สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที
วันนี้ เรามาเริ่มต้นด้วยภาพรวมตลาดโลก ที่แบ่งเป็นสองซีกอย่างชัดเจนครับ ฝั่งหุ้นสหรัฐ กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น ต่อผลตอบแทนจากการใช้จ่ายด้านเอไอ ท่ามกลางข้อมูลมหภาคที่ย่ำแย่ลง นำไปสู่การเทขายอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ก่อนจะเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิค จากกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วน หลังจากนั้น ขณะที่ตลาดเอเชีย ก็มีแรงกดดันเฉพาะตัว จากสุญญากาศผู้นำธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดเกิดใหม่ และการเข้าแทรกแซงของทางการจีน เพื่อพยุงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ส่วนตลาดน้ำมันดิบ กำลังให้ภาพที่ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจนครับ คือความเสี่ยงด้านอุปทาน จากภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ภัยคุกคามของอิหร่าน และกลุ่มฮูตีในทะเลแดง กลับถูกบดบัง อย่างสิ้นเชิง ด้วยมุมมองเชิงลบต่ออุปสงค์ โดยราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ ร่วงลงประมาณ ร้อยละยี่สิบ เมื่อเทียบรายเดือน ทำให้ภาพรวมตลาดขณะนี้ เป็นการฟื้นตัวเสี่ยง ในบางจุด ที่เปราะบาง ต่อกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ในวงกว้างครับ
ต่อด้วยสถานการณ์ตลาดครับ ระบอบตลาดวันนี้ เราเรียกว่า การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบแยกส่วน พร้อมแรงรีบาวด์ จากมาตรการนโยบายครับ สัญญาณภาวะสเตกเฟลชั่น เริ่มปรากฏ เมื่อความกังวลด้านการเติบโต จากข้อสงสัยการใช้จ่ายเอไอ และการส่งออกเอเชีย มาชนกับเงินเฟ้อฝังแน่น โดยธนาคารกลางจอร์เจีย ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ ร้อยละแปดจุดสองห้า ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ ร้อยละห้าจุดแปด สะท้อนว่า แรงกดดันเงินเฟ้อ ยังไม่จางหายไปครับ
ภาพรวมดัชนีหลักครับ ตลาดหุ้นสหรัฐ เอสแอนด์พีห้าร้อย และแนสแด็ก บวกได้มากกว่า ร้อยละศูนย์จุดห้า ในวันที่ 21 กรกฎาคม จากแรงรีบาวด์หุ้นเทค แต่ก็ร่วงหนักในวันที่ 24 จากความกังขาต่องบลงทุนเอไอ ด้านนิกเคอิของญี่ปุ่น ลดลงถึง ร้อยละสี่จุดศูนย์สาม ส่วนเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต เพิ่มขึ้น ร้อยละศูนย์จุดแปดห้า จากแรงซื้อกองทุนรัฐ ฮั่งเส็ง เพิ่มขึ้น ร้อยละสองจุดสามหก โคสปีของเกาหลีใต้ ลดลงถึง ร้อยละสี่จุดสี่หก เอเอสเอ็กซ์สองร้อย ของออสเตรเลีย เกือบไม่เปลี่ยนแปลงครับ
ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี ปรับสูงขึ้นเมื่อวันที่ 24 จากความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ส่วนของรัสเซีย การประมูลพันธบัตรโอเอฟแซด ถูกระงับ หลังการขายล้มเหลวต่อเนื่อง สะท้อนความตึงเครียด
สำหรับค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ หรือดีเอ็กซ์วาย เคลื่อนไหวแถว หนึ่งร้อยจุดเก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยหนึ่งจุดสามสิบหก ทรงตัว แต่มีกำไรรายเดือนเล็กน้อย ประมาณ ร้อยละหนึ่งจุดห้า ถึงสองจุดห้า ขณะที่รูเปียะห์อินโดนีเซีย อ่อนค่าลง จากข่าวผู้ว่าการธนาคารกลาง เพอร์รี วาร์จิโย ลาออกกะทันหัน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม สร้างความกังวลด้านเสถียรภาพสถาบันครับ
ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ เจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ด ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงรายวัน ร้อยละสองจุดสามแปด และร่วงลงรายเดือน ถึงร้อยละยี่สิบจุดสองแปด ส่วนดัชนีจีเอสซีไอ ปิดที่หกร้อยสี่สิบเจ็ดจุดสามสี่ ปรับขึ้นรายสัปดาห์ ร้อยละสี่จุดเก้า แต่ลดลงรายเดือน ร้อยละห้าจุดห้าห้า ครับ
มาติดตามประเด็นสำคัญกันครับ
ประเด็นแรก วิกฤตความเชื่อมั่นเอไอ ฉุดราคาหุ้นเทคสหรัฐใหม่ครับ โดยตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนักวันที่ 24 จากมุมมองว่า การลงทุนในโครงสร้างเอไอ ไม่คุ้มค่า ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่แย่ลง ก่อนจะรีบาวด์บางส่วน จากแรงซื้อหุ้นเทค วันที่ 21 ซึ่งนำโดยแอลฟาเบทครับ ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น จะกดดันมูลค่าหุ้นเติบโต และหุ้นเทคครับ ผลกระทบที่เรามองว่าเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญ ภายในสี่สิบแปด ชั่วโมง ไปจนถึงสี่สัปดาห์ หุ้นเทคและเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ มีความเสี่ยงขาลงแบบอสมมาตร การพุ่งขึ้นของหุ้นเอสเค ไฮนิกซ์ กับที่หุ้นไมครอนและมาร์เวลร่วง สะท้อนการแยกทางกันอย่างรุนแรงครับ สำหรับตลาดหุ้นไทย การรีบาวด์จากหุ้นเทคในวันที่ 31 กรกฎาคม น่าจะเป็นเพียงแรลลี่ปิดชอร์ต ไม่ใช่การกลับตัวเชิงโครงสร้าง เพราะหากอัตราผลตอบแทนสหรัฐยังสูง ก็จะกดดันต่อเนื่องครับ
ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง จากการทำลายอุปสงค์ กลบพลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครับ แม้จะมีข่าวอิหร่าน สั่งให้กลุ่มฮูตีเตรียมปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน แต่ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ กลับดิ่งลงร้อยละยี่สิบในรอบเดือน สะท้อนว่า ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ ความกลัวอุปสงค์ถดถอยอย่างแท้จริงครับ
ความสัมพันธ์ที่เรามี ในฐานข้อมูลชัดเจนว่า เมื่อราคาน้ำมันขึ้น จะบวกต่อกลุ่มพลังงานและยูทิลิตี้ เช่น หุ้น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป แต่พอราคาลงก็จะเป็นลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อน้ำมันลง กลุ่มขนส่งและสายการบิน เช่น เอเอวี บีเอ รวมถึงโลจิสติกส์ เคอีเอ็กซ์ จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ตรงกันข้ามครับ ดังนั้นเราจึงให้น้ำหนักว่า การร่วงของน้ำมัน เดือนนี้จะกดดันหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีไทยอย่างชัดเจน ในขณะที่เอื้อต่อธุรกิจขนส่ง ซึ่งเป็นจุดสว่างที่หาได้ยากในตลาดตอนนี้ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูงครับ
ประเด็นที่สาม คือความเครียดในตลาดเกิดใหม่ จากวิกฤตสถาบันอินโดนีเซีย และการลามไปยังอาเซียนครับ การลาออกของผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กะทันหัน ตอกย้ำความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล นอกจากรูเปียะห์อ่อนแล้ว ยังอาจฉุดให้ค่าเงินบาท อ่อนค่าตามแรงเทขายในภูมิภาคครับ ซึ่งผลตามฐานข้อมูล หากเงินบาทอ่อน ค่าเงินดอลลาร์แข็ง กลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮาน่า จะได้ประโยชน์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับกลุ่มอาหาร อย่าง ทีเอ ซีพีเอฟ ส่วนกลุ่มพลังงานที่มีหนี้เป็นดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ จะถูกกดดันหนัก จากต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นครับ ระยะนี้จึงต้องจับตาความเสี่ยง แพร่กระจายจากอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิดครับ
ประเด็นที่สี่ การใช้มาตรการของจีน เพื่อพยุงตลาดครับ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต บวกขึ้นร้อยละศูนย์จุดแปดห้า จากแรงซื้อกองทุนรัฐ พร้อมคำมั่นที่จะซื้อเพิ่ม และการคงดอกเบี้ยแอลพีอาร์ ของธนาคารกลางจีน ช่วยสร้างแนวรับเชิงยุทธวิธี ให้กับตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง ที่บวกถึงร้อยละสองจุดสามหก แต่การร่วงของโคสปีถึงร้อยละสี่จุดสี่หก ก็ย้ำว่า ปัจจัยด้านเทคโนโลยียังคงสำคัญกว่า และจีนไม่อาจทำให้ตลาดเอเชีย แยกตัวจากแรงขายหุ้นเอไอสหรัฐได้ แนวรับจากจีนจึงเป็นเพียงการพยุงระยะสั้น ไม่ใช่การกลับตัว รอให้ข้อมูลพีเอ็มไอ และส่งออก ยืนยันการฟื้นตัวก่อนครับ
มาดูกลยุทธ์ลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง จากฐานข้อมูลกันครับ โอกาสที่น่าสนใจที่สุด มีดังนี้
หนึ่ง ให้น้ำหนักมากเกิน ในหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ไทย เช่น เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ เพราะมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับราคาน้ำมันอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ร่วงแรงในรอบเดือนนี้ จะหนุนกำไรจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นโอกาสลงทุนในกรอบศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่า ราคาดับเบิลยูทีไอ ยังอยู่ต่ำกว่า เจ็ดสิบห้า ดอลลาร์ครับ
สอง ให้น้ำหนักมากเกิน ในกลุ่มผู้ส่งออก คือ กลุ่มอีเล็กทรอนิกส์และอาหาร หากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งเป็นไปได้จากแรงกดดันตลาดเกิดใหม่ โดยมีหุ้นเด่นเช่น เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ ที่จะได้ประโยชน์จากกำไรการแปลงค่าเงิน กรอบเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยมีตัวกระตุ้นคือ ดัชนีดีเอ็กซ์วายทะลุ หนึ่งร้อยสอง หรือบาทอ่อนค่าลงอีก
สาม ควรหลีกเลี่ยงหรือให้น้ำหนักน้อยเกิน ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคไทย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงร้อยละยี่สิบต่อเดือน จะบีบอัดรายได้ของ พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี โดยตรง และกลุ่มบีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ ต้องเผชิญแรงกดดันสองทาง จากทั้งราคาน้ำมันลง และภาระหนี้ดอลลาร์ ในสภาพแวดล้อมที่บาทมีแนวโน้มอ่อน กรอบเวลาศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ครับ
สี่ เลือกลงทุนในกลุ่มธนาคารอย่างระมัดระวังครับ เพราะหากดอกเบี้ยยังสูง รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัว หนุนหุ้นอย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แต่ต้องระวังหากเศรษฐกิจถดถอย จนหนี้เสียเพิ่มขึ้น ตัวกระตุ้นคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางครับ
สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง แบ่งเป็นสามกรณีครับ
กรณีฐาน ร้อยละห้าสิบห้า ตลาดแกว่งตัวในกรอบ ราคาน้ำมันทรงตัว หกสิบแปด ถึง เจ็ดสิบสี่ ดอลลาร์ หุ้นเทคสหรัฐ รีบาวด์ ไร้แรงต่อเนื่อง ตลาดเกิดใหม่ จำกัดที่อินโดนีเซีย
กรณีที่ดี ร้อยละยี่สิบ หากความกลัวเอไอเกินจริง แอลฟาเบทออกผลประกอบการดี จีนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล น้ำมันดีดจากอุปทานสะดุดจริง ให้หันไปเพิ่มหุ้นเทค และพลังงานเต็มที่
กรณีเลวร้าย ร้อยละยี่สิบห้า หากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย เอไอร่วงไม่เป็นระเบียบ วิกฤตอินโดนีเซียลาม น้ำมันหลุด หกสิบห้า ดอลลาร์ ต้องตั้งรับเต็มที่ ถือหุ้นค้าปลีก และเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง
ข้อสรุปสำคัญก่อนจบรายงานครับ การร่วงของราคาน้ำมันดิบ ถึงร้อยละยี่สิบในรอบเดือน คือสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ครับ มันสนับสนุนหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบิน และกดดันกลุ่มพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตความเชื่อมั่นการใช้จ่ายเอไอ ยังหาจุดต่ำสุดไม่ได้ ต้องรอผลประกอบการของยักษ์ใหญ่ก่อนตัดสินใจ ขณะที่วิกฤตอินโดนีเซียเพิ่มเบี้ยความเสี่ยงในอาเซียน ต้องป้องกันด้วย หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน ส่วนการพยุงตลาดของจีน เป็นเพียงพื้นชั่วคราวครับ ยังไม่ใช่จุดกลับตัว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น ยังคงเป็นกลไกส่งผ่านความกลัว ไปสู่การกดดันหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี กลยุทธ์ที่เราแนะนำ คือการหมุนกลุ่ม เน้นกลุ่มขนส่ง อาหาร ผู้ส่งออก และหลีกเลี่ยงพลังงานครับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech