ข่าวเศรษฐกิจมหภาค VOICE

Economic Voice News

23 September 2026

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 22/09/2026 11:28 pm

สวัสดีครับ ท่านผู้ชมทุกท่าน ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสาม กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ท่านผู้ชมทุกท่าน ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบสาม กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที ครับ

มาวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนโลกกันครับ ช่วงนี้ตลาดกำลังเผชิญกับแรงกดดันสำคัญสองเรื่องพร้อมกัน นั่นคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากอุปทานตึงตัว โดยเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการเทขายพันธบัตรรัฐบาลครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปีพุ่งแตะห้าเปอร์เซ็นต์ เยอรมันบุนด์ทะลุสามจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี และพันธบัตรอังกฤษสูงกว่าห้าจุดสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงสุดในรอบสิบเก้าปี

แรงกดดันคู่นี้เกิดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ดันอัตราเงินเฟ้อ และอัตราคิดลดที่พุ่งสูงขึ้นกำลังบีบอัดมูลค่าหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่อ่อนไหวต่อระยะเวลา ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกจุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับสามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางได้ละทิ้งแนวคิดที่ว่าเงินเฟ้อเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และกำลังเร่งคุมเข้มนโยบายการเงินท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นี่คือลักษณะคลาสสิกของสภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในรอบปลายวัฏจักร นั่นคือต้นทุนสูงขึ้น อัตราส่วนราคาต่อกำไรลดลง และทางเลือกนโยบายแคบลง

กลไกการส่งผ่านมีความชัดเจนครับ ราคาพลังงานสูงขึ้นเป็นภาษีต่อการบริโภค อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นบั่นทอนส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง ที่ดัชนีประมาณหนึ่งร้อยจุดหก ทำให้เงื่อนไขทางการเงินโลกตึงตัวขึ้น ย้อนกลับไปครั้งสุดท้ายที่เราเห็นการจัดวางเช่นนี้ คือนํ้ามันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐที่ห้าเปอร์เซ็นต์ และเฟดกำลังขึ้นดอกเบี้ย คือช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินปีสองพันแปด แม้ว่าระบบธนาคารในปัจจุบันจะแข็งแกร่งกว่า แต่ความเสี่ยงและผลตอบแทนในระยะใกล้นั้นเอียงไปในทางลบสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง จนกว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงอย่างชัดเจน หรือธนาคารกลางส่งสัญญาณหยุดพัก

มาดูภาพรวมตลาดวันนี้กันครับ ดัชนีหุ้นหลักทั่วโลกปรับตัวลดลง นําโดยหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกกดดัน ทั้งวอลล์สตรีท ดัชนีดั๊กซ์ของเยอรมนี และนิกเกอิของญี่ปุ่น ต่างก็อ่อนตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี การเทขายพันธบัตรทั่วโลกกำลังรุนแรงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามท่าที hawkish ของเฟด และราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ความรู้สึกของนักลงทุนเปลี่ยนจากระมัดระวังในเชิงบวกเป็นระมัดระวังในเชิงลบอย่างชัดเจนครับ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ มีสามประเด็นหลักครับ

ประเด็นแรก ภาวะช็อกจากราคาน้ำมัน ราคาเบรนท์พุ่งเหนือร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ จากการตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง รวมถึงการข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ในอดีต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการหยุดชะงักด้านอุปทาน ทำให้ผลตอบแทนหุ้นในประเทศที่นำเข้าพลังงานติดลบทันที และสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ คาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสายการบินจะได้รับผลกระทบเชิงลบ

ประเด็นที่สอง การเทขายพันธบัตรทั่วโลก การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปีแตะห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณคล้ายกับปีสองพันเจ็ดที่สินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ช่วงผลงานย่ำแย่ อัตราผลตอบแทนจริงที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์ผกผันกับอัตราส่วนราคาต่อกำไรของหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี คาดว่ากลุ่มเทคโนโลยีและกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะถูกกดดันหนัก ขณะที่กลุ่มการเงินมีทั้งโอกาสจากส่วนต่างดอกเบี้ยและความเสี่ยงจากสินเชื่อ

ประเด็นที่สาม ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจคุมเข้ม การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าเฟดยอมให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อกลายเป็นเกลียวค่าจ้าง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งจะกดดันสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่และทำให้เงื่อนไขทางการเงินโลกตึงตัวยิ่งขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นมูลค่าเชิงรับ เช่น สาธารณูปโภคและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ในทางตรงกันข้าม ควรลดน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ สินค้าฟุ่มเฟือย สายการบิน พันธบัตรระยะยาว และตลาดเกิดใหม่

แนวโน้มฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้าที่ราคาน้ำมันจะยังคงสูง และเฟดยังคงแข็งกร้าว หุ้นจะปรับตัวลงโดยมีหุ้นพลังงานเป็นข้อยกเว้น โอกาสที่ตลาดจะปรับตัวดีขึ้นมีเพียงร้อยละยี่สิบ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย แต่ในทางตรงกันข้าม หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจนราคาน้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ จะเกิดภาวะตื่นตระหนกและตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงถึงร้อยละสิบห้าถึงยี่สิบครับ

ก่อนจากกันในวันนี้ ขอฝากให้ติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุด ที่จะพลิกทิศทางของราคาน้ำมัน พันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 23 September 2026 - 06:28 น.