สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที ครับ

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันอังคารที่ สี่ สิงหาคม สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา หกนาที ครับ

เรามาเริ่มกันที่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกวันนี้ ตลาดกำลังอยู่ในช่วง การฟื้นตัว จากภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญ จากตัวเลข ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด

ซึ่งช่วยลดแรงกดดัน ในการขึ้นดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ลงไป ส่งผลให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับตัวลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง และเกิดแรงซื้อ ในตลาดหุ้นไทย ต่อเนื่องเป็นวันที่สิบ โดย ดัชนีเอสอีที ปิดบวกไปที่ หนึ่งพันหกร้อยสามสิบห้าจุดสองเก้าจุด

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุน ไม่ได้เป็นบวกทั้งหมด เพราะความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหา การขนส่งทางทะเล ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กดดันตลาดพลังงานอยู่

ภาพของราคาน้ำมัน สะท้อนความขัดแย้งนี้ ได้เป็นอย่างดี โดยราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส หรือ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุดอยู่ที่ เจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐ ห้าสิบเอ็ดเซนต์ แม้ในเดือนที่ผ่านมา จะปรับตัวลงแรงถึง ลบสิบแปดเปอร์เซ็นต์ แต่หากมอง ตั้งแต่ต้นปี ยังคงบวกอยู่ถึง บวกยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์

สภาพตลาดเช่นนี้ ทำให้กลยุทธ์การลงทุน ที่แนะนำโดย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ของธนาคารกรุงไทย อย่างกลยุทธ์แบบ บาร์เบล เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเน้น กระจายการลงทุน ทั้งในหุ้นเติบโต เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และเอไอ ควบคู่ไปกับ หุ้นป้องกันความเสี่ยง ครับ

เรามาดูภาพรวมสินทรัพย์ ในแต่ละประเภทกันนะครับ ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ เอสอีที ปิดบวก ศูนย์จุดสามหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มีเงินทุนไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นวันที่สิบ ด้านตลาดหุ้นออสเตรเลีย หรือ เอเอสเอ็กซ์ ปิดลบ ศูนย์จุดห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นการปรับตัวลง ติดต่อกันเป็นวันที่สี่

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุสิบปี ล่าสุดอยู่ที่ หนึ่งจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนพันธบัตร อายุ ยี่สิบห้าจุดหกแปดปี อยู่ที่ สามจุดศูนย์ห้าเปอร์เซ็นต์ ด้านพันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทน ปรับตัวลดลงเช่นกัน ตามข้อมูลเงินเฟ้อ ที่ชะลอตัว

มาที่ตลาดค่าเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับตะกร้าเงิน ดัชนีดีเอ็กซ์วาย อยู่ที่ หนึ่งร้อยจุดเก้าเจ็ด ค่อนข้างทรงตัว แต่อ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ ล่าสุด ลบ ศูนย์จุดเจ็ดเก้าเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แต่ยังบวก บวกยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์นับจากต้นปี ขณะที่ ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ จีเอสซีไอ ลบ หนึ่งจุดศูนย์เจ็ดเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แต่ยังบวก บวกสิบหกจุดหกเปอร์เซ็นต์ นับจากต้นปีครับ

สำหรับประเด็นสำคัญ ที่ต้องวิเคราะห์ต่อ มีอยู่ด้วยกัน สี่เรื่องใหญ่ครับ

เรื่องแรก ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ ที่ชะลอตัว กระตุ้นให้เกิด การปรับตัวขึ้น ของตลาดตราสารหนี้ และเกิดการโยกย้ายเงินทุน เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยตัวเลข พีพีไอ ของสหรัฐ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ได้ลดความน่าจะเป็น ที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย และดึงให้อัตราผลตอบแทน ลดต่ำลงทั่วทั้งเส้น

จากกฎความสัมพันธ์ ในอดีตยืนยันว่า อัตราผลตอบแทนที่ลดลง เป็นผลบวกต่อ หุ้นกลุ่มธนาคาร จากส่วนต่างดอกเบี้ย ที่กว้างขึ้นระหว่าง การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และในขณะเดียวกัน ก็เป็นบวกต่อ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเติบโต ที่มีอายุสินทรัพย์ยาว เพราะอัตราคิดลด ปรับตัวลดลงครับ

ผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ คือ กลุ่มธนาคารไทย อย่าง บีบีแอล เคแบงก์ และ เอสซีบี จะได้ประโยชน์ในระดับ ปานกลาง ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากอุปสงค์เงินกู้ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยง หนี้เสียที่ลดลง ในขณะที่ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อย่าง สิริ เอพี ศุภาลัย และ แอล เอช จะได้รับประโยชน์ในระดับ สูงสุด ในช่วง หนึ่งถึงสี่สัปดาห์ จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ถูกลง และแรงกระตุ้น จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน ของภาครัฐ

ความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์นี้ อยู่ในระดับ สูง เพราะตั้งอยู่บน กฎความสัมพันธ์ในอดีต และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าจริง ต่อเนื่องถึงสิบวันทำการครับ

เรื่องที่สอง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ที่มีทั้งปัจจัยบวกจากความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยลบจากความไม่แน่นอน ของอุปสงค์โลก โดยราคา ดับเบิลยูทีไอ พุ่งขึ้นกว่าร้อยละห้าจุดหกสาม แตะ เจ็ดสิบสองดอลลาร์สหรัฐ สี่สิบเอ็ดเซ็นต์ เมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม ก่อนจะย่อตัวลงมา ลบสองจุดสามแปดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ เจ็ดสิบเอ็ดดอลลาร์สหรัฐ เจ็ดสิบเจ็ดเซ็นต์ ผลจากข่าว ความตึงเครียดสหรัฐอิหร่าน และความเสี่ยง การขนส่งทางทะเล ถูกหักล้างด้วย ความกังวลด้านอุปสงค์นั่นเองครับ

กฎความสัมพันธ์ ในอดีตระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นบวกอย่างมากต่อ กลุ่มพลังงานและทรัพยากร อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ปตท. ไทยออยล์ และ สตาร์ปิโตรเลียม แต่จะเป็นลบต่อ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะสายการบิน อย่าง เอเชีย เอวิเอชั่น และ การบินกรุงเทพ ที่ต้นทุนเชื้อเพลิง จะกดดันกำไรไตรมาสสาม

ผลกระทบจึงเป็นคนละทิศละทาง หุ้นพลังงานได้ประโยชน์โดยตรง จากวงเงินสินเชื่อ หกหมื่นแปดพันล้านบาท ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้กับ ปตท. ยิ่งตอกย้ำถึงทิศทางการลงทุนในภาคส่วนนี้ ครับ

ความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ อยู่ในระดับปานกลาง เพราะทิศทางมันชัดเจน แต่น้ำมันดิบที่ปรับลง ร้อยละสิบแปดในรอบเดือน แต่ยังบวก ร้อยละยี่สิบหก นับจากต้นปี มันให้สัญญาณ ที่ขัดแย้งกันเองครับ

เรื่องที่สาม คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด เป็นผลบวกเชิงโครงสร้าง ต่อตลาดหุ้น เพราะช่วยขจัด ความเสี่ยงด้านลบ ที่อาจเกิดจากการแทรกแซง ทางการเมือง ซึ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือ ในการควบคุมเงินเฟ้อ

การมีธนาคารกลาง ที่เป็นอิสระ นำไปสู่การตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อ ที่น่าเชื่อถือ ลดความคาดการณ์เงินเฟ้อ ในระยะยาว นำไปสู่ ส่วนชดเชยความเสี่ยง ในตลาดตราสารหนี้ที่ลดลง และสุดท้ายก็จะหนุนให้ มูลค่าตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ครับ

เรื่องที่สี่ โมเมนตัมการเสนอขายหุ้น ไอพีโอ ของกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอในจีน ซึ่งเป็นสัญญาณบวก ทางด้านความเชื่อมั่น สำหรับตลาดเอเชีย โดยบริษัท ยูนิตทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติให้ระดมทุน หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาด สตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสะท้อนถึง การสนับสนุนจากภาครัฐจีน ต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

แม้จะยังไม่มีข้อมูล ความสัมพันธ์โดยตรง ระหว่างหุ้นโรโบติกส์ กับกลุ่มอีทรอนของไทย แต่ในเชิงบรรยากาศการลงทุนแล้ว กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกของไทย อย่าง เดลต้า เคซีอี และ ฮานา จะได้อานิสงส์ ทางอ้อมจากอุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ และแรงหนุน จากค่าเงินบาท ที่อ่อนค่าด้วยครับ

สรุป ภาพการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงคือ แนะนำ ลงทุนมากกว่าตลาด ในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรับโมเมนตัม เงินเฟ้อที่ชะลอตัว ในช่วง สองถึงสี่สัปดาห์ นี้ โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญ คือผลการประชุมเฟด และสถานการณ์ สหรัฐอิหร่าน

และยืนยันกลยุทธ์การลงทุน แบบบาร์เบล คือ ถือหุ้นกลุ่มเติบโต อย่างกลุ่มอีทรอน ควบคู่กับหุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง อย่างกลุ่มพาณิชย์ เช่น ซีพีออลล์ และเซ็นทรัลพัฒนา ครับ

สำหรับความเสี่ยงสำคัญ ในตลาดตอนนี้ อยู่ที่สถานการณ์น้ำมันครับ หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง จนน้ำมันดิบ ดับเบิลยูทีไอ พุ่งเกิน แปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ ตลาดเกิดใหม่จะถูกเทขายทันที มีเพียงหุ้นพลังงาน อย่าง ปตท.สำรวจและผลิต ที่จะยังประคองตัวได้ ขณะที่หุ้นธนาคาร หุ้นอสังหาฯ จะเจอแรงขาย และเงินทุนจะไหลกลับ เข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ ที่เลวร้ายที่สุดครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น

ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ