สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สามสิบเอ็ด กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้ง โดยแรงกระแทกแบบสแตกเฟลชั่น ที่มีรากฐาน มาจากความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ ในตะวันออกกลาง ที่กำลังบานปลาย การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ การโจมตีของกลุ่มฮูษี ในทะเลแดง และความขัดแย้งระดับภูมิภาค ที่ขยายวงกว้าง ได้ผลักดันให้ ราคาน้ำมันดิบ พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ไปอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้ ความกังวล เงินเฟ้อ พุ่งสูงขึ้น และเข้าบดขยี้ สินทรัพย์ทุกประเภท ที่อ่อนไหว ต่ออัตราดอกเบี้ย อย่างรุนแรง
กลไกการส่งผ่าน ชัดเจนตรงตามตำรา ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ส่งผ่าน ไปยังคาดการณ์เงินเฟ้อ ทำให้อัตราผลตอบแทน พันธบัตร พุ่งทะลุ จุดสูงสุดใหม่ ในรอบหลายปี โดยเฉพาะ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ สามสิบปี ที่เบรกเอาต์ขึ้นไป จากนั้น หุ้นกลุ่มการเติบโต และหุ้นเทคโนโลยี ก็ถูกเทขาย ปรับมูลค่าอย่างรุนแรง โดยแนสแด็ก ร่วงลงไปถึง ร้อยละสองจุดหนึ่งห้า ในวันเดียว สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือ ทองคำกลับดิ่งลงอย่างหนัก แม้จะมีแรงหนุน จากภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม เนื่องจาก ต้นทุนค่าเสียโอกาส ในการถือครองสินทรัพย์ ที่ไม่มีผลตอบแทน พุ่งสูงขึ้นมาก
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ ปิดรับความเสี่ยง ธรรมดา แต่เป็นแรงกระตุ้น เงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ที่เข้ามาปะทะกับ ดอกเบี้ยนโยบาย ที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว บีบให้ตลาด ต้องปรับตัวรับ ความเป็นไปได้ ที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจต้องคงนโยบายคุมเข้ม หรือแม้กระทั่งต้องเข้มงวดขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัว ผลลัพธ์ที่ได้ จึงเป็นโลกแห่งบาร์เบล ที่หุ้นพลังงาน และหุ้นธนาคาร ได้รับประโยชน์ ขณะที่ทุกสิ่ง ที่อ่อนไหว ต่อช่วงเวลา ถือครองยาว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยี กองทรัสต์เพื่อการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์ และทองคำ ล้วนแต่ได้รับผลกระทบ
มาดูภาพรวมตลาดกันครับ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลง ร้อยละศูนย์จุดเก้าเจ็ด เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลดลง ร้อยละหนึ่งจุดสองหนึ่ง แนสแด็ก ลดลง ร้อยละสองจุดหนึ่งห้า ฝั่งเอเชีย ฮั่งเส็ง ลบ ร้อยละหนึ่ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ซึมไปตามบรรยากาศโลก แถมยังเจอ แรงกดดันจาก ผลประกอบการ ของหุ้นเดลต้า ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ในไตรมาสสองอีกด้วย ทางด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัว แม้จะปรับขึ้นมา ร้อยละสองจุด เจ็ด เมื่อเทียบกับต้นปี แต่สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ น้ำมันดิบ ยืนเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์ อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ทองคำ ดิ่งลงกว่า หนึ่งร้อยดอลลาร์ เข้าใกล้แนวรับ ที่สี่พันดอลลาร์
มุมมองเชิงกลยุทธ์ ในวันนี้ ตลาดกำลังเผชิญกับ สองแรงกระทบใหญ่ จากราคาน้ำมัน ที่สูงกว่าร้อยดอลลาร์ กำลังส่งผล ตามฐานข้อมูลคอเรเลชันของเรา โดยตรงต่อ หุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ที่จะได้รับประโยชน์ จากราคาขายที่สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ในระยะหนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์ข้างหน้า ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเอวี การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์ ต้องเผชิญกับ แรงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิง ที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นโดยรวม ที่ถูกกดดัน จากภาวะสแตกเฟลชั่น ที่ทำให้ค่า พีอี เรโช หดตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่ม ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยน สำคัญที่ต้องพูดถึง คือ การพุ่งขึ้น ของอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสามสิบปี ซึ่งถือเป็น ต้นทุนทางการเงินของโลก เมื่อมันทะลุขึ้นทำนิวไฮ จะเกิดการ ปรับมูลค่าสินทรัพย์ ทุกชนิดที่มีอายุยาว หุ้นเทคโนโลยี ถูกคิดลด กระแสเงินสดในอนาคต หนักขึ้น หุ้นกลุ่มอสังหาฯ และกองรีท ถูกกดดัน จากต้นทุนการเงิน ที่แพงขึ้น และที่สำคัญ ทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ ที่ไม่มีดอกเบี้ย ยิ่งถูกลงโทษ หนักที่สุด ฐานข้อมูล ของเรายืนยันว่า วันที่ดอกเบี้ยระยะยาว พุ่งขึ้น หุ้นธนาคาร คือผู้ชนะ โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับประโยชน์ จากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ที่กว้างขึ้น จนพาราคาหุ้น ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ จากกระแสเงินทุนไหลเข้า อย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน หุ้นไฟแนนซ์นอกแบงก์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทยแคปปิตอล และเงินติดล้อ ต้องเจอกับ ต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้นตาม
การรายงานผลประกอบการ ของหุ้นเทคระดับโลก ก็สร้างความแตกต่าง อย่างมีนัยยะ อัลฟาเบท รายได้ยังแกร่ง แต่เทสลา และไอบีเอ็ม กลับพลาด ขณะที่หุ้นเทคเอเชีย ถูกเทขายจากความกังวล เรื่องการสร้างรายได้จากเอไอ สำหรับประเทศไทย เดลต้า คือศูนย์กลาง ของแรงกระแทกนี้ แม้ข้อมูลคอเรเลชัน จะชี้ว่า หากเงินบาทอ่อนค่า จะดีต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า แต่แรงกดดันจากกำไร ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และการถูกลดระดับมูลค่า หุ้นเทคทั่วโลก มีพลังมากกว่า ในตอนนี้
สำหรับตลาดหุ้นไทย มีทั้งลมร้อน และลมเย็น ปะทะกันครับ โครงการก่อสร้าง ทางรถไฟรางคู่ และการใช้จ่าย ภาครัฐ ที่เร่งตัวขึ้น สร้างแรงหนุน ให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อย่าง ช.การช่าง ซิโน-ไทย และอิตาเลียนไทย ขณะที่หุ้นวัสดุก่อสร้าง อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย ทิปโก้แอสฟัลท์ และทีเอ็มที ก็จะได้อานิสงส์ จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ตามฐานข้อมูล การลงทุนภาครัฐ ของเราอย่างชัดเจน ในระยะยาว มากกว่า สี่สัปดาห์ หุ้นธนาคาร ก็ทำนิวไฮ ต่อเนื่อง หนุนด้วยส่วนต่างดอกเบี้ย และกระแสเงินทุน หุ้นพลังงาน แกว่งตัวแรง ตามความคาดหวัง สงครามหรือสันติภาพ ในตะวันออกกลาง แต่เมื่อน้ำมันยังสูง ก็ยังเป็นบวก
ภาพรวมสถานการณ์ การลงทุนที่น่าสนใจ คือ กลยุทธ์แบบบาร์เบล ที่เน้นหนัก ในหุ้นกลุ่มผู้ได้ประโยชน์ จากดอกเบี้ยขาขึ้น และหุ้นพลังงาน พร้อมกับป้องกันความเสี่ยง จากความเสียหาย ของสินทรัพย์ถือยาว โดยเราให้น้ำหนัก ลงทุนเพิ่ม ในกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ เนื่องจากคอเรเลชัน ระหว่างราคาน้ำมัน กับหุ้นกลุ่มนี้ มีนัยสำคัญสูงสุด ในตอนนี้ ภายในระยะ หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ แต่ต้องจับตา ข่าวหยุดยิงใดๆ เพราะจะทำให้ หุ้นกลุ่มนี้พักตัวเร็ว
ขณะเดียวกัน ให้น้ำหนัก ลงทุนเพิ่ม ในกลุ่มธนาคาร อย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เพราะการดีดตัวขึ้น ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ช่วยหนุนส่วนต่างดอกเบี้ย โดยตรง ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยง หรือลดน้ำหนัก กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มพัฒนาอสังหาฯ และรีท ไปก่อน จนกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุสามสิบปี จะมีเสถียรภาพ เพราะแรงหนุน จากอัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจจะช่วย หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ได้บ้าง ยังไม่เพียงพอ ที่จะต้านทาน คลื่นการลดมูลค่า หุ้นเทคทั่วโลก
ขณะที่หุ้นกลุ่มรับเหมา และวัสดุก่อสร้างบางตัว อย่าง ช.การช่าง ซิโน-ไทย และปูนซิเมนต์ไทย ยังมีโอกาส จากเมกะโปรเจ็ค ในประเทศ ที่เป็นตัวเร่งการเติบโต โดยไม่ต้องพึ่งพา กระแสเงินทุนต่างชาติ มากนัก ระยะเวลาลงทุน ควรเป็น มากกว่าสี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ประมาท กับสถานการณ์ความเสี่ยง ในกรณีฐาน ที่เราประเมิน ไว้โอกาส ร้อยละห้าสิบห้า ว่าความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง จะยังยืดเยื้อ แต่จำกัดวง น้ำมันดิบ แกว่งตัว ในกรอบ เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยสิบ ดอลลาร์ ผลตอบแทนพันธบัตร ทรงตัวสูง ตลาดหุ้นจะยังซึมลง โดยมีการหมุนกลุ่ม เข้าหาพลังงาน และการเงิน
แต่ก็มีโอกาส ร้อยละยี่สิบ ที่หากเกิดการหยุดยิง หรือความก้าวหน้า ทางการทูต ราคาน้ำมันจะร่วง ลงต่ำกว่า เก้าสิบดอลลาร์ แล้วอัตราผลตอบแทน พันธบัตรจะลดลงแรง เกิดแรงรีบาวน์ ครั้งใหญ่ ในหุ้นเทค ทองคำ และตลาดหุ้น โดยรวม ซึ่งจะทำให้ สถานะซื้อหุ้นพลังงาน เจ็บตัวหนัก และสุดท้าย กรณีเลวร้าย ที่มีโอกาส ร้อยละยี่สิบห้า คือสงคราม ตะวันออกกลางบานปลาย ดึงมหาอำนาจ เข้ามาเกี่ยวข้อง น้ำมันทะลุ หนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ พันธบัตรอายุยาวร่วงต่อ สร้างความปั่นป่วน ในตลาดบอนด์ โลกทั้งใบ จะเหลือเพียง หุ้นพลังงาน และสินทรัพย์ เสมือนเงินสด เท่านั้น ที่อยู่รอด
ข้อสรุปสำคัญ จากรายงานฉบับนี้ มีดังนี้ หนึ่ง ราคาน้ำมัน เหนือร้อยดอลลาร์ คือตัวแปรหลัก ที่ยกหุ้นพลังงาน และกดทุกอย่าง ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ให้น้ำหนักกับ ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ ตามกฎคอเรเลชัน สอง การเบรกเอาต์ ของพันธบัตรอายุสามสิบปี กำลังทำลาย สินทรัพย์ถือยาว โดยทองคำดิ่งแรง ทั้งที่มีสงคราม คือสัญญาณ ชัดเจนว่า ดอกเบี้ย ไม่ใช่ภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวขับเคลื่อน หลักในตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์ไทย คือผู้รับประโยชน์ ตรงนี้ สาม หุ้นเทคโลก กำลังเข้าสู่ ภาวะวิบัติ ทางผลประกอบการ ที่แตกต่างกันสูง อัลฟาเบทแกร่ง แต่เทสลา ไอบีเอ็ม และเดลต้า พลาด ตลาดไม่ให้รางวัล ทุกหุ้นเอไออีกต่อไป สี่ โครงสร้างพื้นฐานไทย คือโอกาส ที่ไม่ขึ้นกับทิศทางโลก ทางคู่ และงบรัฐ หนุนกลุ่มรับเหมา และวัสดุก่อสร้าง โดยตรง ห้า การร่วงของทองคำ กว่าร้อยดอลลาร์ คือสัญญาณ เปลี่ยนผ่านยุคสมัย จนกว่าผลตอบแทน พันธบัตรจะนิ่ง ทองคำคือมีด ที่กำลังร่วงหล่น และหก การตัดสินใจ ของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้ จะเป็นตัวเร่งสองด้าน หากส่งสัญญาณ ผ่อนคลาย ก็อาจพลิกเทรนด์ ได้ทั้งหมด
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ