ข่าวเศรษฐกิจมหภาค VOICE

Economic Voice News

29 July 2026

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 29/07/2026 5:39 am

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ
Voice News

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ

วันนี้ ตลาดการเงินโลก กำลังถูกขับเคลื่อน ด้วยปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ความตึงเครียดทางการทหาร ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับ การโจมตีทางทะเล ในทะเลแดง โดยกลุ่มกบฏฮูตี

สถานการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งทะลุ หนึ่งร้อย ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ไปแล้ว ครับ

นี่คือ แรงกระแทกด้านอุปทานพลังงาน ที่กำลังสร้างแรงกดดัน เงินเฟ้อ ในขณะที่ ธนาคารกลาง กำลังเดินหน้า ควบคุมเงินเฟ้อ อย่างยากลำบาก ส่งผลให้ ตลาดเกิดภาวะ แตกต่างแบบรูปตัวเค อย่างชัดเจน

หุ้นกลุ่มพลังงาน และ สินค้าโภคภัณฑ์ ปรับตัวขึ้น ในขณะที่ กลุ่มขนส่ง กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และ หุ้นเติบโต ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อยู่ภายใต้ แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ภาคเทคโนโลยี กำลังแตกแยก ระหว่าง บริษัทที่มีรายได้ จากปัญญาประดิษฐ์ อย่าง อัลฟาเบท กับ บริษัทที่มีปัญหา กระแสเงินสด อย่าง เทสล่า และ ไอบีเอ็ม

ศาลสูงสุดสหรัฐ ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้าง แต่ แรงส่งระยะสั้น อยู่ที่ ภูมิรัฐศาสตร์ น้ำมัน และ นโยบายการเงิน ครับ

เข้าสู่ ช่วงอารมณ์ตลาด โดยรวมแล้ว อยู่ในภาวะ ระมัดระวัง และ มีแนวโน้มเชิงลบ ซึ่งปรับลดลง จากระดับปกติ

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลง โดยเฉพาะ แนสแดค ที่ร่วงไป สองจุดหนึ่งห้า เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ ยี่สิบสาม กรกฎาคม และ การรอผลประชุม เฟด และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ล้วนกดดัน ความอยากเสี่ยง

ตลาดกำลังหมุนเวียน กลุ่มหุ้น มากกว่า ที่จะพังทลาย แต่ความเชื่อมั่น ยังต่ำอยู่ครับ

กลยุทธ์แบบยกน้ำหนัก ที่ผสมผสาน หุ้นเติบโต และ หุ้นปลอดภัย คือ คำแนะนำ จากนักกลยุทธ์สถาบัน

ภาพรวมตลาด โดยย่อ นะครับ

ดัชนี เอสแอนด์พี ห้าร้อย ลบ หนึ่งจุดสองหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ แนสแดค ลบ สองจุดหนึ่งห้า เปอร์เซ็นต์ และ ดาวโจนส์ ลบ ศูนย์จุดเก้าเจ็ด เปอร์เซ็นต์ นำโดย หุ้นเทคฯ

ตลาดยุโรป อี ยู หนึ่งร้อย ปรับลง จาก หนึ่งพันเก้าร้อยหก เหลือ หนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบสอง จุด ลดลง ประมาณ หนึ่งจุดห้า เปอร์เซ็นต์

ฮั่งเส็ง ฮ่องกง ฟื้นตัวเล็กน้อย บวก ศูนย์จุดสี่ เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ ยี่สิบเจ็ด กรกฎาคม

ดัชนี เอสอีที บ้านเรา ปิดที่ หนึ่งพันหกร้อยยี่สิบเจ็ดจุดเก้า เพิ่มขึ้น ศูนย์จุดสามเก้า เปอร์เซ็นต์ นำโดย กลุ่มธนาคาร และ พลังงาน

ตลาดแคนาดา บวก ศูนย์จุดห้า เปอร์เซ็นต์ เมื่อการขึ้นของน้ำมัน ชะลอตัว

ในส่วนของ สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส พุ่งทะลุ หนึ่งร้อย ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล พุ่งแรงกว่า หก เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว เมื่อวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม

ทองคำ ปรับลง จากค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่า และ ความกังวลเงินเฟ้อ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น จากแรงซื้อ สินทรัพย์ปลอดภัย

มาดู การวิเคราะห์ เชิงประเด็นสำคัญ ครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้ง สหรัฐฯ และ อิหร่าน ส่งผลกระทบ ต่อเนื่อง

การโจมตี เรือบรรทุกน้ำมัน ของซาอุดิอาระเบีย โดยกลุ่มฮูตี เมื่อวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม ทำให้ราคาน้ำมันโลก พุ่งขึ้นกว่า หก เปอร์เซ็นต์ ในวันเดียว

ผลกระทบที่ชัดเจน คือ หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค จะเป็นบวก ราคาขายที่สูงขึ้น หนุนกำไร ให้กับผู้ผลิตต้นน้ำ และ โรงกลั่น อย่าง ปตท. สำรวจและผลิต หรือ พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ จะเป็นลบสูง ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กดดันมาร์จิ้น ของสายการบิน และ การขนส่งสินค้า อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ เอเอวี การบินกรุงเทพ และ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

นอกจากนี้ ยังเป็นบวก ต่อหุ้นถ่านหิน อย่าง บ้านปู และ ลานนา ในฐานะ พลังงานทดแทน

และ เป็นลบ ต่อหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจาก ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เหมือน การเก็บภาษีถดถอย กับกำลังซื้อ ของผู้บริโภค

กลไกการส่งผ่าน มีสามช่องทาง คือ หนึ่ง เงินเฟ้อต้นทุนการผลิต โดยตรง สอง แรงกดดัน เงินเฟ้อทั่วไป ที่จำกัด การผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ สาม ค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่าขึ้น

ซึ่ง ดอลลาร์ที่แข็งค่า จะเป็นบวก ต่อผู้ส่งออกไทย อย่าง ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ เดลต้า และ เคซีอี แต่จะเป็นลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สินเป็นดอลลาร์ อย่าง บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ความเชื่อมั่น ในความสัมพันธ์นี้ อยู่ในระดับสูง ครับ

ประเด็นที่สอง การแตกหัก ของภาคเทคโนโลยี

อัลฟาเบท รายงานรายได้โต จาก เอไอ แต่ เทสล่า กระแสเงินสดพลาดเป้า และ ไอบีเอ็ม ปรับลด คาดการณ์รายได้ นำไปสู่การเทขาย หุ้นเทคฯ อย่างหนัก

ผลกระทบ ต่อหุ้นไทย กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา ยังคงคละเคล้า กันไป

การลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน เอไอ หนุนความต้องการชิ้นส่วน แต่ การรายงานผลประกอบการ ของ เดลต้า ไตรมาสสอง ที่ออกมา แย่กว่าคาด แสดงถึง ความเสี่ยง ในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่อ่อนค่า จะเป็นแรงหนุน ชดเชยให้

ความเชื่อมั่น ในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

ประเด็นที่สาม แยกนโยบายธนาคารกลาง

คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ยืนยัน ความเป็นอิสระ ของเฟด ซึ่งเป็นบวกเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และ ตัวเลขผู้ขอรับ สวัสดิการว่างงาน ที่ต่ำสุดในรอบ หลายสิบปี ทำให้แนวโน้ม ดอกเบี้ย ซับซ้อนยิ่งขึ้น

หากเฟด ส่งสัญญาณ คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น จะเป็นบวก ต่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อย่าง กรุงเทพ ธนาคาร หรือ บีบีแอล กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และ กรุงไทย เนื่องจาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จะขยายตัว

แต่จะเป็นลบ ต่อธุรกิจไฟแนนซ์ และ สินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เมืองไทย แคปปิตอล และ เงินติดล้อ เนื่องจาก ต้นทุนทางการเงิน ที่สูงขึ้น

ความเชื่อมั่น ในความสัมพันธ์นี้ อยู่ในระดับสูง ครับ

ประเด็นสุดท้าย ภาษีนำเข้า และ การค้าโลก

การที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีใหม่ ในอัตรา สิบ ถึง สิบสองจุดห้า เปอร์เซ็นต์ กับสินค้า จาก หกสิบ ประเทศ มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ยี่สิบสี่ กรกฎาคม

การเก็บภาษีนี้ อาจทำให้เกิด การย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นประโยชน์ ต่อนิคมอุตสาหกรรมไทย อย่าง อมตะ และ ดับบลิวเอชเอ ในระยะกลาง

และ การที่ภาษี ผลักดันให้ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และ เงินบาทอ่อนค่าลง จะเป็นบวกโดยตรง ต่อผู้ส่งออกไทย

ความเชื่อมั่น ในประเด็นนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

สรุปแนวทาง การลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง คือ

การลงน้ำหนัก ในหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง พีทีทีอีพี ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม ซึ่งได้ประโยชน์ โดยตรง และชัดเจนที่สุด จากราคาน้ำมัน ที่อยู่เหนือ หนึ่งร้อย ดอลลาร์

ในขณะเดียวกัน ควร ให้น้ำหนักน้อยลง ในหุ้นกลุ่มขนส่ง อย่าง เอเอวี การบินกรุงเทพ และ เคอรี่

และอาจใช้ กลยุทธ์ จับคู่ ซื้อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่ อย่าง บีบีแอล และ กสิกรไทย และ ขายกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ และ เมืองไทย

ตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ต้องจับตา คือ ผลการประชุมเฟด สัญญาณหยุดยิง ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการหุ้นเทคฯ และ การเคลื่อนไหว ของค่าเงินบาท

สำหรับสถานการณ์จำลอง

กรณีฐาน มีโอกาส ห้าสิบห้า เปอร์เซ็นต์ น้ำมันจะยังทรงตัวสูง ในช่วง เก้าสิบห้า ถึง หนึ่งร้อยห้า ดอลลาร์ ไปอีก สองถึงสี่ สัปดาห์

กรณีบวก มีโอกาส ยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ หากความตึงเครียด คลี่คลาย น้ำมันลงแรง และเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย

กรณีลบ มีโอกาส ยี่สิบห้า เปอร์เซ็นต์ หากความขัดแย้งขยายวง น้ำมันพุ่งเกิน หนึ่งร้อยยี่สิบ ดอลลาร์ และเกิดภาวะเงินเฟ้อ ถดถอยรุนแรง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 29 July 2026 - 12:39 น.

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 28/07/2026 11:11 pm

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ ยี่สิบเก้า กรกฎาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา เจ็ดนาที ครับ

ภาพรวม เศรษฐกิจโลก ในวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน รวมถึง ภัยคุกคาม จากกลุ่มฮูตี ที่จะปิดกั้น เส้นทางขนส่งน้ำมัน ในทะเลแดง

สถานการณ์นี้ สร้างแรงกดดัน สองด้าน ด้านแรก คือ ต้นทุนพลังงาน ที่สูงขึ้น กระตุ้น ความกังวลเงินเฟ้อ และ ทำให้เส้นทาง การลดดอกเบี้ย ของธนาคารกลาง หลายแห่ง ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ด้านที่สอง คือ เกิดการหมุนเวียน เงินทุน ครั้งใหญ่ เข้าสู่ หุ้นกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์

ผลลัพธ์ คือ ตลาดหุ้น เกิดรูปตัวเค หรือ K-Shaped กล่าวคือ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มพลังงาน ปรับตัวขึ้น จาก แรงหนุน เชิงโครงสร้าง และ ภาวะช็อกด้านอุปทาน

ในขณะที่ กลุ่มที่อ่อนไหว ต่อดอกเบี้ย และ กลุ่มที่พึ่งพา เชื้อเพลิง ต้องเผชิญกับ แรงกดดัน ด้านต้นทุน

จากข้อมูลในอดีต เมื่อเกิดเหตุการณ์ พลังงาน ในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบ ต่อราคาน้ำมัน และ ตลาดหุ้น ภายใน ศูนย์ ถึง สี่สิบแปดชั่วโมง ขณะที่ผลกระทบ ลำดับที่สอง ด้านนโยบายการเงิน จะใช้เวลา หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์

การตัดสินใจ นโยบาย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่กำลังจะมาถึง รวมถึง ผลประกอบการ ของบริษัทเทคฯ รายใหญ่ จะเป็น ตัวเร่งปฏิกิริยา สำคัญ ที่จะกำหนด ทิศทางตลาด ในระยะถัดไป

ในส่วนของ ภาพรวมตลาดหุ้น ดาวโจนส์ อยู่ที่ระดับ ห้าหมื่นสองพันสองร้อยหกสิบเอ็ดจุด ปรับตัวขึ้น เล็กน้อย ในวันที่ มีแรงซื้อหุ้นเทคฯ แต่ถูกกดดัน ในวันที่กังวล เรื่องดอกเบี้ย

แนสแด็ก ฟื้นตัวขึ้น บวก หนึ่งจุดหนึ่งเก้าเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ สองหมื่นเก้าพันหกร้อยเอ็ดจุด นำโดย หุ้นผู้ผลิตชิป

ทางฝั่งยุโรป ดัชนีแด็กซ์ สี่สิบ ของเยอรมนี พุ่งทะลุ สองหมื่นห้าพันจุด และ อียู หนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันเก้าร้อยยี่สิบหกจุด บวก หนึ่งจุดสามสามเปอร์เซ็นต์ นำโดย อินฟินีออน และ ซีเมนส์ เอ็นเนอร์จี

ตลาดหุ้นอินเดีย นิฟตี้ ฟิฟตี้ แกว่งตัว ในกรอบ สองหมื่นสามพันแปดร้อยแปดสิบสอง ถึง สองหมื่นสี่พันสามร้อยเก้าสิบเก้า ยังคงผันผวน

ออสเตรเลีย เอเอสเอ็กซ์ สองร้อย ทรงตัว ที่ระดับ แปดพันเจ็ดร้อยเก้าสิบสามจุด โดยมีแรงซื้อ หุ้นพลังงาน และ เทคโนโลยี ชดเชยกับ แรงขาย ในกลุ่ม สาธารณสุข และ การเงิน

นิวซีแลนด์ เอ็นแซดเอ็กซ์ ห้าสิบ ทรงตัว ท่ามกลาง ตัวเลขเงินเฟ้อ ไตรมาสสอง ที่เร่งตัวขึ้น เพิ่มแรงคาดการณ์ เรื่องการขึ้นดอกเบี้ย

ทางด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำ ปรับตัวลง จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า และ ความกังวล เงินเฟ้อ จากราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น

ส่วนราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ จากความตึงเครียด สหรัฐฯ กับ อิหร่าน

ประเด็นแรก การเผชิญหน้า ทางทหาร ระหว่าง สหรัฐฯ และ อิหร่าน กับ ความเสี่ยง การปิดกั้น ทะเลแดง

อิหร่าน ได้สั่งการให้ กลุ่มฮูตี เตรียมปิดกั้น การขนส่งน้ำมัน ในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตี โครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน ของอิหร่าน

จากฐานข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต ราคาน้ำมันดิบ ที่สูงขึ้น จะส่งผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และ โรงกลั่น เช่น พีทีทีอีพี พีทีที ท็อป เอสพีอาร์ซี โดยตรง

ในขณะที่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลลบ ต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง และ สายการบิน อย่าง เอเอวี บีเอ และ เคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น จะกดดัน อัตรากำไร

ผลกระทบที่คาดการณ์ กลุ่มพลังงาน และ โรงกลั่น จะได้ประโยชน์ ในทันที ภายใน ศูนย์ ถึง สี่สิบแปดชั่วโมง

ส่วนกลุ่ม สายการบิน และ ขนส่ง จะถูกกดดัน อย่างต่อเนื่อง หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์

และหาก ราคาน้ำมัน ยังคงอยู่ในระดับสูง แรงกดดันเงินเฟ้อ จะส่งผล ต่อนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลาง คงอัตราดอกเบี้ย ในระดับสูง นานขึ้น

ประเด็นที่สอง การปรับตัวขึ้น เชิงโครงสร้าง ของหุ้น เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็น อีกด้านหนึ่ง ของตลาดรูปตัวเค

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก จากแรงซื้อ หุ้นผู้ผลิตชิป อย่าง อินวิเดีย อินเทล และ ไมครอน โดยมีปัจจัยหนุน จากข้อมูลส่งออก ที่แข็งแกร่ง ของไต้หวัน และ เกาหลีใต้

เอสเค ไฮนิกซ์ เปิดตัวในตลาด ได้อย่างแข็งแกร่ง ยิ่งเติมเชื้อไฟ ให้กับกระแส เอไอ

บลูเบล แคปปิตอล ออกมาแนะนำ ให้นักลงทุน มุ่งเน้นไปที่ หุ้นเอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์

ผลกระทบ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และ เอไอ จะเป็นบวก อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์ โดยมี ผลประกอบการ ของบริษัทเทคฯ รายใหญ่ เป็นตัวเร่ง

แต่ดัชนี ตลาดโดยรวม จะยังคง ผสมผสาน เพราะความแข็งแกร่ง ของหุ้นเทคฯ ถูกหักล้าง ด้วยแรงกดดัน จากดอกเบี้ย และ ภูมิรัฐศาสตร์

ประเด็นที่สาม ทางแยก นโยบายการเงิน ของธนาคารกลาง

ในสัปดาห์นี้ ตลาดจับตา การประชุมของ เฟด และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึง ตัวเลขจีดีพี และ เงินเฟ้อของสหรัฐฯ

อีซีบี ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า อาจชะลอ การปรับขึ้นดอกเบี้ย หากสถานการณ์ พลังงานในตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ

ทางด้านนิวซีแลนด์ เงินเฟ้อ เร่งตัวขึ้น ทำให้โอกาส การขึ้นดอกเบี้ย มีสูงขึ้น

จากข้อมูล ความสัมพันธ์ ในอดีต หากอัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับสูง นานขึ้น จะเป็นผลบวก ต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ เอสซีบี เคทีบี ทีทีบี และ บีเอวาย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ย จะขยายตัว

แต่จะเป็นผลลบ ต่อกลุ่มสินเชื่อรายย่อย อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และ ติดล้อ เพราะต้นทุนการกู้ยืม ที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ หากเงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จากนโยบายการเงิน ที่เข้มงวด จะเป็นผลบวก ต่อหุ้นส่งออก กลุ่มอาหาร อย่าง ไทยยูเนี่ยน ซีพีเอฟ ไอทีซี และ เอเอไอ รวมถึง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา

แต่จะเป็นผลลบ ต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้สิน เป็นสกุลเงินดอลลาร์ เช่น บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์

ประเด็นที่สี่ แรงกดดัน ต่อราคาทองคำ

ราคาทองคำ ปรับตัวลง จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า และ ราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น ซึ่งไปลด ความน่าจะเป็น ในการลดดอกเบี้ย ของเฟด

กลไกการส่งผ่าน คือ ความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาน้ำมัน สูงขึ้น ทำให้ คาดการณ์เงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น ปิดประตู การลดดอกเบี้ย หนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดัน ทองคำ

ผลกระทบ ราคาทองคำ และ หุ้นเหมืองทอง จะเป็นลบ ในระยะสั้น หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์

ผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีหนี้ดอลลาร์ จะถูกกดดัน จากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่า

แต่ผู้ส่งออก ที่มีรายได้ เป็นเงินตรา ต่างประเทศ จะได้ประโยชน์ จากผลต่าง อัตราแลกเปลี่ยน

ด้วยภาวะตลาด รูปตัวเค โอกาส การลงทุน ที่มีความเสี่ยง ต่อผลตอบแทน สูงที่สุด อยู่ที่ การจับคู่ ซื้อหุ้นพลังงาน และ ขายชอร์ต หุ้นขนส่ง ขณะที่ยังคง ถือหุ้น เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นแกนหลัก ในพอร์ต

โอกาสที่น่าสนใจที่สุด คือ การเพิ่มน้ำหนัก หุ้นกลุ่มพลังงาน และ สาธารณูปโภค รวมถึง หุ้นกลุ่มธนาคาร และ หุ้นเอไอ เซมิคอนดักเตอร์

และ ลดน้ำหนัก ในหุ้น สายการบิน กลุ่มสินเชื่อรายย่อย และ หุ้นเหมืองทองคำ

กลยุทธ์ การลงทุนคู่ ระหว่าง ซื้อพลังงาน และ ขายชอร์ต ขนส่ง จะช่วยแยกสัญญาณ จากราคาน้ำมัน ได้อย่างชัดเจน

กรอบเวลา การลงทุน อยู่ที่ หนึ่ง ถึง สี่สัปดาห์ โดยมี ปัจจัยเร่ง สำคัญ ได้แก่ ผลการประชุมเฟด ผลประกอบการ บริษัทเทคฯ รายใหญ่ การหยุดชะงัก ของการขนส่ง ในทะเลแดง ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และ พัฒนาการ ด้านการทูต หรือ การทหาร ระหว่าง อิหร่าน กับ สหรัฐฯ

สำหรับ สถานการณ์จำลอง ความเสี่ยง

ในกรณีฐาน ให้น้ำหนัก ความน่าจะเป็น ร้อยละ ห้าสิบห้า โดยความตึงเครียด ยังคงอยู่ แต่ไม่ลุกลาม ถึงขั้นปิดกั้น ทะเลแดง ราคาน้ำมัน ทรงตัว ในระดับสูง เฟดคงดอกเบี้ย ด้วยน้ำเสียง ที่ระมัดระวัง ผลประกอบการ เทคฯ ออกมาดี เล็กน้อย ตลาดรูปตัวเค จะยังคงอยู่

ในกรณีที่ดี ให้น้ำหนัก ร้อยละ ยี่สิบ การเจรจา ทางการทูต ประสบความสำเร็จ ราคาน้ำมัน ถอยลง แรงกดดันเงินเฟ้อ ลดลง เฟดส่งสัญญาณ พร้อมลดดอกเบี้ย และ ผลประกอบการ เทคฯ ออกมา ดีเกินคาด ตลาดจะเกิด การรีบาวด์ ในวงกว้าง

ในกรณีที่แย่ ให้น้ำหนัก ร้อยละ ยี่สิบห้า การปิดกั้น ทะเลแดง เกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมัน พุ่งทะลุ หนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป เงินเฟ้อ เร่งตัวขึ้น เฟดถูกบังคับ ให้ส่งสัญญาณ ขึ้นดอกเบี้ย และ ผลประกอบการ เทคฯ ผิดหวัง ตลาดหุ้น จะถูกเทขาย อย่างรุนแรง

สรุปใจความสำคัญ พลังงาน คือ ศูนย์กลาง ของตลาดในขณะนี้ ความขัดแย้ง สหรัฐฯ กับ อิหร่าน และ ความเสี่ยง ทะเลแดง ทำให้หุ้นพลังงาน มีความน่าสนใจ มากที่สุด ส่วนหุ้นขนส่ง เป็นกลุ่ม ที่ควรหลีกเลี่ยง

เอไอ และ เซมิคอนดักเตอร์ คือ ไม้กันความเสี่ยง เชิงโครงสร้าง ข้อมูลส่งออก จากเอเชีย ที่แข็งแกร่ง ยืนยัน วัฏจักร การลงทุน เอไอ ยังคงสดใส

หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้ประโยชน์ จากดอกเบี้ย ที่อยู่ในระดับสูง นานขึ้น แต่กลุ่มสินเชื่อ รายย่อย จะถูกกดดัน

ทองคำ คือ กับดัก ในระบอบนี้ เพราะเงินเฟ้อ จากน้ำมัน ปิดประตู การลดดอกเบี้ย หนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดัน ราคาทองคำ

การประชุม ของ เฟด บีโอเจ และ อีซีบี คือ ตัวเร่งปฏิกิริยา เชิงขั้ว ของสัปดาห์นี้ นักลงทุน ควรวางพอร์ต ให้พร้อมรับมือ หากมี เซอร์ไพรส์ เชิงลบ จากนโยบายการเงิน

ตลาดรูปตัวเค ต้องการ การคัดเลือก หุ้นอย่าง เข้มงวด การลงทุน แบบรับความเสี่ยง ตลาดโดยรวม อาจไม่เหมาะสม กลยุทธ์ เชิงรุก อย่าง การเทรดคู่ และ การหมุนเวียน กลุ่มอุตสาหกรรม คือ แนวทาง ที่ถูกต้อง

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 29 July 2026 - 06:11 น.