Economic Voice News
30 July 2026
📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 30/07/2026 6:27 am
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสามนาฬิกา ยี่สิบสี่นาที ครับ
Voice News
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสามนาฬิกา ยี่สิบสี่นาที ครับ
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกวันนี้ กำลังถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยแรงผลักดันหลัก มาจาก การเผชิญหน้าทางทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งนี่คือ วิกฤตพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลโดยตรง ให้ราคาน้ำมันดิบ ยังคงทรงตัวในระดับสูง และกำลังเติมเชื้อไฟ ให้กับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
โดย แบล็คร็อค ได้ออกมาประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เงินเฟ้อโลก เพิ่มขึ้นได้ถึง ศูนย์จุดแปด เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียวครับ
และแรงกระแทกด้านพลังงานนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่ตรงกับ สัปดาห์แห่งการตัดสินใจของธนาคารกลาง ที่สำคัญที่สุดของไตรมาสนี้ เพราะภายใน สี่สิบแปด ชั่วโมงนี้ เราจะได้เห็นทั้ง ผลการประชุมของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ไตรมาสสองของสหรัฐฯ และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
ซึ่งตลาดการเงิน ได้สะท้อนความกังวลนี้ออกมา โดยคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงถึง ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในเดือนกันยายนนี้ครับ
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน กำลังเกิดขึ้นผ่านการสับเปลี่ยนหมุนกลุ่มหุ้นอย่างรุนแรง โดย ตลาดหุ้นโตรอนโต หรือ ทีเอสเอ็กซ์ ของแคนาดา เพิ่งพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ ตลาดหุ้นฮั่งเส็ง เริ่มฟื้นตัวขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดสี่ นำโดยหุ้นเทคโนโลยีและการเงิน
ในทางกลับกัน ราคาทองคำ ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และการคาดการณ์เรื่องนโยบายการเงินที่ตึงตัวครับ
สภาพตลาดโดยรวม ยังคงอยู่ในโซน ระมัดระวังและมีมุมมองเชิงลบ แต่ด้วยการฟื้นตัวของฮั่งเส็ง และดัชนีทีเอสเอ็กซ์ที่ทำนิวไฮ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนไม่ได้หนีออกจากตลาดทั้งหมด แต่กำลังหมุนเงินลงทุนครั้งใหญ่ เข้าสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และธนาคารครับ
มาดูข้อมูลตลาดที่สำคัญกันนะครับ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ ดัชนีดีเอ็กซ์วาย ยังคงแข็งค่าที่ระดับ หนึ่งร้อยหนึ่งจุดศูนย์ ขณะที่ ค่าเงินลีราตุรกี ยังคงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ สี่สิบเจ็ดจุดสอง ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดอกย้ำถึงวิกฤตของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานครับ
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีเซ็ท อยู่ที่ระดับ หนึ่งพันหกร้อยยี่สิบเจ็ด จุดเก้าศูนย์ ปรับตัวขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดสามเก้า โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงานครับ
ในประเด็นแรก เรื่องการปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ซึ่งนี่คือตัวเร่งให้เงินเฟ้อกลับมา แบล็คร็อค ได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า ความตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อโลกขึ้น ศูนย์จุดแปด เปอร์เซ็นต์ โดยภูมิภาคยุโรปและเอเชีย ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
จากฐานข้อมูลที่เรามี ยืนยันความสัมพันธ์โดยตรงว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เป็นผลบวก อย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภคในไทย อย่าง พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และสตาร์ปิโตรเลียม และเป็นผลบวกต่อหุ้นถ่านหิน อย่างบ้านปู และลานนารีซอร์สเซส ด้วย
แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กลับส่งผลลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และ เคอีเอ็กซ์ จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่กดดันมาร์จิ้นอย่างหนัก
ไม่เพียงเท่านั้น โรงไฟฟ้าที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่าง บี.กริม เพาเวอร์ โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และ กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันสองทาง ทั้งจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่แพงขึ้น และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าครับ
ความน่าจะเป็นที่ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ เชื่อมโยงโดยตรงกับตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน เราจึงยังคงมุมมอง เชิงบวกสูงสุด ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ พีทีทีอีพี และพีทีที ครับ
สำหรับประเด็นที่สอง สัปดาห์แห่งการตัดสินใจของธนาคารกลาง ระหว่างเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูลจีดีพีและผลประกอบการเทคฯ กำลังจะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยตลาดให้น้ำหนัก ร้อยละ เจ็ดสิบเอ็ด กับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
หลักฐานในอดีตยืนยันว่า การขึ้นดอกเบี้ย เป็นผลบวกอย่างสูงต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีทีบี และกรุงศรี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ที่กว้างขึ้น ซึ่งเราเห็นภาพนี้แล้วในตลาดยุโรป ที่ดัชนี ยูโร สต็อกซ์ แบงก์ส ปรับตัวขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดห้าแปด
ในทางตรงข้าม หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และเงินติดล้อ จะถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่าง แสนสิริ เอพี ไทยแลนด์ ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ก็จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้กู้ที่ลดลง หากไม่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐออกมา
เรามองว่าการถือครองหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคารขนาดใหญ่ ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่น่าเชื่อถือที่สุด ในช่วงนี้ครับ
ในประเด็นที่สาม ตลาดรูปตัวเค กำลังเร่งตัวขึ้น โดยการฟื้นตัวของฮั่งเส็ง ที่นำโดยหุ้นเทคฯ เป็นเพียงการฟื้นตัวเชิงเทคนิค ขณะที่การทำนิวไฮของตลาดหุ้นแคนาดา จากหุ้นพลังงาน คือการยืนยันทิศทางที่แท้จริง
สำหรับหุ้นกลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย อย่างเดลต้า เคซีอี และฮานา ไมโครอิเล็กทรอนิคส์ แม้ว่าจะได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อน แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการถูกปรับลดมูลค่าของหุ้นเทคฯ ทั่วโลก ซึ่งข้อมูลส่งออกที่แข็งแกร่งของจีน และการปรับเพิ่มจีดีพีของเกาหลีใต้ อาจเป็นปัจจัยบวกมาช่วยประคองไว้ได้บ้าง
เราจึงแนะนำให้ ถือน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน และแบงก์ต่อไป ส่วนหุ้นกลุ่มเทคฯ นั้น ควรเลือกสะสมเป็นรายตัว โดยอาศัยจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลงครับ
และในประเด็นสุดท้าย เรื่องของทองคำ ที่ราคากำลังถูกกดดันอย่างหนัก แม้ว่าจะมีข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนี่คือ สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า ตลาดกำลังตีความวิกฤตนี้ ว่าเป็นปัญหาเงินเฟ้อ ไม่ใช่ปัญหาความเสี่ยงของตลาด เงินทุนจึงไหลเข้าหาดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แทนที่จะเป็นทองคำครับ
สรุปกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ต่อจากนี้ คือ การ ลงน้ำหนักเพิ่ม ในหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ และหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยมี พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เป็นแกนหลักของพอร์ต
และ ลดน้ำหนัก หุ้นกลุ่มขนส่ง กลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ อย่าง บี.กริม และกัลฟ์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งใช้สถานะซื้อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ครับ
สำหรับความเสี่ยงที่ต้องจับตาใน สี่สิบแปด ชั่วโมงข้างหน้า คือ ผลการประชุมเฟด ถ้อยแถลงของประธานเฟด และท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกอย่างชัดเจนครับ
กรณีความเสี่ยงสำคัญ หากการปะทะในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดกั้นบางส่วน ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ หนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์สหรัฐ โลกจะเผชิญภาวะช็อก ที่มีเพียงหุ้นพลังงานและดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ที่เป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยครับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ
⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 30 July 2026 - 13:27 น.
📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 29/07/2026 11:19 pm
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา สิบเจ็ดนาที
Voice News
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สามสิบ กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา สิบเจ็ดนาที
ท่านผู้ฟังครับ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโลก กำลังถูกบีบรัดด้วยสองปัจจัยสำคัญ นั่นคือ การคุมเข้มนโยบายการเงิน และภาวะช็อคด้านอุปทานจากภูมิรัฐศาสตร์
นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ มากกว่า ความอ่อนแอของตลาดแรงงาน นี่เป็นสัญญาณว่า ดอกเบี้ยสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับสูง และอาจปรับขึ้นได้อีก ทำลายความหวัง การเปลี่ยนทิศทางนโยบายในเร็วๆ นี้
ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ก็ทวีความรุนแรงขึ้น อิหร่านได้สั่งการให้กองกำลังฮูตี เตรียมปิดล้อมการขนส่งน้ำมันในทะเลแดง นี่คือชนวนสำคัญ ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งขึ้นเหนือ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างเด็ดขาด
แรงกดดันสองด้าน ทั้งนโยบายการเงินที่เข้มงวด และเงินเฟ้อจากพลังงาน นำไปสู่ สภาวะแรงกดดันแบบสแต็กเฟลชัน หรือ เงินเฟ้อสูงท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ในอดีต สภาพแวดล้อมแบบนี้จะลงโทษหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น เทคโนโลยี และสินค้าฟุ่มเฟือย ในขณะที่เป็นบวกต่อ ผู้ผลิตพลังงาน สถาบันการเงินบางแห่งที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ
การประชุมเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองของสหรัฐ และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะมาชี้ชะตาทิศทางตลาดครับ
สำหรับภาพรวมความเชื่อมั่นในการลงทุน ตอนนี้อยู่ในภาวะ ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นลบ ความเชื่อมั่นย่ำแย่ลงจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากถ้อยแถลงเชิงกร้าวของนางคุก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำเตือนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ บีไอเอส เรื่องความเสี่ยงฟองสบู่การลงทุนในเอไอ ก็เพิ่มความกังวลเสถียรภาพการเงินอีกทาง
ความอยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกำลังลดลง เงินทุนกำลังหมุนเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีของไทย รวมถึงหุ้นธนาคารบางแห่ง ตลาดหุ้นบราซิล โดดเด่นเป็นขาขึ้น นำโดยดัชนีอีโบวาสปา ที่พุ่งแรง จากข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัว
สำหรับมุมมองในตลาดหุ้นทั่วโลก มีข้อมูลที่จำกัด แต่พอจะประมวลได้ว่า ดัชนีนิฟตี้ ฟิฟตี้ ของอินเดีย ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย อยู่ในแดนบวก ดัชนีอียูหนึ่งร้อย ของยุโรป ทรงตัว ดัชนีตลาดการเงินดูไบ ปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนตลาดตราสารหนี้ สกุลเงิน และความผันผวน เราไม่มีข้อมูลอัปเดตในส่วนนี้
แต่มีข้อมูลสำคัญ คือ เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ราคาทองคำปรับตัวลง เพราะถูกกดดันจากดอลลาร์แข็ง และความกังวลเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต อยู่เหนือระดับ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลครับ
เรามาดูการวิเคราะห์เชิงประเด็นกัน ประเด็นแรก การคงจุดยืนสายเหยี่ยวของเฟด จาก “ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น” กลายเป็น “ดอกเบี้ยสูงขึ้นและสูงอีก”
ผู้ว่าการลิซ่า คุก ส่งสัญญาณชัดว่า เฟดให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่าตลาดแรงงาน โดยบอกเป็นนัยว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และอาจปรับขึ้นอีก จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น มีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผ่านการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ
ในทางตรงกันข้าม สถานการณ์เดียวกันนี้ จะส่งผลลบ ต่อผู้ประกอบการสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์ เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น บีบอัดส่วนต่างกำไร คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐที่ยืนยันความเป็นอิสระของเฟด ก็เป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้าง
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น บีบีแอล, เคแบงก์, เอสซีบี, เคทีบี, ทีทีบี และ บีเอวาย จะเป็นบวกในระดับสูง ในขอบเขตเวลาหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ในขณะที่ กลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์, เมืองไทยแคปปิตอล และ เงินติดล้อ จะเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงเวลาเดียวกัน
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเติบโตทั่วโลก ก็จะเป็นลบเช่นกัน จากแรงกดดันมูลค่าหุ้นที่ถูกลง กลไกการส่งผ่านเป็นไปตามตำรา คือ ดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ทำให้ธนาคารมีรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากขยับตามช้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบลำดับที่สองคือ ต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายผู้บริโภคหดตัว และคำเตือนของบีไอเอสเรื่องการลงทุนในเอไอ ก็สอดรับกับเรื่องนี้ครับ
ประเด็นที่สอง การยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงกระแทกจากอุปทานพลังงาน
เมื่ออิหร่านสั่งการให้กลุ่มฮูตี เตรียมปิดล้อมการขนส่งทางทะเล น้ำมันดิบได้ทะลุหนึ่งร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างการกลั่นที่สูงขึ้น มีผลบวกโดยตรงกับผู้ผลิตพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ ปตท.สผ., ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม
ในทางกลับกัน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เป็นลบต่อกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, กรุงเทพการบิน และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส น้ำมันที่แพงยังป้อนเข้าสู่เงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งยิ่งตอกย้ำจุดยืนของเฟด
ผลกระทบจากเรื่องนี้ คือ หุ้นพลังงานต้นน้ำ และผู้ผลิตครบวงจร จะเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้นถึงกลาง หุ้นปิโตรเคมี ก็เป็นบวกเช่นกัน ส่วนหุ้นสายการบินและขนส่ง จะเป็นลบในระดับปานกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยังเป็นเหมือนการเก็บภาษีจากการบริโภคครับ
ประเด็นที่สาม ผลกระทบจากความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ต่อการค้าโลกและความเปราะบางของค่าเงินตลาดเกิดใหม่
ความตึงเครียดและภัยคุกคามทางทะเล สร้างแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหมุนเงินทุนออก เอเชีย พลัส ได้ระบุว่ามีสามปัจจัยเสี่ยงโลกที่สำคัญ ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดการหมุนเงินทุน เข้าสู่หุ้นในตลาดเกิดใหม่บางตัว โดยเฉพาะหุ้นไทย
จากฐานข้อมูล เงินดอลลาร์แข็งและเงินบาทอ่อน มีผลกระทบสองด้าน คือ เป็นบวกต่อผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม เพราะรายได้จากต่างประเทศ แปลงกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น และเป็นบวกต่อผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะเป็นลบต่อผู้ผลิตพลังงาน ที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เพราะต้นทุนการชำระหนี้สูงขึ้น จากค่าเงินบาทที่อ่อน
ประเทศไทยกำลังถูกคาดการณ์ว่า ดุลการค้าเดือนมิถุนายนจะขาดดุลประมาณ สี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า หุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอาหาร เช่น ไทยยูเนี่ยน, ซีพีเอฟ, ไอ-เทล และ เอเชี่ยน อะไบโอเทค จะได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เดลต้า, เคซีอี และ ฮานา แต่ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้ดอลลาร์ เช่น บี.กริม, โกลบอล เพาเวอร์ และ กัลฟ์ จะเผชิญแรงกดดัน
ประเด็นสุดท้าย กระแสใต้น้ำด้านเสถียรภาพการเงิน การล้มละลายของธนาคารเงา และความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรรัสเซีย
การล่มสลายของ มาร์เก็ต ไฟแนนเชียล โซลูชั่นส์ หรือ เอ็มเอฟเอส ในสหราชอาณาจักร ท่ามกลางข้อกล่าวหาฉ้อโกง ได้จุดชนวนการล้มละลายในภาคบริการการเงิน ในเวลาเดียวกัน กระทรวงการคลังรัสเซีย ได้ระงับการประมูลพันธบัตรรัฐบาล หลังจากที่การประมูลล้มเหลวติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติของตลาดอย่างลึกซึ้ง
ผลกระทบในตอนนี้ ยังจำกัดวงและต้องจับตาดู การล้มของเอ็มเอฟเอสส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นในภาคการเงินวงกว้าง แต่การล้มเหลวของพันธบัตรรัสเซีย อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะตึงตัวทางการเงินในตลาดเกิดใหม่
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจากนี้ ท่านผู้ฟังครับ ข้อสรุปที่มีความเชื่อมั่นสูง คือ การลงทุน แบบเลือกซื้อกลุ่มพลังงาน และขายกลุ่มขนส่ง ควบคู่กับการเลือกลงทุนในหุ้นธนาคาร
หนึ่ง ควรลงทุนเพิ่มในหุ้นกลุ่มพลังงานครบวงจร เช่น ปตท.สผ., ปตท., ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันเหนือร้อยดอลลาร์ มีความเชื่อมั่นสูงจากข้อมูลในอดีต
สอง ควรลงทุนเพิ่มในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เช่น บีบีแอล, เคแบงก์ และ เอสซีบี จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แต่ควรลดหรือหลีกเลี่ยงกลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น ศรีสวัสดิ์, เมืองไทยแคปปิตอล และ เงินติดล้อ
สาม ควรลดการลงทุนในหุ้นสายการบินและขนส่ง เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น, กรุงเทพการบิน และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส
และสี่ เลือกลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน เช่น ผู้ส่งออกอาหาร ไทยยูเนี่ยน, ซีพีเอฟ และผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เดลต้า, เคซีอี
สำหรับสถานการณ์ความเสี่ยง กรณีฐาน มีโอกาสเกิดขึ้น ร้อยละห้าสิบห้า คือ เฟดคงดอกเบี้ย แต่ส่งภาษาคุมเข้ม ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ราคาน้ำมันแกว่งตัวในกรอบ เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยสิบดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
กรณีที่ดี มีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ มีความก้าวหน้าทางการทูตสหรัฐ-อิหร่าน น้ำมันร่วงต่ำกว่าเก้าสิบดอลลาร์สหรัฐ จีดีพีออกมาดี ตลาดหุ้นฟื้นตัว
และกรณีเลวร้าย มีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า คือ สหรัฐโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน เกิดการปิดล้อมทะเลแดง น้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ เฟดจำใจขึ้นดอกเบี้ยอีก ตลาดหุ้นร่วงหนัก มีเพียงหุ้นพลังงานเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก
สรุปสาระสำคัญครับ สัญญาณเชิงกร้าวของผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก เป็นข้อมูลมหภาคที่สำคัญที่สุด ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตตามการขยายตัวของส่วนต่างดอกเบี้ยธนาคารใหญ่ ราคาน้ำมันเหนือหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ เป็นแรงหนุนต่อกลุ่มพลังงานอย่างชัดเจน และเป็นอุปสรรคของธุรกิจขนส่ง อย่าลืมว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้สะท้อนไปในราคา
ค่าเงินบาทที่อ่อนจากดุลการค้าขาดดุลและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีทิศทางที่แตกต่างกัน ควรซื้อหุ้นผู้ส่งออกอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขายผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ การล่มสลายของธนาคารเงาและตลาดบอนด์รัสเซีย คือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า สัปดาห์นี้จะเป็นจุดวัดความผันผวนครั้งสำคัญ จากผลประชุมเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น จีดีพีสหรัฐ และผลประกอบการเทคฯ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ
⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 30 July 2026 - 06:19 น.