สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ เก้า กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันพุธที่ เก้า กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที

เริ่มกันที่ประเด็นสำคัญของวันนี้ครับ ตลาดการเงินโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันอย่างรุนแรง เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ โจมตีแหล่งน้ำมันของอิหร่าน และกลุ่มฮูตีโจมตีโรงงานในซาอุดิอาระเบีย ขณะที่อิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหกสัปดาห์ครับ

ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสำคัญของโลกอย่างเฟด ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ต่างส่งสัญญาณเชิง Hawkish หรือการคุมเข้มนโยบายการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Geopolitical Supply Shock Meets Tightening Cycle ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่เราเคยเห็นในช่วงต้นปี 2022 ครับ

ความหมายคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำหน้าที่เหมือนภาษีถดถอย หรือ Regressive Tax ต่อการบริโภคทั่วโลก มันกัดกร่อนรายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภค กดดันกำไรของบริษัทที่ไม่ใช่พลังงาน และทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูง ในเวลาที่ธนาคารกลางกำลังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก จึงเป็นแรงกดดันรอบด้าน

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดครับ ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มอ่อนตัว โดยดัชนี DAX 40 ของเยอรมนีปรับตัวลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ หุ้นญี่ปุ่นถูกกดดันอย่างหนักจากการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งแข็งค่าขึ้นถึง 0.67 เปอร์เซ็นต์ในวันนี้ และ 1.26 เปอร์เซ็นต์ในวันก่อนหน้า จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ย ส่วนดัชนี Sensex ของอินเดียก็ร่วงลง 0.73 เปอร์เซ็นต์ สู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เนื่องจากอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นครับ

สัปดาห์นี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมครับ ตัวเลขนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญ หากออกมาสูงกว่าคาด จะยิ่งตอกย้ำภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง และจะกระตุ้นให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด ก็อาจช่วยลดแรงกดดันได้ชั่วคราวครับ

สำหรับบรรยากาศการลงทุนวันนี้

ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงจากแรงกดดันของค่าเงินเยนที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มส่งออกและเทคโนโลยี ดัชนี Shanghai Composite ของจีนทรงตัวใกล้เคียงเดิม ขณะที่ดัชนี Shenzhen Component ปรับตัวขึ้นถึง 1.91 เปอร์เซ็นต์ นำโดยหุ้นเทคโนโลยี

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET50 เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ มีการรีบาวนด์เล็กน้อย โดยหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอย่าง PTT และ PTTEP ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นครับ

ในฝั่งตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลบราซิลอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง 15.5 จุดพื้นฐาน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง สะท้อนถึงกระแสหลบภัย หรือ Risk-Off ของนักลงทุน

ตลาดค่าเงิน เงินเยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังจากนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลค่าจ้างและ GDP ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลดลง

ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 3.30 เปอร์เซ็นต์ มาที่ประมาณ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงัก ขณะที่ทองคำปรับตัวลดลงเล็กน้อย ส่วนทองแดงปรับตัวขึ้น 2.18 เปอร์เซ็นต์ หลังจากจีนประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ครับ

มาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญกันต่อครับ

ประเด็นแรก ความขัดแย้งตะวันออกกลางกับความกังวลน้ำมันขาดแคลน การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่อแหล่งน้ำมันของอิหร่าน และการโจมตีโรงกลั่นในซาอุดิอาระเบีย รวมถึงแผนปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลครับ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันไหลผ่านถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด การหยุดชะงักใดๆ ในอดีตมักทำให้เกิดส่วนเพิ่มทางความเสี่ยง หรือ Risk Premium ประมาณ 5 ถึง 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นครับ หุ้นกลุ่มพลังงานและบริการน้ำมันมีแนวโน้มเป็นบวกในระยะ 1 ถึง 4 สัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่นอย่าง PTT และ PTTEP ขณะที่หุ้นในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมันมาก อย่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มสายการบิน ขนส่ง และเคมีภัณฑ์ทั่วโลกก็จะถูกกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกันครับ

ประเด็นที่สอง การคุมเข้มนโยบายการเงินพร้อมกันของธนาคารกลางหลักสามแห่ง ธนาคารกลางยุโรปคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ หลังจากอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งสูงถึง 3.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เฟดก็กลับมามีความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนการเปิดเผย CPI และธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน หลังจากข้อมูลค่าจ้างและ GDP ที่แข็งแกร่งครับ

การคุมเข้มพร้อมกันของธนาคารกลางสำคัญสามแห่ง โดยไม่มีการประสานนโยบาย มักนำไปสู่การลดสภาพคล่องทั่วโลก ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ และผลการดำเนินงานของสินทรัพย์เสี่ยงที่ย่ำแย่ ซึ่งคล้ายกับที่เราเคยเห็นในปี 2022 ครับ

ผลกระทบ หุ้นญี่ปุ่นทั้งกลุ่มส่งออกและเทคโนโลยีจะถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งค่าเงินเยนที่แข็งค่าและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่หุ้นยุโรปอย่าง DAX และ STOXX ก็มีแนวโน้มเชิงลบเช่นกัน

ประเด็นที่สาม การแข็งค่าของเงินเยนและผลกระทบต่อหุ้นญี่ปุ่น เงินเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สร้างแรงกดดันให้หุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นใกล้ขึ้นดอกเบี้ยครับ การแข็งค่าของเยนในรอบ 2 วันที่ผ่านมาสูงถึงเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในประวัติศาสตร์มักนำไปสู่การปรับตัวลดลงของดัชนี Nikkei 225 ประมาณ 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ภายในหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มส่งออกลดลง และมีการ unwinding ของ Carry Trade

กลไกสำคัญคือ กองทุนและนักลงทุนที่กู้ยืมเงินเยนเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น จะต้องขายสินทรัพย์เหล่านั้นออกมาชำระคืนเงินกู้ ซึ่งยิ่งทำให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนมากขึ้นครับ

ประเด็นที่สี่ ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน จีนประกาศว่าเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.438 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังคงซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 22 แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งกำลังอัดฉีดเงินจำนวน 300,000 ล้านหยวน เข้าไปในธนาคารขนาดใหญ่และบริษัทประกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านทุน สนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวครับ

มาตรการกระตุ้นของจีนนี้เป็นกลไกที่สวนทางกับแนวโน้มการคุมเข้มของธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้ว และถือเป็นแหล่งสภาพคล่องส่วนเพิ่มที่สำคัญของโลก การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องบ่งชี้ถึงการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว ส่วนการเพิ่มทุนธนาคารมีเป้าหมายเพื่อชดเชยการหดตัวของสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5 เปอร์เซ็นต์ครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ข้างหน้า เรามีมุมมองที่น่าสนใจสามประเด็นครับ

ประเด็นแรก การลงทุนในกลุ่มพลังงานและบริการน้ำมัน ด้วยความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีทางทหารหลายแนว ราคาน้ำมัน WTI ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลน่าจะยังคงมีส่วนเพิ่มทางความเสี่ยงต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ถึง 4 สัปดาห์ เว้นแต่จะมีการหยุดยิงที่ได้รับการยืนยัน หุ้นกลุ่มโรงกลั่นอย่าง PTT และ PTTEP ของไทยถูกระบุว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงครับ

ประเด็นที่สอง การลดน้ำหนักหรือชอร์ตหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นและดัชนี Nikkei การแข็งค่าของเงินเยนที่ขับเคลื่อนโดยการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ถือเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงที่สุดสำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ครับ

ประเด็นที่สาม การลดน้ำหนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมันมาก โดยเฉพาะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากขึ้น และเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ที่จะจำกัดความสามารถของธนาคารกลางในการผ่อนคลายนโยบายการเงินครับ

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเปิดเผยดัชนี CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ความคืบหน้าในช่องทางการทูตระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการในช่องแคบฮอร์มุซ คำแถลงนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น และการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปครับ

สุดท้ายนี้ ขอสรุปประเด็นสำคัญสำหรับวันนี้ครับ

น้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ราคาที่ระดับ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ถือเป็นแรงกดดันเชิง Stagflationary ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ครับ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักในตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมัน

การแข็งค่าของเงินเยนที่เกิดจากการส่งสัญญาณคุมเข้มของธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังเร่งตัวขึ้นและส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นอย่างหนัก มีโอกาสสูงที่จะเกิดการ Unwind ของ Carry Trade อย่างรุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

การคุมเข้มพร้อมกันของธนาคารกลางหลักสามแห่งกำลังขจัดสภาพคล่องทั่วโลก ดัชนี CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้จะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะกำหนดว่าภาวะตึงตัวจะรุนแรงขึ้นหรือผ่อนคลายลง

ในทางตรงกันข้าม จีนกำลังเป็นแหล่งสภาพคล่องที่สวนทาง ด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร แนะนำให้ลงทุนในทองแดงและหุ้นเทคโนโลยีในตลาดเซินเจ้นเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นถึงกลางครับ

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำอีกครั้งว่า ตลาดตราสารหนี้กำลังส่งสัญญาณที่หลากหลาย การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรบราซิลและทั่วโลกบ่งชี้ถึงกระแสหลบภัย แต่ก็ขัดแย้งกับท่าที Hawkish ของธนาคารกลาง ดังนั้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจึงยังไม่ใช่จุดที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้ ควรรอให้ตัวเลข CPI คลี่คลายก่อนครับ

และที่สำคัญที่สุดคือ เรากำลังยืนอยู่หน้าเหตุการณ์ที่จะสร้างความผันผวนครั้งใหญ่จากตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ หากออกมาสูงกว่าคาด จะเกิดแรงเทขายทั้งหุ้นและตราสารหนี้ แต่ถ้าออกมาดี ก็จะเกิดการรีบาวนด์ครั้งใหญ่ในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ดังนั้นควรจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงครับ

ก่อนจากกันวันนี้ ทางรายงานขอเรียนให้ท่านผู้ชมและผู้ฟังทราบถึงข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบตามนโยบายของทางรายการครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ