สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ ยี่สิบสอง กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาทีเช้า ครับ
เริ่มต้นที่ประเด็นใหญ่ของตลาดการเงินโลกในขณะนี้ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ธนาคารกลางหลัก พร้อมใจกันคุมเข้มนโยบายการเงิน พร้อมกันทั่วโลก หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบสามปี ขึ้น 25 เบสิสพอยต์ สู่ระดับ ร้อยละ 3.75 ถึง 4.00 ตามมาด้วยธนาคารกลางยุโรปที่ปรับขึ้นเช่นกัน และที่สำคัญ ตลาดจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น เตรียมขึ้นดอกเบี้ย สู่ระดับร้อยละ 1.25 ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการคุมเข้ม ที่ประสานกันมากที่สุด ในรอบสองทศวรรษ
การคุมเข้มพร้อมกันนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์ พุ่งทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี พุ่งแตะระดับร้อยละห้า สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจถดถอย จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ธนาคารกลางจำต้องเร่งลดดีมานด์ ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนถูกกดดัน และส่วนต่างความเสี่ยงของตราสารหนี้ ปรับกว้างขึ้น ในเชิงประวัติศาสตร์ การคุมเข้มพร้อมกันทั่วโลก ควบคู่กับปัญหาช็อคพลังงานด้านอุปทาน เคยส่งผลให้หุ้นตกต่ำอย่างรุนแรง มาแล้วหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังการประชุมเฟด เมื่อวันที่สิบแปดกันยายน ที่ผ่านมา แต่มุมมองเรามองว่า เป็นเพียงการเด้งกลับในเชิงกลยุทธ์ ระยะสั้น เพราะแรงกดดันระยะกลาง ยังขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมัน จะลดลงอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ และความขัดแย้งอิหร่าน จะคลี่คลายลงหรือไม่
มาดูภาพรวมตลาดในวันนี้ หุ้นสหรัฐ ยุโรป ปรับตัวลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากความกังวลดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน และเด้งกลับช่วงปลายสัปดาห์ ส่วนหุ้นญี่ปุ่น ถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ย และเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณร้อยละ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่พันธบัตรญี่ปุ่น ทะลุระดับร้อยละ 3 และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ ปิดเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล
มาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญกันต่อ ธีมแรก คือการคุมเข้มพร้อมกันของธนาคารกลางหลัก ซึ่งถือเป็นการกลับมาของแนวโน้มคุมเข้ม ที่ไม่เห็นมาหลายปี การปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันเช่นนี้ ในอดีตมักกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย มักได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะหุ้นแนสแด็ก และหุ้นญี่ปุ่น
ธีมที่สอง คือวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันเบรนท์ที่พุ่งสูงเกินหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ กำลังเป็นตัวเร่งอัตราเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนในสถานการณ์นี้ คือ กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ สายการบิน และกลุ่มขนส่ง เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นมาก
ธีมที่สาม ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางญี่ปุ่น กับการแข็งค่าของเงินเยน ประเด็นนี้ถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ซ่อนอยู่ เพราะนักลงทุนญี่ปุ่น ถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก หากเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เพื่อนำเงินกลับประเทศ คล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ธีมสุดท้าย คือความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทเดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย รายงานรายได้ไตรมาสสอง ปีนี้โตกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้อานิสงส์จากความต้องการลงทุนในศูนย์ข้อมูล ด้านปัญญาประดิษฐ์ แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว ก็ตาม และหุ้นเดลต้า ยังช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทย ให้ปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่ผ่านมา
มาถึงข้อเสนอแนะการลงทุนที่มีมุมมองชัดเจน เรายังคงแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนสูง ในกลุ่มพลังงาน และการลงทุนระยะสั้น เรามองว่าการเด้งขึ้นของหุ้น หลังการประชุมเฟด ยังอ่อนแอ จึงควรปรับพอร์ตการลงทุน โดยลดสัดส่วนในหุ้นกลุ่มเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี และเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน ขณะเดียวกัน การถือเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดี ในภาวะเช่นนี้
ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน หากเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ หรือหลุดระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าจะยืดเยื้อหรือคลี่คลาย
ท้ายนี้ เรามีมุมมองต่อสถานการณ์ในสามกรณี กรณีพื้นฐาน โอกาสร้อยละห้าสิบห้า ตลาดหุ้นจะค่อยๆ ปรับตัวลง แต่ยังมีจังหวะเด้งขึ้นเป็นระยะ แนะนำถือหุ้นกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักหุ้นทั่วไป กรณี optimistic โอกาสร้อยละยี่สิบ หากความขัดแย้งอิหร่านคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะลดลง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวขึ้นแรง แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกรณีเลวร้าย โอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากความขัดแย้งลุกลาม น้ำมันพุ่งสูงเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ และเกิดการเทขายสินค้าเสี่ยงทั่วโลก แนะนำถือเงินสด ทองคำ และดอลลาร์สหรัฐ
บทสรุปส่งท้ายสำหรับวันนี้ พลังงาน คือศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด และการเด้งขึ้นของหุ้น หลังการประชุมเฟด คงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด อยู่ที่การแข็งค่าของเงินเยน ที่อาจนำไปสู่การเทขายต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ยังคงเป็นธีมที่น่าสนใจในระยะยาว แต่ต้องจับตาต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และติดตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างใกล้ชิด
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ