สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ
เริ่มต้นที่ภาพรวมตลาดการเงินประจำสัปดาห์นี้ ตลาดมีความผันผวนรุนแรง หลังจากนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลสูงสุด มาเป็นภาวะย่อย消化ข่าว โดยปัจจัยหลักคือ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์ พุ่งทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยหกสิบหก หรือสองพันยี่สิบหกเดือนกันยายน โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละศูนย์จุดสองห้า สู่ช่วงสามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ พร้อมส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณจะ tightened นโยบายการเงิน
หุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนักในช่วงกลางสัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอ ที่ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกระแสข่าวชะลอตัวของอุตสาหกรรมเอไอ แต่ต่อมาในวันศุกร์ที่สิบแปด ตลาดฟื้นตัวขึ้นบ้าง จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย และตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงมีกำลังซื้อดี
ภาพรวมตลาดตอนนี้ อยู่ในภาวะกดดันจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังคงเปราะบาง แม้ว่าจะดีขึ้นจากช่วง panic สุดขั้วแล้วก็ตาม
มาถึงประเด็นวิเคราะห์สำคัญสามเรื่องครับ
ประเด็นแรก เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยหกสิบหก ส่งผลกระทบต่อทุกสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูง จะถูกกดดันระยะสั้นถึงหนึ่งเดือน ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่สอง ราคาน้ำมันเบรนท์ที่สูงเกินหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง โดยเฉพาะกลุ่มสายการบิน ที่มีต้นทุนน้ำมันคิดเป็นร้อยละยี่สิบห้าถึงสามสิบห้าของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานได้ประโยชน์โดยตรง
ประเด็นที่สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปีที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นระดับที่ไม่เคยยืนนานมาตั้งแต่ปีสองพันเจ็ด และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้พันธบัตรเริ่มน่าสนใจเทียบกับหุ้น ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเงินจากหุ้นระยะยาวไปยังพันธบัตร และสนับสนุนดอลลาร์
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสองถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า มีสี่ประเด็นสำคัญครับ หนึ่ง เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน เพราะยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง สอง ลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตระยะยาวที่ราคาแพง สาม เพิ่มน้ำหนักดอลลาร์สหรัฐ และลดการลงทุนในสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ และสี่ การลงทุนระยะสั้นในหุ้นกลุ่มสายการบิน ที่อาจฟื้นตัวได้ หากราคาน้ำมันลดลงต่อ
ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางราคาน้ำมันเบรนท์ที่ระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์ สัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ การเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
สุดท้าย ภาพรวมความเสี่ยง มีสามกรณีครับ กรณีฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า คาดว่าน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบเก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย ตลาดผันผวนและหุ้นกลุ่มพลังงานการเงินจะ outperformance กรณีบวกมีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากตะวันออกกลางคลี่คลายทำให้น้ำมันต่ำกว่าเก้าสิบดอลลาร์ ตลาดจะเด้งแรง หุ้นเทคโนโลยีนำ และกรณีลบมีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากน้ำมันพุ่งเกินหนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ เกิดวิกฤต ตลาดหุ้นเข้าสู่ correction
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech