สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ ยี่สิบสอง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที
ครับ มาดูภาพรวมเศรษฐกิจโลกกันวันนี้ กระแสหลักที่กำลังขับเคลื่อนตลาด คือ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่สร้างความไม่เสถียรภาพ จนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องประกาศเพิ่มโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว เป็นสองเท่า เพื่อแทรกแซงตลาด อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราว เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้าง อย่างอัตราเงินเฟ้อที่เหนียวแน่น ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลัง ยังคงกดดันตลาดต่อไป
ตอนนี้ นักลงทุนกำลังรอคอย การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจแจ็คสันโฮล ในวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ เควิน วอร์ช คาดว่าจะให้แนวทางสำคัญ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความผิดปกติของตลาดพันธบัตร เงินเฟ้อจากสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง ต่อสินทรัพย์ทุกประเภท โดยหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบ กลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ถูกกดดันอย่างหนัก ขณะที่หุ้นที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์บางตัว กลับให้ผลตอบแทนที่ดี
มาดูภาพตลาดโดยรวมครับ กลุ่มหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 ฟิวเจอร์ส ปรับขึ้น 0.4 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการดีดตัวชั่วคราว ยังไม่มีสัญญาณกลับตัว Nasdaq ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.16 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่หุ้นกลุ่มชิป และวอลมาร์ท ถูกกดดัน หุ้นยุโรป Euro STOXX 50 และ STOXX 600 ปรับลง 0.2 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับหุ้นญี่ปุ่น Nikkei 225 ที่บวก 1 เปอร์เซ็นต์ จากการประกาศซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ หุ้นเกาหลี KOSPI พุ่งแรงถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่าจะเกิดจากการชอร์ตคัฟเวอร์ หุ้นฮั่งเส็งบวก 0.8 เปอร์เซ็นต์ ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงพุ่งสูง โครงการซื้อคืนให้การบรรเทาเพียงชั่วคราว ความกังวลเงินเฟ้อยังฝังลึก
ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำทรงตัว ทองคำขาวและแพลทินัมปรับขึ้น 1.78 และ 1.58 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ น้ำมันดิบ WTI และ Brent ยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลว่ามาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน จะทำให้อุปทานลดลง ตลาดพลังงานจึงได้แรงหนุน
ครับ มาวิเคราะห์ประเด็นหลักกันต่อ ประเด็นแรก การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก และการแทรกแซงพิเศษของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้รับประโยชน์ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะช่วยเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ได้แก่ BBL KBANK SCB ส่วนหุ้นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs และกองทุนรวมทรัพย์สิน จะถูกกดดัน เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิหรือ NAV ลดลง กลุ่มเทคโนโลยีที่ยังขาดทุน ก็ได้รับผลกระทบในทางลบเช่นเดียวกัน
ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มผู้ผลิตพลังงาน อย่าง PTTEP PTT TOP SPRC ในทางกลับกัน กลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ อย่าง AAV BA KEX จะถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กลุ่มสาธารณูปโภคที่มีหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อย่าง BGRIM GPSC GULF ก็ถูกกดดันจากเงินบาทที่อ่อนค่า
ประเด็นที่สาม การประชุมแจ็คสันโฮล ในวันที่ 28 นี้ การแถลงของประธานเฟดคนใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สำหรับทิศทางตลาดในช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์ข้างหน้า หากถ้อยคำออกมาในเชิง Hawkish หรือเน้นการควบคุมเงินเฟ้อ จะส่งผลลบต่อกลุ่ม REITs หุ้นเติบโต และตลาดเกิดใหม่ แต่จะเป็นบวกต่อธนาคารและดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางกลับกัน หากออกมาในเชิง Dovish หรือห่วงการชะลอตัว จะหนุนให้ตลาดหุ้นรีบาวด์
ประเด็นที่สี่ เศรษฐกิจเยอรมนีที่ชะลอตัวเชิงโครงสร้าง สร้างแรงกดดันต่อหุ้นยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มหรูหราและสินค้าฟุ่มเฟือย การแข่งขันจากจีน ต้นทุนพลังงานที่สูง และความไม่แน่นอนทางการค้าโลก เป็นปัจจัยกดดันระยะกลาง
จากข้อมูลที่เราวิเคราะห์ กลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง สำหรับช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP PTT TOP SPRC และกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ อย่าง BBL KBANK SCB รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ออสเตรเลียและบราซิล ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ กลุ่มสินเชื่อรายย่อยหรือไมโครไฟแนนซ์ อย่าง SAWAD MTC TIDLOR รวมถึง REITs และหุ้นยุโรปกลุ่มหรูหรา
ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การแถลงของเควิน วอร์ช ในวันที่ 28 การแถลงข่าวเรื่องมาตรการควบอิหร่าน ประสิทธิผลของโครงการซื้อคืนพันธบัตรสหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อของญี่ปุ่น
ความเสี่ยงหลัก แบ่งเป็นสามกรณี กรณีพื้นฐาน มีโอกาส 55 เปอร์เซ็นต์ ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังทรงตัวในระดับสูง ราคาน้ำมันคงที่ และวอร์ชส่งสัญญาณค่อยเป็นค่อยไป ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยหมุนเวียนเข้าสู่พลังงานและธนาคาร กรณีขาขึ้น มีโอกาส 20 เปอร์เซ็นต์ ที่โครงการซื้อคืนประสบความสำเร็จ และวอร์ชมีท่าทีผ่อนคลาย จะทำให้เกิดการรีบาวด์ของกลุ่มที่ถูกกดดันก่อนหน้า ส่วนกรณีขาลง มีโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ ที่ตลาดพันธบัตรไม่เชื่อถือมาตรการแทรกแซง ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และวอร์ชส่งสัญญาณ Hawkish จะทำให้เกิดการเทขายวงกว้าง
ข้อสรุปสำคัญครับ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร คือความเสี่ยงหลัก กลุ่มพลังงานคือโอกาสลงทุนที่ชัดเจนที่สุด การประชุมแจ็คสันโฮลคือจุดเปลี่ยนที่ต้องระวัง การลงทุนในธนาคารขนาดใหญ่และหลีกเลี่ยงสินเชื่อรายย่อย เป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับข้อมูล หุ้นยุโรปควรลดน้ำหนัก ในขณะที่ทองคำไม่ได้ให้สัญญาณ Safe Haven ในครั้งนี้
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ