ข่าวเศรษฐกิจมหภาค VOICE

Economic Voice News

28 September 2026

← วันก่อนหน้า วันปัจจุบัน

📅 ข้อมูลข่าวประจำวันที่: 27/09/2026 11:25 pm

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที ครับ
Voice News

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่รายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก ประจำวันจันทร์ที่ ยี่สิบแปด กันยายน สองพันห้าร้อยหกสิบเก้า เวลา หกนาฬิกา ยี่สิบสามนาที ครับ

วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรง ที่จะมาวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ให้ทุกท่านได้ติดตามกัน อย่างละเอียด ท่ามกลางความตึงเครียด หลัก ๆ สามด้าน ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดการเงินโลก ในขณะนี้ ครับ

เริ่มจากด้านแรก คือ วิกฤตพลังงาน จากความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งขึ้นไป ทะลุระดับ หนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ส่วนด้านที่สอง คือ การคุมเข้มนโยบายการเงิน พร้อมกันของธนาคารกลางใหญ่ ๆ ทั่วโลก ซึ่งรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 และด้านที่สาม คือ การปรับฐาน ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ซึ่งทำให้ดัชนีแนสแดก พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ครับ

ประเด็นสำคัญ ที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม โดยปรับขึ้น ยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน สู่ระดับ สามจุดเจ็ดห้าถึงสี่จุดศูนย์เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่สิบหกกันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ควบคู่ไปกับ การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สองของปีนี้ ของธนาคารกลางยุโรป และ ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่น อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น พุ่งสูงขึ้น แตะระดับเกินสามเปอร์เซ็นต์ แล้ว ครับ

ตลาดหุ้นโลก กำลังแตกออกเป็นสองขั้ว อย่างชัดเจน กล่าวคือ กลุ่มหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และหุ้นนอกสหรัฐฯ กำลังได้รับผลกระทบ จากแรงกดดันของการคุมเข้มทางการเงิน ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อย่างเอเอ็มดี อินเทล และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเอไอ ยังคงปรับตัวขึ้นได้ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สะท้อนถึงความเสี่ยงพื้นฐาน แต่การปรับตัวขึ้น ในลักษณะนี้ แบบแคบ ๆ และกระจุกตัว ในประวัติศาสตร์แล้ว มักไม่ยั่งยืน และมีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ เมื่อใดก็ตาม ที่ตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบการเงิน เริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจน ครับ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ กำลังกลายเป็นแรงดึงดูดทางแรงโน้มถ่วง ที่บีบอัดมูลค่าหุ้นทั่วทั้งระบบ เพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวม สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบต่อการประเมินมูลค่า ของหุ้นกลุ่มเติบโต ในระยะยาว อย่างไม่เป็นสัดส่วน เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ดังนั้น คำถามสำคัญ สำหรับช่วงสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า คือ แรงซื้อหุ้นกลุ่มเอไอ จะมีพลังมากพอ ที่จะต้านทานแรงดึงดูด ของอัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยง ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ได้หรือไม่ หรือว่า ตลาดพันธบัตร จะเป็นฝ่ายบีบ ให้ตลาดหุ้น ปรับตัวลง จนกว่าจะสอดคล้องกัน ครับ

สำหรับภาพรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในขณะนี้ อยู่ในระดับ ระมัดระวัง และค่อนข้างเป็นเชิงลบ โดยมีข้อแม้ที่สำคัญ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งมีทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ภาวะวิกฤตพลังงาน ธนาคารกลางที่มีท่าทีเข้มงวด และความตึงเครียดด้านสภาพคล่อง ในตลาดเกิดใหม่อย่างตุรกี ล้วนส่งสัญญาณเชิงลบ อย่างไรก็ตาม กระแสการลงทุน ในกลุ่มหุ้นเอไอ และชิป ได้สร้างช่องทางแห่งความหวัง ให้กับหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในวงแคบ ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของ ตลาดกระทิงที่เปราะบาง และกระจุกตัว อยู่ภายใน ภาวะตลาดหมีในวงกว้าง และได้เปลี่ยนผ่านจากช่วง การเติบโตแบบไร้เงินเฟ้อ ในช่วงครึ่งปีแรก มาสู่ ภาวะกดดันจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะงักงัน ภายในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ครับ

มาถึงภาพรวมตลาดการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีเอสแอนด์พีห้าร้อย เคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ปรับลงเล็กน้อย ในช่วงปลายเดือน ส่วนดัชนีแนสแดกคอมโพสิต ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ สองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยสี่สิบสี่ จุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิป ขณะที่หุ้นยุโรป อยู่ในช่วงเปิดตลาดอย่างระมัดระวัง และหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลงจากความกังวล เรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ครับ

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุสิบปี อยู่ที่ระดับสี่จุดเก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ และเคยพุ่งแตะระดับห้าเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในรอบหลายปี ขณะที่พันธบัตรญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเหนือระดับสามเปอร์เซ็นต์ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความคาดหวัง ต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ครับ

ด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ หนึ่งร้อยจุดหก โดยได้แรงหนุนจากท่าทีเข้มงวดของเฟดส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ยังคงปรับตัวสูงขึ้น และปิดตลาดเหนือระดับ หนึ่งร้อยแปดดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทาน แม้จะมีการย่อตัวลงบ้าง จากความหวังในเชิงการทูต ก็ตาม ครับ

การวิเคราะห์เชิงลึก ในประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือ ภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ที่ระดับห้าองศาเซลเซียส ไม่ใช่ ห้าเปอร์เซ็นต์ ครับ ที่กำลังกลับมาครอบงำ ตลาดหุ้นอีกครั้ง ประเด็นนี้ เป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการส่งสัญญาณ ว่าจะปรับขึ้นอีก หนึ่งครั้งในปีนี้ ในอดีต เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี อยู่เหนือระดับห้าเปอร์เซ็นต์ มักจะนำไปสู่ การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเติบโต ตามด้วยการปรับตัวลง ของดัชนีหุ้นใหญ่ ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นการปรับขึ้น ที่เกิดจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด จริงจัง คาดว่าผลกระทบ จะเป็นเชิงลบ และมีขนาดสูง ในช่วงหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือ กลุ่มรีทส์ และหุ้นเทคโนโลยีที่ยังไม่มีกำไร รวมถึงหนี้สกุลเงินท้องถิ่น ของตลาดเกิดใหม่ ครับ

ตัวกลางในการส่งผ่านผลกระทบ เริ่มจากเฟดขึ้นดอกเบี้ย นำไปสู่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้น ทำให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัว ดอลลาร์แข็งค่า กดดันค่าเงินตลาดเกิดใหม่ จนนำไปสู่วิกฤตสภาพคล่อง และสุดท้าย คือ การขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา เป็นวงกว้าง การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างพร้อมเพรียงกัน ในครั้งนี้ มีโอกาสสูง ที่จะทำให้ตลาดหุ้นโลก ปรับตัวลงได้ สิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ภายในช่วงสามถึงหกเดือนข้างหน้า เว้นแต่ราคาพลังงาน จะปรับตัวลงก่อน ครับ

ประเด็นที่สอง คือ วิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านอุปทานที่สำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบที่อยู่เหนือระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง เคยเป็นปัจจัยนำหน้า การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในสหรัฐฯ ถึงห้าครั้ง จากหกครั้งในอดีต เนื่องจากน้ำมันแพง เปรียบเสมือนภาษี ที่บีบอัดกำลังซื้อของผู้บริโภค และบังคับให้ธนาคารกลาง ต้องขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นจริง ในขณะนี้ ผลกระทบต่อตลาด ค่อนข้างเป็นเชิงลบ ในระยะสั้น กลุ่มพลังงานจะได้ประโยชน์ แต่กลุ่มสายการบิน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย จะได้รับผลกระทบ หากการทูตล้มเหลว และราคาน้ำมันกลับมาทะลุระดับ หนึ่งร้อยสิบบดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าตลาดหุ้น จะปรับตัวลงได้ สามถึงห้าเปอร์เซ็นต์ ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย การย่อตัวของราคาน้ำมัน ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุด ในระยะใกล้นี้ ครับ

ประเด็นที่สาม คือ การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเอไอ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกิดขึ้น ท่ามกลางการปรับตัวลงของหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ การกระจุกตัวของเงินลงทุน ในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นลักษณะเด่น ของช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น เสมอมา และในที่สุด ผู้นำตลาดกลุ่มนี้ ก็จะปรับตัวลงตามในภายหลัง แม้ว่าความต้องการใช้เอไอ จะเป็นเรื่องจริง และมีตัวเลขสนับสนุน เช่น บริษัทเดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย ที่รายงานรายได้เติบโต ห้าสิบจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุสิบปี ยังคงอยู่เหนือระดับห้าเปอร์เซ็นต์ ต้นทุนทางการเงิน ของเงินลงทุนระยะยาว จะสูงขึ้น และจำกัดการขยายตัว ของอัตราส่วนราคาต่อกำไร หุ้นกลุ่มนี้ จึงมีความแออัด และอ่อนไหว ต่อการปรับลดมูลค่า จากแรงกดดันของตลาดพันธบัตร ครับ

ประเด็นที่สี่ คือ ความเสี่ยงการแพร่ระบาดของวิกฤต ในตลาดเกิดใหม่ โดยเริ่มจากตุรกี ที่ค่าเงินลีร่า ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ที่สี่สิบแปดจุดห้า ต่อดอลลาร์สหรัฐ และกองทุนรวมของตุรกี เผชิญปัญหาสภาพคล่อง จนต้องมีการแทรกแซงจากภาครัฐ ในขณะที่ประเทศไทย ก็เริ่มเห็นความผันผวน ของกระแสเงินทุนต่างชาติ สลับกันไหลเข้าและไหลออก ในปริมาณที่สูงจากประวัติศาสตร์ ในอดีต วิกฤตสภาพคล่องของตลาดเกิดใหม่ มักเริ่มต้น จากประเทศที่เปราะบางที่สุด และแพร่กระจาย ผ่านช่องทางค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการไหลออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม สัญญาณของเฟด ในการปรับความยืดหยุ่น ของการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น อาจเป็นมาตรการรองรับสภาพคล่องได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตครั้งใหญ่ ได้ทั้งหมด ครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงสองถึงสี่สัปดาห์ข้างหน้า เราแนะนำให้ ลดน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวนาน เช่น หุ้นเทคโนโลยีที่ไม่มีกำไร และกลุ่มรีทส์ เพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันแบบครบวงจร เช่น ปตท. ซึ่งจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงกว่าระดับหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐ และยังมีความหลากหลายของรายได้ ทั้งจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อีกทั้งยังแนะนำให้ มีความเป็นกลาง ต่อหุ้นกลุ่มเอไอ โดยคงพอร์ตที่มีอยู่ไว้ แต่ไม่ควรเพิ่มน้ำหนัก และใช้กลยุทธ์ตัดขาดทุน อัตโนมัติที่ระดับ ห้าถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ และแนะนำให้ ลดน้ำหนักการลงทุน ในตลาดเกิดใหม่ ยกเว้นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกพลังงาน เพราะความเสี่ยง ยังอยู่ในระดับสูง ครับ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ในช่วงสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า คือ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ซึ่งหากปรับขึ้นเกินยี่สิบห้าจุดพื้นฐาน จะส่งผลกระทบ ต่อธุรกรรมคาร์รีเทรด ทั่วโลกอย่างรุนแรง รวมถึง ผลของการเจรจาทางการทูต ในตะวันออกกลาง และการเคลื่อนไหว ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุสิบปี หากทะลุระดับห้าจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะเป็นจุดเริ่มต้น ของการปรับลดมูลค่าหุ้น อย่างเป็นระบบ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในครั้งถัดไป ครับ

สำหรับความเสี่ยงหลัก ในสามสถานการณ์ กรณีฐาน มีโอกาสร้อยละห้าสิบ คือ น้ำมันทรงตัวที่ระดับ เก้าสิบห้าถึงหนึ่งร้อยห้าดอลลาร์สหรัฐ เฟดคงดอกเบี้ย และกระแสเอไอยังคงดำเนินต่อไป ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหว ในกรอบแคบ และมีการสลับกลุ่มลงทุน กรณีเชิงบวก มีโอกาสร้อยละยี่สิบ คือ การหยุดยิง ตะวันออกกลางสำเร็จ น้ำมันปรับตัวลง ต่ำกว่าแปดสิบห้าดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ในวงกว้าง แต่กรณีเชิงลบ ซึ่งมีโอกาสถึงร้อยละสามสิบ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือความขัดแย้งยกระดับ ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า หนึ่งร้อยยี่สิบดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ทะลุห้าจุดห้าเปอร์เซ็นต์ และวิกฤตตลาดเกิดใหม่ ลุกลามเป็นวงกว้าง จะส่งผลให้ ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง ได้ถึงสิบถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ครับ

ประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุน ควรจดจำ คือ ประการแรก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ที่ระดับห้าเปอร์เซ็นต์ คือ ศูนย์กลางแรงโน้มถ่วง ของการกำหนดราคาสินทรัพย์ ทั้งหมด จะบีบอัดมูลค่าหุ้น ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า และกดดันตลาดเกิดใหม่ ประการที่สอง ราคาน้ำมัน คือ ตัวแปรหลัก ของทุกอย่าง การปรับตัวขึ้นของหุ้น และการย่อตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล้วนมาจากการย่อตัวของราคาน้ำมันทั้งสิ้น ประการที่สาม การปรับตัวขึ้นของหุ้นเอไอ เป็นเรื่องจริง แต่กระจุกตัว และแออัด ความแตกต่างระหว่างแนสแดก ซึ่งได้แรงหนุนจากเอไอ และดาวโจนส์ ซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย คือ ความตึงเครียดที่สำคัญที่สุด ของตลาดในขณะนี้ ประการที่สี่ ความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่ ยังไม่จำกัดอยู่แค่ตุรกี ความผันผวนของกระแสเงินทุนต่างชาติ ในไทย เป็นสัญญาณเริ่มต้น ของการไหลออกของเงินทุน ที่ขับเคลื่อนโดยค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และประการสุดท้าย การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ในสัปดาห์นี้ เป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงที่สุด ในระยะใกล้นี้ เพราะอาจคุกคาม ธุรกรรมคาร์รีเทรด ทั่วโลกได้ ครับ

ท้ายที่สุดนี้ ต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามรับชมรายการ รายงานข่าวเศรษฐกิจรอบโลก วันนี้ และสำหรับผู้ที่สนใจ ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา ครับ

คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลที่ให้ไว้ในรายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน กฎหมาย หรือภาษี การลงทุนมีความเสี่ยง รวมถึงการสูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต แพลตฟอร์มให้ข้อมูลนี้ในลักษณะ ตามที่เป็น และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้ ควรทำการวิจัยด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า I V Z Invezzy dot eddy ai dot tech สวัสดีครับ

⏱️ ระบบจัดเก็บเสียงเมื่อ: 28 September 2026 - 06:25 น.