สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที ครับ
วันนี้ตลาดโลกเผชิญกับ แรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ ด้านพลังงาน หลังจากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร โดยเตหะรานส่งสัญญาณใช้กลุ่มตัวแทน เตรียมปิดกั้นการขนส่งน้ำมัน ผ่านทะเลแดง และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของ น้ำมันดิบประมาณ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาดีเซล ก็ทะยานตามไปด้วย
ตลาดกำลังปรับราคาความคาดหวัง เงินเฟ้อโลก ขึ้นมาใหม่ ตรงกับช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น กำลังจะตัดสินนโยบายการเงิน ขณะที่อีซีบี ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นระมัดระวังมากขึ้น นี่เป็นแรงกระตุ้น แบบสแตกเฟลชัน คลาสสิก ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับบีบรัดการบริโภค กดดันภาคการผลิต และจำกัดทางเลือกของธนาคารกลาง
ตลาดหุ้นทั่วโลก จึงเกิดการแยกทิศทาง แบบเคเชฟ โดยหุ้นพลังงานและหุ้นกลาโหม ได้รับความสนใจ ขณะที่หุ้นเทคที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย และหุ้นกลุ่มเติบโต เผชิญแรงขาย ส่วนตลาดเกิดใหม่ ที่มีปัญหาขาดดุลแฝด เช่น อินโดนีเซีย และ อินเดีย กำลังเจอกับเงินทุนไหลออก
บรรยากาศการลงทุนในตอนนี้ คือ ระมัดระวัง และมีแนวโน้มเป็นขาลง จากการประเมินความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และ แรงกดดันสแตกเฟลชัน ที่เข้ามาแทนที่ ความหวังเศรษฐกิจ ชะลอตัวแบบนุ่มนวล เมื่อสัปดาห์ก่อน
มาดูภาพรวมตลาด กันบ้างครับ ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวกเล็กน้อย ศูนย์จุดหนึ่งหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่ระดับ ห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยสามสิบสองจุด โดยมีหุ้นพลังงานช่วยพยุง ตลาดแนสแด็ก บวกหนึ่งจุดหนึ่งเก้าเปอร์เซ็นต์ จากแรงซื้อหุ้นชิปเมกเกอร์ ตลาดยุโรปสต็อกซ์ ทรงตัว ใกล้เคียงศูนย์เปอร์เซ็นต์ จากความไม่แน่นอนของอีซีบี ดัชนีนิฟตี้ของอินเดีย ร่วงลงสองจุดหนึ่งสองเปอร์เซ็นต์ ปรับตัวตามภาวะ เสียความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ ส่วนเอเอสเอ็กซ์ ของออสเตรเลีย เคลื่อนไหวทรงตัว
ในตลาดค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ทองคำปรับตัวลดลง เพราะถูกกดดัน จากดอลลาร์แข็ง และความกังวลเงินเฟ้อ จากน้ำมันแพง ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จากความเสี่ยงอุปทานติดขัด ส่วนดัชนีความผันผวนของญี่ปุ่น อยู่ที่ สี่สิบสามจุดแปดสอง เพิ่มขึ้น ศูนย์จุดสามเก้าเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความวิตก ด้านภูมิรัฐศาสตร์
เราไปดูประเด็นแรก กันครับ การเผชิญหน้าทางทหาร สหรัฐอิหร่าน และจุดคอขวดพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง ข้อมูลในอดีตยืนยันว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นผู้ผลิตพลังงาน อย่าง ปตท. สผ. ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ขณะที่ส่งผลลบอย่างชัดเจน ต่อหุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น เอเชีย เอวิเอชั่น บางกอกแอร์เวย์ส และ เคอีเอ็กซ์ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันมาร์จิ้น ได้เร็วมาก
นอกจากนี้ ตลาดเกิดใหม่ ที่นำเข้าน้ำมัน จะถูกซ้ำเติม จากภาระการค้าที่แย่ลง โดยอินเดียและไทย จะเผชิญแรงกดดันค่าเงินอ่อน และเงินเฟ้อนำเข้า ด้านค่าเงินดอลลาร์ ก็จะยิ่งแข็งค่า จากทั้งความต้องการหลบภัย และเงินเฟ้อพลังงาน เป็นห่วงโซ่แบบตำรา ชัดเจนครับ
ประเด็นที่สอง คือ ทางแยกนโยบายธนาคารกลาง จากการประชุมเฟดและบีโอเจ ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางเงินเฟ้อพลังงาน ธนาคารกลาง อาจถูกบีบให้คงอัตราดอกเบี้ยสูง ต่อไปอีกนาน ส่งผลบวกต่อหุ้นธนาคาร โดยเฉพาะ แบงก์กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ทีเอ็มบี ธนชาต และ กรุงศรี ที่ได้ประโยชน์ จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้น
แต่หุ้นนอนแบงก์ อย่าง ศรีสวัสดิ์ เอ็มทีซี และ เงินติดล้อ จะถูกกดดัน จากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่วนหุ้นเทคและหุ้นเติบโต โดยเฉพาะในสหรัฐ จะถูกกดดันมูลค่า จากความเสี่ยงเรื่อง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ครับ
ประเด็นที่สาม คือ การแยกทิศทาง ในกลุ่มเทค หุ้นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อย่างอินวิเดีย อินเทล และไมครอน ยังคงปรับตัวขึ้นได้ จากแรงหนุนข้อมูลส่งออก ที่แข็งแกร่ง จากไต้หวันและเกาหลีใต้ ขณะที่หุ้นเทคในวงกว้าง อ่อนแอลง นักวิเคราะห์มองว่า ความต้องการชิปจากปัญญาประดิษฐ์ และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง ที่แยกตัวออกจากวัฏจักร ผู้บริโภค ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินทุน จากซอฟต์แวร์ เข้าสู่ฮาร์ดแวร์ ครับ
ประเด็นสุดท้าย คือ ความตึงเครียดในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่ผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ลาออกติดต่อกัน เกิดแรงเทขายสินทรัพย์รูเปียห์ และพันธบัตร พร้อมกับค่าเงินที่อ่อนลง ซึ่งเพิ่มความกังวล ความน่าเชื่อถือของสถาบัน และอาจลุกลามไปยังอาเซียน ดัชนีนิฟตี้อินเดียที่ร่วงลง ก็สะท้อนการปรับราคาความเสี่ยง ของตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด สำหรับประเทศไทย หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ เช่น บีกริม จีพีเอสซี และ กัลฟ์ อาจถูกกดดัน ขณะที่ผู้ส่งออกอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ อาจได้ประโยชน์ จากค่าเงินบาทอ่อน ครับ
จากทั้งหมดนี้ ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนหนัก ในหุ้นพลังงานต้นน้ำ และครบวงจร เพราะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง ส่วนหุ้นสายการบิน และขนส่ง ควรลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากมาร์จิ้นจะถูกบีบ ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ให้เลือกลงทุนที่ผูกกับเอไอ อย่างระมัดระวัง และถ่วงดุลความเสี่ยง ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอาเซียน
สำหรับสถานการณ์สำคัญ ที่ต้องจับตาภายใน สี่สิบแปด ชั่วโมงนี้ คือ การโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ถ้อยแถลงของเฟด ว่ากังวลเงินเฟ้อ หรือการเติบโต มากกว่ากัน การหยุดชะงัก ของการเดินเรือในทะเลแดง และมติบีโอเจ ที่อาจทำให้เงินเยนแข็งค่า ครับ
เรามองกรณีฐานที่มีโอกาส ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ว่า ความตึงเครียดยังสูง แต่ไม่ปะทะกัน ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง แถว เก้าสิบถึงหนึ่งร้อยดอลลาร์ เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นพลังงานยังโดดเด่น ส่วนกรณีบวก ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือการคลี่คลายทางการทูต ราคาน้ำมันร่วง และตลาดหุ้นเติบโตฟื้นแรง ส่วนกรณีเลวร้าย ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ก็คือสหรัฐโจมตีอิหร่าน น้ำมันทะลุ หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์ เกิดสแตกเฟลชันเต็มตัว ต้องถือพลังงาน เงินสด และดอลลาร์ เท่านั้นครับ
โดยสรุป ราคาพลังงาน คือตัวแปรหลัก ที่จะกำหนดทิศทางตลาด ในอีก หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์คือผู้ชนะสัมพัทธ์ ในตลาดหุ้น แต่ต้องระวัง ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนจากไต้หวัน หุ้นธนาคาร ได้แรงหนุน จากส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หุ้นขนส่งและ สายการบินเจอหัวลมต้นทุนทันที ตลาดเกิดใหม่ ถูกซ้ำเติมจาก ดอลลาร์แข็ง ค่าน้ำมัน และความเสี่ยงสถาบัน ควรอยู่ในท่าป้องกัน ก่อนผลการประชุมเฟด และความเคลื่อนไหวของอิหร่าน จะชี้ชะตา ครับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ