Economic Voice News
04 August 2026
📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 04/08/2026 5:40 am
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ
Voice News
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ
วันนี้ตลาดโลกเผชิญกับ แรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ ด้านพลังงาน หลังจากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร โดยเตหะรานส่งสัญญาณใช้กลุ่มตัวแทน เตรียมปิดกั้นการขนส่งน้ำมัน ผ่านทะเลแดง และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของ น้ำมันดิบประมาณ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาดีเซล ก็ทะยานตามไปด้วย
ตลาดกำลังปรับราคาความคาดหวัง เงินเฟ้อโลก ขึ้นมาใหม่ ตรงกับช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังจะตัดสินนโยบายการเงิน ขณะที่อีซีบี ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นระมัดระวังมากขึ้น นี่เป็นแรงกระตุ้น แบบสแตกเฟลชัน คลาสสิก ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับบีบรัดการบริโภค กดดันภาคการผลิต และจำกัดทางเลือกของธนาคารกลาง
ตลาดหุ้นทั่วโลก จึงเกิดการแยกทิศทาง แบบเคเชฟ โดยหุ้นพลังงานและหุ้นกลาโหม ได้รับความสนใจ ขณะที่หุ้นเทคที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และหุ้นกลุ่มเติบโต เผชิญแรงขาย ส่วนตลาดเกิดใหม่ ที่มีปัญหาขาดดุลแฝด เช่น อินโดนีเซีย และ อินเดีย กำลังเจอกับเงินทุนไหลออก
บรรยากาศการลงทุนในตอนนี้ คือ ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นขาลง จากการประเมินความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และ แรงกดดันสแตกเฟลชัน ที่เข้ามาแทนที่ ความหวังเศรษฐกิจ ชะลอตัวแบบนุ่มนวล เมื่อสัปดาห์ก่อน
มาดูภาพรวมตลาด กันบ้างครับ ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวกเล็กน้อย ศูนย์จุดหนึ่งหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่ระดับ ห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสองจุด โดยมีหุ้นพลังงานช่วยพยุง ตลาดแนสแด็ก บวกหนึ่งจุดหนึ่งเก้าเปอร์เซ็นต์ จากแรงซื้อหุ้นชิปเมกเกอร์ ตลาดยุโรปสต็อกซ์ ทรงตัว ใกล้เคียงศูนย์เปอร์เซ็นต์ จากความไม่แน่นอนของอีซีบี ดัชนีนิฟตี้ของอินเดีย ร่วงลงสองจุดหนึ่งสองเปอร์เซ็นต์ ปรับตัวตามภาวะ เสียความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ ส่วนเอเอสเอ็กซ์ ของออสเตรเลีย เคลื่อนไหวทรงตัว
ในตลาดค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ทองคำปรับตัวลดลง เพราะถูกกดดัน จากดอลลาร์แข็ง และความกังวลเงินเฟ้อ จากน้ำมันแพง ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จากความเสี่ยงอุปทานติดขัด ส่วนดัชนีความผันผวนของญี่ปุ่น อยู่ที่ สี่สิบสามจุดแปดสอง เพิ่มขึ้น ศูนย์จุดสามเก้าเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความวิตก ด้านภูมิรัฐศาสตร์
เราไปดูประเด็นแรก กันครับ การเผชิญหน้าทางทหาร สหรัฐอิหร่าน และจุดคอขวดพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง ข้อมูลในอดีตยืนยันว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นผู้ผลิตพลังงาน อย่าง ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ขณะที่ส่งผลลบอย่างชัดเจน ต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันมาร์จิ้น ได้เร็วมาก
นอกจากนี้ ตลาดเกิดใหม่ ที่นำเข้าน้ำมัน จะถูกซ้ำเติม จากภาระการค้าที่แย่ลง โดยอินเดียและไทย จะเผชิญแรงกดดันค่าเงินอ่อน และเงินเฟ้อนำเข้า ด้านค่าเงินดอลลาร์ ก็จะยิ่งแข็งค่า จากทั้งความต้องการหลบภัย และเงินเฟ้อพลังงาน เป็นห่วงโซ่แบบตำรา ชัดเจนครับ
ประเด็นที่สอง คือ ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง จากการประชุมเฟดและบีโอเจ ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางเงินเฟ้อพลังงาน ธนาคารกลาง อาจถูกบีบให้คงอัตราดอกเบี้ยสูง ต่อไปอีกนาน ส่งผลบวกต่อหุ้นธนาคาร โดยเฉพาะ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบี ธนชาต และ กรุงศรี ที่ได้ประโยชน์ จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้น
แต่หุ้นนอนแบงก์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และ เงินติดล้อ จะถูกกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่วนหุ้นเทคและหุ้นเติบโต โดยเฉพาะในสหรัฐ จะถูกกดดันมูลค่า จากความเสี่ยงเรื่อง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ครับ
ประเด็นที่สาม คือ การแยกทิศทาง ในกลุ่มเทค หุ้นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อย่างอินวิเดีย อินเทล และไมครอน ยังคงปรับตัวขึ้นได้ จากแรงหนุนข้อมูลส่งออก ที่แข็งแกร่ง จากไต้หวันและเกาหลีใต้ ขณะที่หุ้นเทคในวงกว้าง อ่อนแอลง นักวิเคราะห์มองว่า ความต้องการชิปจากปัญญาประดิษฐ์ และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง ที่แยกตัวออกจากวัฏจักร ผู้บริโภค ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินทุน จากซอฟต์แวร์ เข้าสู่ฮาร์ดแวร์ ครับ
ประเด็นสุดท้าย คือ ความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่ผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ลาออกติดต่อกัน เกิดแรงเทขายสินทรัพย์รูเปียห์ และพันธบัตร พร้อมกับค่าเงินที่อ่อนลง ซึ่งเพิ่มความกังวล ความน่าเชื่อถือของสถาบัน และอาจลุกลามไปยังอาเซียน ดัชนีนิฟตี้อินเดียที่ร่วงลง ก็สะท้อนการปรับราคาความเสี่ยง ของตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด สำหรับประเทศไทย หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ เช่น บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์ อาจถูกกดดัน ขณะที่ผู้ส่งออกอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ อาจได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน ครับ
จากทั้งหมดนี้ ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนหนัก ในหุ้นพลังงานต้นน้ำ และครบวงจร เพราะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนหุ้นสายการบิน และขนส่ง ควรลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากมาร์จิ้นจะถูกบีบ ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ให้เลือกลงทุนที่ผูกกับเอไอ อย่างระมัดระวัง และถ่วงดุลความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอาเซียน
สำหรับสถานการณ์สำคัญ ที่ต้องจับตาภายใน สี่สิบแปด ชั่วโมงนี้ คือ การโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ถ้อยแถลงของเฟด ว่ากังวลเงินเฟ้อ หรือการเติบโต มากกว่ากัน การหยุดชะงัก ของการเดินเรือในทะเลแดง และมติบีโอเจ ที่อาจทำให้เงินเยนแข็งค่า ครับ
เรามองกรณีฐานที่มีโอกาส ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ว่า ความตึงเครียดยังสูง แต่ไม่ปะทะกัน ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง แถว เก้าสิบถึงหนึ่งร้อยดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นพลังงานยังโดดเด่น ส่วนกรณีบวก ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือการคลี่คลายทางการทูต ราคาน้ำมันร่วง และตลาดหุ้นเติบโตฟื้นแรง ส่วนกรณีเลวร้าย ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ก็คือสหรัฐโจมตีอิหร่าน น้ำมันทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ เกิดสแตกเฟลชันเต็มตัว ต้องถือพลังงาน เงินสด และดอลลาร์ เท่านั้นครับ
โดยสรุป ราคาพลังงาน คือตัวแปรหลัก ที่จะกำหนดทิศทางตลาด ในอีก หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์คือผู้ชนะสัมพัทธ์ ในตลาดหุ้น แต่ต้องระวัง ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนจากไต้หวัน หุ้นธนาคาร ได้แรงหนุน จากส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หุ้นขนส่งและ สายการบินเจอหัวลมต้นทุนทันที ตลาดเกิดใหม่ ถูกซ้ำเติมจาก ดอลลาร์แข็ง ค่าน้ำมัน และความเสี่ยงสถาบัน ควรอยู่ในท่าป้องกัน ก่อนผลการประชุมเฟด และความเคลื่อนไหวของอิหร่าน จะชี้ชะตา ครับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ
⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 04 August 2026 - 12:40 น.
📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 03/08/2026 11:08 pm
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที ครับ
Voice News
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที ครับ
เรามาเริ่มกันที่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกวันนี้ ตลาดกำลังอยู่ในช่วง การฟื้นตัว จากภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญ จากตัวเลข ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด
ซึ่งช่วยลดแรงกดดัน ในการขึ้นดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ลงไป ส่งผลให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับตัวลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง และเกิดแรงซื้อ ในตลาดหุ้นไทย ต่อเนื่องเป็นวันที่สิบ โดย ดัชนีเอสอีที ปิดบวกไปที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้าจุด
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุน ไม่ได้เป็นบวกทั้งหมด เพราะความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหา การขนส่งทางทะเล ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กดดันตลาดพลังงานอยู่
ภาพของราคาน้ำมัน สะท้อนความขัดแย้งนี้ ได้เป็นอย่างดี โดยราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส หรือ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ เจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐ ห้าสิบเอ็ดเซนต์ แม้ในเดือนที่ผ่านมา จะปรับตัวลงแรงถึง ลบสิบแปดเปอร์เซ็นต์ แต่หากมอง ตั้งแต่ต้นปี ยังคงบวกอยู่ถึง บวกยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์
สภาพตลาดเช่นนี้ ทำให้กลยุทธ์การลงทุน ที่แนะนำโดย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ของธนาคารกรุงไทย อย่างกลยุทธ์แบบ บาร์เบล เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเน้น กระจายการลงทุน ทั้งในหุ้นเติบโต เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และเอไอ ควบคู่ไปกับ หุ้นป้องกันความเสี่ยง ครับ
เรามาดูภาพรวมสินทรัพย์ ในแต่ละประเภทกันนะครับ ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ เอสอีที ปิดบวก ศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มีเงินทุนไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นวันที่สิบ ด้านตลาดหุ้นออสเตรเลีย หรือ เอเอสเอ็กซ์ ปิดลบ ศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นการปรับตัวลง ติดต่อกันเป็นวันที่สี่
ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุสิบปี ล่าสุดอยู่ที่ หนึ่งจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนพันธบัตร อายุ ยี่สิบห้าจุดหกแปดปี อยู่ที่ สามจุดศูนย์ห้าเปอร์เซ็นต์ ด้านพันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทน ปรับตัวลดลงเช่นกัน ตามข้อมูลเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัว
มาที่ตลาดค่าเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับตะกร้าเงิน ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ หนึ่งร้อยจุดเก้าเจ็ด ค่อนข้างทรงตัว แต่อ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุด ลบ ศูนย์จุดเจ็ดเก้าเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แต่ยังบวก บวกยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์นับจากต้นปี ขณะที่ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ จีเอสซีไอ ลบ หนึ่งจุดศูนย์เจ็ดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แต่ยังบวก บวกสิบหกจุดหกเปอร์เซ็นต์ นับจากต้นปีครับ
สำหรับประเด็นสำคัญ ที่ต้องวิเคราะห์ต่อ มีอยู่ด้วยกัน สี่เรื่องใหญ่ครับ
เรื่องแรก ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ ที่ชะลอตัว กระตุ้นให้เกิด การปรับตัวขึ้น ของตลาดตราสารหนี้ และเกิดการโยกย้ายเงินทุน เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยตัวเลข พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ได้ลดความน่าจะเป็น ที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย และดึงให้อัตราผลตอบแทน ลดต่ำลงทั่วทั้งเส้น
จากกฎความสัมพันธ์ ในอดีตยืนยันว่า อัตราผลตอบแทนที่ลดลง เป็นผลบวกต่อ หุ้นกลุ่มธนาคาร จากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้นระหว่าง การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และในขณะเดียวกัน ก็เป็นบวกต่อ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเติบโต ที่มีอายุสินทรัพย์ยาว เพราะอัตราคิดลด ปรับตัวลดลงครับ
ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ คือ กลุ่มธนาคารไทย อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และ เอสซีบี จะได้ประโยชน์ในระดับ ปานกลาง ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากอุปสงค์เงินกู้ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยง หนี้เสียที่ลดลง ในขณะที่ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง สิริ เอพี ศุภาลัย และ แอล เอช จะได้รับประโยชน์ในระดับ สูงสุด ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ถูกลง และแรงกระตุ้น จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน ของภาครัฐ
ความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์นี้ อยู่ในระดับ สูง เพราะตั้งอยู่บน กฎความสัมพันธ์ในอดีต และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าจริง ต่อเนื่องถึงสิบวันทำการครับ
เรื่องที่สอง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ที่มีทั้งปัจจัยบวกจากความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยลบจากความไม่แน่นอน ของอุปสงค์โลก โดยราคา ดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้นกว่าร้อยละห้าจุดหกสาม แตะ เจ็ดสิบสองดอลลาร์สหรัฐ สี่สิบเอ็ดเซ็นต์ เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ก่อนจะย่อตัวลงมา ลบสองจุดสามแปดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ เจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐ เจ็ดสิบเจ็ดเซ็นต์ ผลจากข่าว ความตึงเครียดสหรัฐอิหร่าน และความเสี่ยง การขนส่งทางทะเล ถูกหักล้างด้วย ความกังวลด้านอุปสงค์นั่นเองครับ
กฎความสัมพันธ์ ในอดีตระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นบวกอย่างมากต่อ กลุ่มพลังงานและทรัพยากร อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม แต่จะเป็นลบต่อ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบิน อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น และ การบินกรุงเทพ ที่ต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันกำไรไตรมาสสาม
ผลกระทบจึงเป็นคนละทิศละทาง หุ้นพลังงานได้ประโยชน์โดยตรง จากวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้กับ ปตท. ยิ่งตอกย้ำถึงทิศทางการลงทุนในภาคส่วนนี้ ครับ
ความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ อยู่ในระดับปานกลาง เพราะทิศทางมันชัดเจน แต่น้ำมันดิบที่ปรับลง ร้อยละสิบแปดในรอบเดือน แต่ยังบวก ร้อยละยี่สิบหก นับจากต้นปี มันให้สัญญาณ ที่ขัดแย้งกันเองครับ
เรื่องที่สาม คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด เป็นผลบวกเชิงโครงสร้าง ต่อตลาดหุ้น เพราะช่วยขจัด ความเสี่ยงด้านลบ ที่อาจเกิดจากการแทรกแซง ทางการเมือง ซึ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือ ในการควบคุมเงินเฟ้อ
การมีธนาคารกลาง ที่เป็นอิสระ นำไปสู่การตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อ ที่น่าเชื่อถือ ลดความคาดการณ์เงินเฟ้อ ในระยะยาว นำไปสู่ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ในตลาดตราสารหนี้ที่ลดลง และสุดท้ายก็จะหนุนให้ มูลค่าตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ครับ
เรื่องที่สี่ โมเมนตัมการเสนอขายหุ้น ไอพีโอ ของกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอในจีน ซึ่งเป็นสัญญาณบวก ทางด้านความเชื่อมั่น สำหรับตลาดเอเชีย โดยบริษัท ยูนิตทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาด สตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสะท้อนถึง การสนับสนุนจากภาครัฐจีน ต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
แม้จะยังไม่มีข้อมูล ความสัมพันธ์โดยตรง ระหว่างหุ้นโรโบติกส์ กับกลุ่มอีทรอนของไทย แต่ในเชิงบรรยากาศการลงทุนแล้ว กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกของไทย อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา จะได้อานิสงส์ ทางอ้อมจากอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ และแรงหนุน จากค่าเงินบาท ที่อ่อนค่าด้วยครับ
สรุป ภาพการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงคือ แนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรับโมเมนตัม เงินเฟ้อที่ชะลอตัว ในช่วง สองถึงสี่สัปดาห์ นี้ โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญ คือผลการประชุมเฟด และสถานการณ์ สหรัฐอิหร่าน
และยืนยันกลยุทธ์การลงทุน แบบบาร์เบล คือ ถือหุ้นกลุ่มเติบโต อย่างกลุ่มอีทรอน ควบคู่กับหุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง อย่างกลุ่มพาณิชย์ เช่น ซีพีออลล์ และเซ็นทรัลพัฒนา ครับ
สำหรับความเสี่ยงสำคัญ ในตลาดตอนนี้ อยู่ที่สถานการณ์น้ำมันครับ หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง จนน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ พุ่งเกิน แปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ ตลาดเกิดใหม่จะถูกเทขายทันที มีเพียงหุ้นพลังงาน อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ที่จะยังประคองตัวได้ ขณะที่หุ้นธนาคาร หุ้นอสังหาฯ จะเจอแรงขาย และเงินทุนจะไหลกลับ เข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ ที่เลวร้ายที่สุดครับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ
⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 04 August 2026 - 06:08 น.