สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ สิบเก้า สิงหาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที
วันนี้ เรามาติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินโลกกันครับ
ประเด็นหลักที่ตลาดกำลังจับตาคือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก
เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดแรงกระแทกสามระลอกพร้อมกันครับ
ระลอกแรก คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาล
ระลอกสอง คือ ราคาน้ำมันดิบผันผวนรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี
และระลอกสาม คือ การไหลออกของเงินทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย
กลไกการส่งผ่านผลกระทบเป็นไปตามตำราเรียนครับ ความกลัวว่าอุปทานน้ำมันจะหยุดชะงัก ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และส่งต่อความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น และสุดท้ายกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากแผนลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มูลค่าหกล้านเจ็ดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อเสนอของวอร์ช ซึ่งจะดูดสภาพคล่องดอลลาร์ออกจากระบบ ในขณะที่ตลาดต้องการมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยังมีธีมการลงทุนที่แข็งแกร่งเฉพาะกลุ่ม คือ หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังคงมีความต้องการเชิงโครงสร้างสูง ดังที่เห็นจากผลประกอบการของบริษัทออนเซมิ ที่เติบโตจากศูนย์ข้อมูล AI
โดยรวมแล้ว ภาวะตลาดตอนนี้คือ อยู่ในโหมดรับความเสี่ยงน้อยลง พร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่เป็นพิษต่อหุ้นในวงกว้างครับ
มาดูภาพรวมตลาดกันครับ
ดัชนี DAX สี่สิบ ของเยอรมนี ปรับขึ้นร้อยละหนึ่ง แต่กำลังลดลง ขณะที่ดัชนี ASX สองร้อย ของออสเตรเลีย ปรับลดลงร้อยละ 0.5 ติดต่อกันเป็นวันที่สี่
หุ้นจีนปรับตัวลง จากข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ที่อ่อนแอ ส่วนตลาดหุ้นไทยทรงตัว ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคโนโลยี
ในฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่รัสเซียต้องระงับการประมูลพันธบัตร OFZ
ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ DXY อยู่ที่ 100.92 จุด ปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.97 ในเดือนนี้ และร้อยละ 2.64 นับตั้งแต่ต้นปี
ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 73.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.27 ในสัปดาห์ แต่ลดลงร้อยละ 18.16 ในเดือน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.33 นับตั้งแต่ต้นปี
ต่อไป เรามาวิเคราะห์เชิงประเด็นกันครับ
ประเด็นที่หนึ่ง ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน และความเสี่ยงด้านพลังงาน
ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นร้อยละ 7.27 ในหนึ่งสัปดาห์ ข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTTEP, PTT, TOP, SPRC และเป็นลบต่อกลุ่มขนส่งและสายการบิน เช่น AAV, BA, KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น
คาดการณ์ว่า ผลกระทบจะเชิงบวกสูงต่อกลุ่มพลังงาน ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า และเชิงลบปานกลางต่อกลุ่มสายการบินและขนส่งทันที รวมถึงกดดันหุ้นในวงกว้างผ่านช่องทางเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้อยู่ในระดับสูงครับ เพราะห่วงโซ่สาเหตุและผลที่เชื่อมโยงกันมีความชัดเจนทางประวัติศาสตร์
ประเด็นที่สอง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง และสภาพคล่องตึงตัว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายรัฐบาลและเงินเฟ้อ รวมถึงแผนลดงบดุลของเฟด ส่งผลให้ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง
ข้อมูลความสัมพันธ์ชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, BAY เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM จะขยายตัว แต่เป็นลบต่อกลุ่มการเงินและหลักทรัพย์อย่าง SAWAD, MTC, TIDLOR และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น SIRI, AP, SPALI, LH เพราะต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
คาดการณ์ว่า กลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์ในระยะกลาง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REITs จะถูกกดดันในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ กลุ่มเทคโนโลยีเติบโตจะถูกกดดันสูงทันที และสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่จะเผชิญกับการไหลออกของเงินทุน
ประเด็นที่สาม ความแข็งแกร่งของ AI และเซมิคอนดักเตอร์
แม้มีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นเรื่องราวการเติบโตที่โดดเด่น ผลประกอบการของออนเซมิ ในไตรมาสสอง ได้รับแรงหนุนจากความต้องการศูนย์ข้อมูล AI และบริษัทยูนิทรี โรโบติกส์ ระดมทุนผ่านตลาดหุ้น STAR Market ในเซี่ยงไฮ้ มูลค่า 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน
ข้อมูลความสัมพันธ์ชี้ว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่า เป็นบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น DELTA, KCE, HANA เพราะได้แรงหนุนจากทั้งความต้องการ AI และผลประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน
คาดการณ์ว่า กลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล จะได้ประโยชน์ในระยะกลาง ส่วนผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์
ประเด็นที่สี่ จีนชะลอตัว และความเสี่ยง contagion สู่ตลาดเกิดใหม่
ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน ทั้งจากทางการและค่าย Caixin ต่ำกว่าคาด และแสดงถึงภาวะหดตัว ส่งผลลบต่อตลาดเกิดใหม่และสินค้าโภคภัณฑ์
ข้อมูลความสัมพันธ์ชี้ว่า PMI ที่อ่อนแอ เป็นลบต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, WHA ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อน เป็นบวกต่อผู้ส่งออกอาหาร เช่น TU, CPF, ITC, AAI
คาดการณ์ว่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะถูกกดดันในหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ส่วนผู้ส่งออกอาหารไทยจะได้ประโยชน์บางส่วนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
มาถึงข้อเสนอแนะการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงครับ
เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน เช่น PTTEP, PTT, TOP, SPRC เพราะความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซยังถูกประเมินต่ำเกินไป และข้อมูลความสัมพันธ์ยืนยันผลบวกจากราคาน้ำมัน ระยะเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์
เพิ่มน้ำหนักกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เช่น BBL, KBANK, SCB, KTB เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นช่วยขยาย NIM โดยตรง ระยะกลางหนึ่งถึงสามเดือน
ลดน้ำหนักกลุ่มสายการบินและขนส่ง เช่น AAV, BA, KEX เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยกดดันโดยตรง ระยะเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หรือจนกว่าความตึงเครียดคลี่คลาย
ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ผ่าน basket ETRON ซึ่งรวม DELTA, KCE, HANA โดยได้แรงหนุนจากความต้องการ AI และค่าเงินบาทอ่อน ระยะกลาง
ป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือดอลลาร์สหรัฐ และขายสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ เพราะดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องในภาวะรับความเสี่ยงน้อยลง
สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง มีสามกรณีหลักครับ
กรณีพื้นฐาน ร้อยละ 55 ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงอยู่แต่ไม่ลุกลาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทรงตัวในระดับสูง น้ำมันอยู่ที่ 68 ถึง 78 ดอลลาร์สหรัฐ หุ้น sideway ถึงอ่อนตัว โดยมี divergence ระหว่างกลุ่มมาก การลงทุนในพลังงาน ธนาคาร และ AI จะได้ผลตอบแทนที่ดี
กรณี bullish ร้อยละ 25 หากเกิดการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ราคาน้ำมันจะร่วงลงร้อยละ 10 ถึง 15 ใน 48 ชั่วโมง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง หุ้นจะรีบาวด์รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่ม cyclical และขนส่ง
กรณี bearish ร้อยละ 20 หากช่องแคบฮอร์มุซปิดสนิทหรือมีการสู้รบ ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 95 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งจากความตื่นตระหนกเงินเฟ้อ หุ้นโลกร่วงร้อยละ 5 ถึง 10 และตลาดเกิดใหม่เผชิญวิกฤตสภาพคล่อง ควรถือเงินสดและทองคำ
สรุปประเด็นสำคัญครับ
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวแปรหลักที่เหนือสัญญาณอื่นๆ ต้องวางแผนรับมือทั้งสองทาง
เพิ่มน้ำหนักพลังงานตอนนี้ เพราะข้อมูลความสัมพันธ์ชัดเจน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REITs
กลุ่มธนาคารเป็น hedge ตามธรรมชาติจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
ความต้องการ AI กำลังแยกตัวออกจากเศรษฐกิจมหภาค
และเตรียมรับความเสี่ยงจากการดีดตัวรุนแรง หากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านสำเร็จ ให้เก็บเงินสดไว้รอจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่ถูกกดดันหนัก
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ