สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพฤหัสบดีที่ สิบเจ็ด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที
เริ่มต้นรายการด้วยประเด็นสำคัญที่กำลังปรับโฉมภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ นั่นคือ วิกฤตราคาน้ำมันจากด้านอุปทาน ชนเข้ากับการปรับนโยบายการเงินที่เข้มงวดพร้อมกันของธนาคารกลางทั่วโลก สถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ ตั้งแต่ช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงในปีสองพันเจ็ดถึงสองพันแปด
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะยานทะลุระดับ หนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมันสายหลักที่เชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก ขณะที่อิหร่านกลับมาขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่า ยังไม่มีทางออกทางการทูตในระยะใกล้นี้
พลังงานที่แพงขึ้น ส่งผ่านตรงเข้าสู่ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม ที่ระดับ ยี่สิบห้าเบซิสพอยต์ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปปรับนโยบายเข้มงวดเพิ่มเติม และธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ววันนี้
ผลที่ตามมาคือ พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปี พุ่งแตะระดับ ร้อยละห้า จุดศูนย์หนึ่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสิบเก้าปี ขณะที่พันธบัตรเยอรมันพุ่งทะลุ ร้อยละสามจุดห้า ซึ่งสูงสุดในรอบสิบเจ็ดปี และพันธบัตรญี่ปุ่นทะลุระดับ ร้อยละสาม เป็นครั้งแรก
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงในทุกภูมิภาคหลัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ถูกกดดันหนักที่สุด
สถานการณ์นี้ เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อแบบคลาสสิก ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นบีบอัตรากำไรของบริษัท ขณะที่อัตราคิดลดที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าหุ้นปรับลดลง กลไกการส่งผ่านความเสี่ยงครั้งนี้ คล้ายกับวิกฤตน้ำมันในปีสองพันเจ็ดสิบสามถึงเจ็ดสิบสี่ แต่การตอบสนองเชิงนโยบายในวันนี้ รุนแรงและรวดเร็วกว่า ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เสี่ยงเป็นพิเศษ
มาดูภาพรวมตลาดในขณะนี้ ตราบใดที่ราคาพลังงานยังสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวังและค่อนข้างเป็นขาลง จากการสำรวจความรู้สึกตลาด พบว่า ทองคำ และเงินเยนญี่ปุ่น ถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่หุ้นและตราสารหนี้ กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้น หรือ VIX และดัชนีความผันผวนของตลาดพันธบัตร หรือ MOVE ต่างปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านจากความประมาท ไปสู่ภาวะตึงเครียด
สำหรับประเด็นวิเคราะห์เชิงลึก ประเด็นแรก คือ วิกฤตน้ำมันตะวันออกกลางราคาเบรนท์ทะลุหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ จากการปิดท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย และการขู่ของอิหร่าน ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ ศูนย์จุดสามถึงศูนย์จุดสี่เปอร์เซ็นต์ ภายในหนึ่งถึงสองเดือน และลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงประมาณ ศูนย์จุดสองเปอร์เซ็นต์ กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์ ขณะที่สายการบิน ขนส่ง และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ถูกกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูง
ประเด็นที่สอง คือ วิกฤตพันธบัตรโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุสิบปีที่ระดับร้อยละห้า ในอดีตเคยเป็นสัญญาณนำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดระยะยาว ซึ่งจะถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น กลุ่มการเงินอาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตยังต้องจับตา
ประเด็นที่สาม ที่ตลาดอาจมองข้าม คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้น อาจทำให้เงินทุนไหลกลับประเทศญี่ปุ่น และส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกตึงตัวเร็วกว่าที่คาด
ประเด็นที่สี่ คือ สงครามภาษีระหว่างสหรัฐและแคนาดา ที่ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละห้าสิบกับสินค้าแคนาดาบางรายการ และแคนาดาตอบโต้ด้วยภาษีตอบโต้ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การลดกำลังการผลิต และการจ้างงานในระยะต่อไป
โดยสรุป แนวโน้มการลงทุนที่ได้ความเชื่อมั่นสูง คือ การเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มพลังงาน ในช่วงเวลาสองถึงสี่สัปดาห์ เนื่องจากอุปทานน้ำมันยังตึงตัว และราคายังสูงเหนือหนึ่งร้อยแปดดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ควรลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ร้อยละห้า เป็นอัตราคิดลดที่สร้างความเสียหายต่อมูลค่าหุ้นระยะยาว
นอกจากนี้ การถือเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าพลังงาน ยังเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ รวมถึงการซื้อประกันความผันผวนของตลาดผ่านตัวเลือก VIX เนื่องจากความผันผวนมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง
สำหรับมุมมองความเสี่ยงหลัก กรณีฐานมีโอกาสร้อยละห้าสิบห้า ราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง หนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยสิบดอลลาร์ ธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงอีกห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ภายในสองถึงสี่สัปดาห์ โดยกลุ่มพลังงานจะ outperform ขณะที่เทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่อ่อนแอ
กรณีเชิงบวกมีโอกาสร้อยละยี่สิบ หากท่อส่งน้ำมันกลับมาเปิดใช้เร็วกว่าคาด และความตึงเครียดคลี่คลายลง ราคาน้ำมันอาจลดลงต่ำกว่าเก้าสิบห้าดอลลาร์ และตลาดหุ้นอาจรีบาวด์แรง
กรณีเลวร้ายมีโอกาสร้อยละยี่สิบห้า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นบางส่วน หรือเกิดความขัดแย้งทางทหาร ราคาเบรนท์อาจพุ่งเกินหนึ่งร้อยสามสิบดอลลาร์ เฟดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินห้าสิบเบซิสพอยต์ และตลาดหุ้นโลกอาจเข้าสู่ภาวะปรับฐานมากกว่าร้อยละสิบห้าภายในสองถึงสามสัปดาห์ ในกรณีนี้ ทองคำและดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ที่เป็นแหล่งหลบภัย
กลยุทธ์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม คือ การมองหาจังหวะในกลุ่มธนาคารภูมิภาคของสหรัฐ หากเส้นอัตราผลตอบแทนปรับตัวชันขึ้นในระยะยาว ธนาคารที่มีเงินทุนแข็งแรงจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น แต่ต้องติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด
ปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ ความคืบหน้าทางการทูตเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ การส่งสัญญาณนโยบายของเฟด การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐเดือนสิงหาคม และประสิทธิภาพของโครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐ
ท้ายที่สุด ขอเน้นย้ำว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ข้ามประเภท มีแนวโน้มคงอยู่ต่อไป เนื่องจากถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคที่แท้จริง การป้องกันความเสี่ยงจึงมีความจำเป็นในสภาวะเช่นนี้
ขอเรียนให้ท่านผู้ชมทราบว่า ข้อมูลในรายงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นการให้คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำด้านกฎหมายและภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายทางการเงินใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาต ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ