์ และ ปตท. ส่วนในอินเดีย กลับสวนทางด้วยการบวกขึ้นหนึ่งจุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการแยกตัวของตลาดในเอเชียอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวการปรับโครงสร้างดัชนีนิกเคอิ 225 ของญี่ปุ่น ที่จะเพิ่มหมวดสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามา ซึ่งเป็นการย้ำว่าเงินทุนกำลังหมุนเข้าหาตลาดที่เน้นเทคโนโลยี และไหลออกจากดัชนีที่อิงเศรษฐกิจเก่าอย่างจีน

ขยับมาที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นกลไกส่งผ่านที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้ การแข็งค่าขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสิบปี ไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดเงิน แต่คือตัวเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินทุนโลก กฎความสัมพันธ์ที่เรามีระบุตรงกันว่า เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลุ่มผู้ส่งออกจะได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮานา และหุ้นอาหารและเครื่องดื่มอย่าง ทียู ซีพีเอฟ ไอทีซี และเอเอไอ เพราะรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทจะมีมูลค่าสูงขึ้น

ในทางตรงข้าม กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคที่พึ่งพาหนี้สกุลเงินดอลลาร์และนำเข้าก๊าซธรรมชาติ อย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ จะถูกกดดันอย่างหนัก ต้นทุนการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และภาระต้นทุนเชื้อเพลิงก็สูงขึ้น กัลฟ์เองก็เป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกเทขายในวันนี้ สอดคล้องกับกฎความสัมพันธ์ที่เรามี

ทองคำก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและต่อเนื่องจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมก็ซบเซาลง เพราะเมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาสินค้าที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์จะแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้เงินสกุลอื่น

และแล้วเราก็มาถึงข่าวราคาน้ำมันที่ร่วงลงถึงสองเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาปะปนกัน นี่ไม่ใช่แค่การปรับฐานทางเทคนิค แต่คือสัญญาณว่าตลาดกำลังประเมินว่าอุปสงค์น้ำมันกำลังอ่อนแรงลง ซึ่งสอดคล้องกับภาพค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น

ตามกฎความสัมพันธ์ที่เรามี ราคาน้ำมันที่ลดลงจะกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซอย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม โดยทิศทางจะเป็นลบ ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบินอย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของค่าใช้จ่ายจะลดลง สร้างส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นทันที

เราเห็นการหมุนเวียนของเม็ดเงินระหว่างกลุ่มพลังงานและกลุ่มขนส่งตามตำรา และหากมองลึกลงไป ราคาน้ำมันที่ลดลงจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ยังอาจส่งผลย้อนกลับที่ละเอียดอ่อน เพราะมันช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจชะลอความจำเป็นที่เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่นั่นเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ต้องจับตา

เมื่อเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นเอเชียที่เราเห็นความอ่อนแอของจีนและแรงขายในหุ้นใหญ่ไทย เช่นกัลฟ์และปตท. ยิ่งตอกย้ำภาพตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่เผชิญแรงกดดันจากทั้งค่าเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่อินเดียบวกได้หนึ่งจุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์และออสเตรเลียบวกศูนย์จุดสี่เจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนการย้ายฐานเงินทุนไปยังประเทศที่มีอุปสงค์ภายในแข็งแกร่งและพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์น้อยกว่า

ในด้านความผันผวนของตลาด วันนี้เราไม่มีข้อมูลดัชนี VIX และ MOVE Index ให้รายงาน แต่สถานการณ์การเมือง เช่นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนจากกระบวนการทบทวนนโยบายของเฟด ล้วนเป็นปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง เพราะความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

โดยสรุปภาพรวมเศรษฐกิจวันนี้ โทนโดยรวมคือความระมัดระวังแบบก้ำกึ่งลบ แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อย่างดาวโจนส์จะบวกเล็กน้อยศูนย์จุดสองเก้าเปอร์เซ็นต์ และแนสแด็กบวกศูนย์จุดสามสามเปอร์เซ็นต์ แต่ภายใต้พื้นผิวคือตลาดที่แยกขั้วชัดเจน กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือผู้ส่งออกไทยและหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่หุ้นพลังงาน สาธารณูปโภค และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำถูกกดดัน ธนาคารกลับมาโดดเด่นจากความคาดหวังส่วนต่างดอกเบี้ย

สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต้องจับตามองจากนี้คือรายละเอียดของคณะทำงานทั้งห้าชุดของเฟดภายใต้ประธานวอร์ช ซึ่งอาจใช้เวลาหนึ่งถึงสามเดือนเพื่อตกผลึก แต่ตลาดการเงินจะไม่รอถึงตอนนั้น การปรับฐานของราคาสินทรัพย์ได้เริ่มต้นแล้ว และหากค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าต่อ หรือการทบทวนของเฟดส่งสัญญาณเร่งลดงบดุลเร็วขึ้น เราอาจเห็นแรงกระเพื่อมที่รุนแรงในตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มเติม รายงานฉบับนี้จึงขอปิดท้ายว่าทิศทางของค่าเงินดอลลาร์และถ้อยแถลงจากเฟด คือสองปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า

**Daily Economic News Voice Briefing — 9 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 9 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ คุณผู้ฟัง กลับมาพบกันอีกครั้งกับรายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันที่ส่งตรงถึงคุณด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ วันนี้ภาพใหญ่ของตลาดโลกกำลังหมุนตัวอย่างรวดเร็วจากความประมาทในสัปดาห์ก่อน ไปสู่การประเมินความเสี่ยงใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางที่ชี้ไปยังภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น หรือที่เราเรียกว่า Stagflationary Risk Repricing ครับ

เหตุการณ์ปะทุขึ้นเมื่อเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธในทะเลแดงใกล้เยเมน นี่คือชนวนที่สร้างความกังวลในทันทีว่าเส้นทางการค้าโลก ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานพลังงานจะถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เราไม่มีทางเมินเฉยต่อจุดนี้ได้ เพราะทะเลแดงคือเส้นเลือดใหญ่ที่รองรับประมาณสิบสองเปอร์เซ็นต์ของการค้าโลก เมื่อการเดินเรือถูกคุกคาม เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาขนส่งอีกสิบถึงสิบสี่วันโดยประมาณ ซึ่งจะดันดัชนีค่าระวางเรือแห้งเทกองหรือ BDI ให้ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านต้นทุนค่าขนส่งเข้าไปในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรงครับ

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของเรากับตลาดหุ้น ในอดีตเมื่อ BDI ปรับตัวขึ้น หุ้นกลุ่มเดินเรือสินค้าแห้งเทกองอย่าง PSL, TTA และ RCL มักจะตอบสนองในเชิงบวก ในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นพร้อมกันนั้นกดดันสายการบินและธุรกิจขนส่งที่ใช้น้ำมันมาก เช่น AAV, BA และ KEX โดยตรง และเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็ตอบสนองทันที วันนี้เราเห็น West Texas Intermediate หรือ WTI พุ่งขึ้นถึงเจ็ดจุดยี่สิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ มาอยู่ที่ระดับเจ็ดสิบสามจุดหกเก้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ในภาพรวมเดือนที่ผ่านมายังลดลงถึงสิบแปดจุดสิบหกเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ราคาน้ำมันที่ดีดกลับอย่างรวดเร็วนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นอย่าง PTTEP, PTT, TOP และ SPRC ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของสายการบินและโลจิสติกส์อย่างที่กล่าวไปครับ

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีกคือ รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ที่ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อโลกปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่สี่จุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ โดยอ้างถึงราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก IMF ยังปรับลดประมาณการเติบโตของฝรั่งเศสและเยอรมนีลง ซึ่งส่งสัญญาณอุปสงค์ที่อ่อนแอในฝั่งยุโรปไปพร้อม ๆ กันครับ

การปรับเพิ่มของ IMF นี้ลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อรวมกับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ยิ่งตอกย้ำว่าเฟดสามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงได้ต่อไปโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมือง ภาพ “ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด” จึงกลับมาแข็งแกร่ง สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยืนหยัดที่ระดับดัชนีค่าเงิน DXY หนึ่งร้อยจุดเก้าสิบสอง เพิ่มขึ้นสองจุดหกสิบสี่เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปี และสามจุดสามสิบสี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่านี้ส่งผ่านไปทั่วโลก ประเทศตลาดเกิดใหม่ถูกกดดัน สกุลเงินอ่อนค่า แต่ในทางกลับกันผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นดอลลาร์ เช่น TU, CPF, DELTA และ KCE กลับได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

สำหรับภาคการเงิน ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มอยู่ต่อเนื่อง ขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิหรือ NIM ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ข้อมูลในอดีตชี้ว่าหุ้นกลุ่มนี้เช่น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY มักปรับตัวขึ้นตามความคาดหวังนโยบายการเงินตึงตัว แต่ในอีกฟากหนึ่ง สถาบันการเงินนอกธนาคารอย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR กลับเผชิญกับต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการทำกำไรที่ถูกบีบ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง SIRI, AP, SPALI และ LH ที่ยอดโอนอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่สูงขึ้นครับ

อีกด้านหนึ่งของตลาดพลังงาน เรายังเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ GSCI ที่ปรับขึ้นหนึ่งจุดเก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว และเพิ่มขึ้นถึงสิบสี่จุดเจ็ดสิบสองเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปี ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นหนุนหุ้น BANPU และ LANNA ในขณะที่ภาคพลังงานนิวเคลียร์ก็เดินหน้าต่อเนื่อง ดัชนีหุ้นนิวเคลียร์ขึ้นหนึ่งจุดเก้าสิบสี่เปอร์เซ็นต์ต่อวัน และสิบหกจุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน มาตรการบังคับใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของอินเดียและบราซิลยังเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานวัตถุดิบเกษตร ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาอาหารและสร้างเงินเฟ้อระลอกสองต่อไป

เรามาต่อกันที่ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในโลกเทคโนโลยีครับ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์จากจีนได้รับอนุมัติให้เสนอขายหุ้น IPO ในตลาด STAR Market มูลค่าหกสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรอย SpaceX ที่เพิ่งเปิดตัวใน Nasdaq ด้วยมูลค่ามหาศาลถึงเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ ข่าวนี้กระตุ้นบรรยากาศการลงทุนในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ทว่าธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือ BIS ก็ออกมาเตือนอย่างจริงจังว่า การลงทุนที่พุ่งทะยานในปัญญาประดิษฐ์มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ฟองสบู่ทางการเงิน” เพราะต้นทุนที่ซ่อนเร้นจำนวนมากยังไม่ได้สะท้อนในงบบริษัทและราคาผู้บริโภค คำเตือนนี้สำคัญเพราะมาจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่มีแรงจูงใจในการสร้างความตื่นตระหนกเกินจริง

ในแง่ของผลกระทบ เราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างหุ้น AI รายตัวกับราคาน้ำมันหรืออัตราดอกเบี้ยในฐานข้อมูลที่ใช้ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ K-Shaped Market ที่ถูกระบุโดย Bluebell Capital ชี้ว่าในภาวะดอกเบี้ยสูง หุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์อาจยังคงวิ่ง outperform ตลาดโดยรวมได้เพราะแรงหนุนจากสภาพคล่องและ sentiment ของนักลงทุนที่ไล่ตาม momentum ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นถูกกดดัน จึงเป็นภาพผสม ไม่ได้มีคำตอบชัดเจนในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงการพังทลายของ AI แบบที่ BIS เตือนคือหาง downside ในระยะหกถึงสิบแปดเดือนที่ต้องจับตามอง

เมื่อเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน เราเห็นการหมุนตัวอย่างมีนัยสำคัญจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่ทะเลแดง ประกอบกับสัญญาณยืนยันเงินเฟ้อจาก IMF และการคงดอกเบี้ยของเฟดที่ถูกรับรองโดยศาลสูงสุด ทุกอย่าง converge สู่บรรยากาศที่ระมัดระวังและ defensiveness เพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับพลังงานและการขนส่งทางเรือได้รับแรงหนุน ขณะที่หุ้นที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและดอกเบี้ยขาขึ้นถูกกดดันอย่างชัดเจน

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ยังแข็งค่าเป็นอุปสรรคต่อเนื่องของสินทรัพย์ประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเกราะให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้สกุลเงินดอลลาร์ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปีขยับขึ้นหนึ่ง basis point มาที่หนึ่งจุดห้าสองเปอร์เซ็นต์ และผลตอบแทนพันธบัตรอายุสามสิบปีที่ประมูลออกมาอยู่ที่สามจุดศูนย์เจ็ดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนแรงกดดันด้านดอกเบี้ยที่ชายขอบเช่นกัน

ในแง่ของภาพรวมทางอารมณ์ตลาด ความรู้สึกในวันนี้จึงอยู่ที่ “ระมัดระวังและค่อนข้างไปทางลบ” หรือ Cautiously Bearish ครับ เพราะแม้จะมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งจากความเป็นอิสระของเฟด แต่ตัวเร่งระยะสั้นเกือบทั้งหมดกลับเอียงไปทาง downside จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

ไม่มีข้อมูลของดัชนีหุ้นหลักและความผันผวนของตลาดในวันนี้ ทองคำก็ไม่มีราคาปิดให้ แต่หากดูจากความสัมพันธ์ มีความเป็นไปได้ว่าทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและนโยบายตึงตัวของเฟด

สรุปภาพรวมในวันนี้ครับ เรือถูกโจมตีในทะเลแดงคือตัวจุดชนวน IMF ปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อคือตัวตอกย้ำ การหมุนพอร์ตเข้าสู่หุ้นพลังงานต้นน้ำและเดินเรือคือการตอบสนองที่มีน้ำหนักมากที่สุด ภาคการธนาคารขนาดใหญ่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ขณะที่สายการบิน การเงินนอกแบงก์ และอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงบีบจากทั้งสองด้านพร้อมกัน และท้ายสุด เสียงเตือนจาก BIS เรื่องฟองสบู่ AI เป็นหางความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ในระยะยาว

คืนนี้และวันพรุ่งนี้ สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตามากที่สุดคือ สถานการณ์ในเส้นทางทะเลแดงว่าจะยกระดับหรือคลี่คลายแค่ไหน ถ้อยแถลงครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐ และระดับราคาน้ำมันดิบ WTI โดยเฉพาะการทดสอบแนวต้านสำคัญที่เจ็ดสิบห้าดอลลาร์ หรือการหลุดต่ำกว่าหกสิบแปดดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นตัวบอกทิศทางของエネルギーและเงินเฟ้อในช่วงต่อไปครับ

ขอให้คุณผู้ฟังรักษาสติ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพบกันใหม่ในรายงานพรุ่งนี้ สวัสดีครับ

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 9 กรกฎาคม 2569

รายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวัน — 9 กรกฎาคม 2569

ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก่อนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอีกประมาณสามสัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนส่วนใหญ่ลดความเชื่อมั่นลงอย่างชัดเจน แม้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟดจะช่วยขจัดความเสี่ยงด้านโครงสร้างการเมืองออกไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ภาพรวมยังคงเต็มไปด้วยความแตกต่าง—ระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น, ระหว่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ได้แรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์กับดัชนีในวงกว้าง, และระหว่างตลาดพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่

เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ของวันนี้ ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกปรับตัวลดลงก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันทฤษฎีตลาดรูปตัว K ก็ยิ่งทวีความเข้มข้น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ อย่างพาแลนเทียร์และไมครอน ยังคงเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดโดยรวม สะท้อนการกระจุกตัวของเม็ดเงินในหุ้นโครงสร้างการผลิตแห่งอนาคต

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ สัญญาณความตึงเครียดเริ่มชัดเจนขึ้น อินโดนีเซียเผชิญความเสี่ยงถูกลดชั้นจากตลาดเกิดใหม่ลงไปเป็นตลาดฟรอนเทียร์ หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตาร่วงลงไปแล้วร้อยละ 32 นับจากต้นปี ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉินวงเงินสองแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ท่ามกลางการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบห้าแสนล้านบาทในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดภาวะตลาด ดัชนี US30 หรือดาวโจนส์ ปรับลดลงร้อยละ 0.33 มาอยู่ที่ระดับ 52,876 จุดในวันที่ 7 กรกฎาคม และก่อนหน้านั้นในวันที่ 5 กรกฎาคมก็ปรับลดลงร้อยละ 0.08 มาที่ 52,856 จุด สะท้อนบรรยากาศระมัดระวังและไหลลงช้า ๆ ทางด้านยุโรป ดัชนี S&P Europe 350 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.86 มาที่ 2,611.43 จุด ในวันที่ 1 กรกฎาคม แต่เป็นข้อมูลที่ล่าช้ากว่าภาพปัจจุบัน ส่วน EU100 อยู่ที่ 1,926 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.33 ย้อนกลับไปวันที่ 30 มิถุนายน

ในเอเชีย ดัชนี NIFTY 50 ของอินเดียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 2.12 มาที่ 23,882 จุดในวันที่ 8 กรกฎาคม หลังจากที่เคยขยับขึ้นมาแตะ 24,006 จุดในวันที่ 1 กรกฎาคม การกลับทิศเช่นนี้ส่งสัญญาณขาลงที่ชัดเจน ส่วนตลาดหุ้นไนโรบี ออลแชร์ ของเคนยา ยังทรงตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 มาที่ 224 จุด และหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป Euro Stoxx Banks อยู่ที่ 301.40 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.57 แสดงความแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน

สำหรับข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พันธบัตรเยอรมัน และพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนสำคัญ ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน WTI ในวันนี้ ไม่มีข้อมูลให้รายงาน ส่วนดัชนีความผันผวน VIX และ MOVE Index ก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน มีเพียงดัชนี JPVIX ของญี่ปุ่นที่ปรับลดลงร้อยละ 11.67 มาอยู่ที่ 38.30 จุด แต่นั่นเป็นข้อมูลสิ้นเดือนมิถุนายนที่ล่าช้า

การนับถอยหลังสู่การตัดสินใจของเฟดคือประเด็นหลักที่กดทับบรรยากาศการลงทุน ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยให้น้ำหนักไปที่การปรับขึ้น 0.25 จุด อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมถึงแรงกดดันจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ล้วนเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางต้องชั่งน้ำหนัก คำตัดสินของศาลฎีกาที่ปกป้องความเป็นอิสระของเฟดนั้นเป็นผลดีเชิงโครงสร้างในระยะยาว แต่ไม่อาจชดเชยความไม่แน่นอนระยะใกล้ได้

ในเชิงผลกระทบ ข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า เมื่อดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ภาคธนาคารพาณิชย์จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น หุ้นอย่าง BBL KBANK SCB KTB TTB และ BAY มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นนี้ ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และสินเชื่อส่วนบุคคลที่มิใช่ธนาคาร อย่าง SAWAD MTC และ TIDLOR มักถูกกดดันจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะบีบอัดมาร์จิ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มเผชิญแรงขายจากมูลค่าปัจจุบันที่ถูกปรับลดลง การขึ้นดอกเบี้ยยังมีผลลำดับที่สองคือการทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและไทย

การเปลี่ยนผ่านมาที่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเอไอ ตลาดกำลังเผชิญภาวะตลาดรูปตัว K อย่างชัดเจน บลูเบลล์ แอดไวซอรี่ ได้แนะนำให้นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่หุ้นกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน ความเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับราคาหุ้นพาแลนเทียร์ที่พุ่งขึ้นจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในความสามารถด้านการขุดข้อมูลด้วยเอไอ และหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในปี 2026 และกลายเป็นสมาชิกกลุ่มบริษัทมูลค่าตลาดระดับล้านล้านดอลลาร์ โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาอาจแตะ 2,000 ดอลลาร์ต่อหุ้นภายในหนึ่งปี ไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรงสำหรับกลุ่มเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ แต่โมเมนตัมด้านกำไรและกระแสเงินทุนจากสถาบันยังคงหนุนให้หุ้นกลุ่มนี้ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดในระยะกลาง ขณะที่ดัชนีในวงกว้างยังคงผสมผสาน การกระจุกตัวของเงินทุนในหุ้นกลุ่มนี้อาจทำให้การกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมทำงานได้ไม่เต็มที่

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ อินโดนีเซียกำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งสำคัญ เมื่อ S&P Dow Jones Indices ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ลงสู่ตลาดฟรอนเทียร์ จากปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตาร่วงลงอีกร้อยละ 1.5 ในวันเดียว และขยายผลขาดทุนตั้งแต่ต้นปีเป็นร้อยละ 32 การปรับลดสถานะเช่นนี้จะทำให้กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ถูกบังคับขายหุ้นอินโดนีเซียออกมา สร้างแรงขายทางกลไกที่ต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐาน

ขณะที่ประเทศไทย รองนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนดเงินกู้ฉุกเฉิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยระบุว่าประเทศกำลังเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 500,000 ล้านบาทในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่อ่อนเทียบดอลลาร์ ส่งผลลบต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น BGRIM GPSC และ GULF เนื่องจากภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์และต้นทุนก๊าซนำเข้าที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เงินบาทอ่อนกลับส่งผลบวกต่อกลุ่มส่งออกอาหารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นอย่าง TU CPF ITC AAI DELTA KCE และ HANA จะได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เป็นเงินบาทมากขึ้น นี่คือภาพที่ตอกย้ำว่าความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเฉพาะประเทศ แต่เป็นผลจากกลไกเดียวกัน คือราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด กดดันค่าเงิน และนำเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ

อีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือการแยกทางระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับตลาดหุ้น รายงานต่าง ๆ ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจที่ดีอาจไม่ส่งผลดีต่อราคาหุ้นอีกต่อไป เมื่อตลาดเริ่มหยุดตอบรับข่าวดีทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความคาดหวังเรื่องนโยบายการเงินได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดราคา เราเห็นการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีก่อนตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ และตลาดฟิวเจอร์สปรับตัวลดลง หากข้อมูลการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจกลายเป็น “ข่าวดีที่เป็นข่าวร้าย” เพราะจะยิ่งตอกย้ำการปรับขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากข้อมูลอ่อนแอ ก็จะจุดชนวนความกังวลเรื่องการชะลอตัว ไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์โดยตรงสำหรับรูปแบบการแยกทางนี้ แต่ความเชื่อมั่นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

ในมุมของความน่าจะเป็น กรณีฐานที่ตลาดให้น้ำหนักอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 คือเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุด ซึ่งตลาดได้ดูดซับไปบ้างแล้ว หุ้นเอไอและเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากอุปสงค์เชิงโครงสร้าง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังคงเผชิญแรงกดดันแต่ไม่ลุกลามเป็นระบบ กรณีบวก ร้อยละ 20 หากข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอ ลดความเร่งด่วนในการขึ้นดอกเบี้ย จะหนุนหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต รวมถึงส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง บรรเทาแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ กลุ่มส่งออกไทยจะมีแรงหนุนชัดเจน ส่วนกรณีลบ ร้อยละ 25 หากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งผิดคาด อาจเปิดทางให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.50 จุด หรือยืดเยื้อรอบเข้มงวด เทคโนโลยีจะถูกเทขายอย่างรุนแรง และความเครียดของตลาดเกิดใหม่อาจลามสู่ภาวะติดเชื้อทางการเงิน โดยอินโดนีเซียอาจถูกปรับลดชั้นจริง และปัญหาการคลังของไทยอาจทวีความรุนแรง

โดยสรุปในวันนี้ ตลาดการเงินโลกอยู่ในช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ ภาวะตลาดรูปตัว K คือสัจธรรมเชิงโครงสร้างที่กดดันให้นักวิเคราะห์ต้องเลือกข้างระหว่างหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ กับกลุ่มอื่น ๆ ที่วัฏจักรอ่อนแอ การนับถอยหลังสู่การตัดสินใจของเฟดคือศูนย์กลางของทุกสายตา และตลาดเกิดใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนผ่านอินโดนีเซียและไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึงคือตัวแปรชี้ขาดใน 48 ชั่วโมงนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด มันจะกำหนดทิศทางของราคาสินทรัพย์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงต่อจากนี้

**Daily Economic News Voice Briefing — 7 กรกฎาคม 2026**

Daily Economic News Voice Briefing — 7 กรกฎาคม 2026

สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ขอต้อนรับเข้าสู่รายงานสรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน ดิฉัน [ชื่อผู้ประกาศ] จะพาท่านไปติดตามพัฒนาการสำคัญที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดการเงินโลกในวันนี้

เรื่องใหญ่ที่สุดที่ทุกตลาดจับตามองคือการกลับมาของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงใกล้ประเทศเยเมนโดยกลุ่มติดอาวุธ ข่าวนี้กระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงภายในวันเดียว น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5.63 ปิดที่ 72.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.81 ไปอยู่ที่ 76.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักลงทุนกังวลว่าเส้นทางการค้าหลักและห่วงโซ่อุปทานพลังงานจะถูกคุกคาม ซึ่งเป็นความกลัวที่เพิ่มเข้ามาบนความเปราะบางที่มีอยู่แล้วในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงมีทุ่นระเบิดหลงเหลือจากการสู้รบก่อนหน้านี้

ทันทีที่ข่าวการโจมตีเผยแพร่ออกมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง โดยดัชนี US30 ลดลง -99 จุด หรือร้อยละ 0.33 ปิดที่ 52,876 จุด ขณะที่ดัชนี EU100 ของยุโรปปรับตัวลงแรงกว่าร้อยละ 1.12 มาอยู่ที่ 1,913 จุด ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนไหวของยุโรปต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจยุโรปพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานและเส้นทางเดินเรือผ่านตะวันออกกลาง ดัชนีวัดความผันผวนของตลาด หรือ JPVIX ณ สิ้นเดือนมิถุนายนเคยลดลงมาอยู่ที่ 38.3 จุด หรือลดลงร้อยละ 11.67 แต่คาดว่าตัวเลขนี้จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันต่อๆ ไปจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

เหตุการณ์ในทะเลแดงครั้งนี้ มีความสำคัญเพราะทะเลแดงเป็นจุดคอขวดสำคัญที่เชื่อมต่อสินค้าจากเอเชียเข้ากับตลาดผู้บริโภคยุโรป การโจมตีเรือสินค้าทำให้ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันสูงขึ้น และย่นระยะเวลาส่งมอบสินค้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์คล้ายคลึงกับที่กลุ่มฮูษีในเยเมนเคยโจมตีเรือในช่วงปี 2023 ถึง 2024 ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นร้อยละ 5 ถึง 10 ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แล้วค่อยๆ ลดลงหากไม่เกิดการบานปลาย สำหรับผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรม จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตที่เรามีอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น PTTEP, PTT, TOP และ SPRC เพราะราคาขายและมูลค่าสินค้าคงคลังปรับเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบินอย่างมีนัยสำคัญ เช่น AAV, BA และ KEX ที่จะเผชิญกับภาวะมาร์จิ้นถูกบีบอัด เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจการบิน ซึ่งเรากำลังเห็นตลาดเริ่มตอบสนองตามรูปแบบนี้ในวันนี้

(เสียงเปลี่ยน) ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น ทางฝั่งยุโรปกลับมีข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อ โดยตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนเดือนมิถุนายนชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.8 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นาย Yannis Stournaras หนึ่งในคณะกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณว่าอาจถึงเวลาพักวงจรขึ้นดอกเบี้ยแล้ว โดยเขาชี้ว่าการประชุม ECB ในเดือนกันยายนนี้จะเป็นจุดตัดสินใจที่สำคัญ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งความหวังว่า ECB จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งโดยทฤษฎีแล้ว การชะลอขึ้นดอกเบี้ยหรือหยุดขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป และเปิดทางให้หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นได้ ฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตยืนยันว่า การขึ้นดอกเบี้ยเป็นผลบวกต่อธนาคาร เพราะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) กว้างขึ้น หุ้นอย่าง BBL, KBANK, SCB และ KTB จึงได้รับประโยชน์ แต่เมื่อทิศทางเปลี่ยนเป็นการหยุดขึ้น ผลบวกนั้นอาจลดลง ขณะเดียวกันกลุ่มไฟแนนซ์และหลักทรัพย์ที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อย เช่น SAWAD, MTC และ TIDLOR จะได้รับความบรรเทาเพราะต้นทุนดอกเบี้ยทรงตัว อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากเหตุการณ์ในทะเลแดง หากราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง อาจก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านต้นทุนส่งผ่านไปยังยุโรปในอีก 4 ถึง 6 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ ECB ต้องกลับมาพิจารณาท่าทีอีกครั้ง เราจึงกำลังจับตาช่วงเวลาแคบๆ ระหว่างนี้ถึงเดือนกันยายน ซึ่งยุโรปอาจได้ประโยชน์จาก ECB ที่ใช้นโยบายแบบประคับประคอง หากไม่มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น

(เสียงเปลี่ยน) ในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ซึ่งเป็นเสมือนธนาคารกลางของธนาคารกลางทั่วโลก ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า การแห่ลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่ผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น มีความเสี่ยงที่จะจบลงด้วยฟองสบู่แตก หรือที่ BIS เรียกว่า “financial bust” เพราะต้นทุนแอบแฝงจะเริ่มปรากฏในบัญชีบริษัทและราคาผู้บริโภค คำเตือนนี้ถือเป็นเสียงจากสถาบันที่มีน้ำหนักมาก และมักจะเป็นสัญญาณก่อนที่หน่วยงานกำกับดูแลจะเข้มงวดขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เราก็เห็นสัญญาณที่แตกต่างจากวาณิชธนกิจอย่าง Deutsche Bank ที่เพิ่งปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Micron Technology ขึ้นไปถึง 1,550 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยชี้ว่า อัตรากำไรที่พุ่งขึ้นจากความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI นั้นเป็นของจริง ความเห็นที่สวนทางกันนี้สะท้อนว่า ตลาด AI อาจไม่ได้เป็นฟองสบู่ทั้งแผง แต่กำลังเกิดการแยกขั้ว ระหว่างหุ้นที่มีพื้นฐานกำไรรองรับ อย่าง Micron กับหุ้นเก็งกำไรอื่นๆ ที่อาจถูกกระทบหากมีการตรวจสอบบัญชีหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น

(เสียงเปลี่ยน) ตลาดพลังงานยังมีอีกหนึ่งปัจจัยหนุนจากฝั่งเอเชีย นั่นคือสถานการณ์ถ่านหินในอินโดนีเซีย อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับหมุนเวียน เนื่องจากราคาถ่านหินในตลาดโลกสูงกว่าราคาที่รัฐบาลกำหนดให้ขายในประเทศ หรือ DMO ทำให้เหมืองหลายแห่งเร่งส่งออกแทนที่จะป้อนโรงไฟฟ้าภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดวิกฤตอุปทานในประเทศ และมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะออกมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาอุปทานในประเทศ ซึ่งจะทำให้อุปทานถ่านหินในตลาดทะเลแคบลงไปอีก เมื่อมีอุปทานลดลง ราคาถ่านหินโลกก็จะปรับตัวสูงขึ้น ฐานข้อมูลในอดีตของเราชี้ว่า ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นเป็นผลบวกอย่างตรงไปตรงมาต่อหุ้นผู้ผลิตถ่านหินอย่าง BANPU และ LANNA ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าที่ต้องนำเข้าถ่านหินราคาแพงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC และ GULF จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง สิ่งที่น่าสนใจคือจังหวะเวลาของข่าวอินโดนีเซียนี้มันซ้ำเติมแรงหนุนราคาพลังงานจากเหตุทะเลแดง ทำให้ภาพรวมของกลุ่มพลังงานยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักวิเคราะห์กำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

(เสียงเปลี่ยน) เมื่อเราประมวลภาพทั้งหมดในวันนี้ ตลาดอยู่ในภาวะที่ต้องแบกรับความเสี่ยงสองด้าน คือ ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความกังวลเชิงโครงสร้างจากราคาสินทรัพย์เทคโนโลยีที่อาจสูงเกินไปตามคำเตือนของ BIS ในขณะเดียวกันก็มีแรงถ่วงจากความเป็นไปได้ที่ ECB จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ช่วยพยุงหุ้นยุโรปและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ไว้ได้บ้าง แต่แรงนี้ก็ยังเปราะบางและมีเงื่อนไข เพราะขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ทะเลแดงจะยุติลงเร็วแค่ไหน

หากเรามองไปข้างหน้า ตลาดจะจับจ้องไปที่สามสิ่งสำคัญใน 48 ชั่วโมงข้างหน้านี้ หนึ่งคือจะมีรายงานเหตุโจมตีเรือเพิ่มเติมในทะเลแดงหรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุการณ์เพิ่มเติม ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะย่อตัวลงร้อยละ 40 ถึง 60 ของที่พุ่งขึ้นภายในสองสัปดาห์ สองคือแถลงการณ์ของ ECB เกี่ยวกับแนวโน้มการประชุมเดือนกันยายน ถ้าธนาคารกลางส่งสัญญาณผ่อนคลายต่อเนื่อง ก็จะหนุนตลาดหุ้นยุโรป และสามคือนโยบาย DMO และการส่งออกถ่านหินของอินโดนีเซีย หากประกาศจำกัดการส่งออก จะหนุนราคาถ่านหินและหุ้นพลังงานต่อไป

ภาพรวมในวันนี้จึงยังคละเคล้าไปด้วยความระมัดระวังและความหวัง ตลาดหุ้นเอียงไปทางลบเพราะแรงกดดันจากค่าพลังงาน แต่ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกมากนัก เพราะยังมีกันชนจากท่าทีของธนาคารกลางยุโรป นักลงทุนจึงรอดูพัฒนาการของแต่ละปัจจัยอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ ข่าวสารในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางระยะสั้นนี้อย่างแน่นอน

สำหรับรายงานข่าวเศรษฐกิจประจำวันวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ขอขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกับรายงานครั้งต่อไป สวัสดีครับ

**Daily Economic News Voice Briefing — 6 กรกฎาคม 2569**

Daily Economic News Voice Briefing — 6 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับ ขอเริ่มสรุปภาพรวมเศรษฐกิจประจำวันนี้นะครับ ตลาดการเงินโลกวันนี้เผชิญกับแรงดึงระหว่างข่าวดีในเชิงโครงสร้างและปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้มีคำตัดสินยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งช่วยขจัดความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินที่สำคัญออกไป ขณะเดียวกันก็มีรายงานเหตุโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงใกล้เยเมน กลับมาเติมพรีเมียมความเสี่ยงให้กับตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส เกี่ยวกับความเปราะบางของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยียังสะท้อนพื้นฐาน หรือกำลังเข้าสู่ภาวะราคาที่สมบูรณ์แบบเกินไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพตลาดวันนี้ออกมาในลักษณะที่เราเรียกว่า รูปตัว K กล่าวคือกลุ่มผู้นำอย่างเอไอและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงแข็งแกร่ง แต่เริ่มเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยแทรกเข้ามาบ้างครับ

ในส่วนของระบอบตลาดและมาตรวัดความเชื่อมั่นนั้น ภาพรวมเปลี่ยนจากความระมัดระวังเชิงบวก มาสู่ความเป็นกลางอย่างระมัดระวังเต็มตัวครับ คำตัดสินเรื่องความเป็นอิสระของเฟดเป็นบวกชัดเจน แต่เหตุการณ์ในทะเลแดงก็สร้างความไม่แน่นอนระยะสั้นให้กับพลังงานและโลจิสติกส์ ส่วนคำเตือนของบีไอเอส แม้ไม่ใช่ตัวเร่งปฏิกิริยาทันที แต่ก็เพิ่มความกังวลในระยะกลางให้กับธีมเอไอที่ตลาดให้น้ำหนักอย่างมาก ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดพลวัตแบบผลักและดึง หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงมีแรงซื้อประคองไว้ แต่หุ้นกลุ่มวัฏจักรและขนส่งเริ่มถูกเทขายตรวจสอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเรายังไม่มีข้อมูลดัชนีความผันผวน หรือ วิกซ์ เพื่อยืนยันการตั้งราคาความกลัว แต่สัญญาณทิศทางชี้ว่ามีการปรับลดความเสี่ยงเล็กน้อยที่ขอบพอร์ตครับ

ถ้าดูภาพรวมตลาดจากข้อมูลที่มีอยู่นะครับ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 51,932 จุด บวก 0.11 เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ขณะที่แนสแด็กปรับลดลง -1.09 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 29,118 จุด จากวันที่ 27 มิถุนายน สะท้อนแรงขายทำกำไรในหุ้นเทคโนโลยี ฝั่งยุโรป ดัชนี N100 ปิดที่ 1,926 จุด เพิ่มขึ้น 1.33 เปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณบวกปานกลาง นิฟตี้ 50 ของอินเดียขยับขึ้น 0.59 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 24,006 จุด และดัชนีกลุ่มธนาคารยุโรป SX7E ปิดที่ 301.40 จุด เพิ่มขึ้น 0.58 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เราไม่มีข้อมูลในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมัน ญี่ปุ่น รวมถึงสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำมัน ทองคำ และไม่มีข้อมูลวิกซ์ดัชนีความผันผวนครับ

มาดูรายละเอียดข่าวสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดวันนี้กันนะครับ เริ่มจากข่าวที่มีนัยยะเชิงโครงสร้างมากที่สุด นั่นคือคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า อำนาจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะธนาคารกลางที่เป็นอิสระคือหัวใจของความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อ จากสถิติในอดีตเมื่อใดก็ตามที่ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสั่นคลอน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในตลาดพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นทันที พรีเมียมความเสี่ยงของตลาดหุ้นก็ขยายตัวตาม และหุ้นกลุ่มเติบโตซึ่งมีกระแสเงินสดในอนาคตยาวเป็นพิเศษจะถูกกระทบหนักที่สุด การที่ศาลสูงสุดตัดสินเช่นนี้จึงปิดความเสี่ยงด้านลบที่รุนแรงนั้นไปได้ครับ

สิ่งที่เราจะเห็นตามมาจากข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตก็คือ เมื่อเฟดสามารถคงความเป็นอิสระได้ นโยบายการเงินจะเดินตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามวาระการเมือง นั่นเปิดทางให้เฟดสามารถตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงได้นานขึ้นหากจำเป็น และกลไกนี้จะส่งผลบวกโดยตรงกับหุ้นกลุ่มธนาคาร ครับ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นช่วยขยายส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือที่เราเรียกกันว่า NIM รายชื่อหุ้นในฐานข้อมูลที่เคยตอบสนองเชิงบวกต่อดอกเบี้ยขาขึ้นได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่างบีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรี เป็นต้น ในทางกลับกันผู้ประกอบการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและไมโครไฟแนนซ์ อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นข่าวที่หนุนโครงสร้างตลาดในระยะ 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยเราจัดระดับความมั่นใจในประเด็นนี้ไว้สูงครับ

ต่อมาคือข่าวที่เพิ่มแรงเสียดทานให้กับตลาดทันที เหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงใกล้เยเมนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกลุ่มติดอาวุธได้โจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่ง สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางการค้าโลกทันที เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซเป็นจุดคอขวดสำคัญ หากคุณลองนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์การโจมตีเรือโดยกลุ่มฮูตีในช่วงปี 2023 ถึง 2024 จะเห็นภาพคล้ายคลึงกัน ครั้งนั้นค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น 3 ถึง 5 เท่า เวลาจัดส่งสินค้ายืดออกไป 10 ถึง 14 วัน และราคาน้ำมันดิบมีพรีเมียมความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 ถึง 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์เรือลำเดียว แต่โอกาสบานปลายก็ไม่ใช่ศูนย์ครับ

ข้อมูลความสัมพันธ์ของตลาดที่มีอยู่ชี้ชัดว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะส่งผลบวกต่อผู้ผลิตพลังงานโดยตรง หุ้นอย่าง ปตท. สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม มักปรับตัวขึ้นตาม ในทางกลับกัน สายการบินและธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กดดันมาร์จิ้น ครับ นอกจากนี้ยังมีหุ้นกลุ่มเดินเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง อย่าง พรีเชียส ชิปปิ้ง โทรีเซนไทย และอาร์ซีแอล ที่อาจได้ประโยชน์หากค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ที่น่าสนใจก็คือผลกระทบรอบสองที่จะตามมา เช่น ค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวขึ้น จะกลายเป็นต้นทุนแฝงในราคาสินค้า ซึ่งสร้างแรงส่งเงินเฟ้อเล็กน้อยในระบบครับ เราประเมินความมั่นใจในประเด็นนี้ไว้ระดับกลาง เพราะแม้ความเชื่อมโยงจะชัดเจน แต่ความรุนแรงของสถานการณ์ยังไม่แน่นอน

การพัฒนาถัดมาที่ตลาดกำลังจับตาคือคำเตือนของบีไอเอสครับ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเตือนว่า การลงทุนขนาดใหญ่ในปัญญาประดิษฐ์ที่ผลักดันตลาดหุ้นโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เสี่ยงที่จะนำไปสู่การพังทลายทางการเงิน เมื่อต้นทุนที่ซ่อนเร้นเริ่มปรากฏในบัญชีบริษัทและราคาผู้บริโภค นี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนช่วงต้นของวัฏจักรครับ นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มนำไปเปรียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 ที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาก่อนการปรับฐานอย่างรุนแรง แม้ปัจจุบันบริษัทเอไอชั้นนำอย่างอัลฟาเบท เมต้า ออราเคิล และมาร์เวลล์ จะมีรายได้และงบดุลที่แข็งแกร่งจริง ต่างจากยุคนั้น แต่จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่บริษัทเอไอที่ยังไม่มีกำไร กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในศูนย์ข้อมูลที่ก่อหนี้สูง และหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่เกาะกระแสการลงทุนเอไอขึ้นมา

ข้อมูลในฐานของเรามีจุดน่าสนใจครับ การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลเอไอกำลังหนุนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพลังงาน อย่างต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 130 เปอร์เซ็นต์ในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวอย่างของหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากธีมเอไอ หากเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเอไอเริ่มร้าว หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกขายทำกำไรก่อนเพื่อนและเงินอาจไหลกลับไปยังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยขาลง เช่น ศุภาลัย เอพี แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น นี่จึงเป็นภาพของการหมุนเวียนกลุ่มที่ต้องติดตามครับ ความมั่นใจในมิตินี้อยู่ในระดับต่ำถึงกลาง เพราะเราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างวัฏจักรเอไอกับการพังทลายของตลาด

และข่าวสุดท้ายที่เติมสีสันให้กับธีมเทคโนโลยีก็คือ กระแสการเสนอขายหุ้นไอพีโอครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ สเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ เตรียมเข้าตลาดหุ้นแนสแด็กด้วยมูลค่าระดมทุนสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยูนิตี้ โรโบติกส์ ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์ในตลาดสตาร์ของจีน และไชน่า รีซอร์ส นิว เอ็นเนอร์ยี่ เข้าตลาดเสิ่นเจิ้นด้วยขนาดกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้จะทำให้ปริมาณหุ้นที่ออกใหม่ในตลาดโลกอาจแซงหน้ามูลค่าการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี ซึ่งในอดีตมักเป็นสัญญาณช่วงปลายของวัฏจักรขาขึ้นครับ การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ใช้วิธีระดมทุนแทนที่จะซื้อหุ้นคืนหมายความว่า หุ้นกลุ่มเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนดัชนีมาตลอดกำลังดูดซับเงินทุนเพิ่มอีกมาก ซึ่งจะสร้างแรงกดดันด้านอุปทานและทำให้การจะทำผลงานเหนือตลาดต่อไปนั้นยากขึ้น ข้อมูลเชิงบวกคือไอพีโอพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ของจีนสะท้อนความต้องการในธีมสะอาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจหนุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคทั่วโลกครับ

ในภาพรวมนะครับ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นวันที่ตลาดต้องถ่วงดุลระหว่างแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากความเป็นอิสระของเฟด กับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสัญญาณปลายวัฏจักรของธีมปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่เรายังไม่มีข้อมูล ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ราคาน้ำมันและทองคำ รวมถึงค่าดัชนีวิกซ์ ครับ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวแปรที่ตลาดรอคอยอยู่

สำหรับสิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะจับตาในระยะถัดไป นอกเหนือจากการติดตามพัฒนาการในทะเลแดงว่าจะมีเหตุโจมตีครั้งที่สองหรือไม่ และทิศทางถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดแล้ว รายงานผลประกอบการและแนวโน้มงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าคำเตือนของบีไอเอสจะกลายเป็นความจริงหรือไม่ และท้ายที่สุดหากข้อมูลวิกซ์กลับมาปรากฏ หากดัชนีทะลุระดับ 20 จุดเมื่อใด นั่นจะเป็นสัญญาณยืนยันการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างชัดเจนครับ

โดยสรุปครับ วันนี้ตลาดยืนอยู่บนความระมัดระวัง แต่ยังมีจุดสว่างจากกลุ่มพลังงานและสถาบันการเงิน ในขณะที่ธีมเอไอเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในไตรมาสที่เหลือของปี ขอบคุณครับ

ข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 5 กรกฎาคม 2569

ข่าวเศรษฐกิจประจำวัน – 5 กรกฎาคม 2569

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ จากการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดที่นักลงทุนทุกคนต้องจับตาในวันนี้

ถ้อยแถลงล่าสุดของนายวอร์ชส่งสัญญาณชัดเจนถึงการยกเครื่องอุดมการณ์ครั้งใหญ่ภายในธนาคารกลาง ท่าทีที่แข็งกร้าวและมุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มข้นนี้ กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดหุ้นที่ซื้อขายกันบนความคาดหวังที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดไปสู่ความเข้มงวด มักจะส่งผลลบต่อสินทรัพย์ที่มีอายุยาวหรือที่เราเรียกว่า Duration Assets เช่นหุ้นเติบโตและกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ ในทางกลับกัน มันกลับเป็นข่าวดีอย่างมีนัยสำคัญสำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะช่วยขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM

และเมื่อเราพูดถึงภาคธนาคาร วันนี้มีอีกหนึ่งปัจจัยบวกเข้ามาหนุนอย่างชัดเจน นั่นคือผลการทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ออกมาเป็นบวก ซึ่งเป็นเหมือนใบอนุญาตให้ธนาคารต่างๆ สามารถเดินหน้าจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่เรามองเห็นได้จากตัวเลขดัชนีดาวโจนส์สหรัฐ หรือ US30 ที่ทะยานขึ้นกว่าร้อยละหนึ่งจุดศูนย์เจ็ดในวันที่สองกรกฎาคม ซึ่งตรงกับช่วงที่ผลทดสอบถูกประกาศออกมา เป็นการยืนยันว่าตลาดตอบรับข่าวนี้ในเชิงบวกทันที การรวมตัวของสองปัจจัยนี้ คือการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่จะขยายกำไร ประกอบกับไฟเขียวให้คืนทุนแก่ผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB และ BAY กลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับกัน เราจำเป็นต้องระมัดระวังหุ้นในกลุ่มการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะเข้าไปบีบอัดส่วนต่างกำไรของธุรกิจเหล่านี้โดยตรง ผลกระทบจึงเป็นลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางความปั่นป่วนจากนโยบายการเงิน ตลาดยังได้รับแรงหนุนด้านบวกจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ออกมายืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ นี่คือการันตีเชิงสถาบันที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการขจัดความเสี่ยงที่ธนาคารกลางจะถูกแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดอย่างรุนแรง แม้ว่าคำตัดสินนี้จะไม่ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายแบบเหยี่ยวของนายวอร์ช แต่มันทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเชื่อมั่นขั้นพื้นฐาน และช่วยลดโอกาสเกิดหายนะในตลาดได้ในระดับหนึ่ง ผลกระทบในแง่จิตวิทยาการลงทุนจึงถือเป็นบวก แต่คงต้องบอกว่าเป็นบวกในระดับกลางๆ และเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ สี่สิบแปดชั่วโมงเท่านั้น

และในขณะที่ตลาดโดยรวมกำลังถูกกดดัน เรากำลังเห็นภาพของการฟื้นตัวแบบ K-Shaped อย่างชัดเจน ด้านหนึ่งหุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารปรับตัวดีขึ้นจากดอกเบี้ยขาขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง หุ้นที่ยังคงยืนหยัดและได้รับเม็ดเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งคือกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาวที่แข็งแรงพอจะต้านทานแรงเสียดทานจากวัฏจักรดอกเบี้ยได้ เราเห็นสัญญาณนี้จากข่าวการเสนอขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลกว่าเจ็ดหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ของ SpaceX และกระแสการระดมทุนครั้งใหญ่ในภาคเทคโนโลยี ซึ่งครั้งนี้อาจมีมูลค่าแซงหน้าการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบสามปี สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันยังคงมองหาการเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน

เมื่อเรามองไปข้างหน้า สิ่งที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือท่าทีครั้งต่อไปของประธานเฟดวอร์ช หากถ้อยแถลงหรือรายงานการประชุมครั้งหน้าส่งสัญญาณการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าคาด ตลาดหุ้นในวงกว้างอาจเผชิญกับแรงเทขายที่รุนแรงขึ้น ในทางกลับกัน หากวาทกรรมของเขาอ่อนลงบ้าง และตลาดตีความคำตัดสินของศาลว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจ เราก็อาจเห็นการปรับตัวขึ้นในวงกว้าง ทว่าในตอนนี้ ภาพใหญ่ยังคงเป็นตลาดขาลงที่ระมัดระวัง โดยมีภาคธนาคารเป็นเกาะแห่งความแข็งแกร่ง ภาค AI เป็นความหวังระยะยาวของการเติบโต และภาคการเงินรายย่อยเป็นพื้นที่ที่ควรหลีกเลี่ยง นี่คือภูมิทัศน์การลงทุน ณ ปัจจุบัน ที่ข้อมูลเงินเฟ้อและการประชุมเฟดครั้งถัดไปจะกลายเป็นตัวชี้ขาดทิศทางที่แท้จริงของตลาดโลก

Daily Economic News Voice Briefing — 4 กรกฎาคม 2569

Daily Economic News Voice Briefing — 4 กรกฎาคม 2569

วันนี้ตลาดการเงินโลกกำลังจับตาความเชื่อมั่นที่มีต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน อนุญาตให้คุณลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ชั่วคราว เท่ากับเป็นการปิดกั้นความพยายามที่จะทดสอบอำนาจของประธานาธิบดีในการปลดผู้บริหารระดับสูงของเฟดออกจากตำแหน่ง ข่าวนี้สร้างแรงหนุนทางบวกให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกในทันที โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะตลาดมองว่าความเป็นอิสระของเฟดคือเกราะป้องกันนโยบายการเงินจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยในระยะยาว

เมื่อดูข้อมูลในอดีตที่เรามีอยู่ในฐานข้อมูลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นส่งผลเป็นบวกอย่างชัดเจนต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หุ้นของธนาคารอย่างบีบีแอล ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทหารไทยธนชาต และกรุงศรีอยุธยา มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารจะกว้างขึ้น ตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อรายย่อยและไฟแนนซ์นอกธนาคาร อย่างศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และติดล้อ จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งไปบีบส่วนต่างกำไรและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อย นี่คือภาพความสัมพันธ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดทุนไทย การที่ศาลฎีการับรองให้เฟดยังคงเดินหน้าตามกรอบนโยบายเดิมได้ โดยไม่ถูกครอบงำทางการเมือง จึงช่วยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากความคาดหวังว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกนาน ก็กำลังส่งผลเป็นลูกโซ่ข้ามกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างน่าสนใจ เงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นหมายถึงเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าลง ซึ่งจากข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม อย่างไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอ-ที-ซี และเอเอไอ รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ประโยชน์โดยตรงจากรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทมากขึ้น นี่คือช่องทางที่ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ช่วยหนุนหุ้นส่งออก ขณะที่อีกฟากหนึ่ง ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีภาระหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สูงอย่างบีกริม จีพีเอสซี และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กลับต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากค่าพลังงานนำเข้า ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความเปราะบางในระยะสั้นถึงหนึ่งเดือน

ผลกระทบต่อเนื่องที่ชัดเจนอีกประการคือแรงกดดันต่อราคาทองคำ ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ภาวะถดถอยระยะสั้น จากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับสูงขึ้น นักลงทุนต้องจ่ายค่าเสียโอกาสมากขึ้นในการถือครองทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ย แม้ความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยพยุงราคาไว้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกลับทิศทางแนวโน้มขาลงในช่วงนี้ ภาพรวมจึงเป็นลบต่อทองคำและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีเราไม่มีข้อมูลความสัมพันธ์ทางตรงจากหุ้นเหมืองทองคำในตลาดหลัก แต่ทิศทางของราคาทองคำเองก็ส่งสัญญาณเชิงลบอย่างชัดเจน

มาที่ฝั่งยุโรปกันบ้าง ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป โดยเชื่อมโยงการตัดสินใจโดยตรงกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงาน แนวทางที่ผูกกับข้อมูลเศรษฐกิจแบบนี้ ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบีลงทันที ซึ่งจะกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นจากกระแสคาดการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น ดัชนียูโรสต็อกซ์แบงก์ที่เราติดตามล่าสุดยืนอยู่ที่ 301.4 จุด เพิ่มขึ้น 0.57 เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 3 กรกฎาคม แต่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่าการฟื้นตัวนี้จะยังมีแรงส่งต่อไปได้หรือไม่ หากอีซีบีหยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด

ในขณะเดียวกัน มีสัญญาณเชิงบวกจากความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพอิหร่าน และปริมาณการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังเป็นปกติ ซึ่งหากสถานการณ์ยังคลี่คลายไปในทางที่ดีต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบโลกมีโอกาสปรับตัวลดลงได้ ผลดีจะตกอยู่กับกลุ่มขนส่งและสายการบินโดยตรง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงคือหัวใจของต้นทุนดำเนินงาน จากข้อมูลความสัมพันธ์ย้อนหลัง ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนหุ้นอย่างเอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี และบางกอกแอร์เวย์ส หรือ บีเอ รวมถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างเคอรี่ เอ็กซ์เพรส หรือ เคอีเอ็กซ์ ในทางกลับกัน กลุ่มผู้ผลิตและกลั่นน้ำมันอย่าง ปตท. สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง จะเผชิญแรงกดดันหากราคาลดลง ดังนั้นภาพของกลุ่มพลังงานจึงออกมาแบบผสมผสาน

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังประหม่า คือการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก่อนที่จะถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันนี้ นักลงทุนลดความเสี่ยงด้วยการขายหุ้นเทคฯ ออกมา โดยเฉพาะหุ้นที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะถูกกระทบผ่านแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต ยิ่งตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ก็จะยิ่งตอกย้ำความเป็นไปได้ที่เฟดจะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องและยาวนานขึ้น สิ่งนี้จะสร้างแรงกดดันให้หุ้นเทคฯ โดยรวม แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็เริ่มเห็นความแตกต่างภายในกลุ่มเทคฯ ด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น หุ้นพาแลนเทียร์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ และความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยชิปและพลังงานมหาศาล สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเลือกปฏิบัติระหว่างหุ้นเทคฯ ที่มีเอไอเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต กับกลุ่มเทคฯ ดั้งเดิมที่ยังไม่มีจุดขายชัดเจน

ย้อนกลับมาที่ภาพรวมตลาดหุ้นโลก ดัชนีสำคัญเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือยูเอส30 ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 52,261 จุด ลดลงเล็กน้อย -0.11 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนียุโรป100 หรือเอ็น100 ปรับขึ้น 1.33 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 1,926 จุด ส่วนดัชนีนิฟตี้50 ของอินเดียปิดบวก 0.59 เปอร์เซ็นต์ ที่ 24,006 จุด ด้านเซี่ยงไฮ้50 ทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง ลดลงเพียง -0.14 เปอร์เซ็นต์ และดัชนีออสเตรเลีย50 หรือเอเอส52 ลดลง -0.49 เปอร์เซ็นต์ มาที่ 8,574 จุด ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี พันธบัตรเยอรมัน และพันธบัตรญี่ปุ่น รวมถึงดัชนีค่าเงินดอลลาร์และอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ในวันนี้ไม่มีข้อมูลให้รายงานต่อได้ ส่วนดัชนีความผันผวนอย่าง VIX และ MOVE เองก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน

เมื่อมองไปข้างหน้า เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ตลาดรอคอยคือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะออกมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ขาดว่าตลาดจะเดินหน้าต่อในทิศทางใด หากออกมาตรงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ตลาดก็จะยังคงความเชื่อมั่นในภาพเศรษฐกิจถดถอยแบบนุ่มนวล หรือซอฟต์แลนดิง ซึ่งกลุ่มธนาคารและผู้ส่งออกจะยังเป็นดาวเด่น แต่ถ้าตัวเลขแรงเกินคาด เราอาจเห็นการเทขายหุ้นเทคฯ อย่างรุนแรง ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีก และทองคำถูกกดดันหนักกว่าเดิม ส่วนในกรณีที่ตัวเลขออกมาแย่กว่าคาดมาก ตลาดอาจกลับไปคาดหวังการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงและทองคำดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหุ้นเทคฯ ที่จะกลับมาเป็นขาขึ้นทันที

โดยสรุป ภาพรวมของวันนี้คือตลาดยังอยู่ในโหมดระมัดระวังบวกเล็กน้อย แรงหนุนจากความเป็นอิสระของเฟดหนุนกลุ่มธนาคาร ขณะที่เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ากำลังสร้างทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย กลุ่มส่งออกอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ดูสดใส ส่วนกลุ่มผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์สูงยังต้องระวัง ทางฝั่งยุโรป อีซีบีอาจชะลอขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะลดแรงส่งของหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป ส่วนทองคำยังอยู่ในภาวะถูกกดดันต่อ ท่ามกลางความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพอิหร่านที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและหนุนหุ้นขนส่งทางอากาศ นักลงทุนทั่วโลกจะจับตาไปที่ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เป็นหลัก เพราะนั่นคือคีย์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตลาดการเงินในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า