สวัสดีครับ ต้อนรับสู่ รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันศุกร์ที่ สามสิบเอ็ด กรกฎาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา สิบสองนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที
ภาพรวมตลาดโลกวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปะทะ ระหว่างความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น กับความหวังเรื่องเงินเฟ้อ ที่ยังคงชะลอตัว
คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ยืนยันความเป็นอิสระ ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด เมื่อวันที่หกกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง ต่อความเชื่อมั่นของตลาด
อย่างไรก็ตาม แรงหนุนนี้กำลังถูกท้าทาย จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน รวมถึงปัญหาการเดินเรือ ที่กำลังดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น และทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อ ซับซ้อนยิ่งขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ ร้อยละ สี่จุดห้าหก สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ กำลังคาดการณ์นโยบายแบบผ่อนคลายมากขึ้น แต่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ก็ขู่ว่าจะสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนอีกระลอก
ผลจากกระแสที่ตีกันกลับไปมา ทำให้ตลาดหุ้นผันผวน และเคลื่อนไหวในกรอบ โดยดัชนีตลาดหุ้นยุโรป อียูหนึ่งร้อย ปรับตัวลดลง ร้อยละ หนึ่งจุดศูนย์เจ็ด ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชีย แสดงความแข็งแกร่งแบบผสม โดยดัชนีนิฟตี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ ศูนย์จุดสามสี่
สถานการณ์ในปัจจุบัน จัดอยู่ในช่วงของการเพิ่มขึ้น ของค่าความเสี่ยง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อแฝงอยู่ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ความไม่แน่นอนสูง โดยข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลง กำลังแข่งขันกับ ความกลัวเรื่องอุปทานพลังงาน สะดุดหยุดลง
ด้านความเชื่อมั่นของตลาด อยู่ในเกณฑ์ ระมัดระวัง แต่เป็นกลาง โดยมีเงินทุนไหลเข้า กองทุนหุ้นทั่วโลก ติดต่อกันแปดสัปดาห์ สะท้อนความอยากเสี่ยงที่ยังอยู่ แต่ดัชนีความผันผวนในญี่ปุ่น อยู่ที่ สี่สิบสามจุดแปดสอง ส่งสัญญาณถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้น
สำหรับข้อมูลตลาดสำคัญ ดัชนีหุ้นยุโรปอียูหนึ่งร้อย อยู่ที่ หนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบสองจุด ดัชนีนิฟตี้ห้าสิบ อยู่ที่ สองหมื่นสามพันเก้าร้อยหกสิบสามจุด ดัชนีตลาดดูไบ ดีเอฟเอ็มจีไอ อยู่ที่ ห้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเอ็ดจุด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ สี่จุดห้าหก ราคาน้ำมันดิบ และเบรนท์ ปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน ด้านความผันผวนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับสูง
ในส่วนของการวิเคราะห์เชิงลึก หัวข้อแรกคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐ และอิหร่าน และผลกระทบด้านอุปทานพลังงาน
ตัวกระตุ้นคือ ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ และปัญหาการเดินเรือ กำลังดันราคาพลังงาน และป้อนเข้าสู่การคาดการณ์เงินเฟ้อโลก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับสัปดาห์ ที่มีการตัดสินใจเชิงนโยบาย ของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ไตรมาสสอง และผลประกอบการ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
จากข้อมูลในอดีต เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ภาคพลังงานจะเป็นบวก ทำให้ราคาหุ้น และราคาขายปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ และเอสพีอาร์ซี ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลลบต่อภาคการขนส่ง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น จะกดดันกำไรของสายการบิน และโลจิสติกส์ ได้แก่ เอเชีย เอวิเอชั่น การบินกรุงเทพ และเคอีเอ็กซ์
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดคือ เป็นบวกต่อผู้ผลิต และโรงกลั่นพลังงาน และเป็นบวกต่อถ่านหินทดแทนพลังงาน เช่น บ้านปู และลานนา
ประเด็นที่สองคือ เสถียรภาพของนโยบายการเงิน หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐ พิพากษายืนยันความเป็นอิสระของเฟด
ตัวกระตุ้นคือ คำตัดสินของศาลเมื่อวันที่หกกรกฎาคม ได้ขจัดความเสี่ยงแบบสุดขั้ว ที่การแทรกแซงทางการเมือง จะมาทำลายความน่าเชื่อถือ ของนโยบายการเงิน
จากข้อมูลในอดีต สภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพ หรือปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นบวกต่อภาคการเงินการธนาคาร ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิกว้างขึ้น ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ทีเอ็มบีธนชาต และธนาคารกรุงศรีอยุธยา
แต่สำหรับกลุ่มไฟแนนซ์ และหลักทรัพย์ ที่อ่อนไหวต่อต้นทุนการกู้ยืมสูง จะยังคงถูกกดดัน
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดคือ เป็นบวกต่อหุ้นการเงิน และหุ้นธนาคารสหรัฐในวงกว้าง ซึ่งการขจัดความไม่แน่นอน เป็นผลดีเชิงโครงสร้าง ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท และเป็นบวกต่อหุ้นธนาคารไทย จากสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ย ที่มีเสถียรภาพ
ธีมที่สามคือ ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ ในตลาดวอลล์สตรีท และหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่
ตัวกระตุ้นคือ ธนาคารใหญ่บนวอลล์สตรีท หกแห่ง จะรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง ในวันที่สิบสี่ถึงสิบห้า กรกฎาคม โดยคาดว่าจะมีรายได้จากการค้า ที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาด
ผลประกอบการของบริษัททีเอสเอ็มซี ถูกจับตาเป็นพิเศษ ในฐานะตัวขับเคลื่อนความผันผวน ของหุ้นในกลุ่มชิป ส่วนการมองโลกในแง่ดี ต่อฤดูกาลผลประกอบการ เป็นแรงหนุนให้มีเงินทุนไหลเข้า กองทุนหุ้นทั่วโลก ติดต่อกันแปดสัปดาห์
สำหรับธีมที่สี่คือ โมเมนตัมการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทเทคโนโลยจีน โดยเฉพาะยูนิทรี โรโบติกส์ และวัฏจักรการสร้างทุน ด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ
ตัวกระตุ้นคือ ยูนิทรี โรโบติกส์ ได้รับอนุมัติ ให้เสนอขายหุ้น IPO มูลค่า หกร้อยสิบแปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดสตาร์ มาร์เก็ต ของเซี่ยงไฮ้ สะท้อนการสนับสนุน จากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง สำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และตอกย้ำประเด็นการลงทุนด้านเอไอ และหุ่นยนต์
สำหรับแนวทางการลงทุน ที่มีความเชื่อมั่นสูง โอกาสที่คุ้มค่าความเสี่ยงมากที่สุด คือการลงน้ำหนักเพิ่มในหุ้นกลุ่มพลังงาน เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน และลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มขนส่ง
โดยให้น้ำหนักเพิ่มในหุ้นพลังงาน ได้แก่ พีทีทีอีพี พีทีที ไทยออยล์ เอสพีอาร์ซี ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง จากปัจจัยสหรัฐ-อิหร่าน
ให้น้ำหนักเพิ่มในหุ้นกลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จากความเป็นอิสระของเฟด และอัตราดอกเบี้ยที่มีเสถียรภาพ สนับสนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ อีกทั้งยังมีตัวเร่ง จากรายได้ด้านการค้าในไตรมาสสอง
และให้น้ำหนักลดลง สำหรับสายการบิน และขนส่ง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิง ที่เป็นอุปสรรค จะกดดันกำไร และยังไม่มีตัวเร่งระยะสั้น ให้กลับทิศทาง
สำหรับเหตุการณ์กระตุ้นสำคัญ ที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ เดือนมิถุนายน ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย การตัดสินใจเชิงนโยบาย ของเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น การพัฒนาทางการทูต ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นความเสี่ยง แบบสองทางต่อตำแหน่งการลงทุนในพลังงาน และผลประกอบการของบริษัททีเอสเอ็มซี ที่เป็นสัญญาณนำ ถึงอุปสงค์เทคโนโลยีโลก
ในแง่ของภาพจำลองความเสี่ยง กรณีพื้นฐาน ที่มีความน่าจะเป็น ร้อยละ ห้าสิบห้า คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่ แต่ไม่บานปลายไปถึงขั้นสะดุดหยุดลงเต็มระบบ เงินเฟ้อชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ย และตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบ โดยมีทิศทางเชิงบวกเล็กน้อย
กรณีที่ดี ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ ยี่สิบ คือ ความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน คลี่คลายอย่างรวดเร็ว เงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในวงกว้าง โดยนำโดยหุ้นกลุ่มเติบโต และเทคโนโลยี
และกรณีที่แย่ที่สุด ที่มีโอกาสเกิดร้อยละ ยี่สิบห้า คือ ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิม เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ในทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มพลังงาน
ข้อสรุปสำคัญจากรายงานวันนี้คือ การเข้าลงทุนในน้ำมันดิบ เป็นการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงสุด จากปัจจัยเร่งที่ยังดำเนินอยู่ และต่อเนื่อง
คำตัดสินเรื่องความเป็นอิสระของเฟด เป็นบวกเชิงโครงสร้าง ที่ช่วยขจัดความเสี่ยงแฝง
การลดลงของอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ มองว่าเงินเฟ้อจะลดลง แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันที่ตรงกันข้าม ซึ่งจะคลี่คลาย ด้วยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค ในสัปดาห์นี้
ฤดูกาลผลประกอบการ เป็นตัวเร่งสำคัญ ที่อาจทำให้ตลาดปรับฐาน หรือทะยานขึ้น
และการเสนอขายหุ้น IPO ของเอไอ และหุ่นยนต์จีน เป็นบวกเชิงโครงสร้าง ต่อการเปิดรับนวัตกรรมในระยะกลาง แต่ปริมาณหุ้นที่เพิ่มขึ้น อาจสกัดการปรับตัวขึ้นของดัชนีในภาพรวม
สุดท้าย ให้จับตาการตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่อง ไปยังการค้าเงินเยน และสภาพคล่องโลก
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V C InvestZone dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ