สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเอ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา แปดนาฬิกา สามสิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบเอ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา แปดนาฬิกา สามสิบเอ็ดนาที ครับ

เริ่มต้นที่ประเด็นสำคัญที่สุดของช่วงนี้ครับ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรก นับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม โดยปรับขึ้นยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน สู่ระดับสามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นทะลุระดับหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการหยุดชะงักของท่อส่งน้ำมันในซาอุดิอาระเบีย และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี และตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศการตัดสินใจของเฟด ปรากฏว่าตลาดตอบรับในเชิงบวก โดยหุ้นปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง และราคาน้ำมันก็อ่อนตัวลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ลดลง และข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมที่แข็งแกร่งเกินคาด ช่วยหนุนมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่น

มาถึงภาพรวมของตลาดในขณะนี้ครับ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านจากภาวะความเสี่ยงสูง ไปสู่การปรับตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง หลังจากการตัดสินใจของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และราคาน้ำมันเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอยู่ และทิศทางของธนาคารกลางหลักทั่วโลก

หัวข้อที่ต้องจับตามองเป็นอันดับแรก คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ จะเป็นการปรับขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือ ยังมีโอกาสปรับขึ้นอีก เนื่องจากเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยกดดัน โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง ในขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารจะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น

ประเด็นสำคัญรองลงมา คือ วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จากเหตุการณ์ความขัดแปรในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสายการบินและการขนส่งที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

และประเด็นที่สาม คือ การปรับฐานของตลาดพันธบัตรโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่คาดหวังในอนาคตปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีระยะยาว และกดดันต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

จากปัจจัยเหล่านี้ กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ คือ การเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากปัญหาอุปทาน แต่ควรลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังไม่มีผลกำไร เนื่องจากความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม เราต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ และท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่นในการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในระยะต่อไปครับ

ก่อนจากกันในวันนี้ ขอฝากข้อคิดสำหรับนักลงทุนทุกท่านไว้เสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะข่าวสารและข้อมูลที่เราได้รับในวันนี้ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจากปัจจัยต่างๆ ที่ไม่คาดคิดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ