ข่าวเศรษฐกิจมหภาค VOICE

Economic Voice News

01 August 2026

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 01/08/2026 5:42 am

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที
Voice News

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที

วันนี้ เรามาเริ่มต้นด้วยภาพรวมตลาดโลก ที่แบ่งเป็นสองซีกอย่างชัดเจนครับ ฝั่งหุ้นสหรัฐ กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น ต่อผลตอบแทนจากการใช้จ่ายด้านเอไอ ท่ามกลางข้อมูลมหภาคที่ย่ำแย่ลง นำไปสู่การเทขายอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ก่อนจะเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิค จากกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วน หลังจากนั้น ขณะที่ตลาดเอเชีย ก็มีแรงกดดันเฉพาะตัว จากสุญญากาศผู้นำธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดเกิดใหม่ และการเข้าแทรกแซงของทางการจีน เพื่อพยุงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ส่วนตลาดน้ำมันดิบ กำลังให้ภาพที่ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจนครับ คือความเสี่ยงด้านอุปทาน จากภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ภัยคุกคามของอิหร่าน และกลุ่มฮูตีในทะเลแดง กลับถูกบดบัง อย่างสิ้นเชิง ด้วยมุมมองเชิงลบต่ออุปสงค์ โดยราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ ร่วงลงประมาณ ร้อยละยี่สิบ เมื่อเทียบรายเดือน ทำให้ภาพรวมตลาดขณะนี้ เป็นการฟื้นตัวเสี่ยง ในบางจุด ที่เปราะบาง ต่อกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ในวงกว้างครับ

ต่อด้วยสถานการณ์ตลาดครับ ระบอบตลาดวันนี้ เราเรียกว่า การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบแยกส่วน พร้อมแรงรีบาวด์ จากมาตรการนโยบายครับ สัญญาณภาวะสเตกเฟลชั่น เริ่มปรากฏ เมื่อความกังวลด้านการเติบโต จากข้อสงสัยการใช้จ่ายเอไอ และการส่งออกเอเชีย มาชนกับเงินเฟ้อฝังแน่น โดยธนาคารกลางจอร์เจีย ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ ร้อยละแปดจุดสองห้า ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ ร้อยละห้าจุดแปด สะท้อนว่า แรงกดดันเงินเฟ้อ ยังไม่จางหายไปครับ

ภาพรวมดัชนีหลักครับ ตลาดหุ้นสหรัฐ เอสแอนด์พีห้าร้อย และแนสแด็ก บวกได้มากกว่า ร้อยละศูนย์จุดห้า ในวันที่ 21 กรกฎาคม จากแรงรีบาวด์หุ้นเทค แต่ก็ร่วงหนักในวันที่ 24 จากความกังขาต่องบลงทุนเอไอ ด้านนิกเคอิของญี่ปุ่น ลดลงถึง ร้อยละสี่จุดศูนย์สาม ส่วนเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต เพิ่มขึ้น ร้อยละศูนย์จุดแปดห้า จากแรงซื้อกองทุนรัฐ ฮั่งเส็ง เพิ่มขึ้น ร้อยละสองจุดสามหก โคสปีของเกาหลีใต้ ลดลงถึง ร้อยละสี่จุดสี่หก เอเอสเอ็กซ์สองร้อย ของออสเตรเลีย เกือบไม่เปลี่ยนแปลงครับ

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี ปรับสูงขึ้นเมื่อวันที่ 24 จากความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ส่วนของรัสเซีย การประมูลพันธบัตรโอเอฟแซด ถูกระงับ หลังการขายล้มเหลวต่อเนื่อง สะท้อนความตึงเครียด

สำหรับค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ หรือดีเอ็กซ์วาย เคลื่อนไหวแถว หนึ่งร้อยจุดเก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยหนึ่งจุดสามสิบหก ทรงตัว แต่มีกำไรรายเดือนเล็กน้อย ประมาณ ร้อยละหนึ่งจุดห้า ถึงสองจุดห้า ขณะที่รูเปียะห์อินโดนีเซีย อ่อนค่าลง จากข่าวผู้ว่าการธนาคารกลาง เพอร์รี วาร์จิโย ลาออกกะทันหัน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม สร้างความกังวลด้านเสถียรภาพสถาบันครับ

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ เจ็ดสิบเอ็ดจุดเจ็ดเจ็ด ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงรายวัน ร้อยละสองจุดสามแปด และร่วงลงรายเดือน ถึงร้อยละยี่สิบจุดสองแปด ส่วนดัชนีจีเอสซีไอ ปิดที่หกร้อยสี่สิบเจ็ดจุดสามสี่ ปรับขึ้นรายสัปดาห์ ร้อยละสี่จุดเก้า แต่ลดลงรายเดือน ร้อยละห้าจุดห้าห้า ครับ

มาติดตามประเด็นสำคัญกันครับ

ประเด็นแรก วิกฤตความเชื่อมั่นเอไอ ฉุดราคาหุ้นเทคสหรัฐใหม่ครับ โดยตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนักวันที่ 24 จากมุมมองว่า การลงทุนในโครงสร้างเอไอ ไม่คุ้มค่า ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่แย่ลง ก่อนจะรีบาวด์บางส่วน จากแรงซื้อหุ้นเทค วันที่ 21 ซึ่งนำโดยแอลฟาเบทครับ ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น จะกดดันมูลค่าหุ้นเติบโต และหุ้นเทคครับ ผลกระทบที่เรามองว่าเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญ ภายในสี่สิบแปด ชั่วโมง ไปจนถึงสี่สัปดาห์ หุ้นเทคและเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ มีความเสี่ยงขาลงแบบอสมมาตร การพุ่งขึ้นของหุ้นเอสเค ไฮนิกซ์ กับที่หุ้นไมครอนและมาร์เวลร่วง สะท้อนการแยกทางกันอย่างรุนแรงครับ สำหรับตลาดหุ้นไทย การรีบาวด์จากหุ้นเทคในวันที่ 31 กรกฎาคม น่าจะเป็นเพียงแรลลี่ปิดชอร์ต ไม่ใช่การกลับตัวเชิงโครงสร้าง เพราะหากอัตราผลตอบแทนสหรัฐยังสูง ก็จะกดดันต่อเนื่องครับ

ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง จากการทำลายอุปสงค์ กลบพลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครับ แม้จะมีข่าวอิหร่าน สั่งให้กลุ่มฮูตีเตรียมปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากสหรัฐโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน แต่ราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอ กลับดิ่งลงร้อยละยี่สิบในรอบเดือน สะท้อนว่า ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ ความกลัวอุปสงค์ถดถอยอย่างแท้จริงครับ

ความสัมพันธ์ที่เรามี ในฐานข้อมูลชัดเจนว่า เมื่อราคาน้ำมันขึ้น จะบวกต่อกลุ่มพลังงานและยูทิลิตี้ เช่น หุ้น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป แต่พอราคาลงก็จะเป็นลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อน้ำมันลง กลุ่มขนส่งและสายการบิน เช่น เอเอวี บีเอ รวมถึงโลจิสติกส์ เคอีเอ็กซ์ จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ตรงกันข้ามครับ ดังนั้นเราจึงให้น้ำหนักว่า การร่วงของน้ำมัน เดือนนี้จะกดดันหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีไทยอย่างชัดเจน ในขณะที่เอื้อต่อธุรกิจขนส่ง ซึ่งเป็นจุดสว่างที่หาได้ยากในตลาดตอนนี้ ความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ อยู่ในระดับสูงครับ

ประเด็นที่สาม คือความเครียดในตลาดเกิดใหม่ จากวิกฤตสถาบันอินโดนีเซีย และการลามไปยังอาเซียนครับ การลาออกของผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กะทันหัน ตอกย้ำความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล นอกจากรูเปียะห์อ่อนแล้ว ยังอาจฉุดให้ค่าเงินบาท อ่อนค่าตามแรงเทขายในภูมิภาคครับ ซึ่งผลตามฐานข้อมูล หากเงินบาทอ่อน ค่าเงินดอลลาร์แข็ง กลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี ฮาน่า จะได้ประโยชน์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับกลุ่มอาหาร อย่าง ทีเอ ซีพีเอฟ ส่วนกลุ่มพลังงานที่มีหนี้เป็นดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ จะถูกกดดันหนัก จากต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นครับ ระยะนี้จึงต้องจับตาความเสี่ยง แพร่กระจายจากอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิดครับ

ประเด็นที่สี่ การใช้มาตรการของจีน เพื่อพยุงตลาดครับ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต บวกขึ้นร้อยละศูนย์จุดแปดห้า จากแรงซื้อกองทุนรัฐ พร้อมคำมั่นที่จะซื้อเพิ่ม และการคงดอกเบี้ยแอลพีอาร์ ของธนาคารกลางจีน ช่วยสร้างแนวรับเชิงยุทธวิธี ให้กับตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง ที่บวกถึงร้อยละสองจุดสามหก แต่การร่วงของโคสปีถึงร้อยละสี่จุดสี่หก ก็ย้ำว่า ปัจจัยด้านเทคโนโลยียังคงสำคัญกว่า และจีนไม่อาจทำให้ตลาดเอเชีย แยกตัวจากแรงขายหุ้นเอไอสหรัฐได้ แนวรับจากจีนจึงเป็นเพียงการพยุงระยะสั้น ไม่ใช่การกลับตัว รอให้ข้อมูลพีเอ็มไอ และส่งออก ยืนยันการฟื้นตัวก่อนครับ

มาดูกลยุทธ์ลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง จากฐานข้อมูลกันครับ โอกาสที่น่าสนใจที่สุด มีดังนี้

หนึ่ง ให้น้ำหนักมากเกิน ในหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ไทย เช่น เอเอวี บีเอ เคอีเอ็กซ์ เพราะมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับราคาน้ำมันอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ร่วงแรงในรอบเดือนนี้ จะหนุนกำไรจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นโอกาสลงทุนในกรอบศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่า ราคาดับเบิลยูทีไอ ยังอยู่ต่ำกว่า เจ็ดสิบห้า ดอลลาร์ครับ

สอง ให้น้ำหนักมากเกิน ในกลุ่มผู้ส่งออก คือ กลุ่มอีเล็กทรอนิกส์และอาหาร หากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งเป็นไปได้จากแรงกดดันตลาดเกิดใหม่ โดยมีหุ้นเด่นเช่น เดลต้า เคซีอี ฮาน่า และไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี เอเอไอ ที่จะได้ประโยชน์จากกำไรการแปลงค่าเงิน กรอบเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ โดยมีตัวกระตุ้นคือ ดัชนีดีเอ็กซ์วายทะลุ หนึ่งร้อยสอง หรือบาทอ่อนค่าลงอีก

สาม ควรหลีกเลี่ยงหรือให้น้ำหนักน้อยเกิน ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคไทย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงร้อยละยี่สิบต่อเดือน จะบีบอัดรายได้ของ พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป และเอสพีอาร์ซี โดยตรง และกลุ่มบีกริม จีพีเอสซี กัลฟ์ ต้องเผชิญแรงกดดันสองทาง จากทั้งราคาน้ำมันลง และภาระหนี้ดอลลาร์ ในสภาพแวดล้อมที่บาทมีแนวโน้มอ่อน กรอบเวลาศูนย์ถึงสี่สัปดาห์ครับ

สี่ เลือกลงทุนในกลุ่มธนาคารอย่างระมัดระวังครับ เพราะหากดอกเบี้ยยังสูง รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัว หนุนหุ้นอย่าง ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แต่ต้องระวังหากเศรษฐกิจถดถอย จนหนี้เสียเพิ่มขึ้น ตัวกระตุ้นคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางครับ

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง แบ่งเป็นสามกรณีครับ

กรณีฐาน ร้อยละห้าสิบห้า ตลาดแกว่งตัวในกรอบ ราคาน้ำมันทรงตัว หกสิบแปด ถึง เจ็ดสิบสี่ ดอลลาร์ หุ้นเทคสหรัฐ รีบาวด์ ไร้แรงต่อเนื่อง ตลาดเกิดใหม่ จำกัดที่อินโดนีเซีย

กรณีที่ดี ร้อยละยี่สิบ หากความกลัวเอไอเกินจริง แอลฟาเบทออกผลประกอบการดี จีนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล น้ำมันดีดจากอุปทานสะดุดจริง ให้หันไปเพิ่มหุ้นเทค และพลังงานเต็มที่

กรณีเลวร้าย ร้อยละยี่สิบห้า หากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย เอไอร่วงไม่เป็นระเบียบ วิกฤตอินโดนีเซียลาม น้ำมันหลุด หกสิบห้า ดอลลาร์ ต้องตั้งรับเต็มที่ ถือหุ้นค้าปลีก และเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง

ข้อสรุปสำคัญก่อนจบรายงานครับ การร่วงของราคาน้ำมันดิบ ถึงร้อยละยี่สิบในรอบเดือน คือสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ครับ มันสนับสนุนหุ้นกลุ่มขนส่งและสายการบิน และกดดันกลุ่มพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตความเชื่อมั่นการใช้จ่ายเอไอ ยังหาจุดต่ำสุดไม่ได้ ต้องรอผลประกอบการของยักษ์ใหญ่ก่อนตัดสินใจ ขณะที่วิกฤตอินโดนีเซียเพิ่มเบี้ยความเสี่ยงในอาเซียน ต้องป้องกันด้วย หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน ส่วนการพยุงตลาดของจีน เป็นเพียงพื้นชั่วคราวครับ ยังไม่ใช่จุดกลับตัว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น ยังคงเป็นกลไกส่งผ่านความกลัว ไปสู่การกดดันหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี กลยุทธ์ที่เราแนะนำ คือการหมุนกลุ่ม เน้นกลุ่มขนส่ง อาหาร ผู้ส่งออก และหลีกเลี่ยงพลังงานครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 01 August 2026 - 12:42 น.

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 31/07/2026 11:09 pm

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที
Voice News

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันเสาร์ที่ หนึ่ง สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที

ภาพรวมตลาดวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยความกังวล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตะวันออกกลาง ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซ้ำเติมความตึงเครียดเดิม ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงภัยคุกคามทางทะเล จากกลุ่มฮูตี แรงกระแทกจากราคาพลังงานนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาสำคัญ ของนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ คงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่แรงกดดันเงินเฟ้อ จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กลับทำให้ภาพการชะลอตัวของเงินเฟ้อ ซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเทคโนโลยียังเผชิญกับ ความแตกต่างของผลประกอบการ ไมโครซอฟท์และซัมซุง รายงานผลงานดี ขณะที่เมต้าและเทสลา ผิดหวัง ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินทุน ออกจากหุ้นกลุ่มเอไอ ที่มีมูลค่าสูง

นอกจากนี้ คำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือบีไอเอส เกี่ยวกับการลงทุนในเอไอที่มากเกินไป ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์สุทธิคือ ตลาดติดอยู่ระหว่าง ความกังวลเงินเฟ้อจากพลังงาน และความเปราะบางของมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี โดยมี ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง ทำหน้าที่เป็นสมอเรือที่เปราะบาง

ขณะนี้ภาวะตลาด อยู่ในโหมดความเสี่ยง จากภูมิรัฐศาสตร์ และความกดดันเงินเฟ้อชะลอตัว แนวโน้มความเชื่อมั่นของนักลงทุน อยู่ในภาวะระมัดระวัง และค่อนข้างเป็นลบ ลดลงจากสัปดาห์ก่อน ที่ยังเป็นกลางอย่างระมัดระวัง เหตุการณ์จริงในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และผลประกอบการที่น่าผิดหวัง จากหุ้นหลัก อย่างเมต้า เทสลา และเดลต้า ประเทศไทย กำลังกลบปัจจัยบวกแบบโดดๆ ไป

เริ่มต้นที่ประเด็นแรก การยกระดับความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ จากการโจมตีครั้งใหม่ ซึ่งจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ พบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี โดยได้ประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลุ่มขนส่งและสายการบิน อย่างเอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ จะเผชิญกับแรงกดดัน จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันอัตรากำไร

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลยืนยัน จากธนาคารกลางจอร์เจีย ที่ระบุว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มาจากราคาพลังงาน สะท้อนกลไกการส่งผ่าน ในระดับมหภาค ดังนั้นจึงคาดว่า หุ้นผู้ผลิตพลังงาน จะปรับตัวขึ้นได้ดี ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ขณะที่หุ้นสายการบินและขนส่ง จะถูกกดดันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนตลาดหุ้นในวงกว้าง จะถูกปรับลดมูลค่าลง จากความคาดหวังเงินเฟ้อ ที่จะกดดันหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ในระยะสั้น และหุ้นถ่านหินอย่างบ้านปู และลานนา จะได้รับแรงหนุน ในฐานะพลังงานทดแทน

ประเด็นที่สอง ความแตกต่างของผลประกอบการ เทคโนโลยี และการตั้งคำถาม ต่อมูลค่าหุ้นเอไอ หลังไมโครซอฟท์และซัมซุง ประกาศผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง แต่เมต้าร่วงลง เทสลาพลาดเป้ากระแสเงินสด ไอบีเอ็มปรับลดคาดการณ์รายได้ และที่สำคัญ เดลต้า ประเทศไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาสสอง ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขาย ในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก แนสแด็กปรับตัวลง สองจุดหนึ่งห้าเปอร์เซ็นต์ คอสปี้และฮั่งเส็งปรับตัวลดลงเช่นกัน

จากฐานข้อมูล พบว่าเดลต้าได้รับประโยชน์ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แต่ข้อมูลผลประกอบการ ไม่มีกฎตายตัวที่ชัดเจน ขณะที่คำเตือนของบีไอเอส เกี่ยวกับการลงทุนในเอไอ ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงฟองสบู่ ให้น้ำหนักในเชิงโครงสร้าง ดังนั้นจึงคาดว่า หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และเอไอที่มีมูลค่าสูง จะถูกเทขายในช่วงสั้น ส่วนไมโครซอฟท์และซัมซุง ยังยืนหยัดได้ดี ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮาน่า จะถูกกดดันต่อเนื่อง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์

ประเด็นที่สาม ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ย ตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การตัดสินใจครั้งนี้ กลับต้องเจอกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางยุโรป ส่งสัญญาณว่าอาจชะลอการตัดสินใจ หากราคาพลังงานได้รับผลกระทบ โดยการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน

จากกฎความสัมพันธ์ที่ชัดเจน การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับดี แต่จะส่งผลลบต่อผู้ให้สินเชื่อรายย่อย อย่างศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และติดโล่ เพราะต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ที่ยืนหยัดความเป็นอิสระของเฟด ยังเป็นบวกต่อความเชื่อมั่นตลาด

ช่วงต่อไปนี้ คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคาร จะได้แรงหนุนในระดับต่ำถึงปานกลาง จากการคงอัตราดอกเบี้ยที่เกื้อหนุนส่วนต่างดอกเบี้ย ขณะเดียวกันหุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย จะถูกกดดันต่อไป ส่วนหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่พึ่งพาดอกเบี้ยต่ำ อย่างแสนสิริ เอพี ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อาจถูกชะลอแรงกระตุ้น การโอนกรรมสิทธิ์ หากดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง

ประเด็นที่สี่ ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ภายใต้แรงกดดันสองด้าน ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงต้าน จากเดลต้าที่ผลประกอบการออกมาแย่ และก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ได้กดดันหุ้นพลังงานและปิโตรเคมี อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังช่วยพยุงแนวโน้มระยะกลางไว้

กฎความสัมพันธ์ระบุชัดว่า หุ้นพลังงานอย่าง ปตท. และไทยออยล์ ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน หุ้นธนาคารได้ประโยชน์ จากเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเดลต้าและเคซีอี ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน ดังนั้นในระยะต่อไป หุ้นเดลต้าจะถูกกดดันหนักในช่วงสั้น ขณะที่ ปตท. ไทยออยล์ และพีทีทีอีพี จะได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ส่วนหุ้นธนาคารยังได้แรงส่งบวกจากผลประกอบการ โดยภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จะเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน ระหว่างแรงหนุนจากพลังงาน และแรงถ่วงจากกลุ่มส่งออกเทคโนโลยี

ธีมการลงทุนที่แนะนำ ด้วยความเชื่อมั่นสูง คือการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี ปตท. และไทยออยล์ ในขอบเขตหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากแรงหนุนราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน แนะนำให้ลดน้ำหนัก หุ้นสายการบินและขนส่ง อย่าง เอเอวี บางกอกแอร์เวย์ส และเคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง กดดันอย่างชัดเจน

ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง คือ การเข้าลงทุนในหุ้นธนาคาร อย่าง แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยยังดี และสินเชื่อในภาคพลังงาน ช่วยเพิ่มคุณภาพสินทรัพย์

ประเด็นที่ต้องติดตาม คือการหยุดยิงในตะวันออกกลาง ที่จะล้างสถานะซื้อน้ำมัน การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่หากเข้มงวดเกินคาด จะเร่งการลดความเสี่ยง ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองของสหรัฐ ที่จะบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ และผลประกอบการเทคโนโลยีที่จะตามมา

สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ดัชนีตลาดแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยหุ้นพลังงานและธนาคาร เด่นกว่าตลาด ขณะที่กรณีบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากความขัดแย้งคลี่คลาย จีดีพีสหรัฐแข็งแกร่ง และบีโอเจผ่อนคลาย ตลาดจะกลับสู่โหมดรับความเสี่ยง ส่วนกรณีลบ มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากเกิดการเผชิญหน้าโดยตรง ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน น้ำมันพุ่งเกินเก้าสิบดอลลาร์ และฟองสบู่เอไอแตก ตลาดจะปรับฐานหนัก มีเพียงพลังงานและทองคำ ที่เป็นที่หลบภัย

โดยสรุป ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ คือตัวเร่งระยะสั้นที่สำคัญที่สุด แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงาน ลดน้ำหนักหุ้นสายการบิน ความแตกต่างของผลประกอบการเทคโนโลยียืนยัน การแยกแยะระหว่างผู้ชนะ กับหุ้นที่ถูกโอเวอร์ไฮป์ การคงดอกเบี้ยของเฟดถูกรับรู้แล้ว แต่ช่องทางที่น้ำมันส่งผ่านเงินเฟ้อ อาจเปลี่ยนมุมมองนโยบาย ให้กลับมาเข้มงวดมากขึ้น หุ้นธนาคารไทย เป็นเกราะป้องกันเชิงคุณภาพ ผลประกอบการเดลต้าที่พลาด ส่งผลต่อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่ม และคำเตือนของบีไอเอส เป็นสัญญาณเตือนระยะกลาง สำหรับการลงทุนในเอไอ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 01 August 2026 - 06:09 น.