สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก
ประจำวันอังคาร ที่หนึ่ง เดือนกันยายน พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสองนาที ครับ
รายงานฉบับนี้ รวบรวมสถานการณ์ตลาดการเงิน ประจำวันที่สามสิบเอ็ดสิงหาคม ที่ผ่านมา ครับ
สัปดาห์นี้ ตลาดการเงินโลก ต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ครับ
ด้านหนึ่ง คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ยังแข็งแกร่ง และการลงทุนที่มีความคาดหวังสูง
อีกด้านหนึ่ง คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่พุ่งสูงขึ้นตามโครงสร้าง และประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คนใหม่ ที่มีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น ครับ
นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้ส่งสัญญาณ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก เมื่อวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม
ทำให้เกิดการปรับพอร์ตแบบลดความเสี่ยงทั่วโลก หุ้นปรับตัวลง ดอลลาร์แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้น ครับ
ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ยังคงกดดันตลาด ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูง เงินเฟ้อที่เหนียวแน่น การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่แข็งแกร่ง และแผนลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่า จะไม่ผ่านสภาคองเกรส
ทั้งหมดนี้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว มีแรงกดดันขาขึ้น แม้รัฐบาลจะมีมาตรการซื้อคืนพันธบัตร ก็ไม่สามารถหยุดแนวโน้มนี้ได้ ครับ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีความน่าจะเป็นสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
ซึ่งอาจทำให้เงินเยนแข็งค่า และเกิดการเทขาย การลงทุนแบบกู้ยืมเงินเยน ไปลงทุนในต่างประเทศ อย่างไม่เป็นระเบียบ ครับ
โดยสรุป ขณะนี้ ตลาดอยู่ในช่วง อัตราดอกเบี้ยที่สูงและยาวนาน ซึ่งขัดแย้งกับสินทรัพย์เพื่อการเติบโต ที่ราคาสูงเกินความเป็นจริง
ความเสี่ยงของตลาด จึงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ครับ
สถานะตลาดในตอนนี้ ถูกจัดอยู่ในโหมด ลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ครับ
และความเชื่อมั่นโดยรวม อยู่ในระดับระมัดระวัง ค่อนข้างเป็นขาลง ครับ
ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลก ของธนาคารออฟอเมริกา ในเดือนสิงหาคม พบว่า การถือครองหุ้น อยู่ในระดับสูงสุด นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน สองพันยี่สิบเอ็ด
ขณะที่การถือครองเงินสดลดลง และผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ คาดว่าเศรษฐกิจ จะไม่ชะลอตัว หรืออาจเข้าสู่ภาวะเฟื่องฟู ครับ
แต่ท่าทีของนายวอร์ช ได้เพิ่มความเสี่ยงเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ดัชนีหุ้นโลก ปรับตัวลงในตลาดที่ผันผวน ขณะที่ดอลลาร์ และพันธบัตรระยะสั้น ปรับตัวขึ้น ครับ
ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา รวมถึงข้อพิพาทการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ยังเพิ่มความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่ง ครับ
ต่อไป เรามาดูภาพรวมตลาดการเงิน ในช่วงวันที่ผ่านมา ครับ
หุ้นทั่วโลก ปรับตัวผันผวน และอ่อนตัวลง ดัชนีเอ็มเอสซีไอทั่วโลก ปรับลดลง เมื่อวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม
สัญญาล่วงหน้าของดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย เคยปรับขึ้นร้อยละศูนย์จุดสี่ เมื่อวันที่ยี่สิบสองสิงหาคม ก่อนกลับมาอ่อนตัวลง หลังนายวอร์ช ส่งสัญญาณแข็งกร้าว
ดัชนีนิกเกอิ ปรับขึ้นร้อยละหนึ่งในช่วงแรก ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง แต่หลังจากนั้น ถูกกดดัน ครับ
ด้านพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ระยะสั้น ปรับตัวสูงขึ้น หลังคำพูดของนายวอร์ช
ขณะที่อัตราผลตอบแทนระยะยาว ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และพันธบัตรญี่ปุ่น ถูกกดดัน จากการคาดการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ครับ
ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวขึ้น ร้อยละศูนย์จุดหนึ่งหนึ่ง เมื่อวันที่ยี่สิบเจ็ดสิงหาคม
ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ปรับตัวลงร้อยละศูนย์จุดสี่ ซึ่งเป็นการปรับลงมากที่สุดในกลุ่มค่าเงินหลัก
ลีราตุรกี อ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดเก้าสิบแปด ครับ
ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันเบรนท์ ปรับตัวลง ร้อยละสี่จุดหนึ่งหก เมื่อวันที่ยี่สิบหกสิงหาคม
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในยุโรป พุ่งขึ้นร้อยละห้าจุดศูนย์ห้า ครับ
ด้านความผันผวน ดัชนีวิกซ์ และดัชนีความผันผวนของตลาดพันธบัตร ไม่มีข้อมูลเปิดเผย
แต่คาดว่า ความผันผวนโดยรวม อยู่ในระดับสูง จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับมุมมองดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ครับ
ต่อไป เรามาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ที่มีผลต่อตลาดในระยะข้างหน้า ครับ
ประเด็นแรก นายวอร์ช ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ครับ
ในอดีต การเปลี่ยนท่าทีแบบไม่คาดคิด ของประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คนใหม่ มักทำให้หุ้นปรับตัวลง ร้อยละห้าถึงสิบ ภายในสองถึงหกสัปดาห์
โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นเติบโต
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ช่วงที่กรีนสแปน ปรับขึ้นดอกเบี้ย ในปีหนึ่งเก้าเก้าสี่ และช่วงที่พาวเวล เปลี่ยนท่าที ในปีสองพันสิบแปด ครับ
ผลกระทบที่คาดว่า หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา และหุ้นเติบโต มีทิศทางเป็นลบ ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์
ดอลลาร์สหรัฐ มีทิศทางเป็นบวก ในระยะสี่สิบแปดชั่วโมงแรก
หุ้นและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ มีทิศทางเป็นลบ และพันธบัตรอายุยาว มีทิศทางเป็นลบ ครับ
กลไกสำคัญ คือ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่สูงขึ้น จะกดดันมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโต
ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า จะทำให้เงื่อนไขการเงินโลกตึงตัว และประเทศที่กู้ยืมเป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น ตุรกี อินโดนีเซีย และไทย จะได้รับผลกระทบ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง จะเกิดขึ้นในอีกหกถึงสิบสองเดือนข้างหน้า ผ่านอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน และต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ ครับ
ประเด็นที่สอง ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีโอกาสสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ครับ
รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คุณฮิมิโนะ กล่าวเมื่อวันที่ยี่สิบเจ็ดสิงหาคม ว่า ธนาคารกลาง จะหารือเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างทันเวลา เพื่อป้องกันเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมาย
และอาจมีการปรับขึ้นครั้งต่อไป ในเดือนมกราคม ครับ
ในอดีต การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่น ในเดือนกรกฎาคม สองพันยี่สิบสี่ เคยทำให้เกิดการเทขายในตลาดหุ้นญี่ปุ่น อย่างรุนแรง
ดัชนีนิกเกอิ ร่วงลงเกือบร้อยละสอง ในวันเดียว
และการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีสองพัน และปีสองพันหก เคยทำให้เงินเยนแข็งค่า ร้อยละห้าถึงสิบ ครับ
ผลกระทบที่คาดว่า เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นกลุ่มส่งออก ถูกกดดัน
รวมถึงค่าเงินตลาดเกิดใหม่ ที่ใช้เงินเยนลงทุน จะเผชิญแรงเทขาย
หากธนาคารกลางญี่ปุ่น ส่งสัญญาณว่าขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ ความเสี่ยงก็จะจำกัด ครับ
ประเด็นที่สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องตามโครงสร้าง เกิดจากหนี้สาธารณะที่สูง เงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลง และความต้องการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่แข็งแกร่ง ครับ
อีกทั้ง สภาคองเกรส มีแนวโน้มขัดขวางแผนลดการขาดดุลการคลัง จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ให้อัตราผลตอบแทนระยะยาว ปรับตัวสูงขึ้น ครับ
ในอดีต ช่วงที่อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นโดยไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่น ปีหนึ่งเก้าแปดเจ็ด ปีหนึ่งเก้าเก้าสี่ และช่วงปีสองพันยี่สิบสาม มักทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ถูกกดลงสองถึงสี่จุด ภายในสองถึงสามเดือน ครับ
หุ้นระยะยาว หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นอสังหาริมทรัพย์ มีทิศทางเป็นลบ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีทิศทางเป็นลบ
ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้ประโยชน์จากเส้นอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่วนทองคำถูกกดดัน เพราะอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้น ครับ
การซื้อคืนพันธบัตรของรัฐบาล ช่วยพยุงตลาดได้เพียงระยะสั้น เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้าง ยังผลักดันอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น
ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ครับ
ประเด็นที่สี่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน รวมถึงข้อพิพาทการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ครับ
ราคาน้ำมัน มีความผันผวนสูง น้ำมันเบรนท์ ปรับตัวลงร้อยละสี่จุดหนึ่งหก เมื่อวันที่ยี่สิบหกสิงหาคม จากการเจรจา
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในยุโรป พุ่งขึ้นร้อยละห้าจุดศูนย์ห้า ในวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม ครับ
ในอดีต ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมัน มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงขึ้น สามถึงสิบห้าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
และถ้าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น สิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างต่อเนื่อง จะทำให้เศรษฐกิจโลก ขยายตัวลดลงประมาณ ศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์ ภายในหนึ่งปี ครับ
ผลกระทบต่อการลงทุน กลุ่มพลังงาน มีโอกาสปรับตัวขึ้น ขณะที่หุ้นยุโรป ถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน
หุ้นแคนาดา และค่าเงินดอลลาร์แคนาดา ได้รับผลกระทบ จากสงครามการค้า ส่วนกลุ่มป้องกันประเทศ อาจได้ประโยชน์ ครับ
ธนาคารกลางตุรกี ประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งอิหร่าน อาจผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว แต่ความไม่แน่นอน ยังอยู่ในระดับสูงครับ
ต่อไป เป็นโอกาสลงทุนที่มีความน่าสนใจ ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ ครับ
หนึ่ง ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐอเมริการะยะยาว และเพิ่มการถือครองดอลลาร์สหรัฐ เพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ ยังมีแรงหนุน ครับ
สอง เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐอเมริกา และลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยี เพราะเส้นอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ช่วยเพิ่มกำไรให้ธนาคาร
ขณะที่หุ้นเทคโนโลยี ถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น ครับ
ดัชนีโคสปิของเกาหลีใต้ เคยพุ่งขึ้นร้อยละหก เมื่อวันที่ยี่สิบสิงหาคม ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงชั่วคราว
สะท้อนว่าหุ้นกลุ่มเติบโต เคลื่อนไหวตรงข้ามกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อย่างชัดเจน ครับ
สาม ใช้เงินเยนเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง และลดความเสี่ยงหุ้นญี่ปุ่น ก่อนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน
เพราะถ้ามีการขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนจะแข็งค่า และหุ้นญี่ปุ่น จะปรับตัวลง ครับ
สี่ เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เพราะราคาพลังงาน ยังมีแรงหนุน จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ครับ
สำหรับการจัดพอร์ต แนะนำปรับจากหุ้นเติบโต ไปสู่หุ้นมูลค่า และหุ้นวัฏจักร
เพิ่มเงินสด เป็นร้อยละห้าถึงสิบ เพื่อความยืดหยุ่น ลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยี และพันธบัตรอายุยาว รวมถึงลดความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ และหุ้นเอเชีย ครับ
กรอบเวลาการลงทุน สองถึงหกสัปดาห์ จนกว่าจะเห็นความชัดเจน เรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น และผลการเจรจา ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ครับ
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกา เดือนสิงหาคม ดัชนีราคาผู้บริโภคยุโรป ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีน
การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น เดือนกันยายน และความคืบหน้าของการเจรจา ระหว่างอิหร่านและโอมาน ครับ
เรามาดูสถานการณ์เสี่ยง สามกรณี ครับ
กรณีฐาน มีความน่าจะเป็นร้อยละห้าสิบห้า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คงดอกเบี้ย แต่ยังส่งสัญญาณเข้มงวด
ธนาคารกลางญี่ปุ่น ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ใช้ภาษาที่ผ่อนคลาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ทรงตัวในระดับสูง
หุ้นปรับตัวลง ในกรอบร้อยละห้าถึงแปด ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นปานกลาง น้ำมันผันผวนในกรอบจำกัด แนะนำรักษาพอร์ตเชิงป้องกัน ครับ
กรณีเชิงบวก มีความน่าจะเป็นร้อยละยี่สิบ หากข้อมูลแรงงานสหรัฐอเมริกา อ่อนแอ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ปรับท่าทีผ่อนคลาย
การเจรจาอิหร่านสำเร็จ ราคาน้ำมันลดลง และญี่ปุ่นเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ย หุ้นอาจปรับตัวขึ้น ร้อยละห้าถึงสิบ นำโดยหุ้นเทคโนโลยี
แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นเติบโต และตลาดเกิดใหม่ ครับ
กรณีเชิงลบ มีความน่าจะเป็นร้อยละยี่สิบห้า หากข้อมูลแรงงานสหรัฐอเมริกา แข็งแกร่ง ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
ธนาคารกลางญี่ปุ่น ขึ้นดอกเบี้ยแบบเข้มงวด และการเจรจาอิหร่านล้มเหลว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งสูง หุ้นอาจปรับตัวลง ร้อยละสิบถึงสิบห้า
ดัชนีวิกซ์ ทะลุสามสิบ และเกิดความเสี่ยงวิกฤต ในตุรกีและอินโดนีเซีย แนะนำเพิ่มเงินสด และป้องกันความเสี่ยงทุกประเภท ครับ
สรุปประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนควรจับตา ครับ
หนึ่ง ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คนใหม่ ทำให้ทิศทางดอกเบี้ย เปลี่ยนไปในทางเข้มงวด สัญญาณเมื่อวันที่ยี่สิบแปดสิงหาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดการเงิน ครับ
สอง การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน ที่มีความน่าจะเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังให้ความสำคัญน้อยเกินไป
หากเกิดการเทขายเงินเยนแบบไม่เป็นระเบียบ จะส่งผลกระทบ ไปยังค่าเงินตลาดเกิดใหม่ หุ้นญี่ปุ่น และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ครับ
สาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ที่สูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว
หนี้สาธารณะ การลงทุนปัญญาประดิษฐ์ และความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้มาตรการซื้อคืนพันธบัตร ไม่เพียงพอ สินทรัพย์ระยะยาว เช่น หุ้นเทคโนโลยี และพันธบัตรอายุยาว มีความเสี่ยงสูง ครับ
สี่ ราคาพลังงาน ยังสะท้อนความขัดแย้งของข้อมูล ระหว่างการเจรจา และความเสี่ยงการสู้รบ
กลุ่มพลังงาน จึงเป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ครับ
ห้า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก กำลังถือครองหุ้นในระดับสูง ขณะที่เงินสดอยู่ในระดับต่ำ
นั่นหมายถึง ความเสี่ยงของการปรับตัวลงมีสูง หากทิศทางดอกเบี้ย เปลี่ยนไปในทางเข้มงวด ครับ
หก ค่าเงินตลาดเกิดใหม่ เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ลีราตุรกี อ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดเก้าสิบแปด ดอลลาร์นิวซีแลนด์ อ่อนค่าร้อยละศูนย์จุดสี่
ขณะที่รูเปียห์อินโดนีเซีย และบาทไทย ถูกกดดัน หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และมีการเทขายจากเงินเยน จะยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ต่อค่าเงิน และหนี้สกุลเงินท้องถิ่น ครับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ