สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก
ประจำวันศุกร์ที่ เจ็ด สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า
เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบแปดนาที
เริ่มกันที่ภาพรวมตลาดโลกในช่วงนี้ครับ
กำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า ความแตกต่างระหว่างตลาดพันธบัตรกับตลาดหุ้น
โดยข้อมูลเงินเฟ้อที่เริ่มอ่อนตัวลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.52 เปอร์เซ็นต์
แต่ความอยากลงทุนในหุ้นยังถูกจำกัด เนื่องจากตลาดยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ครับ
ศาลสูงสุดสหรัฐประกาศยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่ดี
แต่ขณะเดียวกัน ตลาดก็ยิ่งเกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก
เห็นได้จาก การที่บริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ STAR ในเซี่ยงไฮ้ ด้วยมูลค่าระดมทุนถึง 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจวัฏจักรอื่นๆ กลับอ่อนแอ ภายใต้ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น
ด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และการหันเข้าซื้อพันธบัตรปลอดภัย
ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่า เงินเฟ้อชะลอแต่เศรษฐกิจชะงักงัน
เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา คือ การลาออกอย่างกะทันหันของผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย
ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้น ค่าเงิน และพันธบัตรของอินโดนีเซีย ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง
นี่คือสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางด้านธรรมาภิบาลในตลาดเกิดใหม่ครับ
ความตึงเครียดหลักในตอนนี้ คือ ระหว่างความหวังเรื่องเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ซึ่งหนุนตลาดพันธบัตร
กับ ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นยังคงระมัดระวังตัว
นี่เป็นภาวะที่กลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นเติบโตที่มีความผันผวนสูง ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านลบ
จนกว่าข้อมูลการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภคจะให้ความชัดเจนครับ
มาดูภาพตลาดหุ้นสำคัญกันบ้าง
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,876 จุด ปรับลดลง 0.33 เปอร์เซ็นต์
ดัชนียูโรร้อย ปิดที่ 1,906 จุด ปรับลดลง 1.04 เปอร์เซ็นต์
ดัชนีนิฟตีห้าสิบ ของอินเดีย ปิดที่ 23,963 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.34 เปอร์เซ็นต์
ดัชนีดีเอฟเอ็ม ของดูไบ ปิดที่ 5,991 จุด ปรับลดลง 0.18 เปอร์เซ็นต์
ส่วนดัชนีอื่นๆ เช่น เอสแอนด์พีห้าร้อย แนสแดค สต็อกซ์ และนิกเกอิ ไม่มีข้อมูลในรายงานนี้ครับ
สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสิบปี ปรับตัวลงมาที่ 4.52 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่ระมัดระวังต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ส่วนราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครับ
เรามาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อตลาดกันครับ
ประเด็นแรก คือ เรื่องนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
ที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่างการฟื้นตัวของตลาดพันธบัตรกับความระมัดระวังของตลาดหุ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปีที่ลดลง มาจากข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัว และแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวลง เนื่องจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
จากข้อมูลในอดีต การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
ส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร อย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM จะขยายตัว สนับสนุนผลประกอบการ
ในทางกลับกัน กลุ่มไฟแนนซ์และหลักทรัพย์ อย่างเช่น บริษัทศรีสวัสดิ์จัดการและพัฒนาทรัพย์สิน บริษัทเมืองไทย แคปปิตอล และบริษัทติ้นนี่
จะได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น จะกดดันอัตรากำไรจากสินเชื่อรายย่อยและไมโครไฟแนนซ์
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หรือหุ้นเติบโตที่มีระยะเวลาความอ่อนไหวสูง ก็จะถูกกดดัน
เพราะอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น จะทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตลดลง
โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะผสมผสาน และมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในกรอบ
จนกว่าจะมีข้อมูลการจ้างงานเดือนกรกฎาคม และดัชนีราคาผู้บริโภค ออกมาให้ความชัดเจนครับ
ความมั่นใจในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูงครับ
ประเด็นที่สอง คือ กระแสการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์
ที่กำลังเป็นตัวเร่งให้ตลาดเกิดการแบ่งขั้วแบบรูปตัว K
จากข่าวที่บริษัท ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้ระดมทุน 618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดหลักทรัพย์ STAR
นี่คือสัญญาณว่า รัฐบาลจีนยังคงให้การสนับสนุนนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจมหภาคยังไม่ชัดเจน
ในภาวะตลาดรูปตัว K เม็ดเงินลงทุนจะไหลไปยังกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตทางโครงสร้าง
เช่น ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ในขณะที่กลุ่มวัฏจักรอื่นๆ จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ผลกระทบระยะสั้นถึงระยะกลาง คาดว่าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ จะได้รับแรงหนุน
แต่การลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากฐานข้อมูลความสัมพันธ์ของหุ้นเฉพาะกลุ่มนี้ยังมีจำกัด
ความมั่นใจในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับปานกลางครับ
ประเด็นที่สาม คือ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
และผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 68,000 ล้านบาท ให้กับบริษัท ปตท. และบริษัทในเครือ
เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงด้านพลังงาน
จากข้อมูลในอดีต ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค
โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท ปตท. บริษัท ไทยออยล์ และบริษัท ไออาร์พีซี
เพราะราคาขายที่สูงขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตรากำไร
ในทางกลับกัน กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างเช่น สายการบินเอเชียเอวิเอชั่น สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส
จะได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จะกดดันอัตรากำไรของสายการบิน
นอกจากนี้ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งมักสัมพันธ์กับราคานำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น
จะส่งผลลบต่อกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีหนี้สินเป็นดอลลาร์สหรัฐ
โดยเฉพาะบริษัท บีกริม เพาเวอร์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์
ความมั่นใจในการวิเคราะห์นี้อยู่ในระดับสูงครับ
ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และความเปราะบางด้านธรรมาภิบาลในตลาดเกิดใหม่
ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำตัดสินยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อตลาดระยะยาว
ช่วยลดความเสี่ยงที่การเมืองจะเข้ามาแทรกแซงนโยบายการเงิน
ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ในอินโดนีเซีย ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางลาออกอย่างกะทันหัน
ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ ตลาดหุ้นจาการ์ตา และพันธบัตรอินโดนีเซีย ปรับตัวลดลงพร้อมกัน
นี่คือสัญญาณของความไม่มั่นคงทางสถาบัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุน
และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่มีจุดอ่อนด้านธรรมาภิบาล
คำแนะนำการลงทุนที่มีความมั่นใจสูง ในระยะหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า
คือ การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะ ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และไออาร์พีซี
เพราะราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จะหนุนผลประกอบการโดยตรง
การเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์
เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยขยายส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ
การลดน้ำหนักในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบินเอเชียเอวิเอชั่น สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และบริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส
เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไร
ส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในวงกว้าง เนื่องจากความเปราะบางเฉพาะประเทศ
และหันไปให้ความสนใจกับธีมปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ของจีน แทน
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง
และข้อมูลที่นำเสนอในรายงานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น
ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี
ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต
ผู้ลงทุนควรทำการวิจัยด้วยตนเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง ก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ